Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

“บิ๊กตู่” เรียกทีมเศรษฐกิจหารือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ระบาดโควิด 19 รอบที่ 3

ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ  อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  รมว.คลัง นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษานายกฯ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย  นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เข้าร่วมหารือ 

โดยเป็นการหารือถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชนที่ได้รับกระทบจากการยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ของรัฐ เช่น จากคำสั่งปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะและสถานประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีการหยิบยกประเด็นข้อเรียกร้อง ของสมาคมภัตตาคารไทย ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งห้ามมีการให้บริการนั่งรับประทานอาหารในร้านเป็นเวลา 14 วัน ในร้าน พื้นที่ 6 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดขึ้นมาหารือ ภายหลังจากสมาคมภัตตาคารไทยเสนอ 2 ข้อต่อพล.อ.ประยุทธ์ ได้แก่ 1.อนุญาตให้ร้านอาหารสามารถนั่งรับประทานในร้านได้ ไม่เกิน 21.00 น. และงดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน โดยย้ำว่าภาคธุรกิจร้านอาหารยึดมาตรฐาน SHA ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสาธารณสุข ที่อยู่ในระดับเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมยึดมาตรการด้านสาธารณสุขตามที่ ศบค.กำหนด และ2.เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่รอบแรกจนถึงปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กำชับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เร่งประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกระดับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับกระทบ ทั้งผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชน รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยให้เตรียมความพร้อมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบศ.ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆนี้

ศรีสุวรรณ เผย กสทช. รับคำร้องเพื่อสอบจริยธรรมนักเล่าข่าวตาม กม.แล้ว

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน กสทช.เมื่อ 20 เม.ย.64 หลังพิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดัง ได้หวนกลับคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง ทั้งๆที่ยังไม่พ้นโทษเพียงแต่ถูกพักโทษให้ออกจากเรือนจำ แต่ยังติดกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้าไปอีก 14 เดือนและต้องรายงานตัวต่อกรมคุมประพฤติไปจนกว่าจะพ้นโทษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายและหรือขัดต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์นั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การร้องเรียนดังกล่าวสำนักงาน กสทช.ได้แจ้งมายังสมาคมฯว่า ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมสื่อมวลชนนั้น สำนักงาน กสทช.มีอำนาจดำเนินการตาม พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 ม.40 ที่ระบุว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการฯ ให้คณะกรรมการส่งเรื่องพร้อมความเห็นของคณะกรรมการให้องค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39 เพื่อให้ดำเนินการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายโดยเร็ว และให้คณะกรรมการติดตามผลการดำเนินการขององค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39 เมื่อองค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39  ได้แจ้งผลการดำเนินการให้คณะกรรมการทราบแล้ว ให้แจ้งผู้ร้องเรียนทราบผลการดำเนินการโดยเร็ว ในการนี้ สำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทต้นสังกัดของนักเล่าข่าวชื่อดังดังกล่าว และองค์กรวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พิจารณาและดำเนินการต่อข้อร้องเรียนของสมาคมฯต่อไป

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วย จริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ 2553 ประกอบธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ 2563 ได้กำหนดความรับผิดทางจริยธรรมไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสังกัดสมาชิกละเมิดหรือประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแจ้งเป็นหนังสือให้ต้นสังกัดสมาชิกที่ถูกร้องเรียน ลงตีพิมพ์หรือประกาศเพื่อเผยแพร่คำวินิจฉัยหรือประกาศเพื่อเผยแพร่ข้อความคำขอโทษต่อผู้เสียหายตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ และให้ส่งคำวินิจฉัยไปยังต้นสังกัดของผู้นั้น เพื่อดำเนินการลงโทษ แล้วแจ้งผลให้สภาการสื่อมวลชนทราบโดยเร็ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ในกรณีที่เห็นสมควร สภาการสื่อมวลชนอาจตักเตือน เป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากแจ้งผลการพิจารณาให้แก่ผู้ถูกร้องเรียนทราบแล้ว ให้สภาการสื่อมวลชนเผยแพร่คำวินิจฉัยต่อสาธารณะต่อไป ส่วนความรับผิดชอบที่นอกเหนือไปจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับนักเล่าข่าวชื่อดังและต้นสังกัดจะแสดงความสำนึกมากน้อยเพียงใด ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายเอง เพราะสำนึกแห่งจริยธรรมนั้นอยู่เหนือกฎหมาย ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกชั่วดีของแต่ละคน เพราะบางคนบางบริษัทอาจไม่สนใจในเรื่องเหล่านี้หวังเพียงแค่ให้มีเรตติ้งเยอะๆ มีโฆษณาเข้ามาก ๆ เท่านั้น ไม่สนใจเรื่องจริยธรรมและศีลธรรมอันดีของสังคมเลยก็ได้ 

“แรมโบ้” โว ปชช.ไว้ใจ ”บิ๊กตู่” บริหารประเทศ วอน ฝ่ายค้าน เอาใช้ความรู้สึกตัดสินฝ่ายเดียว

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง "ผู้นำฝ่าโควิดของไทย" วันนี้ โดยเฉพาะประเด็นหากวันนี้เลือกได้ จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ 42.6 บอกว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า เห็นด้วย และแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังไว้ใจ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารบ้านเมือง แก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ที่นายกฯ ไม่เคยย่อท้อ สามารถทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ และในครั้งนี้ประชาชนยังมั่นใจว่านายกฯและรัฐบาลจะสามารถทำให้คลี่คลายลงได้เช่นกัน

นายเสกสกล กล่าวว่า มีแต่พรรคฝ่ายค้าน ที่มองไม่เห็นการทำงานของนายกฯและรัฐบาล ไม่รู้ว่าหูหนวก ตาบอดหรือไม่ ที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องซ้ำๆให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งในขณะที่บ้านเมืองเกิดปัญหาวิกฤตโควิด กล้าตบตาประชาชนเพื่อหวังผลทางการเมือง จ้องล้มรัฐบาลอยากกลับมามีอำนาจ แต่ขอให้รับฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ด้วยว่าต้องการเช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อย่าเอาเพียงความรู้สึกของพรรคฝ่ายค้านที่อยากให้นายกฯลาออกเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงประชาชนที่ขณะนี้ต้องการความช่วยเหลืออยู่ และควรมีจิตสำนึกฟังประชาชนว่าต้องการผู้นำคนไหน ดังนั้นอย่ามาเที่ยวไล่นายกฯให้ลาออก เมื่อผลสำรวจโพลออกมาเช่นนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนต่อไป

นาซาเตือน แม้แต่ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถหยุดดาวเคราะห์น้อยที่จะมุ่งหน้ามายังโลกได้ หลังทดลองจำลองเหตุการณ์ มีเวลา 6 เดือน หาทางปกป้องโลกจากการถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน

เดลี่เมลรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ข้อสรุปจากการทดลองจำลองเหตุการณ์เพื่อหาวิธีปกป้องโลกของเรา จากการถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์พุ่งชนโลกว่า ถึงแม้จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลกได้

เมื่อ 4 พ.ค. 64 เดลี่เมลรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ข้อสรุปจากการทดลองจำลองเหตุการณ์เพื่อหาวิธีปกป้องโลกของเรา จากการถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์พุ่งชนโลกว่า ถึงแม้จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลกได้

การจำลองเหตุการณ์ เริ่มจากนักวิทยาศาสตร์นาซาได้รับการแจ้งว่าพวกเขามีเวลา 6 เดือนในการหาทางสกัดไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์ซึ่งมีวงโคจรที่จะพุ่งชนโลก หลังจากได้สำรวจพบดาวเคราะห์น้อยกำลังอยู่ในระยะห่างจากโลก 35 ล้านไมล์

จากการศึกษาเพื่อหาทางสกัดดาวเคราะห์น้อย โดยใช้เวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน และนักดาราศาสตร์ได้ใช้ระบบเรดาร์ ข้อมูลภาพและเทคโนโลยีหลายอย่าง รวมทั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ จนได้ข้อสรุปว่า ระยะเวลา 6 เดือน ไม่เพียงพอที่จะเตรียมตัวสำหรับการส่งยานอวกาศขึ้นไปพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย รวมถึงการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ อย่างเช่นที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องอาร์มาเกดดอน ก็ไม่อาจหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่กำลังมุ่งหน้ามายังโลกได้

สำหรับโครงการจำลองเหตุการณ์ทดสอบการหาทางหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะชนโลกของนาซานี้ ใช้ชื่อว่า 'Space Mission Options for the Hypothetical Asteroid Impact Scenario'

จำลองเหตุการณ์วันที่ 1 : 19 เมษายน 2021
นักวิทยาศาสตร์โครงการปกป้องโลกของนาซา ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย พบดาวเคราะห์น้อย ชื่อ 2021PDC ซึ่งจัดเป็นวัตถุใกล้โลก อยู่ในระยะห่างจากโลก 35 ล้านไมล์ และมีโอกาสที่จะชนโลกเพียงแค่ 5% ในวันที่ 20 ตุลาคม

จำลองเหตุการณ์วันที่ 2 : 2 พฤษภาคม 2021
นักดาราศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการรวบข้อมูลการโคจรของดาวเคราะห์น้อย และความเป็นไปได้ที่อาจจะชนโลก โดยทีมได้ใช้ข้อมูลภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ดาวเคราะห์น้อยเคยเข้าใกล้โลก ในปี 2014

ข้อมูลนี้ทำให้นักดาราศาสตร์ลดวงโคจรที่ไม่แน่นอนของดาวเคราะห์น้อย และได้ข้อสรุปการจำลองเหตุการณ์นี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยมีความเป็นไปได้ที่จะชนโลก 100% ในบริเวณยุโรป หรือตอนเหนือของทวีปแอฟริกา

จากข้อมูลดังกล่าง ทำให้ทางทีมรีบทำงานเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก โดยมีการออกแบบให้ส่งยานอวกาศขึ้นไปพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่มันจะชนโลก แต่ได้ข้อสรุปว่า ด้วยระยะเวลาที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจอันเหลือเชื่อนี้ได้ ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังได้เสนอให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่เชื่อว่าจะมีอุปสรรคหลายอย่าง และจากการจำลองทดสอบเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าใช้อาวุธระเบิดนิวเคลียร์พุ่งชนดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ราว 114 ฟุต จนถึง 800 เมตร จะสามารถทำลายดาวเคราะห์น้อยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่แน่ชัดว่าระเบิดนิวเคลียร์ขนาดไหนจึงสามารถจะสกัดดาวเคราะห์น้อยได้

จำลองเหตุการณ์วันที่ 3 : 30 มิถุนายน 2021
การทดสอบกระโดดไปถึงเวลาที่โลกจะถูกดาวเคระห์น้อยพุ่งชน โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เฝ้าติดตามทุกคืน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้ปรับแต่งวงโคจรให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ มีความเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกแถวเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรีย สโลเวเนีย และโครเอเชีย

จำลองเหตุการณ์วันที่ 4 : 14 ตุลาคม 2021
เหลือเพียงแค่ 6 วัน ดาวเคราะห์น้อยจะชนโลก โดยขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกประมาณ 3.9 ล้านไมล์ และมีระยะใกล้พอที่จะใช้ระบบ Goldstone Solar System Radar ในการวิเคราะห์ดาวเคราะห์น้อย ทั้งขนาดและลักษณะกายภาพ ซึ่งพบว่าดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเล็กกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า จึงได้ลดขนาดพื้นที่ที่มีโอกาสจะถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนให้แคบลง เหลือเพียงบริเวณพรมแดนของเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก และออสเตรีย และกำหนดให้ดาวเคราะห์น้อยมีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งชนโลกในภูมิภาคแถวนี้ 99%

ลินด์ลีย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่โครงการ Planetary Defense ของนาซา กล่าวว่า แต่ละครั้งที่ได้ร่วมทดสอบในเหตุการณ์ธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ ทำให้พวกเราได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับว่า ใครจะเป็นตัวหลักในเวลาเกิดหายนะ และใครจำเป็นต้องรู้ข้อมูล เพื่อช่วยในการหาทางปกป้องโลกของเราให้ได้มากที่สุด จากการถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/2084216

ถอดรหัส!! แผนฟื้นฟู​ใหม่ ดัน​ 'บินไทย'​ ทะยานฟ้า เปิดโอกาส 'ธุรกิจ​ -​ ประเทศ'​ ที่น่าคิดตาม

เป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังอยู่ในกระบวนการทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีกำหนดการนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการและโหวตแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ประกอบด้วยส่วนที่เป็นสาระสำคัญหลายประการ เช่น... 

1) วิเคราะห์และกำหนดรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ 

2) โครงสร้างทุน 

และ 3) โครงสร้างองค์กร ตลอดจนแผนธุรกิจและแผนการเงิน ที่จะสะท้อนความสามารถในการดำเนินกิจการและความสามารถในการชำระหนี้ภายใต้ข้อกฎหมาย ข้อสัญญาที่มีกับพนักงานและคู่ค้าตลอดจนเจ้าหนี้ทั้งหลาย 

อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างของแผนฟื้นฟูการบินไทยที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อเทียบกับแผนฟื้นฟูกิจการอื่นๆ นั้น ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงและเป็นการร่างแผนฟื้นฟูกิจการแบบ “นอกตำรา” 

เนื่องจากปกติแผนฟื้นฟูกิจการส่วนใหญ่ ที่เกิดจากความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของบริษัท มักปล่อยให้บริษัทล้มละลาย​ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า (ทั้งต่อเจ้าหนี้ เจ้าของ และสังคม) จึงมักจะมีบริษัทกระทำโดยการ 'ลดหนี้​ ลดทุน'​ แล้วดำเนินการ เป็นส่วนใหญ่แทน

แน่นอนว่า​ กรณีการฟื้นฟูกิจการของบริษัททั่วไป​ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน​ ก็มักจะลดหนี้ลดทุนแล้วดำเนินการทั้งสิ้น!! 

แต่กรณีการบินไทย โดยผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ดำเนินการเช่นนั้น!! 

เพราะปัญหาการบินไทยแท้จริงแล้วมีสองสามปัญหาใหญ่ๆ คือ... 

1) การบริหารจัดการ 

2) โครงสร้างองค์กร 

และ 3) การแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ 

การฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่อยู่บนฐานคิดที่ว่า ธุรกิจต้องไปรอดและเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เสร็จสิ้น เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดี มีระบบและกลไกในการป้องกันการแทรกแซง​ ที่จะส่งผลเสียต่อธุรกิจของการบินไทย

ในฐานะที่ติดตามเรื่องการฟื้นฟูการบินไทย ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ตั้งแต่มีการเตรียมเรื่องการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการนั้น โครงสร้างองค์กรและโครงสร้างธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นองค์กรที่มีพนักงานในจำนวนที่เหมาะสมเพียงพอ และมีประสิทธิภาพในการบริหารงาน 

นั่นก็เพราะ โครงสร้างพนักงานใหม่​ ที่จะใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นั้น​ จะมีพนักงานที่ทำสัญญาเริ่มต้นกันใหม่ ทำให้เหลือพนักงานทั้งหมดราว 1.4 -​ 1.5 หมื่นคน จากจำนวนพนักงานมากกว่าสองหมื่นคนในอดีต และปรับลดการจ้างงานภายนอกลง รวมถึงการปรับฝูงบินที่ทำให้เหลือชนิดและประเภทของเครื่องบินและเครื่องยนต์น้อยลง 

ทั้งสองกรณีนำไปสู่การปรับลดต้นทุนอย่างมีนัยยะสำคัญ!! 

ข้อดีของวิกฤติโควิด-19 ทำให้การปรับลดต้นทุนนี้ทำได้ง่ายขึ้น ทั้งการเจรจาเจ้าหนี้เครื่องบิน และการปรับลดพนักงาน 

แต่ข้อเสียของโควิค-19 ทำให้การดำเนินธุรกิจที่สร้างรายได้ชะงักไป โดยเฉพาะธุรกิจหลักอย่างการให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศ

กลับมาที่ตัวแผนฟื้นฟูฯ เนื่องจากแผนฟื้นฟูฯ ที่ยื่นต่อศาลล้มละลายนั้น ผ่านการเจรจาเจ้าหนี้จำนวนมาก และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เป็นแผนฟื้นฟูฯ ที่นอกตำรา และอาจกล่าวได้ว่าทั้งชีวิตอาจจะเห็นได้ครั้งเดียว 

เนื่องจากเป็นแผนฟื้นฟูฯ ที่มีการลดหนี้ไม่มาก และไม่ได้ลดทุนโดยตรง ซึ่งตามปกติของแผนฟื้นฟูฯ จะทำโดยการ ลดหนี้ ลดทุน ใส่เงินใหม่ และดำเนินกิจการ

อย่างไรก็ตาม​ ผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ เสนอแผนบนฐานที่ 'เจ้าหนี้'​ และ 'เจ้าของ'​ ต้องร่วมกันสนับสนุนการบินไทย และช่วยกันกับผู้บริหารแผนเพื่อทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเสนอแผนฟื้นฟูฯ โดยการยืดระยะเวลาการชำระหนี้ และกำหนดให้เจ้าหนี้และเจ้าของต้องร่วมกัน “ใส่เงินใหม่” เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจ 

ดังนั้น โอกาสที่เจ้าหนี้จะโหวตเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูดังกล่าว​ จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โดยทุนใหม่ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในแผนนั้นกำหนดไว้ตามแผนฟื้นฟูฯ ที่ 5 หมื่นล้านบาท ภายใต้ หลักการคร่าวๆ คือ ยืดหนี้ เจ้าหนี้​ และเจ้าของใส่เงิน “คนละครึ่ง” และดำเนินกิจการต่อไป

โดยเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนั้น ก็ไม่ได้ถูกลดมูลค่าหุ้นลงจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการ และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของการบินไทย ก็ยังเป็นกระทรวงการคลัง (ราวร้อยละ 48) และกองทุนวายุภักษ์ (ราวร้อยละ 16-17) หากเป็นแผนฟื้นฟูฯ อื่น หุ้นจะถูกปรับลดเหลือ 1 สตางค์ หากมีการขาดทุนจำนวนมากๆ

ในขณะที่เจ้าหนี้มีหลายกลุ่มมีการปรับลดหนี้ลงเล็กน้อย เช่น เจ้าหนี้การค้า ผู้ให้กู้ สถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นกู้ พนักงาน และอื่นๆ โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่ คือ ธนาคาร สถาบันการเงิน และกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนั้น กระทรวงการคลังยังนับเป็นเจ้าหนี้อีกด้วย 

คำถามสำคัญ คือ เจ้าหนี้และเจ้าของควรใส่เงินใหม่หรือไม่?

โจทย์นี้ จะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนาคตธุรกิจเป็นสำคัญ 

เพราะตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โครงสร้างสำคัญได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะโครงสร้างพนักงาน โครงสร้างธุรกิจ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการเครื่องบินเครื่องยนต์ การปรับกลไกการจำหน่ายตั๋ว และอื่นๆ 

นอกจากนั้น เรื่องราวความซ่อนเงื่อนของการบินไทยได้ถูกตีแผ่จากทั้งสื่อสารมวลชน คณะกรรมการที่มาตรวจสอบ และเป็นที่สนใจของสาธารณชน 

พูดง่ายๆ ว่า การบินไทย ในอนาคตจะอยู่ในที่​ 'สว่าง'​ กว่าเดิม และต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและโปร่งใส 

ดังนั้น ในด้านต้นทุนจะมีความสมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น!!

นอกจากนั้น รายได้ของการบินไทย ที่มาจากธุรกิจการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสิ่งของแล้ว ยังมีธุรกิจที่มีอนาคตดีหลังจากโควิด-19 เช่น 

>> ธุรกิจอาหารที่แตกไลน์จากการบริการอาหารให้สายการบิน 
>> สู่การบริการอาหารผ่านร้านสะดวกซื้อ 
>> ธุรกิจการเทรนนิ่งนักบินและบุคลากรสืบเนื่อง ธุรกิจการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ฯลฯ 

การประมาณการรายได้ที่ระบุในแผนมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ​ จากการใส่เงินใหม่จำนวน 5 หมื่นล้าน ซึ่งมีความสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง และในแผนฟื้นฟูฯ แถมยังกำหนดสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใส่เงินใหม่ที่จะได้สิทธิในการแปลงหนี้เดิมเป็นทุนได้อีกด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องรอเวลาการชำระหนี้ที่ถูกยืดออกไปนาน และจะได้รับการชำระหนี้เพิ่มเติมหากมีกระแสเงินสดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

สำหรับภาครัฐโดยกระทรวงการคลัง ที่เป็นทั้งเจ้าหนี้และเจ้าของนั้น การใส่เงินใหม่ในรูปแบบที่เหมาะสม จะทำให้รัฐไม่เสียประโยชน์ เพราะหากการฟื้นฟูกิจการการบินไทยเริ่มต้นด้วยการลดหนี้ลดทุนตามตำราฝรั่ง เงินของรัฐที่อยู่ในการบินไทยก็จะลดลงทันที ซึ่งเงินของรัฐที่อยู่ในการบินไทยนั้นมีมากกว่า 2.5 หมื่นล้าน

แต่ที่สำคัญที่สุด เวลาพูดถึงการบินไทย สิ่งที่รัฐควรพิจารณาคือ ห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องของการบินไทยทั้งหมด ทั้งผู้ทำธุรกิจร่วม พนักงาน เจ้าหนี้ ภารกิจที่ต้องใช้สายการบินแห่งชาติ และเศรษฐกิจโดยรวม

ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังประสบปัญหาเนื่องจากวิกฤติโควิด-19 การปล่อยให้ธุรกิจที่มีอนาคตหลังปรับโครงสร้างอย่างหนักอย่างการบินไทยให้ล้มไป กระทบกับภาพรวมทางเศรษฐกิจไม่น้อย 

ฉากทัศน์ที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจน คือ การปล่อยล้มนั้น​ จะทำให้เม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยผ่านสถาบันการเงิน กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ ต้องเสียหายอย่างมาก เพราะสถาบันการเงิน และกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องตั้งสำรอง ทำให้กิจการเหล่านั้น ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ตามปกติ จนกระทบกับกระแสเงินสดของประชาชนจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน พนักงานการบินไทยที่มีอนาคตกว่า 1.5 หมื่นคน และพนักงานของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยที่จะตกงานอีกกว่า 3 หมื่นคน

การใส่เงินใหม่ของกระทรวงการคลัง​ จึงสำคัญยิ่ง ขณะที่การใส่เงินใหม่ของเจ้าหนี้​ ก็สำคัญยิ่งไม่แพ้กัน

สำหรับเม็ดเงินใหม่นั้น ถูกกำหนดให้มีการจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยภายในหกปี รวมถึงมีหลักประกันที่เป็นทรัพย์ก้นถุงของการบินไทยที่เริ่มดำเนินธุรกิจมากว่า 60 ปี นั่นหมายถึง การใส่เงินใหม่มีความเสี่ยงที่ไม่มากนักเพราะมีหลักประกัน และมีผลตอบแทนที่เหมาะสม

การร่วมมือร่วมใจของเจ้าหนี้และเจ้าของในครั้งนี้จะมีส่วนผลักดันให้โอกาสธุรกิจมีมากขึ้น และประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการอย่างยั่งยืน เพราะมีการแก้ไขปัญหาภายใน และนำธุรกิจขึ้นมาอยู่ในที่ที่การแทรกแซงทำได้ยาก และกำจัดจุดอ่อนจำนวนมากในการบินไทยออกไป 

นอกจากนั้น การฟื้นฟูกิจการการบินไทยจะมีการบริหารแผนและมีคณะกรรมการเจ้าหนี้ในการทำให้แผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยประสบความสำเร็จตามแผน ซึ่งคงไม่ง่ายนักที่จะมีการแทรกแซงและรุมทึ้งการบินไทยโดยการวางโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและไร้ประสิทธิภาพเช่นในอดีต และเชื่ออย่างยิ่งว่าพนักงานการบินไทยและประชาชนไทยที่รักการบินไทยจะไม่ยอมให้เกิดการผิดพลาดซ้ำรอยสร้างความเสียหายซ้ำๆ จากคนที่ฉวยโอกาสอย่างแน่นอน

โอกาสทางธุรกิจของการบินไทยและโอกาสของประเทศ จึงอยู่ในมือของ​ 'เจ้าหนี้'​ และ 'เจ้าของ'​ แล้ว

การร่วมมือร่วมใจในการทำให้การบินไทยรอด ก็จะทำให้เจ้าหนี้และเจ้าของได้ประโยชน์ ประเทศก็จะได้ประโยชน์จากสายการบินแห่งชาติที่ชื่อ... 

การบินไทย—รักคุณเท่าฟ้า

เรื่อง: ผศ. ดร.ประชา คุณธรรมดี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ศึกวัดใจในยามยาก-นายกฯ มองข้ามนักการเมือง​-PromptPay+PayNow​ | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช EP.2

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย​ อ.ต้อม -​ กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

สำหรับ​ EP.2 นี้​ ชวนไปคิดกับ​เรื่องร้อนๆ​ ในไทยและต่างแดน...

- การทูตวัคซีน 'อินเดีย - สหรัฐ - จีน’ ศึกวัดใจ มิตรแท้ (?) ในยามยาก

- รัฐจับมือ 45 CEO เอกชน สู้โควิด เมื่อนายกฯ มองข้ามนักการเมือง

- PromptPay + PayNow นวัตกรรมการเงิน แห่ง Asean จุดเปลี่ยนการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด

.

.

.

.

.

สังคมแห่งการเกื้อกูล!! คนไทยไม่ทิ้งกัน!! นายก "มหาชนคนพิการ" ผนึกรายการ "คนละไม้คนละมือ" รับมอบรถวีลแชร์ ส่งต่อ "คนพิการเมืองเลย" สร้างรอยยิ้มและโอกาสแก่ผู้ยากไร้

นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย และตำแหน่ง คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงาน

พร้อมด้วย นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าพบ นายสายัณต์ ดีเลิศ นายกสมาคม "ส่งเสริมอาชีพและช่วยเหลือรถเข็นเพื่อคนพิการ" รับมอบรถวีลแชร์​ (มือ 2) ไปส่งให้กับสตรีคนพิการ คุณหล้า บุญวงษ์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ก่อนหน้านี้​ คุณหล้า​ ได้ขอความช่วยเหลือผ่านทางรายการ "คนละไม้_คนละมือ" ว่า​ อยากได้รถเข็นวีลแชร์ที่สามารถ พับได้และมีน้ำหนักเบา เพื่อใช้สำหรับการดำรงชีวิตของตนเอง ซึ่งแต่เดิมมีแต่รถวิลแชร์ที่เป็นลักษณะคล้ายๆ​ รถเข็นคนป่วยในโรงพยาบาลซึ่งเป็นเหล็ก และมีน้ำหนักมาก อีกทั้งยังไม่สามารถพับได้ จึงมีความลำบากที่จะนำรถวิลแชร์ใส่รถ หรือขนย้ายเพื่อเดินทาง ไปยังพื้นที่อื่นๆ​ ได้โดยสะดวก จึงได้ประสานงานผ่านเพื่อนคนพิการที่อยู่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสอบถาม และขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการประสานงาน จนมาสู่การร่วมน้ำใจที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันสามารถจัดหารถเข็นวีลแชร์ ได้จนสำเร็จ

ในการนี้ นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้เป็นตัวแทน ส่งมอบเงินซึ่งได้รับมาจากผู้ใหญ่ใจดี ส่งถึงมือ นายสายยัณต์ ดีเลิศ เพื่อเป็นกำลังใจและนำไปจัดซื้ออะไหล่ อุปกรณ์ ที่จะนำมาซ่อมแซมรถวิลแชร์ ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติในการข้างหน้า

อีกทั้ง​ ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณกุณฑล ฉายศิริ​ ผู้อำนวยการกองจัดการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด เป็นธุระในการประสานงาน จัดส่งรถวิลแชร์นี้ ไปยังจังหวัดเลย เพื่อให้ถึงคนพิการอย่างทันท่วงที โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ​ ทั้งสิ้น​ รวมถึง​ นายเขื่อน สุปัญบุตร นายกสมาคมคนพิการจังหวัดปทุมธานี ที่ช่วยกัน "คนละไม้_คนละมือ" เอื้อเฟื้อสถานที่ให้เป็นสำนักของของสมาคมฯ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนพิการอีกด้วย

เป็นอีกเรื่องดีๆ​ ของสังคมไทยที่ยังหลงเหลือ​ ท่ามกลางมหันตภัยโรคระบาด​ ผ่านการร่วมกัน "คนละไม้_คนละมือ" เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ อย่างมีความสุขต่อไป

ผลงานชิ้นโบว์แดงกระทรวงเกษตรฯ ‘เฉลิมชัย’ ทำไวทำจริง เร่งรัดเจรจาสำเร็จ จีนไฟเขียวด่านตงชิงนำเข้าผลไม้ไทย ดีเดย์ 29 เมษายน 2564 ด้าน ‘อลงกรณ์’ ขอบคุณจีนเปิดด่านตงชิงทันฤดูผลไม้ มั่นใจยอดส่งออกปีนี้ทะลุแสนล้าน หลังด่านใหม่ควบโมฮ่าน-โหยวอี้กวน-ผิงเสียง”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยวันนี้ (30 เม.ย.) ว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกหลักสำหรับผลไม้ของไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงที่ผลไม้ของไทยมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก พร้อม ๆ กับผลไม้เวียดนาม และมักจะพบกับปัญหาการจราจรบริเวณด่านโหย่วอี้กวน ซึ่งอยู่พรมแดนจีน-เวียดนามแออัดถึงขั้นวิกฤต มีรถติดสะสมยาวหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนที่สุกก่อนถึงมือผู้บริโภค 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจสำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรโดยกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งติดตามงานเจรจากับกระทรวงศุลกากรแห่งชาติของจีน (GACC) ซึ่งในช่วงที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ได้มีการเจรจาและทำความตกลงกับกระทรวงศุลกากรจีน (GACC) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้บรรจุด่านตงซิงเข้าไปในร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนด ในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการขนส่งผลไม้ไทยที่ส่งออกผ่านประเทศที่สามเข้าสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา 

หลังจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งรัดและผลักดันให้ด่านตงซิงสามารถนำเข้าผลไม้จากไทยได้โดยเร็วอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดกระทรวงศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้ประกาศให้ด่านตงซิง เป็นด่านนำเข้าผลไม้ และฝ่ายเกษตรฯ ได้รับแจ้งจากศุลกากรหนานหนิง ซึ่งดูแลด่านตงซิง ว่า ผลไม้ของไทยจะนำเข้ามาทางด่านตงซิง (สะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุนแห่งที่ 2) ได้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ด่านตงซิงตั้งอยู่ที่อำเภอตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง อยู่ห่างจากด่านหมงก๋าย จังหวัดกว่างนินห์ ของเวียดนาม เพียง 100 เมตร และได้รับอนุญาตให้เป็นด่านนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทางบกเป็นแห่งที่ 3 ของเขตฯ กว่างซีจ้วง ต่อจากด่านโหย่วอี้กวน และด่านรถไฟผิงเสียง ซึ่งด่านตงซิงสามารถรองรับรถบรรทุกสินค้าเข้าออกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 คันต่อวัน จึงเป็นด่านทางบกที่มีศักยภาพในการนำเข้าผลไม้จากไทย นอกเหนือจากด่านโมฮ่าน มณฑลยูนนาน และด่านโหย่วอี้กวน กับด่านรถไฟผิงเสียง เขตฯ กว่างซีจ้วง จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการส่งออกผลไม้ของไทยไปยังจีน ช่วยแก้ปัญหารถติดสะสมบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กวน โดยเฉพาะในฤดูกาลส่งออกทุเรียน

ในขณะนี้ มั่นใจว่าการส่งออกผ่านช่องทางด่านใหม่ จะเพิ่มการส่งออกผลไม้ไทยได้มากกว่าปี 2563 ผสานกับกลยุทธ์การขายบนแพลตฟอร์มใหม่ระบบสั่งซื้อล่วงหน้าออนไลน์ (pre-order) ที่เปิดตัวสำเร็จอย่างดียิ่งเมื่อ 27 เมษายนที่ผ่านมา ต้องขอบคุณรัฐบาลจีนโดยกระทรวง GACC ที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรอย่างดียิ่ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า การส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เมื่อปี 2563 มีปริมาณ 1,623,523 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 102,716.72 ล้านบาท โดยผลไม้ไทยที่มีปริมาณส่งออกไปจีนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าวอ่อน และขนุน


แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์ศุลกากรแห่งชาติจีน วันที่ 29 เมษายน 2564
http://www.customs.gov.cn/customs/ztzl86/302310/2394720/3647586/index.html

เพจ FengshuiBizDesigner ได้ตรวจดวงชะตาของน้าค่อม ด้วยโหราศาสตร์จีนโบราณ โดยระบุว่า...

ในที่สุดปาฏิหาริย์ก็ไม่บังเกิด เมื่อน้าค่อม ชวนชื่น หรือ อาคม ปรีดากุล ดาราตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิต จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 เม.ย. 64 ในวัย 63 ปี ซึ่งทาง เพจ FengshuiBizDesigner โดย พี่อ๋า - สมศักดิ์ ชาคริตฐากูร ได้ตรวจดวงชะตาของน้าค่อม ด้วยโหราศาสตร์จีนโบราณ โดยระบุว่า

เป็นที่เศร้าสลดและน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับการจากไปของดาราสายฮาที่มีแฟนคลับ และเป็นที่รู้จักกันถ้วนหน้าทั่วฟ้าเมืองไทยในผลงานหลากหลายที่ได้ฝากไว้ในวงการบันเทิงมาโดยตลอด กว่า 20 ปีที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ Fengshui Biz Designer จึงขออนุญาตร่วมไว้อาลัยด้วยการวิเคราะห์รูปดวงเชิงวิชาการ ยกไว้เป็นดวงครู เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจในโหราศาสตร์จีนโบราณ ด้วยหลักวิชา “สี่เสาแห่งโชคชะตา” หรือ 八字四柱 (โป๊ยหยี่ซี๊เถียว)

ลักษณะโครงสร้าง “สี่เสาแห่งโชคชะตา” หรือ 八字四柱 (โป๊ยหยี่ซี๊เถียว) เป็นคนธาตุน้ำ เพศหยาง จึงใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว ไม่ยอมหยุดนิ่ง แต่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบออกสังคม ติดต่อ เดินทาง ฉลาด สติปัญญาดี การรับรู้เร็ว ความรู้สึกไว ไหวพริบดี ชอบใช้ความคิด รู้จักการฉกฉวยโอกาส ทั้งยังเป็นคนดื้อ เอาตัวเองเป็นใหญ่ รักอิสระ เพื่อนฝูงมาก ไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น แต่มักมีคนสนับสนุนช่วยเหลือ

ธาตุน้ำเพศหยางที่เกิดในปีระกา เดือนชวด วันมะเมีย ซึ่งฐานปีเกิดแตกหักกับฐานเดือนเกิด ส่วนฐานเดือนเกิดปะทะกับฐานวันเกิด จึงมีโรคประจำตัวที่พัวพันกับระบบสมอง เส้นเลือดในสมอง ปอด ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างเช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

เสาวัยจรเสวยอายุตั้งแต่ 60 ถึง 69 ปี ถนนชีวิตเดินในตำแหน่งมะเมียไฟ ธาตุน้ำ พิฆาตราศีบน และปะทะราศีล่างที่เสาเดือนชวดน้ำ ธาตุไม้ 

จึงเปรียบเสมือนเป็นคราวเคราะห์ที่กระทบต่ออวัยวะทรวงอกโดยตรง 

ส่วนในปี 2564 นี้ เสวยอายุ 64 ปี (นับจีน) เป็นปีจรฉลูทอง ธาตุดิน มีดาวร้าย 五鬼 (โหงวกุ้ย) 官符 (กัวฮู้) 血刃 (ฮ๊วยยิ่ง) และ 浮沉 (ผู่ติ๊ม) ร่วมสำทับบาปเคราะห์ อีกทั้งยังให้ร้ายกับ ฐานวันเกิดมะเมียซึ่งเป็นฐานสุขภาพโดยตรงอีก จึงส่งผลร้ายบังเกิดเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิบัติดลดังกล่าว


ที่มา : เพจ FengshuiBizDesigner
https://www.facebook.com/501247403299025/posts/3932599933497071/?d=n
 

Click on Clear THE TOPIC จับประเด็นเน้นความรู้ EP.1/2 ตอน การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ คือการต่อสู้ทั้งชีวิต

การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ คือการต่อสู้ทั้งชีวิต

พบกับ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Host & Content Creator THE STATES TIMES
.

.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top