Monday, 8 June 2026
Hard News Team

DSI รับ กรณีบริษัทเอกชนชักชวนร่วมลงทุนโครงการเพชรบุรีปาร์คหลอกชาวต่างชาติ เสียหายกว่า 3,400 ล้านบาท เป็นคดีพิเศษ

สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา อุปนายกและเลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวต่างชาติว่า ถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง หลอกให้ลงทุนในธุรกิจอาคารชุดหรือทรัพย์สินในโครงการเพชรบุรีปาร์ค ท้องที่ตำบลไร่โคก อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มีผู้ตกเป็นเหยื่อทั้งคนไทยและคนต่างชาติ มีความเสียหายจำนวนมาก 

กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้สืบสวนเป็นเรื่องสืบสวนที่ 37/2564 โดยให้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีบริษัท นิว นอร์ดิค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำนวน 21 แปลง เนื้อที่รวม 555-1-49 ไร่ บริเวณตำบลไร่โคก อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มาเพื่อจัดทำโครงการเพชรบุรี ปาร์ค 

ประกอบด้วย โรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว สวนอาหาร สวนน้ำ ครบวงจร จากนั้นได้นำเอาโครงการดังกล่าว ออกโฆษณาขายให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีรายละเอียดอธิบายเกี่ยวกับห้องชุดและผลตอบแทนการลงทุน เพื่อเชิญชวนประชาชนเข้ามาซื้อหรือลงทุนในโครงการ มีการโฆษณาชักชวนต่อบุคคลโดยทั่วไป มีการเสนอจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนเงินคืนให้กับผู้ที่นำเงินมาร่วมลงทุนกับโครงการ ร้อยละ 10 ต่อปีของการชำระเงินเต็มจำนวน คิดเฉลี่ยจ่ายเป็นรายเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนถัดมานับจากการชำระเงินเต็มจำนวนจนกระทั่งโครงการได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ทำให้มีผู้ให้ความสนใจนำเงินมาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลพบว่าเป็นจำนวนเงินถึง 3,400 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าพื้นที่ที่นำมาจัดทำโครงการ เป็นพื้นที่อยู่ในบริเวณที่มีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ไม่สามารถนำประกอบกิจการตามโครงการได้และบริษัทฯ ได้ทราบข้อเท็จจริงมาโดยตลอด อันอาจชี้ให้เห็นเจตนาว่าบริษัทฯ ไม่ได้จะมีการก่อสร้างโครงการจริง และในส่วนของการจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนนั้น พบว่าในช่วงแรกบริษัทฯ มีการจ่ายเงินคืนให้กับผู้นำเงินมาร่วมลงทุน จำนวน 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ร่วมลงทุนอีก 

แม้ว่าต่อมาผู้ร่วมลงทุนจะได้มีการติดตามทวงถามเพื่อขอให้บริษัทฯ คืนเงินที่ร่วมลงทุน แต่บริษัทฯ ก็ได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงินมาโดยตลอด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินจากประชาชนไว้ที่ร้อยละ 3.80 ต่อปี ดังนั้นอัตราผลประโยชน์ตอบแทนที่บริษัทนิว นอร์ดิค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จ่ายให้กับผู้ร่วมลงทุนจึงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การกระทำของบริษัทฯ จึงเข้าข่ายมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 รวมทั้งในการสืบสวนยังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์บางส่วนว่าอาจทับซ้อนกับเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ายางหัก - เขาปุ้ม  ถึงประมาณ 499 ไร่ และมีข้อสงสัยอื่นๆ  เกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ซึ่งจะดำเนินการสืบสวน ต่อไป

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องสืบสวนดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ข) และ (ค) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อันมีลักษณะการกระทำความผิดตามประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มีคำสั่งให้รับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เพื่อทำการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และทำความจริงให้ปรากฏต่อไป เนื่องจากกรณีดังกล่าว ปรากฏผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าว เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ข้อมูลและให้ปากคำ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามมายัง กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ที่สายด่วน DSI Call Center 1202 (โทรฟรีทั่วประเทศ)

คลังรับส่งออกช่วยประคองเศรษฐกิจไทย

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังเดือนเมษายน 2564 ว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2564 อย่างใกล้ชิดต่อไป 

ส่วนเศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนเมษายน 2564 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในหลายภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมปรับลดลง เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 65.8% ต่อปี สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 9.8% ต่อปี โดยมาตรการกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะโครงการเราชนะ และโครงการ ม.33เรารักกัน ยังช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สำหรับการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลง 1.6%  มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 21,429.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.1% ต่อปี สูงสุดในรอบ 36 เดือน 

“ชวน” เผย ส.ส.ให้ความร่วมมือป้องกันโควิด ในห้องประชุมสภาฯอย่างดี เตรียมหามาตรการรับมือประชุมร่วมรัฐสภา ยอมรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ยังไม่ถึงสภา ปัดตอบนายกฯ ต้องยุบสภาหาก ส.ส.คว่ำ พ.ร.ก.เงินกู้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความร่วมมือของ ส.ส.ต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ว่าภาพรวมเป็นไปด้วยความราบรื่น ส.ส.เข้าใจมาตรการ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีตามกติกา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 มีเพียง ส.ส. 2 คนที่จะขออนุญาตถอดหน้ากากอนามัยเพื่ออภิปราย แต่ไม่ได้รับอนุญาต

ส่วนการประชุมร่วมรัฐสภา ที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา จะมาหารือขอให้งดการประชุมรัฐสภาไปก่อนนั้น นายชวน กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือกันอีกครั้งว่า ควรจะต้องดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะความเห็นจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขว่า ไม่ควรอยู่หนาแน่นในห้องเดียวกันเกินกว่า 15 นาที ดังนั้นจะต้องเอาประเด็นนี้มาหารือร่วมกันด้วย เพราะหากจะไม่ประชุมร่วมรัฐสภา คงจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นายชวน ยังเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ส่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท มาถึงสภาฯ เลย แต่หากส่งมาในสัปดาห์หน้า ก็จะได้ตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระในสัปดาห์ถัดไป 

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับหากพ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องประกาศยุบสภาตามธรรมเนียม นายชวน ปฎิเสธที่จะตอบคำถามนี้

รมว.คมนาคม เร่งแก้ปัญหารถไฟไทย-จีน ปมสถานีอยุธยาติดปมมรดก

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 2/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม "Zoom" เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมาระยะทาง 250.77 กม. วงเงินลงทุน 179,412.21 ล้านบาท งานโยธาแบ่งเป็น 14 สัญญา โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 1 สัญญา อยู่ระหว่างก่อสร้าง 6 สัญญา เตรียมการก่สร้าง 3 สัญญา อยู่ในขั้นตอนการประกวด ราคา 4 สัญญา

ส่วนในระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 356.10 กม มีจำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีบัวใหญ่ สถานีบ้านไผ่ สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี สถานีหนองคาย มีศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) 2 แห่ง ที่นาทา และเชียงรากน้อย มีศูนย์ซ่อมบำรุงทาง (Maintenance Base) 4 แห่ง ที่บ้านมะค่า หนองเม็ก โนนสะอาด และนาทา มีย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) และย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) 1 แห่งที่นาทา                                                  

อย่างไรก็ตามปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการศึกษา และออกแบบรายละเอียด เพื่อเชื่อมต่อทางรถไฟช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์ ซึ่งคาดว่าออกแบบแล้วเสร็จเดือนมิ.ย. 64 และกระทรวงคมนาคมได้เตรียมจัดประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 29 เพื่อหารือร่วมกับฝ่ายจีนในการดำเนินงานในระยะต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย -จีน จำนวน 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ, คณะอนุกรรมการพัฒนาการเชื่อมต่อ และการขนส่งข้ามแดนทางรถไฟช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์ และ คณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุนผู้โดยสารให้กับระบบรถไฟความเร็วสูง เพื่อขับเคลื่อนดำเนิน โครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

นอกจากนี้ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ คือ

1.) ให้กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ในประเด็นการก่อสร้างโครงสร้างงานโยธาร่วม ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ให้ได้ข้อสรุปเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

2.) ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแนวทางก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา ว่าสามารถดำเนินการได้ตามมติคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกหรือไม่ 

3.) ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการจัดทำแนวทางการเชื่อมโยงรถไฟระหว่างไทย -ลาว-จีนโดยพิจารณาแนวทางเลือกข้อดี - ข้อเสีย ด้านต่างๆ เพื่อหารือกับฝ่ายจีนต่อไป

พล.อ.ประวิตร ประชุม กกท. ผลักดัน "มวยไทย สู่โอลิมปิก" เร่งวัคซีนให้นักกีฬา ก่อนแข่งต่างประเทศ เชิญชวนคนไทย ส่งแรงใจเชียร์ นักกีฬา ทีมชาติไทย 

เมื่อ 28 พฤษภาคม 2564 พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ครั้งที่ 4/2564 โดยมีนาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กก. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สมช. ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุม ได้มีการพิจารณา เห็นชอบโครงการจัดหาระบบบริหารจัดการภายในองค์กร โดยนำระบบสารสนเทศมาใช้สนับสนุนภารกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ กกท. และเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อน "กีฬามวยไทย สู่โอลิมปิก" พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ โดยให้มีการประสานงาน กับองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อสนับสนุนกีฬามวยไทยที่เป็นของคนไทย ให้สามารถสร้างชื่อเสียง สู่เวทีโลก รวมทั้งเห็นชอบ แนวทางการปรับปรุงองค์กร ซึ่งเป็นผลจากการประเมิน ปี 63 อาทิ การพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ และศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกซ้อมกีฬา (Sport Training Hub) ในอาเซียน และการพัฒนากีฬาอาชีพ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับนักกีฬาได้ อย่างยั่งยืน เป็นต้น

พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวเสริมว่า การออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬามีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายซึ่งเด็กและเยาวชนควรหันมาเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อห่างไกลยาเสพติดและสามารถพัฒนาก้าวสู่ระดับชาติ หรือเป็นอาชีพได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งเชิญชวนคนไทย ได้มีส่วนร่วมส่งเสริมการกีฬาของไทย ด้วยการติดตามผลงาน การเชียร์ และให้กำลังใจนักกีฬา ประสพความสำเร็จ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ต่อไป

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ กกท.ให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนากีฬาให้บรรลุเป้าหมาย ภายใต้ New Normal อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเร่งจัดหาวัคซีนให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ อย่างเพียงพอ ก่อนเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศ โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัย จากโควิด-19 เป็นสำคัญ

อย. เผยพิจารณาอนุมัติการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ของ ‘ซิโนฟาร์ม’ ที่ผลิตจากประเทศจีนแล้ว จะต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน นำเข้าโดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด

วันนี้ (28 พ.ค.) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า วันนี้คณะกรรมการ อย.ได้พิจารณาอนุมัติการขึ้นทะเบียนวัคซีนต้านโควิดของซิโนฟาร์มที่ผลิตจากประเทศจีนแล้ว ซึ่งจะต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน นำเข้าโดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติวัคซีน โควิด-19 ไปแล้ว 4 ราย ได้แก่ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และที่ผลิตในประเทศโดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด วัคซีนโคโรนาแวค ของบริษัท ซิโนแวค นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยบริษัท แจนเซ่น-ซีแลค จำกัด รวมถึงวัคซีนโมเดอร์นา โดยบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ราย อยู่ระหว่างทยอยยื่นเอกสารพร้อมประเมินคำขอขึ้นทะเบียนต่อเนื่อง ได้แก่ วัคซีนโควัคซีน โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด และวัคซีนสปุตนิค วี โดยบริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ทุกรายการที่มายื่นขอขึ้นทะเบียน อย. จะพิจารณาทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล โดย อย. มีความพร้อมในการพิจารณาอนุมัติวัคซีนเพื่อให้คนไทยได้มีวัคซีนใช้โดยเร็ว

 

ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9640000051513


แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

LINK : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

‘ค้าปลีกไทย’ ผนึก ‘แบงก์’ ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ช่วยคู่ค้า SMEs เข้าถึงแหล่งทุน

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 พ.ค. 64 ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้มีการประชุมกับสมาชิกสมาคมและภาคีเครือข่ายกว่า 70 บริษัท ซึ่งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การค้ามากกว่า 100,000 ราย นับเป็น 40% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกทั้งประเทศหรือคิดเป็น 12% ของจีดีพี ร่วมกับธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 5 รายในเฟสแรก คือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน เพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุน ผ่าน Digital Factoring Platform

โดยสมาคมฯ เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เพื่อช่วยให้การพิจารณาสินเชื่อ แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤติโควิด-19 ที่เอสเอ็มอีทั่วประเทศ ขาดสภาพคล่องเป็นอย่างมาก และต้องการความช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้เริ่มโครงการแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เซ็นทรัลรีเทล (CRC) และ ธนาคารกสิกรไทย โดยการนำข้อมูลการทำธุรกิจระหว่างบริษัทฯ และซัพพลายเออร์หรือคู่ค้าเบื้องต้นกว่า 4,000 ราย ของ เซ็นทรัล รีเทล เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทย ผ่านแพลตฟอร์มฯ และได้อนุมัติสินเชื่อกลุ่มแรกให้กับเอสเอ็มอีมากกว่า 1,000 ราย ในวงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ซึ่งกว่า 70% ของเอสเอ็มอีเหล่านี้ยังไม่เคยเข้าถึงแหล่งเงินทุน Soft Loan มาก่อน

สำหรับแพลตฟอร์มนี้ทำให้ธนาคารฯ สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บนต้นทุนและความเสี่ยงที่ต่ำ และเอสเอ็มอีสามารถชำระหนี้แบบอัตโนมัติผ่านช่องทางดิจิทัลเพราะฉะนั้น ธนาคาร จึงสามารถเสนอสินเชื่อวงเงินที่สูงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ความสำเร็จของโครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะนำต้นแบบนี้ขยายไปสู่เอสเอ็มอีมากกว่า 100,000 ราย ทั่วประเทศ ของสมาชิกสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและภาคีเครือข่ายภายในสิ้นปี 2564

ส่วนในเฟสต่อไปจะขยายผลไปถึงสมาชิกของทุกสมาคมฯ ตั้งแต่ สมาคมศูนย์การค้าไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับการร่วมมืออย่างเต็มที่จากธนาคารพาณิชย์ของรัฐและเอกชน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพลิกฟื้น เสริมสภาพคล่อง และได้แต้มต่อในการดำเนินธุรกิจ

 

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/104457?fbclid=IwAR2rXpr319wy9klc6gu-qDohjbfzXTG2kHGl5DTl_ylkKfRgjRLFmndue5Y


แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

LINK : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

‘หมอหนู’ อนุทิน ชาญวีรกุล รมว.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการจัดการบริการฉีดวัคซีน (นำร่อง) แก่ ‘คนพิการ’ กลุ่มบุคคลพิเศษ และครอบครัว

ณ สถาบันราชานุกูล ถนนดินแดง กรุงเทพมหานคร, นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต, พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล ร่วม Kick off ฉีดวัคซีนเพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยจัดคิวให้บริการตามวันเวลานัดหมาย

ในการนี้ อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) คุณสุชาติ โอวาทวรรณสกุล และครอบครัว เข้าร่วมรับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้นำและสร้างความมั่นใจให้ เชื่อมั่นกับ คนพิการและครอครัวคนพิการ ในการเข้ารับฉีดวัตซีนตามที่รัฐบาลจัดสรรให้ ซึ่งขั้นตอนและบริการในการฉีดวัคซีน นับเป็นมาตรฐานสูง ตั้งแต่การรับบัตรคิว การชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง วัดความดัน วัดชีพจร ซักประวัติอาการ โรคประจำตัว การฉีดวัคซีน การเฝ้าดูอาการ 30 นาที และการรับคำแนะนำและ Scanติดตามผล พร้อมนัดวันฉีดเข็มสอง บรรยากาศเป็นเอง เหมาะสมกับเด็กพิเศษมาก ทีมงานสื่อสารกับเด็กและครอบครัว โดยท่าทีเป็นมิตรเหมือนคนในครอบครัว

โดยทราบว่า การเตรียมการระบบหลังบ้าน โดยเฉพาะการลงทะเบียน การจัดสถานที่ ออกแบบการบริการ บุคลากรของสถาบันทำงานกันอย่างทุ่มเท

ท้ายนี้ อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข / กรมสุขภาพ และสถาบันราชานุกูล เป็นอย่างสูง

‘ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์’ เตรียมผลักดัน การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยสำหรับบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการเป็นพิเศษ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุมออนไลน์ กล่าวให้กำลังใจและเปิด ‘โครงการนำร่องการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสำหรับบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ’ โดยอ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์ บรรยายสรุปโครงการและเปิดประชุมทางไกล กับสมาชิกเครือข่ายอีก 10 จังหวัด ซึ่งมีผู้แทนชมรมผู้ปกครอง และผู้แทนสำนักงานสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 30 ท่านผ่านระบบ True Vroom 

ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า มีความคาดหวังกับการศึกษานอกระบบและพร้อมสนับสนุน ทุกลมหายใจ และจะพยายามผลักดันให้ดีที่สุด ทั้งนี้ผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายเป็นองคาพยพที่สำคัญอย่างมาก และมีความเชื่อว่า คนพิการมีความสามารถ และไม่ได้เป็นภาระสังคม ดังนั้นการศึกษากศน. ในรูปแบบที่กำลังดำเนินการขยายผล จะช่วยยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ และหากมีข้อขัดข้องใดๆ ให้ประสานส่งข้อมูลต่อท่านรัฐมนตรีได้ และเชื่อมั่นว่า ชาวกศน. พร้อมสนับสนุนการศึกษาคนพิการและการศึกษาบุคคลออทิสติก

จากนั้น อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์ สรุปว่าตามแผนงานจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ มิถุนายน 2564-กันยายน 2565 โดยจัดในรูปแบบศูนย์การเรียนนอกระบบเฉพาะทางในพื้นที่ 10 จังหวัด มี 15 ศูนย์การเรียนต้นแบบ ที่มีการทบทวนหลักสูตรแนวทางการจัดการเรียนรู้ การจัดแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลที่เน้นบริบทของผู้เรียนในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ และพื้นฐานอาชีพ โดยผู้เรียนทั้งหมดเป็นกลุ่มที่ตกหล่นจากการศึกษาในระบบและอยู่ในชุมชนกับครอบครัว มีการฝึกอบรมครูและผู้ปกครอง เพื่อเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบ Online การพบกลุ่มตามสถานการณ์ และที่สำคัญ จะมีครูผู้สอนคนพิการประจำกลุ่มด้วย ในสัดส่วน 1:5 นับเป็นวิธีการที่นำมาทดลองใช้ในระบบของกศน. เป็นโครงการแรก โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนการศึกษาสำหรับคนพิการ

ซึ่งจะมีจังหวัดนำร่อง จำนวน 11 จังหวัด รวม 15 แห่ง ได้แก่ ภาคกลาง จังหวัดชลบุรี, จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดกรุงเทพมหานคร 5 เขต ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก, จังหวัดตาก ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา, จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดอำนาจเจริญ ,จังหวัดสกลนคร

ทั้งนี้สำนักงานกศน. ได้จัดทำ MOU ร่วมกับ ‘สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย)’ และภาคีเครือข่าย เพื่อสานพลังความร่วมมือต่อกัน   

อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ยังได้กล่าวขอบคุณ ‘ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ‘นายวรัท พฤกษาทวีกุล’ เลขาธิการ กศน.ทีมงาน ศูนย์ กศน.กลุ่มเป้าหมายพิเศษ กศน.กทม กศน.จังหวัด และ กศน. อำเภอ ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าตั้งสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอส. เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมสร้างระบบบิ๊กดาต้าออร์กานิค ล่าสุดขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เกือบ 4 แสนไร่ พร้อมเดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนทั่วประเทศแล้ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อน โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองว่า การดำเนินงานของคณะทำงานด้านเกษตรอินทรีย์ ด้านวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ และด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรไทยตาม “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ (ประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน)ตามแนวทางศาสตร์พระราชา สรุปผลการประชุมเฉพาะวาระสำคัญได้ ดังนี้

1.) โครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Sustainable Urban Agriculture Development Project) มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาเกษตรกรรมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองพร้อมกับการพัฒนาการเกษตรในเมือง (Urban Farming) ภายใต้นโยบายการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติเพื่อโลกอนาคต (UN Sustainable Development Goals : 17 aspects for future world) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่ 11 การพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน (Sustainable cities and communities: Make cities inclusive, safe, resilient and sustainable)

ซึ่งในปี 2562 ประเทศไทยมีประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกตามปรากฏการณ์การขยายตัวของเมือง (Urbanization) ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารยิ่งขึ้น โดยอาศัยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนพร้อมกัน เพื่อการพัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งในระดับเขต ระดับจังหวัด เขตปกครองท้องถิ่น พื้นที่อยู่อาศัย สถานที่สำคัญต่างๆ ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารสร้างความมั่นคงทางอาหารในเมืองและเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น มีการจัดทำ QR code ให้ความรู้เกี่ยวกับชนิดของพืช และสมุนไพร รวมทั้งการใช้ประโยชน์ โดยจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ดังนี้

(1.) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ระดับเขต ตามการแบ่งเขตตรวจราชการของกระทรวงฯ

(2.) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ระดับจังหวัด

(3.) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

(4.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วัด (Green Temple)

(5.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วิทยาลัย (Green College)

(6.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียน (Green School)

(7.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่มหาวิทยาลัย (Green Campus)(8.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่การเคหะแห่งชาติ

(9.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับชุมชนและท้องถิ่น (Green Community)

(10.) คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่อาคารชุด (Green Condo)

2.) การจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสำนักพัฒนาระบบบริหาร ก่อนการดำเนินการต่อไป

3.) การจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางเกษตรอินทรีย์ (Organic Big Data Center) โดยสามารถเข้าชมได้ที่ https://organicmoac.ldd.go.th ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2564มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในฐานข้อมูลออนไลน์ รวมทั้งสิ้น 397,037.24 ไร่

4.) ความก้าวหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารสภาเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส แห่งประเทศไทย ขณะนี้พร้อมดำเนินการจัดตั้งโดยมี องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ประกอบด้วย ประธานกรรมกําร 1 คน กรรมการและ เลขานุการ 1 คน โดยการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริหารสภาฯ และกรรมการ จํานวน 20 คน แบ่งเป็น ผู้แทนองค์กรจัดระบบ (3 แห่ง) เกษตรกรเกษตรอินทรีย์ PGS 4 ภาค (8 คน), ผู้แทนสถาบันการศึกษา (4 แห่ง), ผู้ประกอบการด้านการผลิตเกษตรอินทรีย์ และจําหน่ายเกษตรอินทรีย์ PGS 4 แห่ง, เกษตรกรรุ่นใหม่ประเทศไทย (1 คน), สมาคม ผู้บริโภคอินทรีย์ไทย 1 แห่ง และผู้แทนภาครัฐ (1 แห่ง) โดยมีอํานาจหน้าที่หลัก ได้แก่ การกําหนดกรอบเกษตรอินทรีย์ระบบกํารรับรองแบบมีส่วนร่วม จัดระบบการกํากับดูแล และติดตาม การเทียบเคียง การยอมรับกระบวนกํารรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วน ร่วม รวมทั้งสื่อสาร ประชําสัมพันธ์ จัดทําฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ระบบกํารรับรอง แบบมีส่วนร่วม

5.) ความก้าวหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ขณะนี้มีผลดำเนินโครงการไปแล้ว โดยมีเป้าหมาย 4009 ตำบล 648 อำเภอ 75 จังหวัด จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 29,706 ราย และมีจ้างงานจำนวน 14,076 ราย

6.) คู่มือสำหรับประชาชนในการปฏิบัติตามข้อตกลงบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยที่ประชุมมอบหมายให้จัดทำคู่มือสำหรับประชาชนในเรื่องการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่

7.) นิยามใหม่ “วนเกษตร” ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบริการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วจะทำให้การพัฒนาวนเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังจากติดกรอบนิยามเดิมมาเป็นเวลานานหลายปี

8.) เรื่องกํารจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

มีความคืบหน้าหลังจากคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมาขณะนี้ปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้สํานักพัฒนาระบบบริหาร สํานักงาน ปลัดกระทรวงเกษตรพิจารณาดำเนินการต่อไปแล้ว


แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

LINK : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top