Friday, 12 June 2026
Hard News Team

สองนักเรียนเตรียมทหาร ต้นทุนน้อยนั่งจยย. พ่วงข้าง ไม่มีเงิน ไม่ได้กวดวิชา แต่สู้ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้

(25 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก วิเชียร นุรักษ์ทวีพร โพสต์ข้อความแชร์เรื่องราว…ขอชื่นชม นักเรียนเตรียมทหารทั้ง 2 นายนี้นะครับ ซึ่งทั้ง2 นายนี้มีต้นทุนต่ำมากๆ ถึงมากที่สุด ขอเล่าคร่าวๆนะครับ

อาจเป็นกำลังใจให้น้องๆที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้ครับ…

นตท.คนที่ 1.... เหล่า ทบ. (เคียงธงแดง)​ ซึ่งมีต้นทุนต่ำด้านการเงิน แต่มีใจอยากเป็นนักเรียนเตรียมทหาร พยายามค้นหาความรู้ต่างๆเท่าที่จะหาได้ ไม่ได้กวดวิชา เพราะไม่มีเงิน พอถึงวันไปสอบ ก็มีคุณพ่อ พาไปสอบ แต่ภาพที่เห็นคือคือคุณพ่อขับรถมอเตอร์ไซด์​พ่วงข้างพาน้องไปสอบ มืดไหน นอนนั่น ผลสอบปีแรกไม่สัมฤทธิผล​ แต่ยังไม่ถอดใจ ขอสู้ใหม่ปีหน้า จนมีผู้ใหญ่ใจดี เข้ามาช่วยเหลือ จนสอบติดเหล่า ทบ.

นตท. คนที่ 2 เหล่าตำรวจ มีต้นทุนต่ำด้าน ความรู้ ตั้งแต่เรียน ม.ต้น เกรดไม่ถึง 2 ( ม.3 เทอม1 เกรด 1.11).. แต่มีความรักอยากเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จึงมาปรึกษาพ่อแม่ขอไปเรียนกวดวิชา พ่อแม่ก็โอเคร ตกลงปลงใจ ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาต่างจังหวัด ผลสอบออกมา สอบติดได้เหล่า ตร.
ปัจจุบันน้องทั้งเป็นพี่เหล่าเรียบร้อยแล้วครับ 

ปล.ถ้าได้อ่านข้อความนี้แล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ ก็ลงมือทำ ที่นี่ เดี่ยวนี้ เลยครับ....ว่าที่ นตท.69 สู้สู้ 

วิพากษ์คำถาม BBC Thai ชี้นำ ‘ศ.โรบินสัน’ เตือนสติ!!..อย่าเปรียบเทียบไทย-เวียดนามโดยไร้บริบท

(25 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…ข้อทบทวนต่อบทสัมภาษณ์ ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน และคำถามนำจาก BBC ไทย

ข้าพเจ้าได้ติดตามบทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์เจมส์ เอ. โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ซึ่งเผยแพร่ผ่าน BBC Thai อย่างละเอียด ด้วยความเคารพในองค์ความรู้และเจตนารมณ์ของท่านในการวิพากษ์โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขออนุญาตแสดงความเห็นต่างในสองประเด็นหลัก ทั้งในส่วนของคำตอบจากศาสตราจารย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทิศทางของคำถามที่มาจากผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีลักษณะ “ชี้นำ” ไปสู่การเปรียบเทียบที่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม

1. คำถามนำที่สร้างกรอบเปรียบเทียบอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลเป็นพิเศษ คือการที่ผู้สัมภาษณ์ของ BBC Thai พยายามตั้งคำถามในลักษณะ “ยกเวียดนามขึ้นเปรียบเทียบกับไทย” โดยเฉพาะในช่วงที่ระบุว่า “เวียดนามกำลังจะโตแซงไทย” และเปิดให้ศาสตราจารย์โรบินสันให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

แม้การเปรียบเทียบประเทศจะเป็นเรื่องปกติในงานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ แต่การโยงเวียดนามมาเป็น “คู่แข่งโดยตรง” ของไทยในลักษณะคำถามแบบนำ (leading question) โดยไม่ปูพื้นบริบทของแต่ละประเทศให้ชัดเจน เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ามองว่าไม่ยุติธรรม และอาจชักนำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่ผู้อ่านทั่วไป

2. การเติบโตของประเทศไม่สามารถวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอชี้ให้เห็นว่า ประเทศแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม เกาหลีใต้ หรือประเทศไทย ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์การเมือง สงคราม ภัยคุกคามจากภายนอก รวมถึงทิศทางการพัฒนาเชิงสถาบัน

เวียดนามโตเร็วจริง หากดูจาก GDP ปี 2025 แต่เป็นการเติบโตที่ยังอิงกับการพึ่งพาภาคการผลิตส่งออกและการลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ในขณะที่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และระบบสวัสดิการยังคงเป็นโจทย์ระยะยาวที่ไม่อาจละเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนามคือผลจากเจตจำนงของผู้นำในห้วงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผลจาก "ความเหนือชั้นของระบบพรรคเดียว" อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ และแน่นอนว่าไม่ใช่ "โมเดลที่ไทยควรเดินตาม" อย่างไม่มีเงื่อนไข

3. ประชาธิปไตยอาจช้า แต่ไม่หลงทาง

ประเทศไทยมีความท้าทายของตัวเอง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางสังคม ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่าเรายังมีหนทางอีกไกลในการทำให้สถาบันต่าง ๆ มีความครอบคลุมและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ควรมองเห็นเช่นกันคือ พลวัตของการตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงจากภายใน และความพยายามของประชาชนในการผลักดันให้เกิดสังคมที่ดีขึ้น — แม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การวัดประเทศจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงปีใดปีหนึ่ง หรือใช้ประเทศเพื่อนบ้านมาเป็น “เงาเปรียบเทียบ” โดยไม่มีบริบทที่รอบด้าน จึงเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในเวทีสื่อสารสาธารณะเช่น BBC ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชนในวงกว้าง

บทส่งท้าย — โตแบบไทยในแบบของเรา

ศาสตราจารย์โรบินสันได้กล่าวไว้ว่า “หากคุณจินตนาการสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเดินหน้าไปไกลได้เลย” ข้าพเจ้าเห็นพ้องในหลักการนั้น และขอเสริมว่า

“หากคุณไม่เข้าใจว่าตนเองยืนอยู่ตรงไหน คุณก็จะไม่รู้เลยว่าควรเดินไปทางใด”

ประเทศไทยอาจไม่ได้โตเร็วเหมือนใคร แต่เรามีสิทธิ์โตในแบบของเรา — โดยไม่ต้องยืมไม้บรรทัดของใครมาวัด

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปเยือนต่างประเทศ ณ ประเทศสกอตแลนด์

เมื่อวันศุกร์ที่ (23 พ.ค. 68) เวลา 10.00 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ และกรรมาธิการการทหารฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาสกอตแลนด์ (Scottish Parliament)

โดยมี Mr. Amy Hall AssistantInternational Relations Officer   International Relations Office 
The Scottish Parliament ได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับรัฐสภาสกอตแลนด์ที่มีอำนาจนิติบัญญัติตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสกอตแลนด์ ค.ศ. 1998 (2541)โดยตราขึ้นเพื่อกำหนดขอบเขตของบทบาทและหน้าที่ด้านนิติบัญญัติของรัฐสภาสกอตแลนด์ที่สามารถตรากฎหมายบังคับใช้เองได้ เช่น เกษตรกรรมการประมง การปศุสัตว์การป่าไม้ สิ่งแวดล้อม การจดทะเบียนและการใช้ที่ดิน ความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานอาหาร การสนับสนุนและคุ้มครองผู้บริโภคน้ำและการสุขาภิบาลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญยังคงกำหนดเรื่องอำนาจนิติบัญญัติที่สงวนไว้ให้เฉพาะกับรัฐสภาสหราชอาณาจักร อาทิด้านกลาโหม ด้านการสื่อสารสนเทศ ด้านการต่างประเทศ ด้านการให้สัญชาติ เป็นต้น 

หลังจากนั้น Mr. Amy Hall ได้นำคณะกรรมาธิการเยี่ยมชมห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ห้องประชุมรัฐสภาสกอตแลนด์และพื้นที่นิทรรศการของรัฐสภา

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูลที่ได้รับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปพิจารณาปรับประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568

ถ้าอยากได้บุญมากๆ
เอาเงินให้พ่อให้แม่
เอาให้โรงพยาบาล
เอาให้โรงเรียน
นั้นตัวบุญที่ยิ่งใหญ่
บุญที่ตัวเรามองข้าม
เส้นผมบังภูเขา

หลวงปู่ชนะ อุตฺตมลาโภ

'มอญ' จากอารยธรรมสุวรรณภูมิ สู่ชนกลุ่มน้อยในพม่า | THE STATES TIMES Story EP.168

'ชนชาติมอญ' จากมหาอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดในสุวรรณภูมิ...
สู่ชนกลุ่มน้อยที่ไร้โอกาสฟื้นฟูแผ่นดินอีกครั้ง

เรื่องราวของชนชาติมอญ ผู้วางรากฐานอารยธรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมให้กับภูมิภาคนี้ ก่อนจะล่มสลายไปกับกระแสสงครามและการเปลี่ยนแปลงแห่งประวัติศาสตร์

‘ผู้พิพากษาสหรัฐฯ’ ขวาง!! รัฐบาลทรัมป์ กรณีเพิกถอนสถานะทางกฎหมาย ‘นศ.ต่างชาติ’

(24 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

เจฟฟรีย์ ไวท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งห้ามรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิกถอนสถานะทางกฎหมายของนักศึกษาชาวต่างชาติที่ศึกษาและทำงานอยู่ในสหรัฐฯ โดยปราศจากการพิจารณารายบุคคล รวมถึงห้ามจับกุมหรือกักขังนักศึกษาที่เกิดในต่างประเทศโดยอ้างอิงสถานะผู้อพยพเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยุติการบันทึกข้อมูลชาวต่างชาติหลายพันคนในฐานข้อมูล "ระบบข้อมูลนักศึกษาและผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยน" (SEVIS) ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเมื่อเดือนเมษายนด้วยข้ออ้างปราบปรามนักศึกษาชาวต่างชาติที่มีประวัติอาชญากรรม ทำให้นักศึกษาชาวต่างชาติสูญเสียสถานะทางกฎหมายในสหรัฐฯ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศ

คำสั่งห้ามของวันพฤหัสบดี (22 พ.ค.) ยังห้ามรัฐบาลสหรัฐฯ โอนย้ายโจทก์ในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาไปยังเขตอำนาจศาลนอกถิ่นพำนักอาศัย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการบรรเทาความวิตกกังวลครั้งแรกแก่นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ โดยไวท์ระบุว่ารัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ "สร้างหายนะ" แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของโจทก์ รวมถึงนักศึกษาชาวต่างชาติคนอื่นๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ได้เพิกถอนการรับรองมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภายใต้โครงการนักศึกษาและผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเมื่อวันพฤหัสบดี (22 พ.ค.) ซึ่งส่งผลให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่สามารถรับสมัครนักศึกษาชาวต่างชาติใหม่เข้าเรียนได้

ด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยื่นฟ้องร้องในวันศุกร์ (23 พ.ค.) ซึ่งผู้พิพากษาในรัฐแมสซาชูเซตส์ได้อนุมัติคำสั่งยับยั้งการเพิกถอนดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เพื่ออนุญาตนักศึกษาชาวต่างชาติสามารถลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดต่อไปได้

‘นายกฯ แพทองธาร’ สั่งการตรงจาก ‘โมนาโก’ หลังน้ำท่วมแม่สาย มอบ ‘อนุทิน’ ช่วยเหลือด่วน!! พร้อมให้ สธ.ลุยแก้สารปนเปื้อน

(24 พ.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมแม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นน้ำที่ทะลักจากเมียนมา ลงสู่แม่สายบริเวณใกล้วัดพรหมวิหารอย่างใกล้ชิด แม้ยังอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่างประเทศในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร และราชรัฐโมนาโก ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธานคณะกรรมการบรรเทาสาธารณภัย ว่าได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีโดยด่วน และให้กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจ ลดความกลัวในเรื่องน้ำที่มีสารปนเปื้อน และให้ตรวจเช็คสุขภาพ ร่างกายพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป 

ขณะที่นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย กล่าวว่ามวลน้ำที่มีมากทำให้ล้นบิ๊กแบ็คขึ้นมา ส่งผลให้เข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าว  นอกจากนี้ ช่วงน้ำท่วมยังมีวัชพืชและขอนไม้ไหลมาติดสะพานอีก ทำให้ต้องเร่งนำเอาวัชพืชและขอนไม้ออกเพื่อให้น้ำไหลระบายได้สะดวก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ระดมบิ๊กแบ็คเพิ่มเติมเพื่อนำไปป้องกันบริเวณริมฝั่งชุมชนเกาะทรายและไม้ลุงขนต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังน้ำลดจะมีการลงพื้นที่ เพื่อเร่งเจรจากับชาวบ้านที่ยังคงเหลืออาศัยอยู่ริมฝั่งอีก 8-9 ราย ให้ย้ายออกและทำการรื้อถอน เพื่อจะได้สร้างแนวพนังกั้นน้ำ รวมทั้งยังจะทำให้แม่น้ำมีความกว้างมากขึ้น

ส่วนกรณีมีการตรวจพบน้ำว่ามีสารปนเปื้อนนั้น ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบแล้ว หากพบว่ามีอาการแผลตุ่มให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ รวมถึงแนะนำให้ประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่มากนัก ให้ไปพักอาศัยอยู่ตามสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นการชั่วคราว ซึ่งทางเทศบาล ต.แม่สาย ได้จัดสถานที่เอาไว้ที่วัดพรหมวิหาร หอประชุม อ.แม่สาย และภายในสำนักงานเทศบาลแม่สาย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติการตามข้อสั่งการของนายกฯ โดยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประสานกับหน่วยทหาร และสาธารณสุข ร่วมกับทางมหาดไทยเร่งแก้ไขโดยด่วน รวมทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัย ต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ทันกับสถานการณ์ และให้ประสานกับผู้บริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน และหากต้องประกาศพื้นที่ภัยพิบัติให้ทำทันที ส่วนเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย และแม่น้ำกกนั้น ให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ“ นายจิรายุ กล่าว

‘กรณ์’ ใช้ AI เทียบ ‘ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs. อภิสิทธิ์ ประกันรายได้’ เผย!! รัฐบาลคสช. ก็ใช้ประกันรายได้ เพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า

(24 พ.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว vs. อภิสิทธิ์ ประกันรายได้” มีเนื้อหาดังนี้

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผมเห็นมีการตั้งคำถามเปรียบเทียบนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กับนโยบายประกันรายได้ของคุณอภิสิทธิ์ ผมเลยขอลงข้อสรุปความต่างสองนโยบายนี้เพื่อคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทราบ หรือคนรุ่นเก่าที่อาจจะลืม ส่วนใครที่ไม่อยากรับรู้  ขอให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลยครับ

**นโยบายประกันรายได้เกษตรกร** ของ **อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ** (รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์, 2551–2554) เป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่แตกต่างจาก **นโยบายจำนำข้าว** ของยิ่งลักษณ์ โดยเน้นการอุดหนุนเงินตรงให้ชาวนาแทนการแทรกแซงราคาตลาด

**รายละเอียดนโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์**

1. **แนวคิดหลัก**
   - ไม่รับซื้อผลผลิตโดยตรง แต่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
   - ครอบคลุมพืชหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน
   - เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและผ่านระบบตรวจสอบ

2. **ข้อดีของนโยบาย**
   - **ลดภาระการเก็บสต็อก** – รัฐไม่ต้องกักตุนสินค้าเหมือนโครงการจำนำข้าว
 - **ลดการทุจริต** – ระบบโอนเงินตรงถึงเกษตรกรผ่านบัญชีธนาคาร ทำให้ตรวจสอบได้ง่าย
   - **ไม่บิดเบือนกลไกตลาด** – ราคาขายยังเป็นไปตามอุปสงค์-อุปทาน

3. **ข้อจำกัด**
   - **เกษตรกรบางส่วนไม่ได้รับ
ประโยชน์** – เฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนและมีเอกสารถูกต้อง
   - **งบประมาณสูงแต่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม** – เป็นการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

**เปรียบเทียบกับนโยบายจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์**

1. รูปแบบช่วยเหลือ: (อภิสิทธิ์) จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคา(ยิ่งลักษณ์) รัฐรับซื้อข้าวในราคาแพง        

2. ผลกระทบการคลัง: (อภิสิทธิ์) ใช้งบประมาณแต่ควบคุมได้ (ยิ่งลักษณ์) ขาดทุนมหาศาลจากสต็อกและทุจริต    

3. ผลต่อตลาด: (อภิสิทธิ์) ไม่บิดเบือนกลไกราคา (ยิ่งลักษณ์) กดราคาตลาดโลก ทำไทยเสียส่วนแบ่ง   

4. การทุจริต: (อภิสิทธิ์) มีน้อยกว่าเนื่องจากโอนเงินตรง (ยิ่งลักษณ์) มีการโกงจำนวนมาก

**บทสรุป**

นโยบายประกันรายได้ของอภิสิทธิ์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนของระบบประกันราคาแบบเดิม โดยลดความเสี่ยงการทุจริตและไม่สร้างภาระการเก็บสต็อกสินค้าให้รัฐ อย่างไรก็ตาม มันยังเป็นเพียง**มาตรการบรรเทาปัญหา**มากกว่าการปฏิรูปเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

หลังรัฐประหาร 2557 รัฐบาลคสช. นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ต่อในรูปแบบ "ประกันรายได้เกษตรกร" แทนโครงการจำนำข้าว ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

อ่านเสร็จแล้วน่าจะมีบางคนไม่พอใจ ขอบอกว่า ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เขียนเองแม้แต่คำเดียว ผมเพียงกดตั้งประเด็นกับ Deep Seek ว่า  “ยิ่งลักษณ์ จำนำข้าว อภิสิทธิ์ ประกันรายได้” หากไม่ถูกใจในประเด็นไหนขอให้ไปเถียงกับ AI เอง

‘ผบ.ทหารสูงสุดไทย’ ร่วมหารือ!! ‘ผู้นำทหารจีน’ จับมือปราบ!! ‘แก๊งคอลฯ-ยาเสพติด-ค้ามนุษย์’

เมื่อวานนี้ (23 พ.ค. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ผอ.ศอ.ปชด. พร้อมด้วย พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และคณะ เข้าเยี่ยมคำนับ พลเอก หลิว เจิ้นลี่ ประธานกรมกิจการเสนาธิการร่วม กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน สมาชิกกรรมาธิการทหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้แทนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ณ กระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง โดยมีพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศต้อนรับอย่างสมเกียรติ

โดยมีการประชุมหารือความร่วมมือของ 2 กองทัพ  โดยมี รายงาน ว่า  มีการหารือ การจัดการปัญหาตามแนวชายแดน เมียนมา  ทั้งเรื่อง call center ยาเสพติด และการค้ามนุษย์  ที่ก่อนหน้านี้ ทางการจีน ร่วมมือกับ  ศอ.ปชด. ในการแก้ไขปัญหา  และส่งกลับ ชาวจีน และ อีก หลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับแก๊งค์ คอลเซ็นเตอร์กับประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในด้านยุทธศาสตร์  ในการสร้างความมั่นคงในภูมิภาค และการฝึกร่วม

นักลงทุนโวย!! เวียดนามหั่น!! เงินสนับสนุน ‘โซลาร์ - วินด์ฟาร์ม’ เสี่ยงเบี้ยวหนี้ระลอกใหญ่

(24 พ.ค. 68) บริษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของรัฐในเวียดนามมีการปรับลดอัตราเงินสนับสนุนที่เคยตกลงไว้กับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และลมบางแห่งลง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้

สำหรับคำร้องดังกล่าวลงวันที่ 16 พฤษภาคม และส่งถึงผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของเวียดนาม สืบเนื่องจากคำเตือนก่อนหน้านี้ของกลุ่มนักลงทุนกลุ่มเดียวกัน

โดยเตือนว่าเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินสนับสนุนของรัฐ ทั้งที่เวียดนามยังคงพยายามผลักดันการเติบโตของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว

คำร้องระบุว่า ตั้งแต่มกราคม 2025 บริษัทในเครือของการไฟฟ้าแห่งชาติเวียดนาม (Electricity of Vietnam: EVN) ได้เริ่มระงับการจ่ายเงินบางส่วน 

และใช้อัตราค่าธรรมเนียมไฟฟ้าชั่วคราว (provisional tariff) ที่กำหนดเองโดยฝ่ายเดียว

นักลงทุนรายหนึ่งที่ลงนามในคำร้องกล่าวว่าการดำเนินการนี้ได้บังคับให้บริษัทต้องละเมิดข้อตกลงกับธนาคารทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำให้บริษัทมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาการชำระหนี้และขาดกระแสเงินสดในการดำเนินงาน

โดยมีผู้ถือหุ้นต่างชาติจำนวน 16 รายร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้ อาทิ บริษัทร่วมทุน Dragon Capital, สาขาในเวียดนามของกลุ่มพลังงาน ACEN จากฟิลิปปินส์ รวมถึงนักลงทุนจากไทย จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ นอกจากนั้นยังมีผู้พัฒนาโครงการท้องถิ่นอีกหลายรายร่วมสนับสนุนจดหมาย

การบูมของพลังงานหมุนเวียนในเวียดนามเริ่มต้นจากอัตรารับซื้อไฟฟ้าตามนโยบาย (feed-in tariffs: FiTs) ที่น่าสนใจ รัฐบาลรับประกันการรับซื้อไฟฟ้านาน 20 ปี ที่ราคาสูงกว่าตลาด เป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ผลิตพลังงาน จะไม่ถูกนำมาใช้กับโครงการที่ละเมิดแนวทางข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังไม่ได้ชี้แจงว่าได้รับใช้กฎเกณฑ์ย้อนหลังหรือไม่ หรือโครงการใดที่ได้รับผลกระทบบ้าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top