Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

"ไบโอเทค" เผยผลวิจัยต่างประเทศ ฉีด AZ เข็มแรก ตามด้วย mRNA เข็ม 2 กระตุ้นภูมิดี รับมือไวรัสโควิดกลายพันธุ์ได้ทุกตัว

ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี เผยผลวิจัยในเยอรมนี การฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 2 แบบ mRNA ต่อจาก AZ ในเข็มแรกสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสูงมากกันโควิดกลายพันธุ์ได้ทุกตัว

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เพจ "Virology and Cell Technology Lab - BIOTEC" ของห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี ได้ออกมาโพสต์ข้อความน่าสนใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ในหัวข้อ "เข็มแรก AZ เข็มสอง Pfizer...การใช้วัคซีนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?" โดยทางเพจได้ระบุข้อความว่า

"จากปัญหาเรื่องลิ่มเลือดอุดตันที่พบได้ในคนที่ฉีดวัคซีน AZ ทำให้หลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี เริ่มจำกัดการใช้วัคซีน AZ เฉพาะผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ทำให้คนวัยหนุ่มสาวที่ได้ AZ เข็มแรกไปแล้ว อาจต้องไปใช้เข็มสองในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง mRNA vaccine ของ Pfizer ผลการทดสอบจากเยอรมัน ในเรื่องการใช้วัคซีนแบบสลับเข็มจึงเห็นออกมาเรื่อยๆ ผลการทดลองครั้งนี้มาจากทีม Hannover Medical School ซึ่งมีผลการทดลองที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ

กลุ่มที่ทำการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.) AZ เข็มเดียว

2.) AZ สองเข็ม

3.) AZ แล้วตามด้วย Pfizer

โดยการให้เข็มที่ 2 ทำในวันที่ 73-74 วัน หรือ 10 อาทิตย์หลังเข็มแรก ทีมวิจัยนำตัวอย่างที่ได้จากอาสาสมัครเหล่านั้นมาตรวจหาภูมิคุ้มกันทั้งในรูปแบบของแอนติบอดียับยั้งไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ (Wuhan, Alpha, Beta และ Gamma แต่ไม่มี Delta) ตลอดจนดูการ กระตุ้นของ T cell ด้วย

ข้อมูลมีค่อนข้างเยอะนะครับ แต่สรุปสาระสำคัญได้ คือ การใช้ mRNA เป็นเข็มที่สองต่อจาก AZ สามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีทั้ง IgG และ IgA ได้สูงมาก (ซึ่งสอดคล้องกับหลายงานวิจัยก่อนหน้านี้) โดย NAb ในระบบสองเข็มต่างชนิดเมื่อทดสอบกับไวรัสกลายพันธุ์ 3 ชนิด ยังสูงเพียงพอในการยับยั้งได้ โดย Beta อาจจะมีลดลงมาบ้างแต่ไม่มากนัก แต่ที่น่ากังวลสำหรับข้อมูลนี้คือ AZ 2 เข็ม ดูเหมือนจะมี NAb สูงพอสำหรับ Wuhan และ Alpha แต่เมื่อทดสอบกับ Beta และ Gamma ผลออกมาไม่ค่อยดีเลย... อีกข้อมูลนึงที่คิดว่าน่าสนใจคือ NAb จาก AZ เข็มเดียว ดูใช้ได้อยู่สำหรับ Wuhan แต่น้อยเกินไปที่ยับยั้งไวรัสกลายพันธุ์ที่ทดสอบทุกตัวเลย

ข้อมูลของ T cell ดูสอดคล้องกับ NAb ครับ การ boost ด้วย mRNA เข็มสองสามารถกระตุ้น CD4 และ CD8 ได้สูงกว่า AZ 2 เข็มอย่างชัดเจน ซึ่งแอบแปลกใจเล็กๆ ว่า ทำไม AZ 2 เข็มกระตุ้น T cell ได้น้อยกว่าที่คาดไว้มาก

สรุปแบบง่ายๆ คือ การใช้ mRNA vaccine boost เป็นเข็มที่ 2 สามารถกระตุ้นภูมิได้สูงมาก และน่าจะเป็นวิธีที่จะรับมือไวรัสกลายพันธุ์ได้ทุกตัว"

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000060668

https://www.facebook.com/avctbiotec/posts/352193916476550


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. จึงเตรียมวงเงินไว้รองรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือถึง 3.8 หมื่นล้านบาท พร้อมเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้ด้วยการ ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกัน ในสัญญาเงินกู้

การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ปีนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. จึงเตรียมวงเงินไว้รองรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือถึง 3.8 หมื่นล้านบาท พร้อมเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้ด้วยการ ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกัน ในสัญญาเงินกู้

ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. มีดังนี้

1.) ผู้ที่ไม่เคยผิดนัดชำระ ลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0.01% ต่อปี

2.) ผู้ที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ลดเบี้ยปรับให้ 100%

3.) ผู้ชำระหนี้ค้างทั้งหมด ลดเบี้ยปรับให้ 80%

4.) ผู้ไม่เคยผิดนัดชำระ และจ่ายปิดบัญชีในคราวเดียว ลดเงินต้นให้ 5%

5.) ผู้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5%

ทั้งหมดนี้ มีผลถึง 31 ธ.ค.64

สำหรับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระ ปี 2563 และ 2564 จะชะลอการฟ้องคดีไปถึง 31 มี.ค. 65 ยกเว้น คดีที่ขาดอายุความในปีนี้ พร้อมงดการขายทอดตลาด

กรณีถูกบังคับคดีจนถึงสิ้นปีนี้ จะงดการขายทอดตลาด

ผู้กู้ยืมเงินที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับการพักชำระหนี้ 2 ปี


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก หัวข้อ "โลกกำลังอยู่ในช่วงผันผวนรุนแรง ถ้าระบบราชการยังช้า ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!"

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก หัวข้อ "โลกกำลังอยู่ในช่วงผันผวนรุนแรง ถ้าระบบราชการยังช้า ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!" โดยยกงานเขียนของนาย Bill Gates เคยเตือนภัยต่อโลกไว้ก่อนที่จะเกิดแพร่เชื้อโควิด 2 ปี ว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเกิดขึ้นแน่นอน และภาวะโลกร้อน จะมีผลต่อชีวิตของมนุษย์มากกว่านี้หลายเท่าว่า...

ในช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสร่วมวงเสวนากับ Bill Gates ซึ่งจัดโดย บริษัทเก่าของผม เครือธนาคาร JP Morgan Chase มีประเด็นสำคัญหนึ่งที่เป็นยุทธศาสตร์หลักต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก

ผมขอชวนถกประเด็นพูดคุยกันได้ในโพสต์นี้นะครับ

ก่อนอื่นผมขอเล่าเกริ่นให้ฟังก่อนว่า Bill Gates เขากล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้าง และมุมมองขยายความของผมต่อโอกาส และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย หลังยุคโควิดควรมีโฉมหน้าอย่างไร

หากใครได้อ่านงานเขียนของ Bill Gates จะทราบว่า ท่านเคยเตือนภัยต่อโลกไว้ก่อนที่จะเกิดแพร่เชื้อโควิด 2 ปี โดยเขาขอให้ทั่วโลกเตรียมตัวรับมือ ว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงตามที่เขาพูด นั่นแสดงให้เห็นว่า Bill Gates จับกระแส และพยากรณ์ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อมนุษยชาติได้ค่อนข้างแม่นยำ

ในวันนั้นเอง เขาได้พูดเรื่องผลกระทบที่ต่อโลกของเราโดยมองข้ามช็อตจาก โควิดไปสู่ภาวะโลกร้อน โดยระบุว่า "ไม่ว่าการแพร่เชื้อโควิดเที่ยวนี้จะรุนแรงแค่ไหน จะมีผลต่อชีวิตประชากรชาวโลกไปแล้วกี่คนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ผลจากภาวะโลกร้อน จะมีผลต่อชีวิตของมนุษย์มากกว่านี้หลายเท่า”

วันนี้ทั้งโลกกำลังมุ่งไปที่ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีวิกฤตการณ์ที่รอเราอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อเรา มากกว่าวิกฤตการณ์เฉพาะหน้านี้อีกหลายเท่า เรื่องเฉพาะหน้าก็ต้องดูแลให้ดี เรื่องในอนาคตก็ต้องวางแผนให้ทัน

นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราต้องทำคือ เตรียมแผนไว้ว่ามันอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า ศัพท์ใช้กันอย่างแพร่หลายในระยะหลังคือ VUCA V-Volatility ความผันผวนรวดเร็ว, U-Uncertainty ความไม่แน่นอนว่าจะเกิดอะไรอีก, C-Complexity ความสลับซับซ้อน และ A-Ambiguity ความคลุมเครือ ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นภาพว่ามันจะเป็นจะเป็นอย่างไร มันจะเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่า จะมีผลกระทบกับประเทศไทยหรือไม่ เพราะดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับประเทศเรา

[ผมคิดว่าโควิดเป็นตัวเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ชัดที่สุดว่า ตอนนี้ทั้งโลกอยู่ในภาวะ VUCA อย่างแท้จริง]

Bill Gates ยังให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจนั่นคือ "ความร่วมมือระหว่างประเทศติดลบ ขาดความร่วมมืออย่างสิ้นเชิงในทุกระดับ" ทั้งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและการรับมือ ดูได้จากมีการแก่งแย่งวัคซีนกัน

ผมค่อนข้างแปลกใจว่า ตอนนี้ไม่มีบทบาทของอาเซียนเลย ทั้งที่หากเรารวมตัวกันอำนาจการต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตจะมากที่สุดในโลก แต่กลับกลายเป็นต่างคนต่างคิด แบบตัวใครตัวมัน ทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์การตั้งรับ หรือแม้แต่การสั่งซื้อวัคซีนเอง เราต้องกลับมาทบทวนว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในสถานกรณ์การแพร่เชื้อหรือปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจาก ภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตามก็มีมุมดีในแง่การรับมือของภาคเอกชน ส่งผลให้เรามีแนวโน้มโอกาสที่จะออกจากปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็วกว่าที่คาดไว้เดิม ซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไป เมื่อวันก่อนว่า อีก 120 วัน จะเปิดประเทศ นั้นก็เพราะมันมีความเป็นไปได้เพราะตัวแปรสำคัญคือเรามีวัคซีนที่สามารถผลิตได้เร็วๆ และมีแนวโน้มว่าจะสามารถเข้าสู่สภาวะปกติได้ภายในเวลา 1 ปี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมหัศจรรย์มาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่จะใช้เวลา 3-4 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งทำให้มั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์ และทรัพยากรที่มีอยู่ของ ภาคเอกชนทำให้เชื่อว่า หากเกิดการแพร่เชื้อชนิดใหม่ขึ้นอีก โลกก็น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะค้นหาวัคซีน เพื่อมาต่อกรกับไวรัสได้ในระยะเวลาเพียงไม่เกิน 6 เดือน แต่ในโลกของ VUCA ใครจะเป็นคนที่มีความมั่นใจว่าประเภทปัญหาในระดับวิกฤตที่เราะจะต้องรับมือในอนาคต มันต้องไม่ใช่การรับมือแบบเดิมอย่างแน่นอน

“นี่คือบริบทในการพูดถึง New Normal หากในอนาคตเราจะเจอปัญหาที่เคยประสบมาแล้ว เราต้องมีโครงสร้างและองคาพยพที่มีความฉลาดและยืดหยุ่นเพียงพอในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ถามว่าแล้วโครงสร้างสังคมและการบริหารจัดการของเรา ณ วันนี้มันมีความยืดหยุ่น คล่องตัว ว่องไว และมีความสามารถเพียงพอที่จะวิเคราะห์ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนแล้วหรือไม่ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน มีคำตอบเดียวกัน คือยังห่างไกล เพราะระบบบริหารจัดการระดับประเทศของเรา โดยเฉพาะระบบราชการ ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมายาวนาน ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่า ขาดวัฒนธรรมการบริหารข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ต้องเตรียมการรองรับโลกที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หากยังเป็นอยู่แบบนี้ โอกาสที่จะปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาในอนาคตก็ยังน้อยเหมือนเดิม

[ไทยปรับตัวได้ช้า เพราะติดกับดัก “ระบบราชการ” ล้าหลัง]

เราจะหวังให้ระบบราชการปฏิรูปตัวเองคงเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าคนทำงานหรือข้าราชการดีๆ เก่งๆ มีประสิทธิภาพ อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่เพราะอำนาจของหน่วยราชการ มาจากการรับหน้าที่ด้วยกฎหมาย ดังนั้น ตราบใดที่กฎหมายยังกำหนดว่าขั้นตอนต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แม้จะไม่ทั้งหมด เพราะบางอย่างมันก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในระบบราชการ แต่หากจะนำไปสู่การยกระดับให้ระบบราชการมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นความเหมาะสมของแต่ละประเทศ แต่มันก็ได้ใช้แล้วกับหลายประเทศที่มีความหลากหลาย เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ทางซีกตะวันตก ที่เขาเรียกกันว่า Regulatory Guillotine ปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลนี้ก็เคย ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่มันก็เงียบหายไป เพราะขาดแรงดัน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยมีทั้งกฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศกระทรวง เป็นจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมันเป็นค่านิยมที่ทำให้ ระบบราชการมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะมารองรับกฎพวกนั้นที่มีความสลับซับซ้อนและมากขึ้นเรื่อยๆ

[การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องเกิด...ไทยต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อหาเงินแหล่งให้เข้ากระเป๋าคนไทย]

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ คำถามคือ เราจะต้องปรับในประเด็นไหน ความจริงถ้าเราย้อนกลับไปดูวิกฤตต้มยำกุ้ง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มันคือตัวเปลี่ยนในหลายๆ เรื่องในภูมิภาคเอเชียของเราเอง หลายประเทศได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน ทั้ง ไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ แต่ละประเทศ มีการปรับเปลี่ยนที่แตกต่างกัน แต่ประเทศไทยปรับน้อยมาก สิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างที่เกิดจากวิกฤตต้มยำกุ้ง คือ การลอยตัวค่าเงินบาท นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะเงินบาทลอยตัว ส่งผลให้การส่งออกของเราไปแข่งกับคนอื่นได้ง่ายขึ้นในด้านของราคา ทำให้การส่งออกโตอย่างรวดเร็ว สัดส่วนการส่งออกเทียบกับจีดีพีต้มยำกุ้งประมาณ 35% หลังต้มยำกุ้ง มาถึงทุกวันนี้มี 70% ซึ่งเป็นเหตุให้ภาคธุรกิจที่เน้นการส่งออกเติบโต แต่การเติบโตเพียงเพราะเรามีขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาที่ดีขึ้น ไม่ได้เติบโตด้วยนวัตกรรม หรือประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น และไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่

ตัวชี้วัดที่เห็นชัดๆ คือ ถ้าเราดูรายชื่อบริษัทชั้นนำที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน จนถึงวันนี้ ชื่อบริษัทยังไม่เปลี่ยนเลย ชื่อใหม่ๆ ก็เป็นรัฐวิสาหกิจบ้าง แต่ไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมใหม่ๆ ถ้าเทียบกับสหรัฐอเมริกายี่สิบปีที่แล้ว ชื่อบริษัทที่ติดอันดับหนึ่งในห้า วันนี้คนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จัก แต่วันนี้ TOP 5 มีแต่ Tech Company หมด ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Amazon Apple ทั้งๆ ที่ 20 ปีก่อน บริษัทพวกนี้ยังไม่ได้ก่อตั้งเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ วิธีการทำมาหากินของประเทศเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่ของเรายังแบบเดิม และผู้ที่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนใหญ่ ก็คือผู้ที่มีสัมปทานกับรัฐ ผู้ที่ค้าขายกับรัฐ หรือมีใบอนุญาตที่ออกจากรัฐคอยปกป้องคุ้มครอง

[ยุทธศาสตร์ Vaccine Economy เติมแหล่งรายได้ใหม่เข้ากระเป๋าคนไทย ทำได้ ทำไม่ง่าย แต่ไม่ทำ...ไม่ได้!]

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรับคือ “การเพิ่มความสามารถการแข่งขัน” ซึ่งของไทยมีน้อย ทำให้บริษัทที่มีใบอนุญาตโตวันโตคืน ส่วนแบ่งตลาดก็มากขึ้น แต่บริษัทเล็กจะไม่มีโอกาสที่จะโตมาแข่งขันในฐานะแรงดันหลักทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ ซึ่งมันขาดนวัตกรรม สุดท้ายแล้วทำให้ขาดการลงทุนซึ่งเป็นหัวใจหลัก จากที่เปรียบเทียบให้เห็นแล้วว่า การลงทุนจากต่างประเทศในรูปของ FDI ของเราลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากต่างประเทศถอนการลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์บ้านเราไปแล้วเกือบ 1 ล้านล้านบาท นั่นคือสาเหตุที่ดัชนีตลาดหุ้นของเราก็ยังย่ำอยู่ที่เดิม เราเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ดัชนียังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนต้มยำกุ้งด้วยซ้ำไป ตรงนี้เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าต่างประเทศที่เขาเป็นนักลงทุนมืออาชีพ ช่วงนี้เขามองว่าแนวโน้มโอกาสในการทำกำไร ในการลงทุนในประเทศอื่นสูงกว่าการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งไม่ผิด เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเท่าตัวของเอเชียโดยเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นประมาณ 40% แต่ของไทยยังอยู่ที่เดิม หรือแม้แต่เราดูการลงทุนจากบริษัทเอกชนของไทยเอง จะเห็นว่าอัตราการขยายตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลดลงไปเกือบศูนย์ เหลือเพียง 2-3% เท่านั้น เพราะเขาไปลงทุนในประเทศอื่น ทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มสิทธิประโยชน์ เพื่อที่จะเป็นแรงจูงใจให้คนกลับมาลงทุน แต่เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการเขามีความรู้สึกว่าเขาอยากจะมาลงทุนที่นี่

“จุดเริ่มต้นในการที่จะดึงดูดความสนใจหรือกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีความคึกคักมากยิ่งขึ้นข้อสำคัญ ต้องเริ่มที่ปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีทัศนคติในทางบวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มการแข่งขัน ซึ่งไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็ตามต้องเอาจริง ที่สำคัญเราต้องสร้างโอกาสของธุรกิจใหม่ (New-S-curve) ซึ่งก็ต้องกลับมาที่เรื่องทัศนคติอีก อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลต. ออกประกาศสกัดดาวรุ่งเรื่องของการนำเหรียญ คริปโต พวกโทเคิล ประเภทต่างๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน มาจดทะเบียน ซึ่งมันเป็นประกาศที่สร้างความตกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในวงการคริปโต เพราะไม่ได้ส่งผลทางบวกกับใคร ถ้าเป้าหมายเพียงเพื่อต้องการปกป้องนักลงทุน ซึ่งเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่านักลงทุนถ้าเขาอยากที่จะลงทุนในโลกคริปโตเขาสามารถที่จะลงทุนข้ามชายแดนได้โดยสะดวกอยู่แล้ว แต่ผลมันคือทำให้แนวโน้มโอกาสที่จะพัฒนาในส่วนของผู้เชี่ยวชาญที่จะพัฒนาทักษะหรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล๊อคเชนในประเทศนั้นมันหมดไป ซึ่งเมื่อถูกปิดโอกาสแบบนี้ คนเก่งๆ ก็จะย้ายไปทำในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์แทน”

แล้วผมจะมาชวนคุยต่อถึงแนวทางในการสร้างโอกาสที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยสำหรับโลกใหม่หลังโควิดนะครับ

 

ที่มา : https://www.facebook.com/KornGoThailand/photos/a.10151851815469740/10159726945409740/


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

มานูเอล นอยเออร์ กัปตันทีมเยอรมัน สวมปลอกแขนสีสายรุ้ง ร่วมรณรงค์เดือนแห่ง Pride Month

#เก็บตกยูโร2020 ⚽

หลายคนที่มีโอกาสได้ชมเกมที่ทีมชาติเยอรมันลงแข่งขัน คงแอบสังเกตเห็น มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูและกัปตันทีมของเยอรมัน สวมปลอกแขนลวดลายเป็นสีรุ้ง ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดราม่ากันไปเบาๆ

สืบเนื่องจากเดือนมิถุนายน ถูกยกให้เป็นเดือน Pride Month หรือเดือนที่เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันทางเพศ ทำให้ มานูเอล นอยเออร์ ออกมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมที่มีสีสันเป็นสีรุ้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญระดับโลกนี้ด้วยนั่นเอง

โดยความตั้งใจของผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันรายนี้ ต้องการสะท้อนถึงความเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการเปิดใจกว้าง และต่อต้านการเหยียดซึ่งกันและกัน แต่ปรากฎว่า นอยเออร์กลับถูกทางสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ตั้งทีมงานขึ้นมาสอบสวนถึงการกระทำดังกล่าว เนื่องจากการสวมปลอกแขนกัปตันทีม ถือเป็นกฎระเบียบข้อหนึ่งของนักฟุตบอลที่ต้องทำตามกติกาที่วางเอาไว้

แต่ต่อมา ทางยูฟ่าก็ออกมาให้ข่าวทำนองว่า ได้ล้มเลิกการสอบสวนกับนอยเออร์ไปแล้ว เนื่องจากได้ทราบถึงเจตนารมย์ของผู้รักษาประตูคนดัง ก็เป็นอันเข้าใจได้ แต่! เรื่องมันไม่จบเท่านั้น เพราะคืนนี้เยอรมันจะลงทำการแข่งขันนัดสุดท้าย เพื่อชี้ชะตาเข้ารอบ 16 ทีม โดยจะพบกับทีมชาติฮังการี ซึ่งประเด็นดราม่ามันอยู่ตรงที่ว่า

เยอรมัน ในฐานะเจ้าบ้าน จะขอเปิดไฟที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา ให้เป็นสีรุ้งรอบสนาม เจตนาก็เพื่อต้อนรับเดือน Pride Month นี่ล่ะ แต่มาติดตรงที่ว่า ที่ประเทศฮังการี รัฐสภาของฮังการี เพิ่งผ่านกฎหมายแบนการเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการรักร่วมเพศ พูดง่ายๆ ว่า เยอรมันไปอย่าง ฮังการีไปอีกอย่าง

เรื่องนี้จึงทำให้ยูฟ่า ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลยุโร 2020 ต้องตัดสินใจ เพราะถือว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวพอสมควร และอาจจะมีผลกระทบในทางการเมืองโดยไม่จำเป็น สุดท้ายจึงขอไม่ให้ทางนายกเทศมนตรีเมืองมิวนิก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางสนามอัลลิอันซ์ อารีนา ได้เปิดไฟสีสันดังกล่าว

โดยทางผู้หลักผู้ใหญ่ของเยอรมันก็ยินยอม แต่ก็มีแอบประชดเล็กๆ ด้วยการไปเปิดไฟแสงสีรุ้งที่สนามฟุตบอลอื่นๆ ทั้งหมด และประชาชนเยอรมันก็จะพร้อมใจกันโบกธงสีรุ้ง เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แทน

สรุปเป็นเรื่องคนละมุมมองกันไป แต่สำคัญที่สุด ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และหาความเหมาะสมร่วมกันให้ได้


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'อานนท์' ยันไม่ลดเพดานต่อสู้ อ้างทำให้คนตาสว่างสำเร็จไปแล้ว

นายอานนท์ นำภา แกนนำม็อบเยาวชนปลดแอก โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊ก "อานนท์ นำภา" ระบุเนื้อหาว่า...เกิดความลังเลว่าการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่อันนำไปสู่การเสนอให้ลดเพดานการต่อสู้เพื่อให้ง่ายขึ้น ลดเส้นชัยที่จะไปให้ถึง

จริงๆ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่มันสำเร็จไปแล้ว เพียงแต่มันสำเร็จเป็นขั้นๆ

2563 คนรุ่นใหม่ได้ทำลายพรมที่ปกคลุมปัญหาของสังคมมาหลายสิบปี ขยายความคิดที่จะสร้างสังคมอย่างเท่าเทียม สร้างขบวนคนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างกว้างขวาง ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แหลมคม

2564 เกิดโควิดระบาดทำให้เกิดข้อจำกัดของการเคลื่อนไหว ซึ่งเราต้องยอมรับให้ได้ว่ามันเป็นข้อจำกัดจริงๆ กรอบการเคลื่อนไหวหลายอย่างต้องขยับและเลื่อนออกไป

ความสำเร็จที่ทำให้คนตาสว่างมันเกิดไปแล้ว และจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก

ตอนนี้ สิ่งที่เขาจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้คือ เมื่อคนตาสว่าง คนต้องออกเดิน ออกถางทาง เพื่อให้ถึงเส้นชัย

อย่ากลัวขวากหนามข้างหน้า ร่วมมือ ลงแรง ช่วยกันสร้างสังคมใหม่

การลดเพดาน คือการยอมรับการวนอยู่ที่เดิม ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการ

ส่วนตัว ผมไม่เคยลังเลในเส้นทาง เพราะมันตกผลึกแล้วในเป้าหมาย และหวังว่าเราจะเดินร่วมกันในแนวทางที่เราตั้งไว้อย่างมั่นคง

 

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/255176


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ตำรวจเตือนแกนนำ หากร่วมชุมนุม 24 มิ.ย. ส่อโดนถอนประกันตัว

จากกรณี วันที่ 24 มิถุนายน 2564 ที่จะถึงนี้ จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง 4 กลุ่ม ประกอบไปด้วย

1.) กลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า นำโดย นายชาติชาย ไพรลิน เวลา 13.00-20.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ครบรอบ 89 ปี อภิวัฒน์สยาม 2475

2.) กลุ่มประชาชนคนไทย นำโดย นายนิติธร ล้ำเหลือ เวลา 12.00 น. ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล วัตถุประสงค์ เรื่อง ขอให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

3.) กลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี นำโดย นายเจษฎา ศรีปรั่ง เวลา 11.00 น. ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 11.00 น. วัตถุประสงค์เพื่อทำกิจกรรมขับไล่รัฐบาล

4.) กลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นัดหมายทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำกิจกรรมขับไล่รัฐบาล

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาเตือนประชาชนที่จะเข้าร่วมการ ‘ชุมนุม’ ช่วงนี้เข้าข่ายจำคุก 2 ปี ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พร้อมเผยว่า ทางการข่าวสืบทราบว่าแกนนำที่จะมาเข้าร่วมการชุมนุม หรือเป็นผู้เชิญชวนชักชวนให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุม ยังเป็นจำเลย หรือผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง ซึ่งอยู่ในระหว่างการประกันตัว โดยมีเงื่อนไขของการปล่อยตัวชั่วคราว

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อไปว่า โดยผู้ที่ได้รับการประกันตัวและศาลได้กำหนดเงื่อนไขไว้ เช่น ห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหา, ห้ามเข้าร่วม ‘ชุมนุม’ ในลักษณะที่เป็นการก่อความวุ่นวาย หรือความไม่สงบในบ้านเมือง, ห้ามพกพาอาวุธเข้าไปร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่ “จึงแจ้งเตือนผู้อยู่ในระหว่างประกันตัว ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลดังกล่าว อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืน ทาง บช.น. จะทำการร้องขอต่อศาล พิจารณาให้ถอนการให้ประกันตัว" โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ปิยะ ยังกล่าวย้ำเตือนประชาชนว่า การออกมาชุมนุมช่วงนี้เป็นความผิดตามข้อกำหนดซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2564 และที่เกี่ยวข้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ประกอบประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 33 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2564 ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

 

ที่มา: https://www.komchadluek.net/news/crime/471448


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประวิตร” โยนเป็นเรื่องจนท.บล็อกม็อบ เคลื่อนปิดทำเนียบ ลั่น ไม่อยากให้ชุมนุม หวั่นคลัสเตอร์ใหม่ หนุน “นายกฯ” ยังทำงานได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของหลายกลุ่ม ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลสถานการณ์อย่างไร ว่า “ผมไม่อยากให้ชุมนุม เพราะกลัวเรื่องติดเชื้อโควิด-19 เพราะถ้ามากันจำนวนมากก็มีความเสี่ยง แต่ถ้าจะมาก็ต้องเว้นระยะห่างให้ดี”

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะประสานไปถึงผู้ชุมนุม ขอร้องในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กำลังพูดอยู่ว่าไม่อยากให้มา สื่อต้องช่วยกันด้วย และไม่น่าจะมาชุมนุมกันข้ามวันข้ามคืนเพราะตอนนี้โควิดระบาดมาก หากมากันเยอะก็ไปติดประชาชนอื่นๆ ส่วนเรื่องเจรจาคงไม่เจรจาอะไร ให้สื่อช่วยไปเจรจาหน่อยว่าอย่าเพิ่งชุมนุมเลยในช่วงนี้ ให้โควิดน้อยลงหน่อย เพราะรัฐบาลเป็นห่วงเรื่องนี้มาก 

เมื่อถามว่าการนัดรวมตัวที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและประกาศเคลื่อนมาทำเนียบรัฐบาลจะต้องบล็อกไม่ให้เข้ามาถึงทำเนียบฯหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องห่วงแต่ที่เป็นห่วงเรื่องของการมาชุมนุมเยอะๆ แล้วเดี๋ยวก็ไปติดโควิด-19 

ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมาะสมที่จะมาขับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็รู้อยู่แล้ว และสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ก็สงบดีไม่มีอะไร เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องเดินหน้าทำงานต่อใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ต้องทำต่อและวันนี้ก็ทำอยู่ทุกวัน ตลอด 2 ปี ก็ทำงานอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าการชุมนุมอาจมีแกนนำบางคนที่มาร่วมจะเข้าข่าย ฝ่าฝืนคำสั่งศาลในการปล่อยตัวหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องดูว่าอันไหนผิดกฎหมายก็ว่าไปตามนั้น เพราะเราทำตามกฎหมายทุกอย่าง 

บช.น.เตรียมพร้อมรับมือ การชุมนุมม็อบดาวกระจาย

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษกตร. แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการชุมนุมวันพรุ่งนี้ วันที่ 24 มิ.ย. 

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากมีกลุ่มมวลชนประกาศชุมนุมหลายสถานที่โดยมีกลุ่มราษฎรหรือกลุ่มวีโว่ กลุ่มแนวร่วมจะมีการชุมนุม 3 ช่วง ตั้งแต่ช่วงแรกเวลา 05.00-07.00 น. จัดกิจกรรมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจุดเทียนรำลึก ช่วงที่ 2 ตั้งแต่เวลา 10.00 เคลื่อนขบวนมารัฐสภาใช้ถนนนครสวรรค์ ถนนพิษณุโลก ถนนพระราม 6 ถนนทหาร เพื่อยื่นหนังสือเปิดผนึกประเด็นการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ และช่วงที่ 3 เวลา 17.00 น. ชุมนุมบริเวณสกายวอร์ก 

ส่วนกลุ่มนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขารวมตัวบริเวณแยกอุรุพงษ์ แล้วเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลและกลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทยนายจตุพร พรหมพันธุ์ นัดหมายเวลา 16.00 น. บริเวณแยกผ่านฟ้าเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังตำรวจนครบาลดูแลเป็นหลัก เน้นการดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นหลักเนื่องจากการจัดการชุมนุมอาจมีกิจกรรมที่กระทบการสัญจร การใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน 

"ขณะนี้การดำเนินการใดก็ตามต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมาย เนื่องจากมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กทม.ออกประกาศควบคุมการแพร่เชื้อโรค โดยแนวการปฏิบัติตำรวจจะไม่ใช้การกั้นสิ่งกีดขวาง หากการชุมนุมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยชีวิตทรัพย์สินก็จะพิจารณาตั้งสิ่งกีดขวาง และหากมีการกระทำผิดก็จะดำเนินคดี รวมถึงแกนนำบางรายมีการวางเงื่อนไขการประกันไว้ ตำรวจจะดำเนินการรวบรวมหลักฐานดำเนินการทางกฎหมายถ้ามีการกระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว" ผบช.น. กล่าว

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันไม่หนักใจ ตำรวจได้เตรียมความพร้อม เน้นเรื่องรักษาความสงบเป็นหลัก ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด หากมีความวุ่นวายต่อประชาชน ทรัพย์สิน กระทบกับการรักษาความปลอดภัย ต้องดำเนินการ แต่ขณะนี้ยังมีการแพร่ระบาดเรื่องการควบคุมโรคขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันดีกว่า ส่วนผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวกระทำผิดเงื่อนไข ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานให้ศาลพิจารณา ส่วนมีการกระทำผิดแล้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมขัดต่อประกาศหรือคำสั่งก็ผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการชุมนุม ส่วนการข่าวในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ ขณะนี้ยังไม่มีการขออนุญาตในการชุมนุมแต่อย่างใด

ด้านพล.ต.ต.สุคุณ กล่าวว่า การสรุปการดำเนินคดีในพื้นที่กรุงเทพมหานครรวม 217 คดี การชุมทั่วไป 164 คดีคดีมั่นคง 52 คดี  อยู่ระหว่างสอบสวน 58 คดี ส่งอัยการ 109 คดี อยู่ในชั้นพิจารณาศาล 30 คดี คดีเกี่ยวกับความมั่น 1 คดี พิพากษาแล้ว 3 คดี

ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. กล่าวว่า ในวันที่ 24 มิ.ย. ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่บริเวณรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และสกายวอร์คแยกปทุมวัน ส่วนเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง โดยช่วงเวลา 05.00 น. หลีกเลี่ยงถนนราชดำเนินกลาง ถนนตะนาว คาดว่าผู้ชุมนุมใช้เวลากิจกรรมไม่นาน นอกจากนี้จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทำกิจกรรมและเคลื่อนขบวนเพื่อความสะดวกการเดินทางให้หลีกเลี่ยงถนน 11 เส้นทาง ได้แก่ ถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนตะนาว ถนนดินสอ ถนนนครสวรรค์ ถนนลูกหลวง ถนนพิษณุโลก ถนนศรีอยุธยา และถนนพระราม 5 และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ควรหลีกเลี่ยงตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ผู้ชุมนุมอาจมีการเปลี่ยนแปลงสอบถามข้อมูลเส้นทางได้ที่ โทร.1197 ตลอด 24 ชม. www.trafficpolice.go.th หรือ ไลน์ POLICE TRAFFIC NEWS

#5 ‘แอโร่ซอฟ’ ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยคนไทย เปิดโอกาสให้โปรโมทฟรีช่วงบอลยูโร 2020

???? #เฟส5ช่วยต่อไม่รอแล้ว

‘แอโร่ซอฟ’ ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยคนไทย เปิดโอกาสให้โปรโมทฟรีช่วงบอลยูโร 2020

.

.

รมว.สุชาติ มอบ พล.ต.ต.นันทชาติ ลุยพื้นที่สกัดต่างด้าวผิดกฎหมาย ป้องกันโควิด-19 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมาย พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบ แนะนำให้ความรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการอย่างถูกกฎหมาย ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ร่วมกับชุดเฉพาะกิจฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบแนะนำให้ความรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้มีการจ้างงานของ "แรงงานต่างด้าว" ใน "สถานประกอบการ" อย่างถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เขตก่อสร้างของโครงการ SAIMAI MALL (สายไหม มอลล์) แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 

ซึ่งสอดคล้องตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่สั่งการให้กระทรวงแรงงาน บูรณาการกับฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ประสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อคุมเข้มเฝ้าระวังป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตลอดจนการควบคุมสถานการณ์ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แก่แรงงานในสถานประกอบการอีกด้วย
 
พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในวันนี้ ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามนโยบายของรัฐบาล 

ซึ่งจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าว พบผู้กระทำความผิดเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตทำงาน และ ใบอนุญาตพำนักอาศัยในราชอาณาจักรไทยสิ้นสุด จำนวน 7 ราย ซึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้นำตัวไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากใครพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขอให้รีบแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ฯ ได้รับทราบทันที เพื่อเป็นการร่วมกันป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทางหนึ่งด้วย

THESTATESTIMES
Politics
PoliticsQuiz
NewsFeed


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top