Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

'กัญชง' ว่าที่อนาคตวัสดุศาสตร์ไทย พบเส้นใย 'แข็งแรง' กว่าใยไฟเบอร์กลาส เตรียมใช้ประโยชน์ด้านอากาศยานและอวกาศ

แม้ 'กัญชา' จะเป็นว่าที่พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจและตื่นตัวมาก แต่ยังมีพี่น้องอย่าง 'กัญชง' (Hemp) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกัญชาในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แต่ 'ไม่ใช่พืชที่เป็นสารเสพติดเหมือนกัญชา' ที่กำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตอนนี้มีการค้นพบครั้งสำคัญสำหรับเจ้าใบ 'กัญชง' ที่นำไปต่อยอดประโยชน์ในการทำเส้นใยได้อีกด้วย

ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด ปฏิบัติงานรองผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า คุณสมบัติข้อมูลการผลิตและทดสอบเส้นใยไฟเบอร์ ที่ทำจากใยกัญชงเทียบกับใยไฟเบอร์กลาส ผลการทดสอบออกมาว่า เส้นใยกัญชงมีความแข็งแรงกว่าใยไฟเบอร์กลาส 25-30% เทียบต่อน้ำหนัก ทำให้ลดการใช้พลังงานได้ และที่สำคัญมีคุณสมบัติดูดกลืนเสียงได้ดีด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเอามาผลิตเป็นชิ้นส่วนประกอบของดาวเทียมที่จะผลิตเองในประเทศ

โดยชิ้นส่วนประกอบของดาวเทียมที่สนใจ คือ โครงสร้างที่รองรับแผงโซล่าเซลล์ของดาวเทียม เนื่องจากแผงตัวนี้ ต้องการความเบาและมีความแข็งแรงทนทานสูง รวมถึงการสั่นสะเทือนของตัวดาวเทียมอีกด้วย หลังจากประสบความสำเร็จ พัฒนาผู้ประกอบการไทยในการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมดวงเล็ก ภายใต้โครงการ THEOS-2 มาแล้ว

ทั้งนี้จากผลการทดสอบ Tensile Strength มีความแข็งแรงกว่าที่เห็นชัดเจนคือ Bending Strength มากกว่าไฟเบอร์กลาสถึง 30-35% ทีเดียว

ดังนั้น ในอนาคตการใช้ประโยชน์จากใยกัญชงในรูปแบบของวัสดุคอมโพสิท FRP (Fiber Reinforced Polymer) จะเริ่มที่ชิ้นส่วนภายในอากาศยานก่อน หรือใช้ผลิตโครงสร้างทั้งหมดของโดรน ทั้งโดรนเชิงพาณิชย์ และโดรนเชิงความมั่นคง หรือโครงสร้างอากาศยานทางทหารที่เป็นเทคโนโลยีล่องหน จากคุณสมบัติดูดซับคลื่นเสียงที่ดี (ต้องมีการผลิตทดสอบในหลาย ๆ ความถี่ เช่น VHF, UHF, L-Band, S-band, X-band) หรือใช้ลดการแพร่กระจายรังสีจากเครื่องยนต์ของยานยนต์ทางทหารต่าง ๆ เพื่อลดการตรวจจับด้วยกล้องรังสีความร้อน เป็นต้น ซึ่งหากสามารถทำได้จะช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการปลูก แปรรูป และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิดการขยายตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน GISTDA ได้เริ่มนำใยกัญชงมาทดสอบหาคุณสมบัติ ทั้งด้านความแข็งแรง ทนทาน ด้านความถี่ ด้านอุณหภูมิ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านโครงสร้างของอากาศยานไร้คนขับ หรือชิ้นส่วนภายในเครื่องบิน ซึ่ง GISTDA มีพาร์ทเนอร์ด้านนี้อยู่แล้ว หรือหากมีคุณสมบัติที่เข้ากันได้กับการใช้งานบนอวกาศ ก็เป็นไปได้ที่จะนำไปใช้เป็นชิ้นส่วนในดาวเทียมดวงต่อ ๆ ไป ที่เกิดขึ้นจากการสร้างโดยฝีมือคนไทย โดยสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือ การค้นหา และพัฒนาผู้ประกอบการ ที่มีศักยภาพพอที่จะผลิตเส้นใยธรรมชาติ ให้ขึ้นไปถึงเส้นใยไฟเบอร์สำหรับวัสดุคอมโพสิทให้ได้ต่อไป

ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ กล่าวเสริมว่า "ยังไม่เห็นประเทศไหนในภูมิภาคอาเซียนที่มีการนำเส้นใยกัญชงมาใช้ในอุตสาหกรรมด้านอวกาศมาก่อน แต่ถ้าเป็นในเอเชียที่ใกล้เคียงที่สุดก็จะเป็นญี่ปุ่น ที่จะสร้างดาวเทียมโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การนำเส้นใยกัญชงมาผลิตเป็นวัสดุชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมอวกาศจะต้องใช้เส้นใยกัญชงในปริมาณมากพอสมควร แต่ก็น่าจะเพียงพอกับปริมาณที่มีการปลูกภายในประเทศ"

ยิ่งไปกว่านั้นจะช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการปลูก แปรรูป และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของกัญชง เกิดการขยายตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจจะยังมีคำถามค้างคาว่า 'อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ' จะนำเส้นใยกัญชง มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมนี้ได้จริง หรือแค่คอนเซ็ปต์?

...บอกได้เลยว่า 'จริง' และเป็นไปได้ เพราะว่ามีการผลิตเครื่องบินเล็กจาก 'เส้นใยกัญชง' เครื่องแรกของโลกเมื่อปี 2557 โดย Derek Kesek ชาวแคนาดา เจ้าของบริษัท Hempearth ทำให้เรื่องนี้ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง และหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศยานก็กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการวิจัยและพัฒนากันอย่างจริงจัง

และบริษัท Hempearth เอง ก็ได้พัฒนาเจนเนอเรชั่นใหม่ของเครื่องบินเล็กจากเส้นใยกัญชง โดยที่นั่งและหมอนไปจนถึงผนังเครื่องบิน ทำจากกัญชงทั้งหมด เมื่อจับคู่กับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันกัญชง ก็จะกลายเป็นการผลิตเครื่องบินที่ยั่งยืนโดยปราศจากสารพิษ และเมื่อเทียบกับวัสดุอากาศยานแบบดั้งเดิม เช่น อลูมิเนียมหรือใยแก้วจะเบากว่า ส่งผลให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลงระหว่างการเดินทาง รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) จึงต่ำกว่าการผลิตแบบดั้งเดิมอย่างมาก

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมดาวเทียมภายในประเทศไทย ยังเติบโตไม่มากนัก แต่ก็มีกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมหลายรายแล้ว หากเรากระตุ้นและสร้างโอกาสให้กับพวกเขาจากสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในประเทศได้ ก็จะเกิดเป็น demand ในอนาคตมากพอสมควร ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ใช้และผู้ทำระบบ ก็สามารถหาวัตถุดิบในประเทศได้เอง

ดูท่า 'กัญชง' อาจกลายเป็นอนาคตด้านวัสดุศาสตร์ของประเทศอีกแขนงหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

ที่มา: https://www.facebook.com/1233859410089681/posts/2167271190081827/


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"ผบ.นทพ." ตรวจเยี่ยมกองอำนวยการควบคุมแคมป์คนงานและจุดควบคุมที่พักแรงงานในพื้นที่เขตลาดกระบัง

พล.อ.นเรนทร์  สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) ได้ตรวจเยี่ยมกองอำนวยการควบคุมแคมป์คนงาน นทพ. พื้นที่เขตลาดกระบัง และร่วมประชุมทำความเข้าใจในหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน รับทราบปัญหาข้อขัดข้อง และมอบแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางสาวเบญจพร  ศักดิ์เรืองแมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง, ผู้แทน กรมควบคุมโรค, ศูนย์บริการสาธารณสุข 45 ร่มเกล้า, ศูนย์บริการสาธารณสุข 46 กันตารัติอุทิศ, สน.ลาดกระบัง, สน.จระเข้น้อย, สน.ฉลองกรุง, สน.ร่มเกล้า, หน.ฝ่ายโยธา, หน.ฝ่ายเทศกิจ, เจ้าพนักงานสาธารณสุข และชุดเฉพาะกิจความมั่นคง กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก เข้าร่วมประชุม

พร้อมนี้ได้ร่วมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชุดควบคุมแคมป์คนงาน ณ จุดควบคุมที่พักแรงงาน นทพ. ซึ่งเป็นกำลังพลที่ นทพ. จัดสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กทม. ในการดูแลควบคุมแคมป์คนงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจัดกำลังพลจากสำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สนภ.1 นทพ.), สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สทพ.นทพ.) และสำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สสน.นทพ.) สนธิกำลังกับตำรวจ เทศกิจ และเจ้าหน้าที่เขตลาดกระบัง เข้าดูแลควบคุมแคมป์คนงานในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก เขตลาดกระบัง จำนวน 12 แห่ง เพื่อควบคุมเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ให้เป็นปัจจุบัน รวมทั้งประสานการปฏิบัติในการส่งผู้ป่วยติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่เสี่ยง ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยพลการหรือหลบหนี ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และสั่งการของ พล.อ.เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ผบ.ทสส./หน.ศปม.) เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนของชาติให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วต่อไป

‘กองอาทมาต’ นักรบผู้รับใช้กษัตริย์ !! ภาคขยาย กับ ‘หยก THE STATES TIMES’ | Click on Clear THE TOPIC EP.3

???? ย้อนตำนานหน่วยรบมหากาฬแห่งดินแดนสยาม !!

???? ‘กองอาทมาต’ นักรบผู้รับใช้กษัตริย์ ผู้ช่ำชองเชิงชั้นวิชาดาบที่อันตรายต่อทุกอริราชศัตรูได้ !!

โดย Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ จะพาไปรู้จักกับตำนานแห่งหน่วยรบไทยจาก...

‘หยก THE STATES TIMES’

HOST & CONTENT CREATOR

▶️ ใน TOPIC : ‘กองอาทมาต’ นักรบผู้รับใช้กษัตริย์ !! ภาคขยาย

ดำเนินรายการโดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา PROGRAM DIRECTOR THE STATES TIMES

.

.


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กมธ.ฯป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจงเหตุโรงงานกิ่งแก้ว-ลาดกระบัง ไฟไหม้ 14 ก.ค.นี้  ชี้ เป็นเป็นเรื่องด่วน ต้องรีบช่วยเหลือ

ที่รัฐสภา นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุโรงงานหมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ไฟไหม้และระเบิด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และเมื่อวันที่ 6 ก.ค.เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตน้ำหอมที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังด้วย ทางกมธ.ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องหาแนวทางช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนกับผู้ประสบภัย โดยที่ประชุมเสนอแนวทางดำเนินงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ 1.แจ้งเตือนข้อความผ่าน sms ในระยะที่เกิดสาธารณภัยให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทราบและอพยพหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง 2.ถอดบทเรียนเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานที่มีการกักเก็บสารเคมีหรือวัตถุอันตรายใกล้ชุมชน และ 3.เปิดช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบแจ้งปัญหาความเดือดร้อนมายังกมธ.ฯและ 4.แนวทางการให้ความช่วยเหลือและบัญชาการเหตุการณ์ของหน่วยงานภาครัฐ และ 5.การจัดลำดับทีมเข้าให้ความช่วยเหลือและเตรียมพร้อมเผชิญเหตุฉุกเฉิน 

นายกัญจน์พงศ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นกมธ.ฯจะมีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามความชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่งเรื่องมายังกมธ.ฯเพื่อติดตามและประสานงานเร่งรัดให้ความช่วยเหลือต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมกมธ.ฯวันที่ 14 ก.ค.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้ว่าฯสมุทรปราการ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และอธิบดีกรมโรงงานและอุตสาหกรรม เพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นและการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า 

นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nitipat Bhandhumachinda’ เกี่ยวกับการจัดสรรและให้วัคซีนแก่กลุ่มบุคคลที่เร่งด่วน

นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nitipat Bhandhumachinda’ เกี่ยวกับการจัดสรรและให้วัคซีนแก่กลุ่มบุคคลที่เร่งด่วนต่อจากนี้ว่า...

เห็นที่อาจารย์คุณหมอนิธิ ท่านเขียนถึงกรณีวัคซีนเข็มที่สาม สำหรับบุคลากรแพทย์และพยาบาล ว่า ในสถานการณ์ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรกเช่นนี้นั้น

ก็ควรจะใช้วัคซีนในการฉีดเข็มแรกให้กับประชาชนทั่วไปก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อลดการป่วยหนักของบุคคลทั่วไปได้ ก็จะลดภาระของแพทย์พยาบาลได้เป็นอย่างมากเช่นกัน

ซึ่งก็เป็นแนวความคิด ที่ทั้งได้รับการชื่นชมและก่นด่า กลายเป็นประเด็นวิวาทะทางสังคมไปอีกหนึ่งประเด็น

สำหรับผมนั้น หลังจากวิเคราะห์ทั้งสองแนวทางแล้วก็เห็นว่า

ควรให้เข็มที่สามแก่ บุคลากรแพทย์และพยาบาล ที่ทำงานด่านหน้า ต้องเฝ้ารักษาและใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิดโดยตรง

เพื่อให้ท่านเหล่านั้น ได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มมากที่สุด ลดโอกาสติดเชื้อให้น้อยที่สุด ช่วยให้ท่านเหล่านั้นได้ทำงานเสียสละได้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง และไม่เสียกำลังใจ

แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องฉีดวัคซีนเข็มที่สามให้กับแพทย์และพยาบาลทุก ๆ คน

เพราะแพทย์และพยาบาลส่วนมากนั้น ก็ทำงานแผนกอื่น ๆ ที่ไม่ได้เสี่ยงต่อการติดโควิด มากกว่าประชาชนคนทั่วไปในพื้นที่เสี่ยงเลย

ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ทำงานกับผู้ป่วยโควิดโดยตรง แต่มีความเสี่ยงทางอ้อมอื่น ๆ ก็พิจารณาเป็นกรณีแต่ละแผนกไป

แล้ววัคซีนที่เหลืออีกมากมายหลายแสนโดสของไฟเซอร์ และวัคซีนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ ล้านโดส จะฉีดเป็นเข็มแรก ให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อลดโอกาสป่วยหนักหรือเสียชีวิต ก็ยังเหลือเพียงพอที่จะทำได้ต่อไปเหมือนเดิม

การฉีดเข็มที่สามให้แพทย์และพยาบาลที่เสี่ยงกับหน้างานที่สุดนั้น จริง ๆ ไม่ได้ใช้จำนวนวัคซีนที่มากอย่างที่เข้าใจ และไม่ใช่เรื่อง 'เห็นแก่ตัว' ที่จะฉีดให้พวกท่านทุก ๆ คนที่เสียสละที่สุด เสี่ยงอันตรายที่สุดตรงนั้น

และหากฉีดกันไปเฉย ๆ โดยไม่สร้างประเด็นใด ๆ ทางสังคมแล้ว

ก็เกือบไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร กับจำนวนวัคซีนที่ประชาชนทั่วไปจะได้เข็มที่หนึ่งเลยนะครับ

 

 

ที่มา: https://www.facebook.com/100001064693827/posts/4391116104267169/


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ชื่อใหม่เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเปลี่ยนการเรียกชื่อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ โดยใช้ตัวอักษรกรีกเป็นชื่อเรียกไวรัสแทน

โดยการเรียกชื่อใหม่ครอบคลุมทั้งไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกกังวล (VOCs) จำนวน 4 สายพันธุ์ รวมทั้งสายพันธุ์อื่น ๆ ที่อยู่ในรายชื่อที่องค์การอนามัยโลกกำลังให้ความสนใจ หรือต้องจับตา (VOIs)

การชื่อเรียกใหม่ของไวรัสโควิดกลายพันธุ์ดังกล่าว ไม่ใช่การแทนที่ชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นการตั้งชื่อเพื่อการสื่อสารที่ง่ายขึ้น เนื่องจากชื่อวิทยาศาสตร์อาจสื่อสารได้ยากและอาจทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อน อีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศที่ตรวจพบ ได้รับผลกระทบจากการถูกตั้งเป็นชื่อของไวรัสนั่นเอง


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เดลต้าเอฟเฟค กกร.ผวาหั่นจีดีพีปีนี้เหลือไม่ขยายตัว

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร. เดือนก.ค. 2564 ว่า ที่ประชุม กกร. มีมติให้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เหลือขยายตัวได้ในกรอบ 0.0-1.5% จากเดิมที่เดือนมิถุนายน ประมาณการขยายตัวในกรอบ 0.5-2.0 % หลังจากเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงและยาวนานขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ทำให้ต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการระบาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ การจ้างงานและรายได้แรงงาน ในพื้นที่ควบคุม 

ขณะเดียวกันยังพบว่ายังได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการเดินทางและข้อจำกัดในการกักตัว คาดว่ายังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศตลอดช่วงไตรมาสที่สาม และอาจจะกระทบแผนการเปิดประเทศได้ Ffp ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ

ส่วนการส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 8-10% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 3% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1-1.2%

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ห่วงสุขภาพจิตคนไทยช่วงโควิ-19 วอนรัฐใส่ใจ สร้างนโยบายเชิงรุกเก็บ-สร้างฐานข้อมูลสุขภาพจิตของคนไทย

‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ห่วงสุขภาพจิตคนไทยช่วงโควิ-19 วอนรัฐใส่ใจ สร้างนโยบายเชิงรุกเก็บ-สร้างฐานข้อมูลสุขภาพจิตของคนไทย

จากสถานการณ์บ้านเมืองของเราในช่วงนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามากดดัน ทั้งปัญหาปากท้อง การระบาดของโควิด-19 ปัญหาวัคซีนที่ยังไม่ครอบคลุม รวมไปถึงสถานการณ์ระเบิด และเพลิงไหม้ ส่งผลให้ดิฉันเป็นห่วงความรู้สึกและสภาพจิตใจของคนไทย อีกทั้งการบริหารงานของรัฐบาลที่ผิดพลาดสับสน ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจค่ะ ในปีที่แล้วอัตราการฆ่าตัวตายต่อประชากร 1 แสนคน สูงถึง 7.37 คน ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

อยากเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน หันมาให้ความสนใจกับปัญหาสุขภาพจิตคนไทยให้มากขึ้น รัฐบาลต้องวางตัวจากการเป็นผู้มีอำนาจแล้วลองไปนั่งในหัวใจประชาชน เพื่อจะได้สัมผัสถึงความเดือนร้อนของพวกเขาว่าหนักหนาสาหัสเพียงไหน 

รัฐบาลต้องมีนโยบายเชิงรุกเช่น เก็บ และสร้างฐานข้อมูลสุขภาพจิตของคนไทยเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง เช่น แรงงานที่ตกงาน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ต้องปิดกิจการ ซึ่งล้วนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน จะทำให้การติดตาม ดูแล เยียวยาทำได้ตรงจุด ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจค่ะ

ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่กำลังผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ ให้มีพลังลุกขึ้นมาเผชิญกับทุกปัญหาอย่างมีความหวัง และขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลจิตใจคนรอบข้าง มอบรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่กันและกัน อย่าเพิ่งท้อนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/105044319540032/posts/4512064548837965

ศบค.ชุดเล็ก-กทม. จ่อ เปิดศูนย์วอล์คอินแล็ป ที่อาคารนิมิบุตร รับตรวจหาเชื้อโควิด-19 สั่ง ตจว. ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่ง เฝ้าระวังเข้ม โดยให้คิดว่าสายพันธุ์เดลต้าเข้าพื้นที่นั้นแล้ว

ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ตอบข้อซักถามถึงกรณีที่ ยังมีประชาชนที่ร้องเรียนจำนวนมากเนื่องจากไม่สามารถหาที่ตรวจเชื้อ โควิด-19 ได้ เพราะไปโรงพยาบาลแล้วไม่รับตรวจ ศบค. จะปรับแผนอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้รับการตรวจหาเขื้อ ว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการมีประชาชนจำนวนมากที่มีความสงสัยว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่จึงต้องการเข้ารับการตรวจ แต่ก็ได้เห็นจากข่าวว่าหลายคนไปถึงโรงพยาบาลแล้วได้รับการปฏิเสธ ซึ่งในความจริงรัฐบาลไม่ได้ห้ามการตรวจหาเชื้อ ที่ประชุมพูดย้ำเสมอ และมีการทบทวนว่าแต่ละแล็ปนั้น จะต้องเป็นห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน ซึ่งหลายห้องปฎิบัติการทำได้มาตรฐานและแม่นยำ 

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจยืนยันผลเป็นบวก แล้วไปที่การจัดการเตรียมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจัดหาเตียงได้ทันทีเพราะผลแล็ปที่ถือมานั้นถูกต้อง แต่ก็จะได้ยินกันบ่อยว่ามีลักษณะการตรวจที่เรียกว่า แรพิดเทสต์ ซึ่งบางทีผู้ป่วยถือผลแล็ปไปโรงพยาบาลจัดเตียงให้ไม่ได้ ต้องให้ไปตรวจซ้ำใหม่เพราะถือว่า แรพิดเทสต์นั้น ยังมีข้อจำกัดในการยืนยันการติดเชื้อ บางแห่งเป็นการตรวจแบบเจาะเลือดปลายนิ้วมือ หากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีเชื้อปริมาณมากการตรวจแบบแรพิดเทสต์สามารถตรวจจับได้จริงว่าเป็นผลบวก แต่ก็พบว่าความไวของการตรวจแบบแรพิดเทสต์นั้นค่อนข้างต่ำ 

หมายความว่าบางทีผลออกมาลบแต่คนๆนั้นอาจเป็นผู้ติดเชื้อ แต่การตรวจแบบแรพิดเทสต์ งั้นตรวจไม่เจอ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้บอกไว้ว่า สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วย ฉุกเฉินจะต้องผ่าตัดเร่งด่วนหลายโรงพยาบาลก็ใช้การตรวจแบบแรพิดเทสต์เหมือนกัน หรือ กรณีคนที่มีอาการหรือมีเชื้อจำนวนมากตรวจแล้วเจอแน่ แรพิดเทสต์ ก็จะรายงานผลได้แม่นยำ แต่ยังมีความ เป็นห่วงว่าการที่ไม่อนุญาตให้บางแล็ปตรวจนั้น เป็นเพราะเริ่มมาตรฐานของการตรวจมากกว่า

ทุกโรงพยาบาลตอนนี้มีการรับตรวจแต่จะเน้นไปยังสองกลุ่มหลัก คือ ทุกโรงพยาบาลตรวจเป็นมาตรฐานในกลุ่มที่เตรียมการผ่าตัด การคลอดลูก ทำฟัน หรือจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เข้าห้องไอซียู แต่ละโรงพยาบาลมีมาตรฐานที่จะต้องตรวจกลุ่มนี้อยู่แล้ว

กลุ่มที่สองคือให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ถือได้ว่ามีประวัติเสี่ยงสูง เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เช่น มีประวัติว่าสามีติดเชื้อเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วแจ้งประวัติกับบุคลากรทางการแพทย์ เขา ก็จะรับตรวจเพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้ติดเชื้อ ซึ่งการตรวจของโรงพยาบาลในสองกลุ่มนี้ตัวเลขอยู่ที่ 300-400 รายต่อวัน ถือว่าเป็นภาระหน้างานเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคนที่วอล์คอินเข้าไปขอตรวจโดยไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ได้มีประวัติเสี่ยงสูงใด ๆ บางครั้งโรงพยาบาลก็อาจจะบอกว่าขอให้สิทธิคิวกับผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องตรวจก่อน 

ที่ประชุมศบค.เล็กได้หารือกันว่าการที่กรุงเทพมหานครลงตรวจจะมีสองส่วนด้วยกันคือถ้าผู้ป่วยวอล์คอินเดินเข้ามาด้วยประวัติสัมผัสเสียงสูงกับผู้ติดเชื้อที่ยืนยันก่อนหน้านี้ พบว่าในจำนวนตรวจ 100 คน มี 90 คนเป็นผลบวก ถือว่าแม่นยำ 90% ขณะที่อีกส่วนหนึ่งทางกรุงเทพมหานครรายงานว่ามีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่ตลาด โรงงาน เมื่อไปตั้งจุดตรวจตาม6กลุ่มเขต พบว่าอัตราการตรวจจับการระบาดในระบบเฝ้าระวัง พบผู้ติดเชื้อเพียง 10% ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงจะมีการปรับระบบการตรวจ คือเน้นย้ำไปในการค้นหาสองส่วนคือส่วนการระบาด และตรวจตามไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ เพื่อติดตามไปว่าอยู่ครอบครัวกับใครบ้าง ทำงานสัมผัสเสียงใกล้ชิดกับใครบ้าง แต่ประชาชนที่ไม่เข้าข่าย คือไม่ได้เป็นผู้สัมผัสเสียงสูง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน แต่ต้องการตรวจเอง ในที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องนี้เหมือนกันว่าในระยะอันใกล้นี้จะเปิดศูนย์วอล์คอินแล็ป ที่อาคารนิมิบุตร เพื่อให้ไปตรวจได้ หากตรวจพบมีผลติดเชื้อก็จะมีการจัดการพิจารณาเป็นผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง ก็จัดสรรไปยังศูนย์พักคอย 17 จุดของ กทม. และยังจะมีเพิ่มขึ้นอีก ส่วนสีแดง ก็หาเตียงรักษาในโรงพยาบาลต่อไป จึงขอให้ติดตามข้อมูลในระยะนี้ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการตรวจหาเชื้อ และการจัดการเตียง หรือการแยกกักที่บ้านมาให้ติดตาม

ขอเน้นย้ำไปยังจังหวัดปลายทาง เพราะขณะนี้มีรายงานทุกวันว่าต่างจังหวัดมีการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น และในวันเดียวกันนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครมีผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์เดลต้า จึงมีความเป็นไปได้ว่าแต่ละพื้นที่เหล่านั้นมีเดลต้าเข้าไปแล้ว ดังนั้น จึงขอความร่วมมือไปยังทีมสาธารณสุข มหาดไทย ในพื้นที่จังหวัดให้มีการเตรียมทีม และเตรียมพื้นที่รองรับ เตรียมเตียงรับ ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ให้เหมาะสมรวมทั้งทีมสอบสวนโรค ถ้าเจอหนึ่งคนจะต้องรีบตามไปว่าใครเป็นผู้ที่สัมผัสเสียงสูง และให้ประชาสัมพันธ์ต่อชุมชนนั้นเฝ้าระวังว่าขณะนี้มีบุคคลพื้นที่เสี่ยงเดินทางเข้ามาในพื้นที่พี่น้องประชาชนในละแวกนั้นจะต้องช่วยกันเฝ้าระวังและพยายามที่จะเน้นย้ำมาตรการดูแลตนเอง เพื่อดูแลไปยังบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

เกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดสัตว์ หลังครม.ไฟเขียวงบให้

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมครม.มีมติอนุมัติใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า เป็นเงินทั้งสิ้น 140,277,426 บาท ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมแผนการดำเนินการไว้พร้อมดำเนินการทั้งหมดแล้ว 

ทั้งนี้ในส่วนแรก คือ ค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า ประกอบด้วย ค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2564 ตามมาตรา 13 (4) แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 จำนวนเงิน 93,772,226 บาท ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการประเมินตามกฎกระทรวงกำหนดค่าชดใช้ราคาสัตว์ที่ถูกทำลายอันเนื่องจากเป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาดหรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด พ.ศ. 2560 ส่วนที่ 2 คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับการเฝ้าระวังโรคตรวจวินิจฉัยและทำลายเชื้อโรคหรือซากสัตว์ จำนวนเงิน 46,505,200 บาท 

นอกจากนี้ ครม.ณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกินในโค กระบือ ตามข้อมูลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ในวงเงินงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น 684,218,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ แยกเป็น

1.) ค่าตอบแทนอาสาปศุสัตว์ จำนวน 14,510,000 บาท

2.) ค่าจัดซื้อวัคซีนโรคลัมปี สกิน จำนวน 5,000,000 โดส เป็นเงิน 230,138,000 บาท

3.) ค่าจัดซื้อเวชภัณฑ์เพื่อการฆ่าเชื้อในฟาร์มและพาหนะในการเคลื่อนย้ายสัตว์ จำนวน 24,000,000 บาท

4.) ค่าจัดซื้อเวชภัณฑ์เพื่อการรักษาโค กระบือ จำนวน 200,000 ตัว เป็นเงิน 361,000,000 บาท และเพื่อการฟื้นฟู บำรุงสุขภาพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร จำนวน 200,000 ตัว เป็นเงิน 39,800,000 บาท

และ 5.) ค่าวัสดุวิทยาศาสตร์เพื่อการแพทย์ สำหรับการเก็บตัวอย่าง ฉีดวัคซีนและรักษาเป็นเงิน 14,770,000 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top