Friday, 12 June 2026
Hard News Team

กองทัพน้อยที่ 3 ร่วม MOU โครงการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษหญ้า ใบไม้ และกิ่งไม้

กองทัพน้อยที่ 3 ร่วมกับ บริษัท โสรยา โมเดิร์น ไลฟ์ จำกัด อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการจัดทำโครงการทางการเกษตรร่วมกัน ที่เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเศษหญ้า ใบไม้ และกิ่งไม้ ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถแบบครบวงจร อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการเผาที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) อันส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม กองบัญชาการกองทัพน้อยที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลโท กิตติพงศ์ ชื่นใจชน แม่ทัพน้อยที่ 3 และ ดร. พิศลยา บัวแก้ว CEO บริษัท โสรยา โมเดิร์น ไลฟ์ จำกัด เป็นผู้ลงนามข้อตกลง         

ทั้งนี้ ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1) เพื่อนำใบไม้ กิ่งไม้ และเศษหญ้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาทำปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักชีวภาพ) 2) เพื่อให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมักชีวภาพ) นำมาใส่พืชผักและดอกไม้ภายในหน่วย ส่วนที่เหลือจำหน่ายเพื่อเป็นสวัสดิการของกำลังพลภายในหน่วย 3) เพื่อเป็นการลดการสะสมของใบไม้ กิ่งไม้ และเศษหญ้า เพื่อให้ภูมิทัศน์ของหน่วยเป็นระเบียบ สวยงาม และ 4) เพื่อลดการเผาใบไม้ กิ่งไม้ และเศษหญ้า อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)      

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพล และยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง และยั่งยืน ตลอดไป ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว

นครพนม-นบ.ยส.24 ต้อนรับที่ปรึกษาสำนักงาน ปปส. (อดีต เลขาธิการ ปปส.) พร้อมคณะ ในการศึกษาดูงานโครงการสัมมนาด้านการข่าว 

ที่ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) มอบหมายให้ พลตรี ฉัฐชัย มีชั้นช่วง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้การต้อนรับ นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (อดีต เลขาธิการ ปปส.) พร้อมคณะ ในการศึกษาดูงานโครงการสัมมนาด้านการข่าว การลักลอบลำเลียงยาเสพติดที่มีความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกฉียงเหนือตอนบนและในพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 (ปปส.ภาค 1) ในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดนครพนม และตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องในการป้องกันยาเสพติด การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ สรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ 25 อำเภอชายแดน ของ 7 จังหวัดรับผิดชอบ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่เป้าหมาย แนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติด กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม 6 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการสกัดกั้น มาตรการปราบปราม มาตรการป้องกัน มาตรการบำบัดรักษา มาตรการบูรณาการ มาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน  

เพื่อร่วมประชุมบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “Seal Stop Safe” ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน ตามนโยบายของทางรัฐบาลที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระที่ให้ความสำคัญเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ชื่นชมในความทุ่มเท เสียสละ และความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยเฉพาะในภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งมี ผลการตรวจยึดจับกุมตามมาตรการสกัดกั้นและปราบปราม จนถึงปัจจุบัน มีการจับกุม จำนวน 785 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,078 ราย ของกลาง ยาบ้า 116,960,665 เม็ด,ไอซ์ 5,793 กิโลกรัม เฮโรอีน 142 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง แปดพันล้านบาทเศษ (8,271,696,850 บาท)

อดีตอธิการบดี มธ. อวยยศ 'อานนท์ นำภา' ควรเป็นคนไทยคนแรกถูกเสนอชื่อรับรางวัลโนเบล

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค.68) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อานนท์ นำภา ติดคุก มาแล้วกว่า 600 วัน เขาถูกจารีตนครบาล ตีตรวน เดินตีนเปล่า

เขาได้รางวัลความกล้าหาญด้านสิทธิมนุษยชนหลายรางวัล

เขาควรจะเป็นคนไทยคนแรกที่ถูกเสนอให้ได้รับรางวัลโนเบลไหม ครับ

(สุรินทร์) แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยัน การเจรจาไทย-กัมพูชา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ย้ำขอให้ประชาชนมั่นใจ จะไม่มีการใช้กำลังซึ่งกันและกัน

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค.68) แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยัน การเจรจาไทย-กัมพูชา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ย้ำขอให้ประชาชนมั่นใจ จะไม่มีการใช้กำลังซึ่งกันและกัน อันทำให้เดือดร้อนและส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างแน่นอน พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับทหารฝ่ายกัมพูชา ณ หน่วยประสานงานประจำพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่สอง จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ช่วงค่ำวันนี้ว่า 

จากการเจรจาระหว่างทหารฝ่ายไทย นำโดย พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก กับ พลเอก เมา โซะพัน ผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา ได้ข้อสรุปร่วมกัน คือ ให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างน้อยฝ่ายละ 200 เมตร เพื่อรอคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีการประชุม JBC ร่วมกัน ภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์ เร่งแก้ปัญหาการถือแผนที่ไม่ตรงกัน สรุปว่าในปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย มีความเข้าใจกันดี และทั้ง 2 ประเทศจะต้องหาเวลาพูดคุยกัน เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่จะนำมาซึ่งการใช้อาวุธต่อกัน ขอให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศมั่นใจว่าจะไม่มีการนำไปสู่การใช้กำลังที่จะทำให้เดือดร้อนและส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างแน่นอน

 

เชียงใหม่-เปิดเส้นทางท่องเที่ยว 'มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา' แสงเทียนแสงธรรม : จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค.68) ที่ บริเวณหน้าหอพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดเส้นทางท่องเที่ยวย่านเมืองเก่า 'มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา' แสงเทียนแสงธรรม : จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก

นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา กิจกรรมในวันนี้เป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์เส้นทางท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าและ กิจกรรมสาธิต/กิจกรรมตามประเพณีพื้นถิ่น 'มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา' (เชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าอารยธรรมล้านนา 'มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา' 

โดยการสนับสนุนงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 แผนงาน : บูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว มีแนวคิดในการบูรณาการจัดกิจกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา โดยการนำเอาต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ย่านเมืองเก่า กิจกรรมท่องเที่ยวตามประเพณี วิถีชีวิตชุมชน และอาหารพื้นถิ่น มาร้อยเรียงเรื่องราวและสร้างสรรค์เป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ เน้นการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแสดงให้เห็นถึงความสวยงามของโบราณสถานวัด สถานที่ ในยามค่ำคืน ในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เปิดมุมมองและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว 

โดยหวังว่าจะสามารถเพิ่มกิจกรรมในยามค่ำคืน (ยามแลง) เพื่อให้เกิดการพักค้าง เกิดการ บอกต่อกิจกรรม และเกิดการเดินทางซ้ำของนักท่องเที่ยว โดยการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว ให้น่าจดจำ มีการกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวสู่ชุมชนท้องถิ่น และบูรณาการการทำงาน ด้านการท่องเที่ยวร่วมกับหน่วยงานภายในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา                             

จัดขึ้นภายใต้กิจกรรมสร้างประสบการณ์เส้นทางท่องเที่ยวย่านเมืองเก่า จำนวนทั้งหมด 6 เส้นทาง ภายใต้แนวคิด 6 แสง มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา ดังนี้ เส้นทางที่ 1 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงเทียน แสงธรรม”(จังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งดำเนินในวันนี้ โดยกิจกรรมเริ่มต้น ณ ลานกิจกรรมหน้าหอพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่น นั่งรถรางใส่ขันดอกอินทขิล การจุดเทียนเสริมสิริมงคล ณ วันศรีสุพรรณ ลอดซุ้มประตูโขงตะแหลว 7 ชั้นกราบพระประธาน วันโลกโมฬี และนั่งรถชมเมืองเชียงใหม่ยามเย็น โดยมีเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน 

สำหรับเส้นทางที่ 2 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงเวียงเขลางค์”(จังหวัดลำปาง) เส้นทางที่ 3 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงสี...ปายยามเย็น” (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) เส้นทางที่ 4 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงเวียง” (จังหวัดเชียงราย)เส้นทางที่ 5 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงศรัทธา” (จังหวัดพะเยา)และ เส้นทางที่ 6 : มนต์เสน่ห์ยามแลง “แสงแห่งวิถี” (จังหวัดลำพูน) กิจกรรมสร้างประสบการณ์เส้นทางท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าและ  กิจกรรมสาธิต กิจกรรมตามประเพณีพื้นถิ่น “มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา” ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา เส้นทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เปิดมุมมองและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว กระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวสู่ชุมชนท้องถิ่น

เวียดนามสั่งแบน The Economist ฉบับ ‘โต เลิม’ หวั่นปกนิตยสารกระทบ!..ภาพลักษณ์ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์

(30 พ.ค. 68) รัฐบาลเวียดนามมีคำสั่งห้ามวางจำหน่ายนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุด หลังขึ้นปกภาพ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์วัย 67 ปี โดยภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นดวงตาของเขาถูกปิดด้วยดาวสีเหลืองบนพื้นหลังสีแดง พร้อมพาดหัวว่า 'บุรุษผู้มีแผนสำหรับเวียดนาม' ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ที่อ่อนไหว

แหล่งข่าวในประเทศให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า ได้รับคำสั่งให้ฉีกหน้าปกและบทความที่เกี่ยวข้องกับ โต เลิม ออกจากนิตยสาร ก่อนที่จะมีคำสั่งให้ระงับการจำหน่ายทั้งหมด แม้จนถึงขณะนี้ ทางการยังไม่มีแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุผลของการแบน

การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางควบคุมสื่อที่เข้มงวดของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งมีประวัติการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 173 จาก 180 ประเทศ ตามดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 สะท้อนถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนที่อยู่ในระดับต่ำมาก

สำหรับเนื้อหาในบทความของ The Economist ระบุว่า โต เลิม เป็นผู้นำที่แข็งกร้าวซึ่งจำเป็นต้องปรับบทบาทเป็นนักปฏิรูปเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ การใช้ภาพสื่อถึงสัญลักษณ์ชาติบนใบหน้าของเขาอาจถูกตีความว่าเป็นการวิจารณ์เชิงล้อเลียน

การแบนครั้งนี้สะท้อนถึงความอ่อนไหวของรัฐบาลเวียดนามต่อการวิจารณ์ผู้นำระดับสูงจากสื่อต่างชาติ แม้ฉบับพิมพ์จะถูกระงับ แต่บทความฉบับออนไลน์ของ The Economist ยังสามารถเข้าถึงได้

‘โอ๋ ฐิติภัส’ เผยหญิงไทยถูกจับแทนทุนจีน เตรียมรับโทษหนักกรณีโรงงานรีไซเคิลเถื่อน

(30 พ.ค.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า …จากคนรักกลายเป็นนอมินี ที่เตรียมรับโทษหนัก

รับแจ้งมีการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา แอดรู้ทันจีน และ พี่บอส แห่งไทยพีบีเอส ช่วยกันหาเบาะแสตามรถบรรทุกขนเศษยางจากกัมพูชาผ่านข้ามชายแดนแถว จ.สระแก้ว ปลายทางคือโรงงานร้าง และโรงงานเถื่อนแถวชลบุรี + ระยอง…เพราะเถื่อนตั้งแต่ต้นทาง ทั้งกระบวนการเลยต้องเถื่อนทั้งหมด

แกะรอยตาม GPS จนมาพบ 1 ในโรงงานปลายทางส่งยางที่เพจ บิ๊กเกรียน เคยแจ้งไว้ โรงงานยางไฟไหม้ อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี 

พบผู้จัดการโรงงานชาวพม่าสัญชาติจีน เป็นผู้คุมงาน พร้อมแรงงานต่างด้าวเกือบ 20 คน มีหญิงชาวไทยรับเป็นเจ้าของและเป็นกรรมการนิติบุคคลเพียง 1 คน ทำหน้าที่การเงิน คือ จ่ายเงินอย่างเดียว ส่วนรายรับคือรับเงินโอนจากแฟนหนุ่มคนจีนเป็นหลัก จะจ่ายให้ใครแฟนคนจีนจะโอนเงินมาให้แล้วจ่ายต่อ ส่วนการซื้อขายแฟนคนจีนเป็นคนจัดหาและประสานทั้งหมด

ตรวจทั่วโรงงานปรากฏเถื่อนทุกตรง จนท. จับกุมหญิงชาวไทยที่รับเป็นนอมินีดำเนินคดีที่ สภ.เกาะจันทร์ ข้อหาตั้งประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน เพราะเคยถูกสั่งห้ามประกอบกิจการในช่วงไฟไหม้แต่พบฝ่าฝืนแอบประกอบกิจการ ข้อหาจ้างแรงงานต่างด้าวลักลอบหนีเข้ามาในประเทศทำงาน

พยายามเจรจาให้เชิญแฟนคนจีนเข้ามาร่วมรับผิดชอบ ปรากฏแฟนคนจีนปิดโทรศัพท์หนี แต่น้องคนไทยยินดีและเต็มใจรับผิดแทน และให้เพื่อนมาช่วยประกันตัวออกไปเพื่อรอต่อสู้คดีในชั้นศาล เรื่องความผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.แรงงานเป็นเรื่องหนึ่ง…แต่ยังไม่นับรวมต่อจากนี้จะมีคดีเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าเศษยางที่กรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ต้องตามมาดำเนินคดีเพิ่มอีกต่อไป

ยูเครนร้องจีนสองมาตรฐาน ระงับขายโดรนให้ตะวันตก แต่ส่งให้รัสเซียเพิ่ม

(30 พ.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครน เปิดเผยเมื่อ 29 พ.ค. ว่า จีนได้หยุดขายโดรนให้ยูเครนและประเทศตะวันตก แต่ยังคงส่งโดรนให้รัสเซีย โดยระบุว่า “Mavic จากจีนเปิดขายให้รัสเซีย แต่ปิดให้ยูเครน” ซึ่งเป็นโดรนรุ่นยอดนิยมของบริษัท DJI จากจีน

เลนสกีเผยอีกว่า มีสายการผลิตโดรนตั้งอยู่ในรัสเซียโดยมีตัวแทนจากจีนอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ยุโรปที่ระบุว่าจีนได้ลดการส่งออกชิ้นส่วนโดรน เช่น แม่เหล็กมอเตอร์ ไปยังตะวันตก แต่เพิ่มการส่งให้รัสเซีย

แม้จีนจะอ้างความเป็นกลาง แต่ตลอดช่วงสงคราม โดรนได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในสนามรบ โดยทั้งสองฝ่ายนำมาใช้ในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีแม่นยำ ขณะที่ยูเครนเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตโดรนภายในประเทศให้ถึงขีดสุด เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ

กระทรวงการต่างประเทศจีนยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งยุทโธปกรณ์ให้ฝ่ายใด พร้อมยืนยันว่าควบคุมเข้มสินค้าสองทาง (Dual-use goods) แต่การที่จีนกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น ได้สร้างความกังวลให้กับโลกตะวันตกและนาโต ซึ่งระบุว่าจีนกำลังเป็น 'ผู้สนับสนุนหลัก' ให้รัสเซียรุกรานยูเครน

นายกฯ เปิดแคมเปญท่องเที่ยว “สวัสดี หนีห่าว” ฟื้นความเชื่อมั่น ตอกย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี

(30 พ.ค.68) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมพิธีเปิดแคมเปญเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน “สวัสดี หนีห่าว” (Sawasdee Nihao) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 68 ย้ำชัดไทยพร้อมเดินหน้ากระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตร ตอกย้ำความเป็น 'Quality Destination'

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า การท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงไทยและจีนเข้าหากันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ โดยรัฐบาลไทย จะมุ่งยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว และนำเทคโนโลยีมายกระดับอย่างเข้มข้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงสนับสนุนการจัดทำสถานที่ท่องเที่ยวแบบ Man-Made Destination ประเภทใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

โดยโครงการ “สวัสดี หนีห่าว” ในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเส้นทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันอย่างยั่งยืน เพื่อให้ความมั่นใจว่า ทุกย่างก้าวของนักท่องเที่ยวในไทย ทั้งชาวจีนและชาติอื่น ๆ จะเต็มไปด้วยความสุข ความสบาย และความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และสร้างโอกาสให้กับทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้าง สู่มาตรฐาน และคุณภาพเหนือปริมาณ 'Value over Volume' ซึ่ง “สวัสดี หนีห่าว” จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว สร้างความเชื่อมั่น โอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในตลาดจีน รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรชาวจีน เพื่อร่วมกันสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวที่มีความหมาย และยั่งยืนต่อไป

สำหรับโครงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน “สวัสดี หนีห่าว” (Sawasdee Nihao) ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 68 มุ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยนำตัวแทนบริษัทนำเที่ยว (Travel Agents) จำนวน 400 ราย สื่อมวลชน และ KOLs (Key Opinion Leader) อีก 200 ราย เดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยว พร้อมจัดเวทีเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย เพื่อผลักดันการขายสู่ตลาดจีน

ทั้งนี้ คาดว่าจะสร้างการรับรู้กว่า 350 ล้านคน-ครั้ง และการเจรจาธุรกิจกว่า 5,000 นัดหมาย นอกจากนี้ “สวัสดี หนีห่าว” (Sawasdee Nihao)” ยังประกอบด้วย การจัดกิจกรรมหลัก 5 รายการ ได้แก่

1. กิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน (Table Top Sales) โดยนำผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจากประเทศจีน (Buyers) จำนวนประมาณ 300 บริษัท รวม 400 ราย จากกว่า 25-30 มณฑลศักยภาพ ทั้งจากพื้นที่เมืองหลักและเมืองรองของจีน เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทย (Sellers) รวมจำนวน 500 ราย

2. กิจกรรมเวทีเสวนา (Tourism Forum) ระดับ G2G โดยมี น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, 'ว่านไฉ' อคิร วงษ์เซ็ง Influencer ไทย เพจอาสาพาไปหลง และ Xiao Tai Hou Influencer จีน ร่วมกิจกรรมฯ มุ่งเน้นการสื่อสารเชิงบวก สร้างความมั่นใจและเน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะ 'Quality Destination'

3. กิจกรรม Welcome Reception งานเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการ แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจากประเทศจีน สื่อมวลชน KOLS และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อสร้างความประทับใจ และสะท้อนความพร้อมของประเทศไทย ทั้งเน้นย้ำวาระการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน

4. กิจกรรมสำรวจเส้นทาง และทดสอบสินค้าท่องเที่ยว (Agent & Media Mega Fam Trip) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) ระยอง จันทบุรี นครปฐม ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการนำเสนอขายตลาดจีน แก่ตัวแทนบริษัทนำเที่ยวจีน (Agent Educational Trip: AET) และกลุ่ม KOLs / สื่อมวลชนจีน (Media Educational Trip: MET)

5. Sawasdee Nihao: A Celebration of Thai-China Relations; Celebrities Marketing ปรับภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลสูงในตลาดจีน เป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาเชิงบวก เพื่อสร้างกระแสใน Mainstream Media สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางของกลุ่มเป้าหมาย

นายสรวงศ์ กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีน จะมีแนวโน้มลดลง โดยระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-27 พ.ค. 68 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 1,909,862 คน ททท. ยังคงวางแผนมาตรการเชิงรุก เดินหน้าบุกตลาดจีนอย่างเต็มที่ ทั้งการเร่งกระตุ้น Charter Flight ในหลายพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น 52% ในปี 68 โดยพื้นที่ที่มีการเติบโตของ Charter Flight สูงได้แก่ ปักกิ่ง (+26%) เซี่ยงไฮ้ (+117%) และเฉิงตู (+164%)

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดโครงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยในประเทศจีน ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย และร่วมแชร์ประสบการณ์ผ่าน Social Media เพื่อสร้าง User Generated Content ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. 68 เสริมสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน

พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Nihao Month อย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ และวันชาติจีนในช่วง Golden Week เดือนต.ค. ทั้งการจัด Mega Fam Trip กิจกรรมส่งเสริมการขาย Joint Promotion ร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทางการท่องเที่ยว และร่วมกับพันธมิตรศูนย์การค้าและร้านอาหารมอบสิทธิพิเศษและโปรโมชันสินค้าและบริการต่าง ๆ รวมถึงการใช้ Celebrity Marketing ศิลปินที่มีชื่อเสียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน

ตลอดจนการทำงานของ 5 สำนักงาน ททท. ในพื้นที่ตลาดจีน ที่มุ่งจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย สร้างกระแสเชิงบวกเสริมความมั่นใจในการเดินทาง ขยายการรับรู้ในพื้นที่รองศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ Young Traveler, Incentive & Family, Golf, Active Senior ทั้งในส่วนตลาด FIT และ Group Tour รวมถึงการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย Joint Promotion ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจนำเที่ยว สายการบิน โรงแรมที่พัก คาดว่าจะเป็นแรงผลักดันตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนสู่เป้าหมายในปี 68


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top