Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

รองโฆษกรัฐบาล เผย สธ.-คมนาคม กำหนดมาตรการเข้ม ย้ายผู้ป่วยใน กทม. ปริมณฑล กลับภูมิลำเนา โทรสายด่วน 1330 แจ้งความประสงค์ได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงทรวงสาธารณสุข ประสานกับรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องการเดินทางกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนา เพื่อลดความหนาแน่นในการรองรับผู้ป่วยใน กทม.และปริมณฑล ล่าสุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กองทัพบก และกระทรวงคมนาคม ได้ประสานความร่วมมือ จัดรถรับ-ส่งผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษายังภูมิลำเนาแล้ว โดยประชาชนที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 อาการไม่รุนแรง ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่ต้องการกลับไปรักษาตัวยังภูมิลำเนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน  1330 กด 15  หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://crmdci.nhso.go.th/

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการนั้น เมื่อผู้ป่วยรับทราบผลการติดเชื้อโควิด-19 แล้วแจ้งไปยังสายด่วน 1330 ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม สปสช.และกระทรวงคมนาคม จะแจ้งประสานไปยังจังหวัดปลายทางเพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามในจังหวัด โดยมีมาตรการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เข้มงวด ปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกำหนดจากกรมควบคุมโรคและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เช่น มีอุปกรณ์กั้นผู้ป่วยแยกกับคนขับ มีมาตรการเว้นระยะห่าง นั่งที่เวรที่ สำหรับรถตู้ให้โดยสารได้ไม่เกิน 5 คน พร้อมมีแพทย์วิดีโอคอลให้คำปรึกษาอาการระหว่างการเดินทาง โดยกระบวนการขนย้ายนี้ เป็นความร่วมมือของกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมการขนส่งทหารบก
 
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรการด้านการขนส่งผู้ป่วยไว้เป็นอย่างดี โดยให้ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การเว้นระยะห่างภายในรถ การทำความสะอาดตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด รวมทั้งการจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้ป่วยระหว่างเดินทาง พร้อมประสานขอให้จังหวัดดำเนินการวางแผนการรองรับผู้ป่วยกลับบ้าน โดยให้มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอนาคตเพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องการอื่น เช่น ไลน์ สำหรับกรณีที่จังหวัดหรือหน่วยงานใด ต้องการการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์

‘นายกฯ’ โพสต์หารือ ’ศธ.-อว.’ กำหนดมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่าย ’ผู้ปกครอง-ครู-นักเรียน’ เตรียมนำเข้าครม.อังคารหน้า คาดนักศึกษา 1.75 ล้านคน มีเฮเคาะเกณฑ์ลดค่าเทอมสูงสุด 50% ส่วน ม.เอกชน หัวละ 5 พัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ระบุว่า ได้ประชุมกับกระทรวง ศธ.และ อว. เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนในการช่วยลดภาระ/ค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ปกครอง ครู และนักเรียน/นักศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มด้อยโอกาสยากจนและกลุ่มผู้พิการ โดยมีแนวทางในด้านต่าง ๆ เช่น

1.) มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน

2.) ขอความร่วมมือให้ลด หรือชะลอการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน

3.) สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่สถานศึกษา เพื่อรองรับการเรียนแบบออนไลน์

4.) ช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน

ที่ประชุมได้มอบหมายให้ อว.และ ศธ. จัดทำรายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการในมาตรการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า

ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับนายกฯ ว่า นายกฯ ได้รับหลักการมาตรการตามที่ อว.เสนอ คือ

1.) สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ จะลดค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา ร้อยละ 50 ขั้นที่ 2 ตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และขั้นที่ 3 ตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ลดร้อยละ 10 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณสำหรับส่วนลดนี้ ร้อยละ 60 และสถาบันอุดมศึกษาสมทบ ร้อยละ 40

2.) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา คนละ 5,000 บาท และให้ทางสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม และสนับสนุนมาตรการอื่น ๆ เช่น ขยายเวลาผ่อนชำระหรือผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับนักศึกษายืมเพื่อใช้ในศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา จัดสวัสดิการพิเศษกรณีนักศึกษาป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นต้น

ทั้งนี้มาตรการนี้จะเริ่มใช้ทันทีในภาคศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยจะมีนิสิต นักศึกษาที่ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนถึง 1,750,109 คน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กสร. มุ่งขจัดปัญหาการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงาน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อยกระดับพนักงานตรวจแรงงานให้มีศักยภาพในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวในฐานะประธานเปิดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2564 โดยจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยมิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในเรื่องการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และขาดขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสำหรับพนักงานตรวจแรงงานในการส่งต่อกรณีการค้ามนุษย์ไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์โดยตรง และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่างมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและมีความต้องการที่จะพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการคุ้มครองแรงงาน จัดโครงการเพิ่มศักยภาพพนักงานตรวจแรงงานในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการตรวจแรงงานให้พนักงานตรวจแรงงานมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน สามารถวิเคราะห์ลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ จนนำไปสู่การคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานสามารถประสานงานและส่งต่อกรณีที่อาจเป็นกรณีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังทีมสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมจึงได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ผ่านวีดิทัศน์ทางไกล (Cat Conference) โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วยพนักงานตรวจแรงงานจากหน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 100 คน โดยมุ่งหวังยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ต่อไป

พล.อ.ประวิตร  ประชุม กกท. ชวนคนไทยส่งแรงเชียร์นักกีฬาโอลิมปิก/พาราลิมปิก Tokyo 2020  กำชับสมาคมฯ  ดูแลนักกีฬา/เจ้าหน้าที่ใกล้ชิด  ป้องกันโควิด-19  รับรายงานนักกีฬา มีขวัญกำลังใจดี พร้อมแข่งขัน  TV ถ่ายทอดสด   คนไทยได้ชมตลอดการแข่งขัน

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ครั้งที่ 6/2564  ผ่านระบบ Video Conference  

ที่ประชุม ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ เพื่อการพัฒนาการกีฬาของไทย โดยได้เห็นชอบ ร่างตัวชี้วัดการบันทึกข้อตกลง ประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ประจำปี2565 อาทิ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การพัฒนากีฬาเพื่อการอาชีพ  การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬา สู่ความเป็นเลิศ เป็นต้น ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ กกท.ให้จัดทำแผนการยกระดับกิจกรรม และการแข่งขันกีฬาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของเป้าหมายในปี2565 เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ภายหลังสถานการณ์ โควิด-19  พร้อมเน้นย้ำให้ใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นหลักในการพัฒนานักกีฬา อย่างจริงจัง ด้วย

สำหรับการแข่งขันกีฬา โอลิมปิกเกมส์ และพาราลิมปิกเกมส์ Tokyo 2020 ณ  ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังอยู่ในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิด-19  พล.อ.ประวิตร จึงได้ขอให้สมาคมกีฬาแต่ละประเภท กำกับ ดูแลนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของโค-19 ของประเทศเจ้าภาพ โดยเคร่งครัด และในการประชุมวันนี้  ได้รับรายงานความคืบหน้า จาก นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬา และ รองศาสตราจารย์ ดร. สุพิตร สมาหิโต รอง หัวหน้าคณะฯ ซึ่งอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยยืนยันความพร้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย และมีขวัญกำลังใจที่ดี ก่อนการแข่งขัน   พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำ ขอให้ดูแลเรื่องความเป็นอยู่  สวัสดิการ  และให้กำลังใจนักกีฬา พร้อมเจ้าหน้าที่ ทุกคน อย่างเต็มที่ด้วย 

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเพิ่มเติม เชิญชวนคนไทย ร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก ไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นกำลังใจ ให้แก่นักกีฬาทุกคน ทุกประเภท ซึ่งจะทำการแข่งขันในห้วงวันที่ 23 ก.ค.- 8 ส.ค.64 โดยจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ให้ประชาชนได้รับชม ตลอดการแข่งขันเพื่อให้กองทัพนักกีฬาทีมชาติไทย พิชิตชัยชนะ และสร้างชื่อเสียงกลับสู่ประเทศไทยได้ อย่างภาคภูมิใจ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

"ครูโอ๊ะ" โชว์ความสำเร็จ “จดอนุสิทธิบัตร” ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี พร้อมผลิตภัณฑ์ผักตบกว่า 30 ชนิด ฝีมือศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ตามนโยบาย กศน.WOW เพื่อฝึกอาชีพสร้างรายได้แก่ชุมชนหนองน้ำใสอย่างยั่งยืน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือผักตบชวากว่า 30 ชนิด ที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นสมบัติของสมาชิกศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับสมาชิกตำบลหนองน้ำใส ตามนโยบาย กศน.WOW ร่วมโชว์ในรายการแซ่บพาซ่าส์ “ศูนย์รวมความแซ่บ กิน เที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อเร็ว ๆ นี้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อรับตำแหน่งและได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงาน กศน. ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหา โดยเลือกลงไปในที่เล็ก ๆ อย่างเช่น กศน.ตำบล กศน.อำเภอ เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่และพัฒนาให้เกิดสิ่งดี ๆ ร่วมกัน ซึ่งก็ได้รับเสียงสะท้อนจากครู กศน.ตำบลหนองน้ำใส กศน.อำเภอภาชี ที่ได้ร่วมคิด ร่วมทดลอง พัฒนากรรมวิธีเปลี่ยนวัชพืชลอยขวางทางน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ โดยร่วมกับสมาชิกกลุ่มศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี ที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในตำบลหนองน้ำใส ซึ่งเมื่อพัฒนามาระดับหนึ่ง ก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาดูงานมากมาย จึงต้องการที่จะรักษาสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานี้ เพื่อให้เป็นสมบัติของชาวภาชีอย่างยั่งยืน

“เมื่อได้รับทราบปัญหาเช่นนี้ จึงได้ประสานและหารือร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาทางจดอนุสิทธิบัตร ทั้งผลิตภัณฑ์เส้นใยผักตบชวาและกรรมวิธีการผลิต โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปีก็สามารถจดอนุสิทธิบัตรได้สำเร็จ ซึ่งหลัก ๆ เลยเกิดจากการที่เราได้พัฒนา ครู กศน.ให้มีความรู้และทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ สร้างศรัทธาให้ประชาชน สามารถที่จะเข้าถึงและไว้วางใจ ภายใต้ความร่วมมือกับ Good partnership (เครือข่ายการทำงานที่ดี) ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ เพื่อให้การพัฒนาวิชาชีพและอาชีพมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนเป็นหน้าที่ของชาว กศน.อยู่แล้ว ที่จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้กว่า 30 ชนิด เกิดจากการพัฒนาและใช้ประโยชน์ผักตบชวาในทุกส่วน ทั้งลำต้น เป็นส่วนที่ยาวที่สุด ใช้สำหรับทำใยทอผ้า "ผ้าทอมือผักตบชวา" ผ่านนวัตกรรมการตีแยกเส้นใย ทำให้นุ่มก่อนนำมาทอ ย้อมสีธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนำผ้ามาตัดเย็บเป็นหน้ากาก เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งบุรุษและสตรี ส่วนต้นสั้น ใช้ทำกันกระแทก เศษที่เหลือใช้ทำกระถาง ราก ใช้ทำปุ้ยแห้ง-ปุ้ยน้ำ ส่วนใบใช้ทำจาน ภาชนะย่อยสลายได้ ทดแทนการใช้โฟม และที่สำคัญ ต้นอ่อน ใช้ทำอาหาร “บะหมี่หยกชวา” และน้ำพริกผักตบชวา ทั้งนี้ ชาว กศน.ยังได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ ONIE ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความสมานสามัคคีร่วมกัน โดยจะนำตราไว้บนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นฝีมือของชาว กศน.ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ

ขอเชิญชวนผู้สนใจมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของตำบลหนองน้ำใส ปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม และมีราคาจับต้องได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพในชุมชนและการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาวตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ” รมช.ศธ.กล่าว 

ช่องทางการติดต่อ “ผ้าทอมือผักตบชวา” 
เฟซบุ๊ก : กศน.ตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทร : 088-2187448

เกษตรยังรุ่งยุคโควิดยอดส่งออกปศุสัตว์ครึ่งปีเกือบทะลุแสนล้าน 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2564 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวของปี 2563 มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 11 % โดยมีปริมาณ 1.04 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 95,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป 0.51 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.2% มูลค่า 56,494 ล้านบาท สินค้ากลุ่ม Non-frozen เช่น ไข่และผลิตภัณฑ์ นมและผลิตภัณฑ์ น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ รังนก ซุปไก่ และอื่นๆ 0.2 ล้านตัน  เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นมูลค่า 11,584 ล้านบาท และอาหารสัตว์เลี้ยง Petfood 0.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 28.7% คิดเป็นมูลค่า 26,922 ล้านบาท

ทั้งนี้ในด้านความปลอดภัยอาหาร ที่ผ่านมาได้มีการป้องกันโรคระบาดโควิดไม่ให้ปนเปื้อนกับสินค้า โดยมีมาตรการกำกับตรวจสอบดูแลความปลอดภัยอาหารตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่อาหารสัตว์ ฟาร์มมาตรฐาน GAP โรงฆ่าสัตว์และโรงแปรรูปที่ถูกสุขอนามัย ซึ่งมาตรการป้องกันโรคโควิดในโรงงาน และตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด มีทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ 

1. ด้านพนักงาน หรือผู้ที่ต้องสัมผัสอาหาร จะมีการเฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและต้องผ่านการตรวจโรคโควิด-19 ก่อนเข้าปฏิบัติงาน 2. ด้านสถานที่ผลิต ให้รักษาความสะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิต (GMP) โดยมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช่ในการผลิตด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในไลน์การผลิต และ 3. ด้านสินค้า มีการตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด มีการเก็บตัวอย่างตรวจการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสินค้า อุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม จุดสัมผัสและจุดเสี่ยงในอาคารผลิต เพื่อประกันการปลอดเชื้อ จากการสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าตรวจจำนวน 2,690 ตัวอย่าง ทุกตัวอย่างตรวจไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส 

นอกจากนี้ยังกำกับดูแลกระบวนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อการส่งออก โดยครอบคลุมการขึ้นทะเบียนรับรองโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก ควบคุมคุณภาพมาตรฐานโรงงานให้มีระบบรับรองการปฏิบัติทางการผลิตที่ดี และมีระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม การตรวจสอบกระบวนการผลิต และการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง โดยสอดคล้องตามข้อกำหนดและระเบียบของประเทศคู่ค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้า

ทบ. เผยตรวจพบทหารใหม่ติดเชื้อก่อนเข้าประจำการ 69 นาย พร้อมดูแลรักษา ตามมาตรการสธ. อย่างดี ระบุ  ฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ทหารใหม่แล้ว 96 % มั่นใจมีภูมิ 

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงซิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพยก เปิดเผยว่ส จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  ซึ่งพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งการให้หน่วยฝึกทหารใหม่ทุกหน่วยของกองทัพบก ได้ดำเนินการตามแนวทางการป้องกันควบคุมโรค เพื่อดูแลทหารกองประจำการผลัด 1/2564 ที่เพิ่งเข้าประจำการใน 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเรื่องมาตรฐานการฝึก พร้อมกำหนดมาตรการพิทักษ์พลเป็นการเฉพาะไว้หลายด้าน ที่สำคัญคือการตรวจคัดกรองเชื้อ COVID-19 และเตรียมการด้านการแพทย์รองรับ รวมถึงแผนการฉีดวัคซีนให้กับทหารใหม่ในสัปดาห์แรกที่เข้าประจำการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค

โดยตั้งแต่วันที่ 6 -20 ก.ค.64 โรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกในพื้นที่ค่ายทหารทั้ง 37 แห่งได้ดำเนินการฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรกให้กับทหารใหม่ตามแผนที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนจาก ศบค.  มีการลงทะเบียนข้อมูลในระบบสาธารณสุข  ประเมินสภาพร่ายกายผู้ที่จะเข้ารับการฉีด  ประวัติสุขภาพ  พร้อมให้คำแนะนำสังเกตอาการหลังฉีด  

ทั้งนี้ช่วง14 วันที่ผ่านมากองทัพบกได้ฉีดวัคซีนCOVID-19ให้ทหารใหม่ไปแล้ว  33,561 นาย คิดเป็น 96% ของผู้ที่เข้ามาประจำการ โดยมีทหารใหม่บางนายได้รับวัคซีนมาแล้วก่อนเข้าประจำการ  ส่วนผู้ที่มีข้อจำกัด สาเหตุจากร่างกายยังไม่พร้อมในขั้นต้นหน่วยฝึกทหารใหม่ได้ชะลอการฉีดและให้เข้ารับวัคซีนเมื่อพร้อมในลำดับต่อไป  ในภาพรวมการฉีดวัคซีนทหารใหม่ในครั้งแรกนี้ดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย ทหารใหม่ส่วนใหญ่ดีใจที่ได้รับการฉีดวัคซีน ทำให้มั่นใจในสุขภาพและการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของตนเอง  ช่วยคลายความกังวลของครอบครัว และมีความพร้อมที่จะเข้ารับการฝึกฝน เรียนรู้เพื่อทำหน้าที่ทหารของชาติต่อไป

มาตราการป้องกันโรคอีกเรื่อง ที่กองทัพบกได้ดำเนินการคือ การตรวจคัดกรองหาเชื้อCOVID-19 กับทหารใหม่ทันทีก่อนเข้าหน่วยฝึก โดยตั้งแต่วันแรกของการรายงานตัว โรงพยาบาลค่ายประจำพื้นที่ได้เข้าทำการคัดกรองอย่างเป็นระบบด้วยการตรวจร่างกาย  ซักประวัติ  แยกประเภทกลุ่มเสี่ยง การตรวจหาเชื้อ และการส่งตรวจซ้ำด้วยวิธี RT- PCR  จากนั้นมีการคัดแยกประเภทของกลุ่มทหารใหม่ตามประวัติ อาการ และความเสี่ยง  ก่อนส่งทหารใหม่เข้ารับการกักตัวเพื่อสังเกตุอาการ 14วันตามมาตรการที่กองทัพบกกำหนดไว้ทุกนาย  ส่วนทหารใหม่ที่มีอาการ มีผลตรวจเป็นบวกหรือพบการติดเชื้อได้ถูกส่งเข้ารับการรักษาที่ รพ.ค่าย หรือ รพ.สนาม ที่จัดเตรียมไว้ เมื่ออาการกลับสู่ปกติและตรวจไม่พบการติดเชื้อ ก็จะส่งตัวเข้าหน่วยฝึกทหารใหม่เพื่อรับการฝึกต่อไป  

สำหรับผลการตรวจหาเชื้อไวรัสกับทหารใหม่ผลัด1/2564 จำนวน 34,822 นาย  ตรวจพบทหารใหม่ติดเชื้อCovid-19 มาก่อนเข้าประจำการจำนวน 69 นาย  คิดเป็น 0.19% ของทหารใหม่ผลัดนี้ทั้งหมด โดยตรวจพบในวันแรกที่เข้าหน่วยจำนวน 41นาย และตรวจพบเพิ่มในระหว่างกักตัวสังเกตุอาการอีก 28นาย ซึ่งหน่วยฝึกได้นำทั้งหมดเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลค่ายประจำพื้นที่ เรียบร้อย ปัจจุบันมียอดทหารใหม่ที่ติดเชื้อและยังอยู่ในระหว่างรับรักษา 54 นาย( 21 กค.64) 

อย่างไรก็ตาม ยอดการติดเชื้อของทหารใหม่ดังกล่าวนับว่ามีจำนวนน้อย อยู่ในเกณฑ์ตามที่กองทัพบกประเมินไว้ ประกอบกับการวางแผนดูแลและกำหนดมาตรการเฉพาะไว้อย่างครบวงจร ทำให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อได้ตั้งแต่เริ่มเข้าหน่วยทหาร และนำเข้าสู่กระบวนการรักษาตามระบบการแพทย์ที่เตรียมไว้  สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ นอกจากนี้การตรวจพบทหารใหม่ติดเชื้อก่อนประจำการดังกล่าว ยังเป็นผลดีต่อทหารใหม่ที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดภาระของตนเองและครอบครัว ลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ภายนอก ช่วยลดภาระของหน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยฝึกทหารใหม่ยังถือได้ว่าเป็นจุดคัดกรองโรคอีกทางหนึ่งด้วย

และไม่ว่าทหารใหม่จะมีการติดเชื้อมาก่อนหรือไม่มีการติดเชื้อก็ตาม นโยบายของกองทัพบกยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการปฎิบัติตนตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ในระดับบุคคล หน่วยทหาร ทั้งในระหว่างการฝึก การปฎิบัติภารกิจ หรือการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างเคร่งครัดตามแนวทาง ศบค.

โดยนโยบายการดูแลทหารกองประจำการข้างต้น กองทัพบกมุ่งสร้างให้ทหารกองประจำการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้  ฝึกฝน ทักษะความสามารถทางทหารและงานด้านความมั่นคง เพื่อให้พร้อมกับการปฏิบัติงานในภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนที่รออยู่ข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป

เรื่องวัคซีน ยิ่งมาเยอะ ยิ่งดี ! “เลขาฯเม้ง” แจงยิบ ปม นำเข้า Sinovac เพิ่ม 

กรณีที่มีคำสั่งเตรียมซื้อวัคซีน Sinovac เพิ่มอีก 10.9 ล้านโดส ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายการเมือง ว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ ล่าสุด 22 กรกฎาคม 2564 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในประเด็นดังกล่าวว่า 

รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องการนำวัคซีนที่มีคุณภาพ และความปลอดภัย เข้ามาให้บริการประชาชนในจำนวนที่เพียงพอ และในระยะเวลาที่เร็วที่สุด 

ซึ่งวัคซีนของ Sinovac เป็นวัคซีนที่ผ่านการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก เป็นวัคซีนที่ Covax จองซื้อจำนวนมหาศาล ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า Sinovac นั้นแย่  ก็เท่ากับ WHO และ Covax เลือกวัคซีนไม่มีคุณภาพมาบริการแก่ชาวโลก ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในการใช้กับสถานการณ์จริง ที่มาเลเซียพบว่าประสิทธิภาพของ Sinovac กับวัคซีนแบบ mRNA ก็เท่ากัน ขณะที่ผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าประสิทธิผลต่อสายพันธุ์เดลตาขณะนี้ ถือว่ายังคงที่คือร้อยละ 75 ปัจจุบันนี้ ประเทศไทย นำเข้าวัคซีนมาหลายชนิด มีทั้งวัคซีนทางหลัก และทางเลือก ในอนาคตจะมีวัคซีนให้คนไทยได้เลือกเป็นจำนวนมาก แต่ก็เห็นกันอยู่ว่า การนำเข้ามาซึ่งวัคซีนนั้น มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากมายเหลือเกิน และถามว่า ในขณะที่โรคยังระบาดทุกวัน เรายังจะลุ้น และเรารอได้หรือไม่  คำตอบคือ รอไม่ได้ ในสมรภูมิรบ ชุดเกราะที่เอามาได้ก่อน ก็สมควรนำเข้ามา 

นอกจากนั้น วัคซีนที่ไทยใช้เป็นหลัก ยังสามารถปรับสูตรเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อย่างปลอดภัย ล่าสุด  ได้รับการยืนยันจากนพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง เท่ากับว่าวัคซีนที่ไทยมีนั้น สามารถปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้

“จริงๆ การมีวัคซีนเข้ามาให้มากที่สุด ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าการรอวัคซีนที่ถูกใจ  ซึ่งกว่าจะมา ก็อาจไม่ทันการระบาดแล้ว  ผมขอเป็นกำลังใจให้คนทำงาน และคนไทยทุกท่าน ชั่วโมงนี้ ขอให้มองสภาพความเป็นจริงครับ อย่าเพิ่งวิจารณ์คนทำงานซึ่งบางท่านที่วิพากษ์ มีอคติทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง” 

ผปค.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ยิ้มได้ รัฐบาลสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ ค่าธรรมเนียมการศึกษา คนละ 5,000 บาท ก่อนนำมาตรการลดค่าเทอมนักเรียน-นักศึกษา เข้า ครม.

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วานนี้ (21 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการแนวทางลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษา ในปีการศึกษา 2564 ตามทีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาฯ ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในสถานการณ์โควิด ซึ่งจะครอบคลุมทั้งโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โรงเรียนสังกัดกทม.และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขณะที่ ทางกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เตรียมมาตรการซึ่งครอบคลุมสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน  โดยสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ จะมีการลดค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา ร้อยละ 50 ขั้นที่ 2 ตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และขั้นที่ 3 ตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ลดร้อยละ 10 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณสำหรับส่วนลดนี้ ร้อยละ 60 และสถาบันอุดมศึกษาสมทบ ร้อยละ 40

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ ค่าธรรมเนียมการศึกษา คนละ 5,000 บาท และให้ทางสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม และสนับสนุนมาตรการอื่นๆ เช่น ขยายเวลาผ่อนชำระ หรือผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์/ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษายืมเพื่อใช้ในศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา จัดสวัสดิการพิเศษกรณีนักศึกษาป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นต้น

“การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้อย่างมาก ซึ่งเป็นอีกมาตรการเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ มาตรการที่ท่านนายกได้เห็นชอบในหลักการครั้งนี้ จะนำเข้าให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 27 ก.ค.ต่อไป” นางสาวรัชดาฯ กล่าว

“องอาจ” เสนอนายกฯ เร่งดูแลประชาชน 5 ด้าน ช่วงล็อกดาวน์

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ 13 จังหวัดว่า การล็อกดาวน์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานนอกระบบ และธุรกิจ SME อย่างรุนแรง เพราะถึงแม้จะไม่มีล็อกดาวน์ คนกลุ่มนี้ก็มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครมากอยู่แล้ว จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนถึงการระบาดรอบ 3 ที่กำลังก่อให้เกิดวิกฤติครั้งใหม่อยู่ในขณะนี้

มีการประเมินว่าการล็อกดาวน์คราวนี้จะเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละประมาณ 3,500 – 4,500 ล้านบาท ถ้าล็อกดาวน์ 2 สัปดาห์จะเกิดความสูญเสียประมาณ 49,000 – 63,000 ล้านบาท ในกรณีที่ล็อกดาวน์ 1 เดือนจะเกิดความสูญเสียไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

แน่นอนว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ ก่อให้เกิดผลกระทบทั่วหน้าตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจ SME รวมถึงผู้ใช้แรงงานนอกระบบ แรงงานรายวัน ครัวเรือนรายได้น้อยที่ประทังชีวิตด้วยการหาเช้ากินค่ำ

แต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีกำลังทุนที่เข้มแข็งไม่เปราะบางมาก มีสายป่านที่ยาวพอจะประคับประคองตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำควรมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างถึงที่สุด

การเยียวยารอบนี้ภาครัฐควรเน้นมาตรการและกลไกที่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาได้จริงดังนี้

1. ต้องเน้นช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุดก่อน และควรคำนึงถึงความเสมอภาคมากกว่าความเท่าเทียม
2. ต้องมีมาตรการเสริมรายได้ลดรายจ่ายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของประชาชนทุกรูปแบบ
3. ต้องช่วยธุรกิจ SME อย่างจริงจัง เพื่อทำให้ไม่กระทบการจ้างงานในวงกว้าง
4. ต้องใช้กลไกทางการเงินการคลังแบบยาแรง เพื่อช่วยเหลือธุรกิจไม่ให้ปิดกิจการ
5. ต้องเร่งใช้เงินกู้ 500,000 ล้านบาทให้เกิดผลสัมฤทธิ์ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูได้จริง ไม่ควรทำแบบใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทเหมือนที่ผ่านมา ที่ไม่ตอบโจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้น ธุรกิจ SME คนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิดได้รับการดูแลแก้ปัญหาน้อยมาก

ขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ศบค. ลงมาติดตามการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนกลุ่มต่างๆ ในครั้งนี้ด้วย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากในขณะนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top