Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

'หมอปลา' ลั่นเห็นด้วยกับป๋าเทพในบางเรื่อง แต่ยังมองว่าการบริหารงานยังล้มเหลว แนะหากบริหารไม่เป็น ควรลาออกให้คนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่แทน

'หมอปลา' ลั่นเห็นด้วยกับป๋าเทพในบางเรื่อง แต่ยังมองว่าการบริหารงานยังล้มเหลว มีแต่น้ำลาย ขายฝัน แถมติก็ไม่ได้อาจโดน "เห็บ-หมัด" เอากฎหมายมาจัดการ 7 ปี ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ขนาดเรือดำน้ำถ้าไม่ได้พลังโซเชียลคงซื้อไปแล้ว แนะหากบริหารไม่เป็น ควรลาออกให้คนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่แทน

จากกรณีศิลปินตลกชื่อดัง “เทพ โพธิ์งาม” หรือ “ป๋าเทพ” ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก พูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองก่อนจะกล่าวเชิงตำหนิ กลุ่มเยาวชนปลดแอก ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ พร้อมยก “บิ๊กตู่” หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ในรายการ “ถกไม่เถียง” ทางช่อง 7HD ดำเนินรายการโดย ทิน โชคกมลกิจ ได้เชิญ “ป๋าเทพ” และ หมอปลา มือปราบสัมภเวสี ผู้มีความเห็นที่แตกต่างกัน ได้มาแสดงความเห็นในมุมมองของแต่ละคนไป

โดย หมอปลา กล่าวว่า บางประเด็นก็เห็นด้วยกับป๋าเทพ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องอวยรัฐบาล เพราะรัฐบาลนี้ติไม่ได้ พอมีคนติก็จะมีพวกเห็บหมัด เอากฎหมายมาจัดการ รัฐบาลนี้มีแต่น้ำลาย ไม่มีเนื้อหา บริหารอะไรก็ไม่เป็นรูปร่าง อย่างเรื่องวัคซีนเนี่ยไม่รู้หายไปไหน บางจังหวัดมีเข็ม 3 แล้ว ไม่รู้เอามาจากไหน พวกหมอยังไม่ได้ แต่บางคนได้แล้ว ผมมองว่าเป็นรัฐบาลที่ดีแต่ปาก

สถานการณ์ตอนนี้ พวกเขายังจะซื้อเรือดำน้ำ ถ้าไม่ได้พลังโซเชียล ก็คงซื้อไปแล้ว เขาไม่เห็นบ้างหรือว่าประชาชนกำลังจะตาย คุณต้องลองไปลงพื้นที่ ไปดูว่าประชาชนเป็นอย่างไร เขาจะตายกันหมดแล้ว รัฐบาลชุดนี้พยายามทำอะไรที่เป็นโครงการใหญ่ ๆ เพื่อเอาเม็ดเงินเหล่านั้นไปแบ่งกัน ใช่หรือไม่?

ผมคิดว่าถ้าเขาบริหารงานไม่เป็นก็ลาออกไปเถอะครับ ผมมองว่าการบริหารงานของเขามันล้มเหลว ขายฝัน อย่างเรื่องกัญชา เขาขายฝันให้ชาวบ้าน ชาวบ้านคิดว่าจะมีกิน แต่สุดท้ายเขาทำไม่ได้ แบบนี้ก็ควรจะออกไปไหม เมื่อคุณเป็นผู้นำ คุณต้องพร้อมรับคำติด้วย ไม่ใช่รับแต่คำชม ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้ออกไปมันอาจจะดีกว่านี้ เปิดโอกาสให้คนใหม่เข้ามาทำต่อ

7 ปีที่ผ่านมามันล้มเหลวทุกอย่าง มันไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นสักอย่าง สิ่งที่ป๋าพูดคือการอวยให้รัฐบาลอยู่ต่อไป แต่ผมมองว่าถ้าเปลี่ยนรัฐบาลมันคงใช้เวลาไม่นานหรอก ผมว่าน่าจะมีบุคคลที่เขามีความสามารถ ไม่ใช้น้ำลายในการทำงาน แต่ตอนนี้รัฐบาลมีแต่น้ำลาย คำพูดขายฝันให้มันสวยหรู ผมอยากให้รัฐบาลแถลงบ้าง ไม่ใช่ แถ-ลง อย่างเดียว พูดอะไรที่เป็นกิจจะลักษณะให้ประชาชนฟังบ้าง


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รมว.พม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กลุ่มคนพิการกว่า 5,000 คน ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ พร้อมให้กำลังบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จิตอาสา 

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคนพิการที่เข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดสรรโควตาวัคซีนโควิด-19 ให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวง พม. เพื่อฉีดให้กับคนพิการ จำนวนกว่า 5,000 คน พร้อมทั้งสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จิตอาสาในการให้บริการแก่คนพิการในวันนี้ ระหว่างเวลา 08.00 – 16.00 น. อีกทั้ง กระทรวง พม. ได้นำเจ้าหน้าที่ พก. มาอำนวยความสะดวกเพื่อให้คนพิการที่เข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้รับความดูแลอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่จากบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และการลงทะเบียนล่วงหน้าและข้อความยืนยันการฉีดวัคซีนโควิด-19 จาก AIS

นายจุติ กล่าวว่า สำหรับวันนี้ ขอขอบคุณบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง สถาบันวิทยาลัยจุฬาภรณ์ การเคหะแห่งชาติ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน ที่ได้มาบูรณาการร่วมกันช่วยบริการในเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับสมาคมคนพิการทั้ง 7 สมาคม และผู้ถือบัตรคนพิการทุกคน จะได้ใช้สิทธิตรงนี้ สำหรับสถานที่และระบบ มีการจัดการที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งตนมาตรวจเยี่ยมเพื่อมาดูให้ไม่มีข้อบกพร่อง หรือถ้ามีข้อบกพร่องจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุง เพื่อบริการประชาชนให้ดีมากยิ่งขึ้น

นายจุติ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากจะฝากไว้ คือวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ เป็นวิกฤติที่สาหัส ขอเป็นกำลังใจให้กันและกัน รวมทั้งผู้อุปถัมภ์ทั้งหลาย ทุกคนทำเพื่อคนไทย ทำเพื่อประเทศไทย ตนขอขอบคุณในนามรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนทราบมาว่ามีความต้องการให้เราขยายไปทุกจังหวัด และจะได้นำไปดำเนินการในต่างจังหวัดให้เป็น One Stop Service เพื่อบริการผู้ที่ยังไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนโควิด-19  ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ดูแลในส่วนนี้ เราทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ด้วยความสุจริตใจ สำหรับวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ แต่ช่วยให้เราลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตหรือป่วยหนัก ดังนั้น หลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว ขอให้ทุกท่านยังคงรักษาระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย และตนขอให้ทุกคนอยู่ด้วยความไม่ประมาท ขอให้ปลอดภัยทุกท่าน

“ประวิตร” เร่งยุทธศาสตร์ 5G  พัฒนาศก.-สังคม ทุกภูมิภาค ชูโครงการต้นแบบ ยกระดับภาครัฐให้บริการปชช.-รองรับ ภูเก็ตแซนด์บ็อก กำชับใช้งบให้คุ้มค่า

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2564 มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ที่เท่าเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส )ร่วมประชุมผ่านระบบวิด๊โอ คอนเฟอร์เรนซ์ 

โดยที่ประชุมเห็นชอบโครงการตามมาตรา26(6)เพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5G อาทิโครงการพัฒนา เทคโนโลยี5Gเพื่อการเกษตร ณ โครงการร้อยใจรักษ์ ,โครงการนำร่อง Smart Campus และเห็นชอบโครงการนำร่องการพัฒนาย่านเทคโนโลยี 5G ต้นแบบ ยกระดับการให้บริการภาครัฐแก่ประชาชน จ.เชียงใหม่ โดยเน้นพัฒนาด้านการเดินทาง ดูแลสุขภาพ นอกจากนั้นเห็นชอบ โครงการ 5G use Case ระบบในการคัดกรอง และแจ้งเตือนสำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อก เตรียมพร้อมเปิดเศรษฐกิจท่องเที่ยว จว.ภูเก็ต โดยนำเทคโนโลยี 5G ประยุกต์ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาใน จว.ภูเก็ต ภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19ในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว นักลงทุน ตลอดจนประชาชนชาวภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากนั้นคณะกรรมการฯเห็นชอบ กรอบนโยบายกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ 2565มุ่งเน้นการลงทุนใน 4 ด้านได้แก่ 1.Digital Agriculture 2. Digital Government & infrastructure 3. Digital Manpower และ 4.Digital Technology

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า  ให้กระทรวงดีอีเอส และคณะกรรมการฯกำกับติดตาม การใช้จ่ายการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยเคร่งครัด และต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า  สามารถส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

ปัจจุบันการให้วัคซีนต้านโควิด-19 ทำได้โดยการฉีดเพียงอย่างเดียว แต่ในอนาคตวัคซีนต้านโรคนี้อาจอยู่ในรูปของยาชนิดผง หรือแม้แต่ยาเม็ดที่สามารถขนส่ง เก็บรักษา และใช้งานได้ง่าย

สำนักข่าว BBC ได้รวบรวมข้อมูลการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนั้นการกระจายวัคซีนไปยังบางประเทศ ด้วยปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการขนส่งและการเก็บรักษา ทำให้ ประชากรบางพื้นที่เข้าถึงการกระจายของวัคซีนได้ยาก ดังนั้นในปัจจุบันจึงเริ่มมีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ขึ้นสำหรับวัคซีนเพื่อให้เหมาะต่อการกระจายไปสู่พื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีนให้อยู่ในรูปแบบผง

นายยูฮัน แวบอร์ย ซีอีโอของบริษัทอีโคโนโว (Iconovo) บริษัทเวชภัณฑ์ชนิดสูดพ่นเจ้าของห้องแล็บแห่งนี้กล่าวว่า "มันผลิตได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำมาก"

"คุณแค่ดึงแผ่นพลาสติกขนาดเล็กออกมา จากนั้นวัคซีนชนิดสูดดมก็พร้อมใช้งาน แล้วคุณก็แค่ใส่มันไว้ในปากแล้วหายใจลึก ๆ เพื่อสูดมันเข้าไป" เขาอธิบายการใช้งานของอุปกรณ์ชนิดนี้

Iconovo บริษัท ผลิตเวชภัณฑ์ร่วมมือกับ ISR สตาร์ตอัปในกรุงสตอกโฮล์มที่วิจัยด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดผง การผลิตวัคซีนชนิดนี้ทำโดยใช้โปรตีนที่สร้างขึ้นโดยเลียนแบบโปรตีนของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 (ต่างกับวัคซีนของไฟเซอร์, โมเดอนา และแอสตร้าเซนเนก้า ที่ใช้ RNA หรือ DNA มาถอดรหัสพันธุกรรมให้ได้เป็นโปรตีนชนิดนี้)

คุณสมบัติโดดเด่นอีกอย่างของวัคซีนชนิดผงนี้คือสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างจากวัคซีนที่เรามีอยู่ในปัจจุบันที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่อยู่ในรูปแบบของเหลวและต้องเก็บรักษาในที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งบางครั้งอาจต่ำถึง -70 องศาเซลเซียส ซึ่งเรียกว่า "ระบบลูกโซ่ความเย็น" ไม่เช่นนั้นวัคซีนก็จะสูญเสียประสิทธิภาพในการใช้งานไป

ศาสตราจารย์ อูลา วินควิสต์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ISR และอาจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาประจำสถาบันคาโรลินสกา หนึ่งในมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำของสวีเดน กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญคือวัคซีนชนิดผงนั้น สามารถกระจายได้ง่ายมากโดยไม่ต้องใช้ระบบลูกโซ่ความเย็น และสามารถให้วัคซีนแก่ประชาชนโดยไม่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์

ปัจจุบัน ISR กำลังทดสอบวัคซีนต้านโควิดชนิดผงกับเชื้อสายพันธุ์เบตา และสายพันธุ์อัลฟา โดย ISR เชื่อว่า วัคซีนชนิดนี้อาจมีประโยชน์อย่างมากในการเร่งให้วัคซีนต้านโควิดในแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิดในทวีปของตนเอง นอกจากนี้การที่มีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนกว่า ประกอบกับมีกระแสไฟฟ้าอย่างจำกัดก็นำไปสู่ความท้าทายใหญ่ในการเก็บรักษาและจัดส่งวัคซีนต้านโควิดก่อนที่จะหมดอายุลง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนที่การทดลองจะได้ผลบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์ของวัคซีนชนิดผงของบริษัท ISR ซึ่งรวมถึงเรื่องที่ว่ามันจะให้การปกป้องได้ในระดับเดียวกับวัคซีนต้านโควิดชนิดของเหลวในปัจจุบันที่ผ่านการอนุมัติจาก WHO หรือไม่

ปัจจุบัน ISR และ Iconovo ระบุว่า วัคซีนชนิดผงได้ถูกนำไปทดลองในหนู ทว่าบริษัทสามารถระดมทุนได้เพียงพอสำหรับการศึกษาในมนุษย์ในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ อย่างไรก็ตาม หากวัคซีนชนิดผงเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าใช้ได้ผลดี มันก็อาจช่วยปฏิวัติการจัดการกับโควิดของโลก ตลอดจนทำให้การเก็บรักษาและกระจายวัคซีนสำหรับโรคอื่น ๆ ทำได้ง่ายขึ้น

นพ. สเตียฟาน สวอร์ตลิง เพียเตอสน อดีตหัวหน้าแผนกสุขภาพขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่สถาบันคาโรลินสกา ระบุว่า วัคซีนชนิดผงนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้แก่พื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง และอาจช่วยให้ไม่ต้องใช้คนขนกล่องเก็บความเย็นไปยังสถานที่ต่าง ๆ

นายแพทย์ชาวสวีเดนผู้นี้เปรียบผลที่จะได้จากวัคซีนชนิดผงนี้กับอาหารที่ผ่านกระบวนการฟรีซดราย (freeze-dried foods) ซึ่งดีสำหรับการแจกจ่ายไปยังสถานที่ห่างไกลต่าง ๆ ที่ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้โดยบุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ออกค่ายผจญภัยทั่วไป

Ziccum อีกหนึ่งสตาร์ทอัปที่กำลังทดลองเทคโนโลยีที่ใช้ลม “อบแห้ง” วัคซีนซึ่งจะไม่ไปจำกัดประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้การตั้งโรงงาน "บรรจุและปิดผนึก" สำหรับวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนาทำได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถผลิตวัคซีนขั้นสุดท้ายได้เอง โดยวัคซีนผงจะถูกผสมกับสารละลายปลอดเชื้อก่อนที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน และฉีดเข้าสู่ร่างกายผู้รับวัคซีน

นายเยอรัน คอนรัดสน ซีอีโอ Ziccum กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการให้วัคซีนด้วยวิธีการอื่น ๆ ได้ ตั้งแต่การสูดพ่นทางจมูก ไปจนถึงการทำเป็นยาเม็ดรับประทาน อย่างไรก็ตาม เยอรันยอมรับว่าต้องมีการศึกษาวิจัยอีกมากเพื่อพัฒนาวัคซีนรูปแบบดังกล่าว แต่ในแง่ของหลักการนั้นสามารถทำได้

Janssen ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิดแบบฉีดเข็มเดียว ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้งานแล้วในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้เริ่มทำโครงการนำร่องเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดผงของบริษัท Ziccum

อย่างไรก็ตาม Janssen ระบุว่า งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่สำคัญกว่าในการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้การจัดส่งและการให้วัคซีนอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสามารถทำได้ง่ายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ เทคโนโลยีวัคซีนชนิดผงยังช่วยคนที่กลัวเข็มฉีดยาได้ด้วย อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัคซีนชนิดที่เป็นของเหลว เพราะช่วยลดการใช้ไฟฟ้ากับตู้เย็นและตู้แช่แข็งที่ต้องใช้ในการเก็บรักษาวัคซีน ที่สำคัญยังจะช่วยให้สามารถกระจายวัคซีนไปทั่วโลกได้

ขณะที่ อิงริด โครมันน์ โฆษกแนวร่วมนวัตกรรมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations หรือ Cepi) เตือนว่า วัคซีนชนิดผงยังอยู่ในขั้นต้นของการพัฒนา และ "ยังมีงานให้ต้องทำอีกมาก" เช่น การทำให้เป็นวัคซีนชนิดหลัก และการเพิ่มกระบวนการผลิตให้ใหญ่ขึ้น

"แต่หากมันประสบความสำเร็จ มันก็อาจช่วยให้เข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้น มีขยะน้อยลง และทำให้โครงการให้วัคซีนมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง" เธอกล่าว


ที่มา: BBC News


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"รองโฆษกพรรคกล้า" แย้งระงับจ่ายคนละครึ่งผ่านฟู้ดดิลิเวอรี่ ซ้ำเติมผู้ประกอบการ ขอรัฐลดเงื่อนไขอนุญาตต่อ ให้สอดคล้องสถานการณ์ล็อกดาวน์ 

นางสาวภรณี วัฒนโชติ รองโฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีไลน์แมนยกเลิกบริการจ่ายเงินผ่านระบบคนละครึ่ง หลังจากกระทรวงการคลังออกหนังสือเตือนว่าผิดเงื่อนไขต้องชำระเงินโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง (Face-to-Face) เท่านั้นว่า แม้ว่าการสแกน QR Code ผ่านการสั่งอาหารออนไลน์ ไม่ได้กระทำต่อหน้าผู้ขาย แต่ก็ยังเป็น QR Code ที่ร้านค้าสร้างขึ้นผ่านทางไลน์ จึงมองว่าเส้นทางการชำระเงินสามารถตรวจสอบได้ ยังคงเป็นไปตามจุดประสงค์โครงการคนละครึ่ง จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาลดทอนเงื่อนไขการชำระเงินโดยไม่ผ่านตัวกลาง (Face-to-Face) ให้โครงการคนละครึ่งใช้กับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) ทุกรายในตลาด เช่น ไลน์แมน โรบินฮู้ด แกร๊ป และฟู้ดแพนด้า ฯลฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายล็อกดาวน์ ลดการพบประแบบ Face-to-Face เพื่อควบคุมสถานการณการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 

"เมื่อมีประกาศให้ล็อกดาวน์ แต่มาตรการเยียวยาไม่รองรับ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหาร ดังนั้นระหว่างนี้ รัฐฯ ไม่ควรห้าม และควรส่งเสริมใช้สิทธิคนละครึ่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปหาวิธีเชื่อมโยงผ่านแอปฯเป๋าตัง ในโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ช่วงเดือนตุลาคมนี้" รองโฆษกพรรคกล้ากล่าว 

นางสาวภรณี กล่าวด้วยว่า ภาครัฐควรสร้างการทำงานร่วมกันกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลป้องกันการทุจริต ซึ่งข้อมูลการใช้งานที่ถูกบันทึกออนไลน์ ผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ มีความละเอียดและสามารถติดตามตรวจสอบได้ง่ายกว่าการซื้อขายแบบดั้งเดิมมากอยู่แล้ว

นาตาชา เปลี่ยนวิถี เผยคุณพ่อเกชา จากไปด้วยโรคชรา หลังรักษาอาการป่วยจากโควิดหายแล้ว

หลังการสูญเสียของนางแบบสาว แอนนา นาตาชา เปลี่ยนวิถี ที่เสียคุณพ่อ เกชา เปลี่ยนวิถี โดยคุณพ่อเกชาเพิ่งเข้ารับการรักษาตัวจากอาการโควิด-19 ก่อนที่จะเสียชีวิต แต่ล่าสุด แอนนา นาตาชา ได้เปิดเผยกับทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐว่า คุณพ่อเกชา จากไปด้วยโรคชรา เพราะอาการโควิด-19 ได้รับการรักษาจนหายแล้วกำลังจะได้กลับบ้าน

"ป๋า ไปฝังที่ราชบุรีเรียบร้อยแล้วค่ะ ป๋าอยู่โรงพยาบาลเกือบ 2 อาทิตย์ เข้าโรงพยาบาล เมื่อวันที่อังคารที่ 13 ก.ค. ป๋าไปเพราะว่ามีเชื้อโควิด แต่ได้รับการรักษาแล้วให้ยาทั้งหมดแล้ว จนอาการโควิดดีหมดหายไป ไม่เหนื่อยไม่หอบ คุณหมอเตรียมให้กลับบ้านแล้ว อาการโควิดหายไปหมดแล้ว แต่อยู่ดี ๆ เมื่อคืนหัวใจเต้นช้าลง อ่อนแรงไปเอง คุณหมอบอกว่าน่าจะมาจากวัยชราตามอายุขัย

ส่วนอาการโควิดคงที่ ดีรักษาหายหมดแล้ว เมื่อคืนหมอเตรียมโทรมาให้กลับบ้านแล้ว แต่อยู่ ๆ เมื่อคืนหัวใจเต้นช้าลงและค่อย ๆ หมดลง แล้วป๋าอายุ 95 แล้วค่ะ (นิ่งร้องไห้) ตอนนี้พาป๋าไปฝังแล้วค่ะ พาไปไว้ที่บ้านที่ป๋าบอกเอาไว้ค่ะ"


ที่มา : https://www.thairath.co.th/entertain/news/2151940


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“องอาจ” จี้รัฐทบทวนข้อกำหนดกระทบสิทธิเสรีภาพ สื่อฯ-ประชาชน  ชี้จำกัดดสิทธิมากเท่าไหร่ สะเทือนถึงรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เรื่องมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่า การออกข้อกำหนดดังกล่าวย่อมมีโอกาสที่จะกระทบต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ทำงานตามจรรยาบรรณวิชาชีพโดยทั่วไป และอาจกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยสุจริตตามสิทธิเสรีภาพที่พึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เพราะหลังจากมีข้อกำหนดนี้ออกมาจะเห็นได้ว่ามีคนของภาครัฐหลายระดับได้มีการกระทำในเชิงข่มขู่คุกคามการแสดงความเห็นของประชาชนโดยสุจริตเกินกว่าที่ควรจะเป็น แม้ภายหลังคนของภาครัฐบาลจะกลับลำว่าไม่ได้ใช้ข้อกำหนดที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาข่มขู่ หรือปิดกั้นประชาชนที่แสดงออก พฤติกรรมที่แสดงออกเช่นนี้ย่อมชี้ให้เห็นว่าคนของภาครัฐจะใช้ข้อกำหนดนี้ตีความไปทางไหนก็ได้ตามอำเภอใจ

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่าใช้มาตรการนี้เพื่อจัดการกับข่าวปลอม หรือ Fake news น่าจะเป็นคนละประเด็นกัน เพราะกลุ่มคนหรือคนที่ทำข่าวปลอมนั้น มีเจตนาชัดเจนที่สร้างเรื่องขึ้นมาให้ดูเสมือนจริงแต่ไม่ได้เป็นความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดผลลบต่อกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่ถูกกล่าวถึง และมักจะไม่แสดงตัวตนชัดเจน ซึ่งรัฐบาลก็มีหน่วยงานและบุคลากรจัดการกับปัญหานี้อยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากสื่อมวลชนที่ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพและประชาชนทั่วไปที่ใช้สิทธิเสรีภาพ แสดงความคิดเห็นตามปกติที่มีตัวตนชัดเจน ตรวจสอบได้ ถ้าสื่อมวลชนและประชาชนทำอะไรที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้นก็ย่อมใช้สิทธิดำเนินการตามครรลองของกฎหมายได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีข้อกำหนดออกมาบังคับใช้เพิ่มเติมจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของสื่อและการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยสุจริต

นายองอาจ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จึงขอเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.ทบทวนข้อกำหนดที่ออกตามความใน มาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2.ในกรณีที่อยู่ระหว่างการทบทวนข้อกำหนด ขอให้ผู้รับผิดชอบบังคับใช้กฎหมาย โดยพูดให้ชัดว่าเจตนาที่ออกคืออะไร จะมีการบังคับใช้แค่ไหนอย่างไร และ3.ภาครัฐไม่ควรดำเนินการใดๆที่เป็นการข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชนที่ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพ และประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต จนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน เพราะถ้ารัฐบาลหาทางจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนมากเท่าไหร่ จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากเท่านั้น และจะก่อให้เกิดผลสะเทือนต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน

“เสกสกล” ซัด  “หญิงหน่อย” จวก “บิ๊กตู่”เพราะอยากนั่งเก้าอี้นายกฯแทน หรือไม่ 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่และเสียชีวิตสูง เป็นลำดับต้นของโลก พร้อมจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโควิด-19 ตามที่พรรคเสนอพิมพ์เขียวไว้ 5 ข้อ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐบาลและทีมแพทย์ ทำงานไม่เคยหยุดเพื่อที่จะหามาตรการเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้ ส่วนข้อเสนอของพรรคไทยสร้างไทย ทำอยู่แล้วทั้งตรวจเชิงรุก ทั้งจัดหาชุดตรวจ Antigen Test Kit - ATKแจกจ่ายประชาชนทุกคน หากใครที่ผลเป็นบวกมีอาการสีเขียว ติดต่อสายด่วนสปสช. เพื่อขอรับยา และเข้ารับการรักษาที่บ้านหรือศูนย์พักคอยชุมชน ซึ่งดำเนินการมานานแล้ว ขณะที่การบริหารจัดการวัคซีนก็ทำอย่างต่อเนื่อง และจะมีวัคซีน mRNA เข้ามาตั้งแต่ปลายปีนี้ ไปถึงต้นปีหน้า 

"คุณหญิงสุดารัตน์ เคยเป็นถึงอดีตรมว.สาธารณสุข น่าจะเข้าใจสถานการณ์ประเทศ และการทำงานของรัฐบาล แต่ทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่รู้เรื่องอะไร เพราะหาแต่ประเด็นโจมตีคนอื่นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าวันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่สูงเป็นลำดับ 1 ของโลก แล้วมาแก้ไขข้อความว่าเป็นประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่สูงเป็นลำดับต้นของโลก จึงขอให้ติดตามข้อมูลให้ดี ให้นึกถึงประเทศชาติและประชาชน อย่าเอาข้อความเท็จมาใส่ร้ายประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ทำตัวเช่นนี้เหมาะสมกับการเป็นคุณหญิงหรือไม่”นายเสกสกล กล่าว 

นายเสกสกล กล่าวว่า ในสมองของคุณหญิงสุดารัตน์ มีอยู่สองเรื่อง คือ บีบให้นายกฯ ลาออกให้ได้ เพราะมีความหวังจะเป็นตัวเลือกแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่กับหวังให้มีการยุบสภาฯ เพราะพรรคไทยสร้างไทยเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่จะได้มีส.ส.เข้าสภาฯ ในการเลือกตั้งสมัยหน้าอย่างหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ จึงปั่นกระแสบิดเบือนด้อยค่ารัฐบาลทุกวัน หวังผลการเมืองส่วนตน ไม่สนใจลงมือช่วยกันแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน จะเป็นจะตายก็ช่าง ขอเพียงให้ตนเองได้มีอำนาจอย่างนั้นใช่หรือไม่ ขอฝากถึงประชาชนคนไทยว่า พรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนที่จงใจบิดเบือนปั่นกระแสทำลายบ้านเมือง เล่นการเมืองบนความทุกข์ยากของประชาชนในยามวิกฤต ไม่สมควรที่จะให้มีที่ยืนบนถนนการเมือง ต้องจดจำเขียนแปะติดฝาบ้านไว้ อย่าให้ได้ผุดได้เกิดทางการเมืองอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหน้าไหนก็ตาม 

ทบ.เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนา 2 เที่ยวบินแรกจากกรุงเทพ-นครพนม เน้นมาตรการปลอดภัยทางการบินสูงสุด รองรับนโยบายรบ.และทบ.เพื่อกระจายการรักษาผู้ป่วย 

 พ.อ.อิทธินันท์ โชติช่วง รอง ผอ กองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารบก  กล่าวถึงภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาด้วยเครื่องบินลำเลียงแบบ C-295 ว่า ต้องอยู่ภายใต้มาตรการปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันตัว รวมทั้งระบบภายในอากาศยาน โดยวันนี้จะทำการบิน 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินแรกมีผู้ป่วย 20 คน และเที่ยวบินที่ 2 อีก 20 คน 

ทั้งนี้จะทำหน้าที่ดูแลภาพรวมการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยอากาศยานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงและลำเลียงขึ้นอากาศยาน โดยจะมีแพทย์และพยาบาลด้านเวชศาสตร์การบินร่วมปฏิบัติหน้าที่บนเครื่อง สำหรับนโยบายของพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คือต้องการให้ผู้ป่วย covid-19 กลับภูมิลำเนาเพื่อทำการรักษา เพราะปัจจุบันเตียงผู้ป่วยcovid ในกรุงเทพฯมีจำกัด และการลำเลียงผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ใช่มีแค่อากาศยานแต่ยังมีการเคลื่อนย้ายทางรถยนต์ 

โดยการดูแลผู้ป่วยก่อนลำเลียงขึ้นอากาศยานจะต้องมีการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีความพร้อมก่อน ทั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันหลายส่วน ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อคัดกรองผู้ป่วย ทั้งหมด โดยจะมีการประสานงานร่วมกันเป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ในการรวบรวมจำนวนผู้ป่วยที่จะส่งต่อภูมิลำเนา

สำหรับการคัดกรองผู้ป่วยนั้น เน้นผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากมีความแข็งแรงในระดับหนึ่งที่จะสามารถเคลื่อนย้ายด้วยอากาศยาน เพราะในระหว่างการบินบนอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมนุษย์จากพื้นที่ด้านล่างไปสู่พื้นที่สูง จึงต้องตรวจสอบผู้ที่จะโดยสารไปกับอากาศยาน

ทั้งนี้จะพิจารณาความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับการเดินทางด้วยอากาศยานมีข้อดีสำหรับการเดินทางระยะไกล และทำให้ผู้ป่วยเดินทางกลับถึงภูมิลำเนาได้อย่างรวดเร็วขึ้น และทำให้การเคลื่อนย้ายเกิดความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับในส่วนของอากาศยานนั้นนักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องต้องป้องกันตนเองด้วยการสวมชุดป้องกัน ทั้งนี้ได้มีการปรับพื้นที่ภายในอากาศยานแบ่งเป็น 5 ส่วน ทั้งพื้นที่ส่วนหน้าระหว่างกลางสำหรับรักษาพยาบาล และส่วนของพื้นที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร

นอกจากนี้ยังมีการควบคุมระบบอากาศภายในเครื่อง มีการปรับความดันอากาศ และมีเครื่องกรองอากาศ ฟอกอากาศติดตั้งไว้สำหรับรองรับภารกิจนี้ เพื่อควบคุมระบบการหมุนเวียนอากาศให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

พร้อมย้ำว่ามีหลายประเทศได้อากาศยานมาการลำเลียงผู้ป่วย covid-19 ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และใช้มาตรการเดียวกันคือการป้องกันภายในเครื่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานภายในเครื่อง โดยมีผลงานวิจัยรองรับ  

ทั้งนี้ในอนาคตการขนส่งผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศก็มีโอกาสที่จะใช้รูปแบบนี้ เพื่อลำเลียงผู้ป่วยเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ป่วยโควิค-19 ทั้ง 2 เที่ยวบินจำนวน 40 คน จะเดินทางไปยังสนามบินจังหวัดนครพนม ซึ่งไม่มีเส้นทางรถไฟผ่าน จากนั้นจะกระจายไปยังสถานที่รักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป โดยใช้ระยะเวลาบิน 1 ชั่วโมงครึ่ง

หาทางคุมเข้มโรงงานขั้นสูงสุดสกัดเชื้อโควิด

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะทำงานของ ส.อ.ท. เตรียมหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ผ่านระบบออนไลน์ ในวันนี้ (29 ก.ค.) เพื่อร่วมกันหาทางป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวเลขการติดเชื้อเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เพื่อหาทางป้องกัน  ไม่เช่นนั้นจะกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งกระทบการแพร่ระบาดในชุมชน หากต้องปิดโรงงาน จะกระทบต่อกระบวนการผลิตสินค้า ซึ่งจะกระทบทั้งสินค้าในภาคการส่งออก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในประเทศ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เร่งผลักดันให้ทุกโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรม ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุข ประเมินตนเอง และโรงงาน ผ่านไทย สต็อป เซอร์วิส พลัส และไทย เซพ ไทย รวมทั้งล่าสุดได้ยกระดับให้เข้มข้นขึ้นให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทุกแห่ง ดำเนินการมาตรการ bubble and seal ซึ่งเป็นการควบคุมคนในโรงงาน ให้มีกิจกรรมปะปนกันเอง และกับคนนอกโรงงานให้น้อยที่สุด  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดการติดเชื้อ 

เช่นเดียวกับการแจ้งให้โรงงานขนาดใหญ่ เตรียมพร้อมแผนรับมือหากมีการติดเชื้อในโรงงานจำนวนมาก โดยให้จัดโรงพยาบาลสนาม และพื้นที่พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อ จัดเตรียมสถานที่พักในโรงงานหรือในชุมชน เป็นที่พักสำหรับผู้สัมผัสผู้ป่วย แต่ยังตรวจไม่พบเชื้อหรือยังไม่มีอาการ 

รวมทั้งจัดเตรียมระบบเดินทางรับ-ส่ง คนงาน จากที่พักถึงโรงงานหรือสถานประกอบการ ป้องกันการแวะระหว่างทาง จัดหาร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค ราคาย่อมเยา ในบริเวณโรงงานหรือที่พักลดการสัมผัสระหว่างคนงานและคนในชุมชน และให้จัดหาสถานพยาบาลที่พร้อมให้บริการตรวจหาเชื้ออีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top