Friday, 12 June 2026
Hard News Team

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แสดงความเห็นใจและเสียใจต่อไฮโซลูกนัทหลังถูกยิงบาดเจ็บ เผยเคยเตือนแล้วแต่สถานการณ์ก็ลากไปถึงจุดนั้นจนได้ รวมทั้งกรณีผู้ว่าฯ สมุทรสาครลาออก ชี้ควรได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นถึงกรณีการบาดเจ็บของ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ไฮโซลูกนัท และการลาออกจากราชการของ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร โดยระบุข้อความดังนี้

มีเรื่อง 2 เรื่อง ที่ไม่สบายใจ

เรื่องที่ 1. ผมขอแสดงความเสียใจต่อลูกนัท นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ไฮโซลูกนัท ที่ได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมถูกยิงที่เบ้าตา ความจริงเขาออกทีวีกับผมก่อนถูกยิง 1 วัน ผมต้องแสดงความเห็นใจ และเสียใจมา ณ ที่นี้อย่างสุดซึ้ง แม้เราจะเห็นต่างกันอย่างไร ผมก็คิดว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติได้ ผมไม่อยากเห็นใครได้รับบาดเจ็บ ผมเคยเตือนเขาแล้ว แต่สถานการณ์มันก็ลากไปถึงจุดนั้นจนได้

เรื่องที่ 2. ผมเห็นใจและเสียใจที่นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครลาออกจากราชการ หลังจากท่านป่วยด้วยโควิด-19 เมื่อหายออกมาก็ออกมาลุยงานต่ออีก ผมคิดเสียด้วยซ้ำว่าท่านน่าจะได้ย้ายหรือได้รับตำแหน่งสูงขึ้น แต่สุดท้ายรางวัลที่ท่านได้รับ คือ ต้องจำนนและลาออกจากราชการเพื่อรักษาสุขภาพ

สังคมไทย มีอะไรที่หาเหตุผลไม่ได้มากขึ้นทุกวัน สุดท้ายก็ต้องทำใจด้วยคำว่า "อย่าหาเหตุผล ในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล" เจ็บใจเปล่า ๆ รักษาตัวกันให้รอดนะครับ


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=4184918551544012&set=a.357948834241022


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เผยตัวเลขยอดสะสมผู้ป่วยโควิด-19 ใน 10 จังหวัดที่มีจำนวนสูงสุด

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดผู้ติดเชื้อรายวัน กับยอดผู้หายป่วยกลับบ้าน เริ่มมีจำนวนที่ใกล้เคียงกัน จุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการเตียง ที่ยังพอจัดสรรให้เกิดความลงตัวได้ ทว่าในความเป็นจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ยังมีผู้ป่วยสะสมที่ยังอยู่ในกระบวนการรักษาอีกเป็นจำนวนมาก 

ถึงขณะนี้ มี 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมสูงสุด แบ่งเป็น ภาคกลางมากที่สุด จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ตามมาด้วยภาคตะวันออก 2 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ปิดท้ายด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครถือเป็นจังหวัดที่ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีผู้ป่วยสะสมสูงที่สุด เป็นจำนวนกว่า 221,873 คน มากกว่าอันดับสองที่ตามมาอย่างสมุทรปราการถึงเกือบ 4 เท่า (จำนวนที่ 61,013 ราย) โดย 5 อันดับแรกที่ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยสะสมสูง ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คือ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร ชลบุรี และนนทบุรี

ในส่วนของศรีสะเกษ เป็นจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มียอดผู้ป่วยสะสมมากที่สุด ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด หรือพื้นที่แห่งไหน เวลานี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน หยุดยั้งการแพร่ระบาดลงให้ได้ เริ่มต้นที่ตัวเราเอง ดูแลร่างกาย รักษาความสะอาด เลี่ยงการออกนอกสถานที่ให้มากที่สุด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 

ถึงเวลานี้ ต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน และเราจะผ่านสถานการณ์ยากๆ นี้ไปด้วยกันให้จงได้


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“หมอเรวัต” ประณาม คฝ.ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล อัด "ประยุทธ์” รู้เห็นเป็นใจยอมให้จนท.ทำร้ายปชช.

นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) โดยระบุข้อความว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. กระสุนจริงนัดแรกเจาะคอผู้ร่วมชุมนุม บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงเป็นชายอายุ 20 ปี ถูกส่งถึงห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชวิถี เวลาประมาณ 21.00 น. อาการแรกรับ หมดสติ ไม่หายใจ ไม่มีชีพจร ต้องใส่ท่อหายใจ และปั๊มหัวใจประมาณ 6 นาทีสัญญาณชีพจึงกลับมา จากการทำซีที (CT) สมอง พบกระสุนปืน 1 นัดฝังอยู่ที่ก้านสมองและมีกระดูกต้นคอซี่ที่ 1และ 2 แตก ขณะนี้อาการโคม่ายังไม่รู้สึกตัว 

นพ.เรวัต ระบุต่อว่า ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้ปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้ง ทั้งฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตาและกระสุนยางจนมีผู้บาดเจ็บสาหัส ตาบอดแล้วหนึ่งราย บริเวณที่มีการปราบปรามอย่างรุนแรงคือสามเหลี่ยมดินแดงซึ่งใกล้บ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นพื้นที่ต้องห้ามถ้าผู้ชุมนุมเคลื่อนเข้าไปใกล้เมื่อไหร่ก็จะถูกปราบปรามอย่างโหดและในที่สุดก็จะต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตาย

“จึงขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ปฏิบัติตามหลักสากลต่อผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ผู้ที่ควรต้องรับผิดชอบและควรถูกประณามมากที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่รู้เห็นเป็นใจยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำโหดร้ายทารุณต่อประชาชน เพื่อคุ้มครองป้องกันตัวเองทั้งที่ปลอดภัย อยู่ในบ้านพักภายในค่ายทหาร” นพ.เรวัต ระบุ 

ปธ.กมธ.การเมืองตั้งคณะทำงานแสวงหาความจริงเหตุยิงประชาชนที่ดินแดง จี้ ผบ.ตรเปิดพยานหลักฐาน อย่าอ้างปากเปล่า

ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมจากประชาชน กล่าวว่า จากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความรุนแรงตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อคืนมีเหตุการณ์ยิงประชาชนที่ออกมาชุมนุมโดยกระสุนจริง และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการยิงออกมาจากสถานีตำรวจนครบาลดินแดง กรณีดังกล่าวผู้กำกับ สน.ดินแดง และผู้บริหารระดับสูงของตำรวจ ต้องเอาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงมาชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับไฟดับที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาพอเหมาะพอเจาะที่สน. ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่ในความควบคุมดูแลของท่านเป็นฐานที่มั่นในการทำร้ายประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีภาพบุคคลใช้อาวุธปืนยิงออกมาจาก สน. เหล่านี้ว่ากันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดแต่เพียงว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีหลักฐานอะไรเลย

“ในฐานะ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการตั้ง นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เป็นประธานคณะทำงานติดตามการชุมนุมเพื่อสังเกตุการณ์และรวบรวมเหตุความรุนแรง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เตรียมพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่ สน.ดินแดง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเชิญ ผบ.ตร., ผบ.อคฝ., ผกก.สน.ดินแดง รวมถึงหัวหน้าหน่วยควบคุมฝูงชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในคืนวันนั้นมาชี้แจง เพราะนี่เป็นเหตุการณ์ที่สังคมตั้งคำถามเป็นอย่างมากว่าสถาบันที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย จะเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายเองหรือไม่ เราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นตัวแทนจากประชาชน ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบความจริงเรื่องนี้ให้ปรากฏ” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ในนามของประธานกมธ. จะเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนแสวงหาความจริงเรื่องนี้ โดยเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบุคลที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมมาร่วมในการสืบสวนสอบสวนทำความจริงให้ปรากฏ 

“เพราะต้องยอมรับว่า เมื่อตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมในกรณีนี้เสียเอง ก็อาจมีการสืบสวนสอบสวนที่ไม่เป็นกลางได้ ประชาชาชนอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ เราในฐานะตัวแทนประชาชน มีหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ประชาชนจึงต้องทำหน้าที่นี้ ตั้งคณะทำงาน และหาตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางวินัย ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนต่อไป ตอนนี้เริ่มติดต่อนักวิชาการที่จะเข้ามาเป็นคณะทำงานแล้ว เมื่อได้คณะทำงานครบถ้วนก็พร้อมเริ่มทำงานแสวงหาความจริงเพื่อให้ประชาชนรับทราบโดยเร็วที่สุด” นายณัฐชา กล่าว

ทบ.-สหรัฐ ยืนยันสถาบัน AFRIMS ปลอดภัย มุ่งวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อสุขภาพประชาชน  หลังมีข่าวปลอมในทวิตเตอร์

ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (สวพท.) พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย พล.ต.ธำรงค์โรจน์ เต็มอุดม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร และ พ.ท.แบรนดอน แมคคาร์เธอร์  รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐฯ) ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริงกรณีมีการนำข่าวเท็จลงในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารและสถานการณ์โควิด 

โดย พล.ท.สันติพงศ์ กล่าวว่า ด้วยกองทัพบกได้ตรวจพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในโซเชียลมีเดีย โดยทวิตเตอร์แอคเคาท์หนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตและเชื่อมโยงว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสต์การแพทย์ทหาร (สวพท.) อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดโควิดในไทย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาหรือสมมติฐานที่ร้ายแรงมาก กองทัพบกขอเรียนให้ทราบว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อข่าวเท็จดังกล่าวแล้ว เมื่อ 16 ส.ค. 64 สำหรับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (สวพท.) หรือ AFRIMS  เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมแพทย์ทหารบก ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2501 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยและกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา

โดยทำงานวิจัยร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อในประเทศไทยและภูมิภาคแถบนี้อย่างต่อเนื่องมากว่า 60 ปี นำมาซึ่งประโยชน์สู่กองทัพและประชาชนไทยและในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นหน่วยเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และได้มีการศึกษาวิจัยโรคเขตร้อน โรคระบาด โรคติดเชื้อ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางด้านการแพทย์ทั้งในส่วนสุขภาพกำลังพล ปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ชายแดน และประเทศไทยในภาพรวม  ล่าสุด  สวพท. มีบทบาทสำคัญในสถานการณ์โควิด โดยได้เป็นหน่วยงานเข้าตรวจคัดกรองโควิดในชุมชนพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ในชุมชนทหาร และประชาชนทั่วไป 

ด้านพลตรีธำรงค์โรจน์ กล่าวว่า การบริหารจัดการของ สวพท. เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจ ในเรื่อง
1. ดำเนินการวิเคราะห์ วิจัย ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารเพื่อสร้างเสริมสุขภาพทหาร 
2.ให้บริการตรวจวินิจฉัยและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์แก่ทหารและประชาชน
3.เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก ทั้งนี้ในพื้นที่ชายแดน ภารกิจของ สวพท.ยังครอบคลุมเรื่องการเฝ้าระวังโรคของทหารตามแนวชายแดน อาทิ ไข้มาลาเรีย, ไข้รากสาดใหญ่ เป็นต้น และในปัจจุบัน สวพท.เป็นห้องปฏิบัติการในการตรวจคัดกรอง COVID-19 สำหรับในการทำงานร่วมกับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาให้กับประชาชนไทยทุกคน ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ขอเรียนว่าเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้การกำกับของ สวพท. 

ทั้งในด้านการวิจัย การเฝ้าระวังโรค การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมาตรฐานห้องปฏิบัติการของทางสถาบันถือเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการต้นแบบที่มีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้สถาบันให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการและรักษามาตรฐานความปลอดภัย 

พ.ท.แบรนดอน กล่าวว่า กว่า 60 ปีที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐฯ และกองทัพบกไทยร่วมทำงานกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร หรือ AFRIMS ในการต่อสู้กับโรคเขตร้อน เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการเผยแพร่เอกสารเท็จ และกล่าวหานักวิทยาศาสตร์ไทยและสหรัฐฯ ที่ทำงานร่วมกันกว่า 400 คนที่ปฎิบัติงานอย่างมีอาชีพ และอุทิศตนทำงานในสถาบันแห่งนี้ จึงขอเรียนชี้แจงว่า AFRIMS เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิผลและมีความสำคัญอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐฯ และราชอาณาจักรไทย ในการช่วยรักษาชีวิตมนุษย์นับล้านคนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การทำงานร่วมกันแบบทวิภาคีใน AFRIMS ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ให้แก่ประเทศไทยและสหรัฐ แต่ยังรวมถึงการก้าวถึงเป้าหมายระดับโลก ความร่วมมือทั้งสองฝ่ายทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค และที่สำคัญอย่างยิ่ง มาตรฐานของห้องปฏิบัติการของเรามีความปลอดภัยสูง การวิจัยที่ AFRIMS มุ่งเน้นในการต่อสู้กับโรคเขตร้อนในภูมิภาค อาทิ ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก ชิกุนคุนย่า ชิการ์ โรคเชื้อไวรัสเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ HIV

ความร่วมมือในงานวิจัยร่วมกันช่วยให้เราได้พัฒนาวัคซีนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงการวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งได้รักษาชีวิตของคนนับล้านทั่วโลก และเราจะยังคงดำเนินภารกิจต่อไป อาทิเช่น การสนับสนุนการพัฒนาวัคซีน mRNA ของจุฬาลงกรณ์ในช่วงการศึกษาขั้นต้น และผลของการศึกษาแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มว่าปลอดภัยและมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาวัคซีน COVID-19 ภายในประเทศต่อไป ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในการที่สหรัฐฯ ให้คำมั่นที่จะยืนหยัดเคียงข้างประเทศไทยจนกว่าโรคระบาดนี้จะถูกกำจัดลง

ที่ผ่านมา AFRIMS เป็นศูนย์ความร่วมมือหลักขององค์การอนามัยโลก ด้วยความร่วมมือกันทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ต่อการระบาดของโรคทั่วภูมิภาคอาเซียน  การสนับสนุนของ AFRIMS ช่วยสร้างความมั่นใจว่าราชอาณาจักรไทยจะยังคงเป็นผู้นำในด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน ทุกสิ่งที่ทางสถาบันได้ดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยและสหรัฐฯ เพื่อรักษามาตรฐานสูงสุดของห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ AFRIMS เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูงสุดในโลก AFRIMS มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่า ห้องปฏิบัติการ สิ่งส่งตรวจ พนักงาน และสาธารณชน มีความปลอดภัย และได้รับการรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา ทั้งนี้เราตระหนักดีถึงบทบาทของความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ไทยและสหรัฐฯ ที่ AFRIMS ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ปลอดภัยและเคร่งครัดจะช่วยให้เราทุกคนปลอดภัย

โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวสรุปว่า กองทัพบก เข้าใจดีกว่า ปัจจุบัน ประชาชนมีความอ่อนไหวในข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์โควิด  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของข้อมูลเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรและความสัมพันธ์ของประเทศ จำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายควบคู่กับการชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ ขอยืนยันว่า ทบ ได้ทุ่มเท ยึดมั่นในการดูแล ประชาชน และสนับสนุนรัฐบาลในสถานการณ์โควิดอย่างดีที่สุด ข่าวสารใดที่ประชาชนได้รับแล้วเกิดความไม่มั่นใจก็ขอให้ได้ตรวจสอบกับ ทบ. หรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิง ก็จะช่วยกำจัดกระบวนการข่าวปลอมได้อีกทางหนึ่ง

‘ทิพานัน’ ตอก ‘พิธา’ ลงทุนน้อย หวังกำไรมาก หลังถ่ายภาพโชว์โซเชียลหลังม็อบยุติ เผยธาตุแท้นักการเมืองทำนาบนหลังม็อบ ชาวบ้านข้องใจ ‘มาทำไมตอนจบ’ ไม่นำมวลชนเคลื่อนไหวในกรอบสันติวิธีและไม่ผิดกฎหมาย

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชุมชนต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีพี่น้องประชาชนหลายคนได้แสดงความวิตกกังวลว่าต่อสถานการณ์การชุมนุมของมวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะส่งผลต่อการเมือง การแก้ไขปัญหาโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งตนได้ให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นและจริงใจ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะคลี่คลายสถานการณ์ทั้งวิกฤติโควิด และวิกฤติการเมืองไปพร้อม ๆ กันอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พี่น้องประชาชนยังตั้งข้อสังเกต กรณีที่มีนักการเมือง เช่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์หลังการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่า มาทำไมตอนจบ เรื่องนี้ตนเชื่อว่า พี่น้องประชาชน รวมทั้งกลุ่มมวลชนต่าง ๆ รู้เท่าทันนักการเมืองแล้วว่า มีเจตนาอะไร การแสดงตนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่สถานการณ์จบลง แล้วถ่ายภาพเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อเรียกคะแนนนิยมช่วงชิงมวลชนใช่หรือไม่ เพราะหากมีความจริงใจและเป็นผู้นำที่แท้จริง ต้องลงพื้นที่ช่วยพูดคุยควบคุมและนำมวลชนให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสันติวิธีและไม่ผิดกฎหมาย จึงจะเป็น ‘ฮีโร่’ ที่แท้จริง ไม่ใช่เดินเกมแก้เก้อหวังผลทางการเมือง หวังคะแนนมวลชนแบบหลบหลังม็อบแบบนี้

“สิ่งที่นายพิธา และพรรคก้าวไกลควรทำ คือ ช่วยกันรณรงค์สื่อสารให้ม็อบทำการชุมนุมโดยสันติ ไม่พกพาอาวุธ ไม่ยั่วยุเจ้าหน้าที่หรือกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายและฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการแพรระบาดโควิด-19 ช่วยกันสร้างเวทีพูดคุยที่ลดการปะทะลดการยั่วยุอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรม ไม่ใช่ออกมาแสดงแบบหลบหลังม็อบ สิ่งที่นายพิธาทำ ลงทุนน้อย แต่หวังกำไรมาก เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเองก็ดูออกแล้วว่า ธาตุแท้ของนักการเมืองทำนาบนหลังม็อบ ที่คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างที่ตนเองย้ำมาตลอดนั้น หน้าตาเป็นแบบไหน” น.ส.ทิพานัน กล่าว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผอ.รพ.นบพิตำ ออกโรงปกป้อง 'หมอหญิง' นำญาติฉีดไฟเซอร์ ยืนยัน เป็นผู้ปฏิบัติงานดีเยี่ยม แต่ที่ทำไปเพราะความกตัญญู

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในกรณีที่แพทย์หญิงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราชนำวัคซีนไฟเซอร์ ไปฉีดให้กับเครือญาติ จนเกิดการตำหนิเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นพ.กฤษณ์ เพชรสำรวล ผอ.รพ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้กล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่า กรณีแพทย์หญิงโรงพยาบาลนบพิตำ ได้พามารดาและพี่สาวมาฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ที่จะฉีดให้เฉพาะแพทย์และบุคลากรด่านหน้าจริง

โดยตามปกติแพทย์หญิงคนดังกล่าวเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างดีเยี่ยม แต่เนื่องจากว่าความสำนึกในความกตัญญู ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดไป ในช่วงเสี้ยววินาที และเกิดผลกระทบที่ใหญ่หลวงขึ้นได้ ซึ่งได้เรียนนายแพทย์สาธารณสุขไปแล้วว่า เป็นวัคซีนโด๊สที่ 7 ซึ่งตามปกติวัคซีน 1 ขวดมี 6 โด๊ส ในส่วนที่เหลืออยู่จะขอไปให้กับบุคคลอื่น แต่อาจจะไม่ได้มีการสื่อสารที่ถูกต้อง ในการนำไปให้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ทั้งนี้แพทย์หญิงที่อยู่ในกระแสข่าวยอมรับว่าเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยได้พิจารณาตัวเองโดยการยื่นหนังสือลาออกจากราชการในตำแหน่งนายแพทย์ปฏิบัติการแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเสนอหนังสือลาออกไปตามขั้นตอนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อพิจารณาต่อไป


ที่มา : https://siamrath.co.th/n/272028


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ทางการจีนประกาศลงดาบ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ลบโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง หลังเจอมือดีขุดรูปเก่าออกมาแฉ

เป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว สำหรับกรณีดราม่าของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ (张哲瀚) ที่เมื่อไม่นานมานี้ถูกมือดีออกมาขุดภาพในอดีตที่เจ้าตัวได้เคยถ่ายไว้ขณะเยี่ยมชม “ศาลเจ้ายาสุคุนิ” (Yasukuni Shrine) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดันมีส่วนไปเชื่อมโยงกับประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่มักถูกนำมาพูดถึงและกลายเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง…

ก่อนอื่นต้องขอเล่าเท้าความก่อนว่าสำหรับกรณีดราม่าสุดร้อนแรงของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เจ้าตัวถูกขุดภาพเก่าขณะที่ไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่จัดขึ้นใน “ศาลเจ้าโนกิ” (Nogi Shrine) ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในศาลเจ้าแห่งนี้มีการเก็บรวบรวมป้ายวิญญาณของทหารญี่ปุ่นบางส่วนที่เคยรบกับจีนในสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นเอาไว้ อีกทั้งภายในงานครั้งดังกล่าว ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เองยังได้มีการถ่ายภาพคู่กับ ‘เดวี ซูการ์โน’ (Dewi Sukarno) อดีตภรรยาชาวญี่ปุ่นของประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียที่เคยเป็นประเด็นกับจีน เนื่องจากเธอเคยออกมาสนับสนุนหนังสือที่ปฏิเสธการกระทำของฝ่ายญี่ปุ่นใน “เหตุการณ์สังหารหมู่ที่นานกิง” (Nanjing Massacre) ซึ่งเป็นดราม่ากันอยู่พักหนึ่งเมื่อช่วงปี 2017

นอกจากประเด็นของเรื่องการไปร่วมงานแต่งเพื่อนแล้ว ภาพถ่ายในอดีตของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ขณะกำลังเที่ยวชม “ศาลเจ้ายาสุคุนิ” ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอย่างร้อนแรงเช่นเดียวกัน โดยเดิมทีว่ากันว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่คนจีนรับไม่ได้และพากันตีตราว่าไม่ควรไปอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่เก็บรวบรวมป้ายวิญญาณเพื่อสักการะเหล่าทหารและอาชญากรทางสงครามหลายคนในกองทัพญี่ปุ่นแล้ว ยังเปรียบเสมือนตัวแทนของการบิดเบือนความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นเคยกระทำไว้กับชนชาติอื่น ๆ ในช่วงก่อสงครามอีกด้วย

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถึงแม้ในช่วงบ่ายของวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เองจะได้มีการออกมาขอโทษ พร้อมทั้งยอมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ในอดีตของตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ดูเหมือนสถานการณ์ต่าง ๆ กลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย โดยชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ต่างก็ยังคงไม่ยอมรับคำขอโทษและยังมีการจับลากประเด็นโน้นโยงประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ตัวของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ กันอยู่อย่างต่อเนื่อง (เช่น เรื่องความไม่รักชาติ)

ซึ่งด้วยผลกระทบจากกระแสเชิงลบที่ไม่ยอมซาลงนี้เอง ทำให้ต่อมาเริ่มมีสินค้าหลายแบรนด์ รวมถึงผลงานหลายรายการที่ทยอยออกมาประกาศยุติการร่วมงานกับหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ กันแบบรัว ๆ

ล่าสุดในวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบ 76 ปีที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และตรงกับวาระที่ทางฝั่งจีนมักจะออกมารำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเคยบุกจีนในทุกปี บทลงโทษทางสังคมในกรณีของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ที่มีส่วนโยงใยกับประเด็นอ่อนไหวนี้ก็ดูท่าจะเริ่มบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทาง “สมาคมอุตสาหกรรมการแสดงของจีน” (China Association of Performing Arts) ที่สังกัดภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาทำการลงดาบ ประกาศแถลงการณ์คว่ำบาตร ‘จางเจ๋อฮั่น’ อย่างจริงจัง ซึ่งในหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุเนื้อความโดยสรุปไว้ว่า

“ตามความประพฤติอันไม่เหมาะสมของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ อย่างการไปเยี่ยมชมศาลเจ้ายาสุคุนิในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งถูกเปิดเผยและได้รับความสนใจจากทุก ๆ ภาคส่วนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทางสมาคมฯ เอง ด้วยความที่มีความกังวลต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มีการเริ่มทบทวนวินัยและระเบียบข้อบังคับด้านจริยธรรม จนมีความเห็นกับประเด็นดังกล่าวนี้ว่า

‘ศาลเจ้ายาสุคุนิ’ เป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ของกองทัพทหารญี่ปุ่นในการก่อสงครามรุกรานนานาประเทศ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่อำนาจฝ่ายขวาในญี่ปุ่นใช้เพื่อบิดเบือนและตกแต่งหน้าประวัติศาสตร์สงครามของตัวเองให้ดูสวยงาม ในฐานะของการเป็นบุคคลสาธารณะ การสร้างมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพอย่างหนึ่ง ซึ่งคำว่า “ไม่รู้” ไม่สามารถใช้มาเป็นข้อแก้ตัวได้

ในครั้งนี้ทางสมาคมฯ มองว่า การกระทำของนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ นั้นไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เนื่องจากไม่เพียงแต่เป็นการทำร้ายความรู้สึกของคนในชาติ แต่ยังส่งผลที่ไม่ดีต่อค่านิยมด้านความคิดของเยาวชนในกลุ่มผู้ติดตาม ซึ่งด้วยเหตุนี้เองสมาคม ฯ ขอตำหนิการกระทำของตัวนักแสดงหนุ่มและเพื่อให้สอดคล้องกับ “มาตรการการจัดการตามวินัยข้อบังคับของคนในวงการอุตสาหกรรมการแสดง” จึงขอกำหนดให้มีการคว่ำบาตร ‘จางเจ๋อฮั่น’ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ในขณะเดียวกัน ทางสมาคมฯ ก็ขอเตือนให้ศิลปินส่วนใหญ่เสริมสร้างการศึกษาและความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติอย่างจริงจัง หากมีผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษ”

หลังจากองค์กรระดับทางการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการแสดงโดยตรงได้มีการออกมาลงดาบกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทางด้านโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ของจีนอย่างเว๋ยป๋อ (Weibo) จึงได้มีการตัดสินใจปิดบัญชีแอคเคาน์เว่ยป๋อส่วนตัวและสตูดิโอของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ รวมไปถึงล้าง Super Topic (超话) หรือหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับตัว ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากหน้าระบบทั้งหมด โดยแอคเคาน์ทางการของเว่ยป๋อได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันเหตุที่ต้องปิดทุกอย่างเกี่ยวกับ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ตามทำนองเดียวกับประกาศจากสมาคมอุตสาหกรรมการแสดงของจีน แถมยังมีการเสริมเน้นเช่นเดียวกันอีกว่า “ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะซึ่งมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก การมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่เหล่าศิลปินคนดังนั้นควรยึดถือ”

โดยนอกจากเว่ยป๋อที่เริ่มเปิดฉากออกมาปิดบัญชีของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ แล้ว ทางด้านของแพล์ตฟอร์มวีดิโอคอนเทนท์ชื่อดังอย่าง “Douyin” (โต่วอิน) หรือที่รู้จักกันในนาม Tiktok ของจีนก็ได้มีการออกมาลบแอคเคาน์ของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในส่วนของแพล์ตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ อาทิเช่น QQ Music, Wangyi (NetEase) ก็ได้ออกมาลบเพลงของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากระบบทั้งหมด และที่ล่าสุดเลยสำหรับทางด้านของ YOUKU ถึงขั้นมีการลบชื่อของ ‘จางเจ๋อฮั่น’ ออกจากคำอธิบายรายละเอียดเบื้องต้นของซีรีส์ดังที่เคยนำแสดง งานนี้เรียกได้ว่าค่าของ “ความไม่รู้” ที่เกิดขึ้นในอดีตและนักแสดงหนุ่ม ‘จางเจ๋อฮั่น’ ต้องเก็บนำมาจ่ายชดใช้ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างเป็นราคาที่สูงแบบที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็คาดไม่ถึงเลยทีเดียว...


ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9640000080690


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ธปท.แนะนำรัฐกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท ย้ำ ต้องมีแบบแผนให้เหมาะกับอาการเศรษฐกิจ-การคลังของไทย

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง และมีผลชัดเจน 4 อาการ ได้แก่...

1.) หลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ โดยพบว่า ในช่วงปี 2563-2564 รายได้จากการจ้างงานหายไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2565 คาดว่ารายได้จากการจ้างงานจะหายไปอีก 8 แสนล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ปี 2563-2565 รายได้จากการจ้างงานจะหายไปรวมกว่า 2.6 ล้านล้านบาท

2.) การจ้างงานในระบบถูกกระทบรุนแรง โดยในช่วงไตรมาส 2/2564 พบว่ามีจำนวนผู้ว่างงาน หรือเสมือนว่างงาน (ผู้ที่มีงานทำไม่ถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน) อยู่ที่ 3 ล้านคน และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิดถึง 3 เท่าตัว

3.) การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่เท่าเทียม ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของครัวเรือนเปราะบาง

4.) เศรษฐกิจไทยถูกกระทบจากโควิด-19 หนักกว่าและจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการสูงสุดในเอเชีย คิดเป็น 11.5% ของจีดีพี และจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลา 3 ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่เอเชียโดยรวมจะใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี โดยในไตรมาส 1/2564 จีดีพีของไทยอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 4.6% ขณะที่เอเชียโดยรวมฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดหมดแล้ว

โดย ธปท. ยังคงคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ 0.7% ส่วนปัจจัยที่จะทำให้มีการปรับคาดการณ์ในจีดีพีใหม่ คือ หากมีการล็อกดาวน์ยาวถึงไตรมาส 4/2564 เพราะการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในแต่ละเดือน มีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.3-0.4% และมองว่ามีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตติดลบ แม้ว่าผลกระทบจากการระบาดของโควิดระลอกปัจจุบันจะหนัก และมากกว่าที่คาดการณ์ แต่ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตเป็นบวกได้ไม่ที่ระดับ 0.7% ตามที่คาดการณ์ก็บวกได้ในระดับใดระดับหนึ่ง เพราะยังมีตัวช่วยอย่างภาคการส่งออก

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จึงต้องเหมาะสม และสมเหตุสมผลกับอาการ จากอาการของไทยที่หนัก ก็ต้องใช้ยาแรง ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงต้นเหตุ นั่นคือ “วัคซีน” โดยยังยืนยันเหมือนเดิมว่า หากไม่เร่งดำเนินการเรื่องวัคซีน มาตรการอื่น ๆ ที่เร่งผลักดันออกมาให้ตายก็ไม่พอ ไม่จบ เป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น เรื่องวัคซีนยังเป็นตัวหลัก และหากไปดูข้อมูลการฉีดวัคซีนในปัจจุบันของประเทศไทย พบว่า สัดส่วนประชากรที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มมีแค่ 7% ของประชากรทั้งหมด ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศด้วย ตัวนี้เป็นเครื่องสะท้อนว่าไทยในฐานะที่เป็นประเทศต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว และบริการเยอะ ยิ่งจำเป็นต้องกระจายวัคซีนให้เร็วขึ้น

ในระหว่างที่สังคมไทยยังไม่ได้รับวัคซีนมากพอ เราจะเป็นต้องใช้มาตรการด้านสาธารณสุขต่าง ๆ คุมการระบาด เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามรุนแรงขึ้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีต้นทุนด้านเศรษฐกิจสูง เพราะเป็นการจำกัดการเคลื่อนที่ของคน ซึ่งกระทบการดำเนินธุรกิจรุนแรง จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบด้านสาธารณสุขกับเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทประเทศ ที่สำคัญต้องเร่งรัดมาตรการตรวจ และคัดแยกผู้ติดเชื้อในครัวเรือนให้ครอบคลุม และทันการณ์ หากพบการติดเชื้อ อาจต้องใช้มาตราการควบคุม หรือล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่อย่างเข้มข้นในระยะเวลาจำกัดให้ได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ภาครัฐจะมีบทบาทในการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ และครัวเรือน ผ่านมาตรการทางการคลังซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ขาดไม่ได้ เพราะรายได้ครัวเรือนที่หายไปในช่วง 2 ปี จำนวน 1.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกิน 10% ของจีดีพี ยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้ แม้ปีนี้จะประเมินว่าภาคส่งออกจะเติบโตได้ถึง 17.7% ก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการจ้างงานในภาคการส่งออกไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับการจ้างงานในระบบ และเมื่อเทียบกับตัวเลขคนว่างานและเสมือนว่างงาน จึงเป็นเหตุผลว่าการส่งออกสามารถพยุงเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่นัก ขณะที่บริษัทเอกชนแม้จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าจะเพียงพอ ดังนั้นการใช้จ่ายของภาครัฐจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาหลุมรายได้ที่ทั้งใหญ่ และลึก และคาดว่าจะยาวนาน

โดยการใช้จ่ายของภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก และต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้มากที่สุดเพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน และเพิ่มรายได้ รวมถึงการใช้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาทที่อาจนำมาใช้เยียวยากลุ่มเปราะบางให้ตรงจุด และทันการณ์ และออกมาตรการเพื่อรักษาการจ้างงาน และสร้างรายได้โดยเร็ว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า การกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐก็จะช่วยให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้ใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น โดยกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 70% ของจีดีพีในปี 2567 และจะลดลงได้ค่อนข้างเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น เนื่องจากฐานภาษีจะไม่ได้ลดลงจากแผลเป็นของเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้นหากรัฐบาลไม่เร่งพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติยืดเยื้อ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่จากการประมาณการคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง และปรับลดลงได้ไม่มากนักในระยะยาว

การกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7% ของจีดีพี สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเจออยู่ อีกประเด็นที่สำคัญและน่าสนใจ คือ การกู้ตอนนี้แล้วใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจกลายเป็นจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในอีก 10 ปีข้างหน้าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเราไม่กู้ เพราะการกู้ และการใส่เงินเข้าไปตอนนี้เป็นการขยายเศรษฐกิจ เพิ่มฐานภาษี และทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไปได้ ช่วยให้ภาระหนี้กลายเป็นลดลงในอนาคต

ดังนั้นภาพระยะยาวการกู้เพื่อใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จริง ๆ แล้วทำตอนนี้ดีกว่าทำทีหลัง และมองว่าหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพีเป็นอะไรที่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ลำบาก รองรับได้ สภาพคล่องในระบบรองรับการกู้ยืมจากภาครัฐได้ ขณะที่ดอกเบี้ยก็สะท้อนความสามารถที่ภาคการคลังจะกู้เพิ่มได้ โดยดอกเบี้ยกู้ระยะยาว 10 ปี ไม่ถึง 1.6% เป็นพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ดอกเบี้ยสูงถึง 4-6% เป็นภาพรวมที่มองว่าเป็นยา หรือเป็นมาตรการที่จำเป็น และเหมาะสมกับอาการของเศรษฐกิจไทยที่เห็น

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินต้องมีแผนชัดเจนในระยะยาวที่จะทำให้ภาคการคลังกลับมาสู่ระดับที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ และเพิ่มช่องทางในการทำนโยบายไว้รองรับภาระทางการคลัง และความเสี่ยงในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดในระยะปานกลาง เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีกลับลงมาในระยะข้างหน้า เช่น การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีผ่านการขยายฐานภาษี การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ พร้อมทั้งการปรับเพิ่มภาษีบางประเภทให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศหลังการแพร่ระบาดของโควิด พร้อมทั้งควบคุมรายจ่ายประจำ เพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุน

นอกจากนี้ หากภาครัฐทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวตามศักยภาพได้เร็ว จะช่วยเร่งการเข้าสู่ความยั่งยืนทางการคลังได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากฐานภาษี และความสามารถในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น กรณีเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว หากรัฐบาลเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% จะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะลดลงอีกประมาณ 0.33% ต่อจีดีพี

ธปท.ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ แต่ด้วยสภาพอาการที่จำเป็นกับเศรษฐกิจไทยตอนนี้ มองว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้าง เรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือมาตรการการคลัง โดยผมมองว่าน้อยมากที่ไทยจะเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง เพราะฐานะการคลังไม่ใช่เรื่องที่บริษัทเครดิตเรตติ้งเป็นห่วงที่สุด สิ่งที่เป็นห่วงคือความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่วนที่บริษัทเครดิตเรตติ้งมองว่าเป็นจุดแข็ง คือ ฐานะการคลัง และเสถียรภาพทางการคลัง แต่จากสภาพอาการการของไทยตอนนี้จะรักษาโรคได้ก็ต้องรักษาที่องค์รวม จะแยกหมอเฉพาะทางอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้คนไข้รอด ไม่ใช่ว่า ธปท.ไม่ทำอะไร ธปท.ก็ต้องทำเช่นกัน

โดยมาตรการทางการเงินของ ธปท. จะเป็นมาตรการเสริมในการช่วยดูแลภาระลูกหนี้ และเติมสภาพคล่องให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่รายได้หายไปชั่วคราว ที่ผ่านมามีการดำเนินการหลายมิติ ทั้งการแก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะยาว การพักชำระหนี้ระยะสั้น และการเติมสภาพคล่อง

สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยนั้น มองว่า ต้องพิจารณาให้ดี ให้รอบคอบ รอบด้าน เพราะว่ามีผลข้างเคียงเยอะ ไม่ใช่แค่กับระบบแต่เป็นผลกับลูกหนี้เอง ซึ่งการพิจารณาผลกระทบต่อลูกหนี้ในเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยนั้น แนวทางที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากกว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงสูง คือ การขยายเพดานวงเงินให้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้คนที่เสี่ยงสูงยังอยู่ในระดับต่อไป และเสริมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการชำระหนี้เดิม

สำหรับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ธปท. ไม่ได้มีการกำหนดระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในใจ แต่ก็ไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่เป็นอุปสรรค หรือมีความผันผวนที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องการเก็งกำไร


ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/113487


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ทิพานัน”จวก “พิธา”ทำนาบนหลังม็อบ ลงทุนน้อยหวังกำไรมาก เชื่อ ปชช.-มวลชน เห็นธาตุแท้ แนะ ให้ชวนม็อบลดรุนแรง คุยสันติวิธี

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  กล่าวกรณีที่ประชาชนในชุมชนต่างๆแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุมของมวลชนกลุ่มต่างๆ จะส่งผลต่อการเมืองและการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศ ว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่น จริงใจ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะคลี่คลายสถานการณ์ทั้งวิกฤตโควิดและวิกฤตการเมือง ไปพร้อมกันอย่างดีและเร็วที่สุด ส่วนที่มีนักการเมือง เช่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หลังการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ส.ค.เชื่อว่า ประชาชน กลุ่มมวลชน รู้เท่าทันนักการเมืองว่ามีเจตนาอะไร 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า การแสดงตนหลังสถานการณ์จบลง แล้วถ่ายภาพเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อเรียกคะแนนนิยม ช่วงชิงมวลชนใช่หรือไม่ หากมีความจริงใจและเป็นผู้นำที่แท้จริง ต้องลงพื้นที่ช่วยพูดคุย ควบคุมและนำมวลชนให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสันติวิธีและไม่ผิดกฎหมาย จึงจะเป็นฮีโร่ที่แท้จริง ไม่ใช่เดินเกมแก้เก้อ หวังผลทางการเมือง หวังคะแนนมวลชนแบบหลบหลังม็อบ สิ่งที่นายพิธาและพรรคก้าวไกล ควรทำคือช่วยรณรงค์สื่อสารให้ม็อบชุมนุมโดยสันติ ไม่พกพาอาวุธ ไม่ยั่วยุเจ้าหน้าที่หรือกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายไม่ทำให้ประชาชนทั่วไป ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายและฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการแพรระบาดโควิด-19 ช่วยกันสร้างเวทีพูดคุย ลดการปะทะและยั่วยุอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรม 

“สิ่งที่นายพิธา ทำ ลงทุนน้อยแต่หวังกำไรมาก เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุม ดูออกแล้วว่าธาตุแท้ของนักการเมืองทำนาบนหลังม็อบ ที่คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างที่ตนเองย้ำมาตลอดนั้น หน้าตาเป็นแบบไหน” น.ส.ทิพานัน กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top