Friday, 12 June 2026
Hard News Team

ไทยส่ง F-16 ตรึงน่านฟ้า หลังเสียงปืนสนั่นจากเมียนมา พร้อมเสริมกำลังเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน

(4 มิ.ย. 68) สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมายังตึงเครียด หลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาโจมตีฐานทหารเมียนมา 'ทิบาโบ' ในเขตอำเภอซูการี จังหวัดเมียวดี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยใช้โดรนทิ้งระเบิดและอาวุธหนักหลากชนิด ขณะทหารเมียนมาตอบโต้ด้วยการยิงสนับสนุนและใช้อากาศยานโจมตี ส่งผลให้เสียงปืนดังสะเทือนข้ามมายังฝั่งไทย

พื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริเวณตรงข้ามบ้านหมื่นฤาชัย หมู่ 5 ตำบลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดปะทะเพียง 1 กิโลเมตร การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันทหารเมียนมาออกจากรัฐกะเหรี่ยง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ฐานทหารเมียนมาในพื้นที่

เพื่อป้องกันการละเมิดอธิปไตยไทย กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบิน F-16 จากฐานบินตาคลีขึ้นบินลาดตระเวนในพื้นที่ตั้งแต่ 27 พฤษภาคม เพื่อแสดงแสนยานุภาพและยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงไม่ให้ลุกลามเข้าสู่ฝั่งไทย

ขณะเดียวกัน มีผู้หนีภัยจากความไม่สงบในเมียนมาจำนวน 508 คน ที่ยังพักพิงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว 3 แห่งในอำเภอพบพระ ได้แก่ วัดมอเกอร์ไทย โกดังเอกพันธ์ และคริสตจักรบ้านหมื่นฤาชัย โดยเจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

‘พงศ์พรหม’ หนุน ‘พีระพันธุ์-เอกนัฏ’ ได้ทำงานต่อ สุดอึ้ง!! คนทำดีมีผลงานแต่กลับถูกบี้ให้พ้นตำแหน่ง

(4 มิ.ย. 68) นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า...เห็น 2 ข่าวนี้ นึกว่าฝัน
กลุ่มคนที่กำลังไล่ปราบทุนเทา กำลังโดนบี้ออกจากตำแหน่งอย่างเปิดเผย ไม่อายฟ้าดิน
ไม่อายประชาชน
ไม่อายในหลวง

ขอพูดเรื่องนี้อย่างสบายใจหน่อยนะครับ
1. ปี 66 ผมไม่ได้เลือกพรรค รทสช.
2. ผมไม่เคยรู้จัก เจอ คุย กับคุณพีระพันธุ์และคุณเอกนัฏ เป็นการส่วนตัว
ในขณะที่รัฐบาลนี้ไร้ผลงานมาตลอด 2 ปี
ประชาชนเราเห็นแต่ผลงานคนแค่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือกระทรวงพลังงาน ผลงานมากน้อยกว่ากัน แต่มีให้จับต้องมากกว่ากระทรวงต่างๆอีก 80% ที่เหลือ
แต่กำลังจะโดนบีบยึดกระทรวง เหมือนยุค 4 กุมารโดนเด้ะ

กลุ่มสองคือกระทรวงอุตสาหกรรม
คือทีมสุดซอยนั่นแหละครับ
ทีมนี้ผลงานน่าจะเด่นสุดในรัฐบาลนี้แล้ว
ตอนนี้ทีมสุดซอยกำลังโดนเล่น
คนที่เล่นทีมสุดซอย เริ่มเปิดหน้าตัวเองมาเรื่อย ๆ
ผมเดานะ
เดาล้วน ๆ 

ทีมสุดซอยกำลังไล่ปราบคอร์รัปชัน คงไปเหยียบเท้าทุนเทาเข้า
จึงกำลังโดนเล่น

ฝากประชาชนครับ
คุณจะเหลือง หรือแดง หรือส้ม
เราต้องยืนฝั่งคนทำงานดีเพื่อสังคม

ผมประกาศสนับสนุนคุณเอกนัฏและทีมสุดซอยครับ
แม้ผมไม่ได้เลือกเขา
ถึงเวลาประชาชนต้องแสดงจุดยืน ไม่ยอมนักการเมืองเลวๆอีกต่อไป
ไม่ใช่คนที่ไล่จับมาเฟียเทา ทั้งเหล็กปลอม โรงงานปลอม โรงงานขยะพิษ ทำดีแสนดี
แต่กำลังโดนไล่บี้ให้หลุดตำแหน่ง
ผมไม่ได้พูดถึงใครเฉพาะเจาะจงนะครับ

ยุคนี้
มาเฟีย กล้าไล่กระทืบคนดีออกสื่อ
พรรคประชาชนที่ตรวจสอบ สตง.
ตรวจสอบตึก SK__
ก็กำลังโดนฟ้อง

ผมถึงบอกว่า
กลียุคครองเมือง
เมืองจึงเป็น Fail state
ประชาชนจึงยากลำบากแบบนี้ไงครับ

‘เอกนัฏ’ ส่ง "ทีมสุดซอย" ปิด บ.กำปั่นทอง เหิมตั้งตัวเป็น “ฟรีโซน” แหล่งรวมขยะพิษ

‘เอกนัฏ’ ส่ง “ทีมสุดซอย” ไล่หวดแก๊งศูนย์เหรียญ หลังขยายผลพบ “บริษัท กำปั่นทอง” ต้นตอแจกดินปนเปื้อนเศษพลาสติกให้ชาวบ้าน พบให้เช่าโกดังคัดแยกขยะพิษ เคยโดนสั่งหยุด-ปรับปรุงกิจการให้ถูกกฎหมาย แต่ยังนิ่ง เหิมตั้งตัวเป็น “ฟรีโซน” ลอบจัดหาขยะพิษให้ลูกค้า 

(4 มิ.ย. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเข้าตรวจสอบและดำเนินคดี บริษัท ภัชชาภิวัฒน์ จำกัด ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้แจกจ่ายดินปนเปื้อนเศษพลาสติกอันตรายให้ชาวบ้านนำไปถมที่ และตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า ชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ “ทีมสุดซอย” กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) โดยการอำนวยการของ พลตำรวจตรีวัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผู้บังคับการ ปทส. ได้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจนพบ บริษัท กำปั่นทอง อินดัสทรี จำกัด ตั้งอยู่ หมู่ 9 ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่โกดังให้เช่าประกอบกิจการ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบเศษสายไฟถูกฝังกลบในพื้นที่โรงงานและบริเวณท่อส่งแก๊สของ ปตท. ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ บริษัท ภัชชาภิวัฒน์ จำกัด นำไปแจกชาวบ้านเพื่อถมดิน นอกจากนี้ยังพบการกระทำความผิดในการครอบครองและประกอบกิจการคัดแยก บดย่อยขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) จ.ฉะเชิงเทรา เคยเข้าตรวจสอบ บริษัท กำปั่นทองฯ พบว่ามีการประกอบกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต จึงได้ออกคำสั่งให้หยุดและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง แต่จากการเข้าตรวจสอบครั้งล่าสุด บริษัทฯ ยังคงเพิกเฉย จึงจำเป็นต้องสั่งหยุดกิจการ พร้อมยึดและอายัดเครื่องจักรและวัตถุอันตรายทั้งหมด

“ลักษณะการประกอบกิจการของบริษัท กำปั่นทองฯ ทำเหมือนผู้ให้บริการเช่าโกดัง มีหลักฐานการเก็บเงินค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่ายาม ค่าอินเทอร์เน็ตของแต่ละโกดัง ยิ่งกว่านั้นยังทำเสมือนเป็นพื้นที่ฟรีโซนที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย โดยบริการรับจัดหาวัตถุดิบที่เป็นของต้องห้ามนำเข้าในประเทศ เช่น ขยะเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ ชิ้นส่วนรถยนต์ มาให้แต่ละโกดังโดยคิดตามน้ำหนักของรถขนส่งสินค้าที่นำมาส่งให้แต่ละโกดังในแต่ละวัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า จากการเข้าตรวจสอบ บริษัท กำปั่นทองฯ มี นายเหว่ย เซิ่น หลิน 
เป็นกรรมการบริษัทและเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีโกดังจำนวน 5 หลัง ทั้งหมดปล่อยให้ชาวจีนเช่าทำกิจการคัดแยก บดย่อย เศษสายไฟ มอเตอร์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้า และเศษอลูมิเนียม แม้ว่าบริษัทฯ จะครอบครองใบอนุญาตโรงงานถึง 5 ใบ แต่กลับแจ้งประกอบกิจการเพียง 1 ใบอนุญาต คือประเภท 105 คัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วโดยไม่ใช่วัตถุอันตราย ซึ่ง สอจ.ฉะเชิงเทรา ได้เคยแจ้งเตือนว่าการประกอบกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต และได้ออกคำสั่งให้หยุดและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง พร้อมแจ้งเตือนให้บริษัทฯ มาแจ้งเริ่มใบอนุญาตที่เหลือ แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ก็ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบโรงงานที่ตั้งอยู่นอกรั้วติดกันอีก 2 โรงงาน ก็ไม่มีใบอนุญาตโรงงาน และพบเศษอลูมิเนียมปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์และมิเตอร์แก๊สอีกด้วย

“บริษัท กำปั่นทองฯ มีใบอนุญาตโรงงานถึง 5 ใบ แต่แจ้งประกอบกิจการเพียง 1 ใบอนุญาต ส่วนอีก 4 ใบ ยังไม่แจ้งเริ่มประกอบกิจการ ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทาง สอจ. ฉะเชิงเทรา ได้มีหนังสือเตือนให้แจ้งเริ่มใบอนุญาตภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 หากครบกำหนดจะถือว่าไม่ประสงค์จะประกอบกิจการและจะเพิกถอนใบอนุญาต แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ก็ยังเพิกเฉย” นางสาวฐิติภัสร์กล่าว

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวถึงการดำเนินการทางกฎหมายว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ สอจ.ฉะเชิงเทรา ได้ออกคำสั่งให้หยุดกิจการ อายัดเครื่องจักร วัตถุดิบทั้งหมด พร้อมแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย และเสนอให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานทั้งหมดสำหรับใบอนุญาตที่ยังไม่แจ้งประกอบกิจการ ส่วนกรณีฝังกลบเศษสายไฟบดย่อยถมทับที่บริเวณท่อส่งก๊าซ ปตท. ได้ประสานให้สำนักงานพลังงานจังหวัดมาตรวจสอบ และประสานองค์การบริหารส่วนตำบลเรื่องการลักลอบปล่อยน้ำเสียบริเวณรอบโรงงานด้วย

‘อีแจมยอง’ ชนะเลือกตั้ง คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศให้คำมั่น ‘รวมใจประชาชน’ หยุดแบ่งขั้วการเมือง

(4 มิ.ย. 68) อีแจมยอง ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ โดยได้รับคะแนนเสียง 49.4% เอาชนะคิม มุนซู จากพรรคเดียวกับอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ที่เพิ่งถูกถอดถอนหลังพยายามประกาศกฎอัยการศึกจนเกิดวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่

ในพิธีสาบานตนเมื่อวันพุธ อีแจมยองให้คำมั่นว่าจะ 'รวมใจประชาชน' และย้ำว่าจะไม่ยอมให้สถาบันประชาธิปไตยถูกคุกคามอีก พร้อมประกาศจัดตั้งทีมเศรษฐกิจฉุกเฉินทันที เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ยังกล่าวถึงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาว่า เกิดจาก 'กลุ่มการเมืองที่ไม่สนใจชีวิตประชาชน' พร้อมเตือนว่าจะยุติการเมืองแบบแบ่งขั้ว พร้อมสร้างรัฐบาลที่ 'ยืดหยุ่นและเน้นความเป็นจริง'

แม้จะมีอดีตพัวพันคดีการเมืองหลายคดี แต่นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะของเขาเป็นผลจากความโกรธของประชาชนต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะการประกาศกฎอัยการศึกที่ถูกมองว่าละเมิดหลักประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม อีแจมยองยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ซึ่งยังคงมีพลังทางการเมือง และยังมีการพิจารณาคดีในศาลสูงที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขา ขณะที่ อี แจมยอง ต้องพยายามเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังของชาติ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสาธารณภัย-หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ลุยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติภาคเหนือ อีสาน และกลาง แจกจ่ายน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา และปลากระป๋อง บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวม 600 ชุด พร้อมจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสาวชลธิชา วงษ์อุตสาห์ นายอำเภอเลาขวัญ  พร้อมด้วยคณะอาสาสมัครเฉพาะกิจมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณวัดศรีพนมเทียน (ห้วยรวก) ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยประชาชนหลังประเทศเกิดภัยธรรมชาติในหลากหลายพื้นที่ จึงมอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย คุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย และแผนกอาสาสมัคร จัดทีมพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ราชบุรี และ กาญจนบุรี รวม 29 จังหวัด 20,200 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 11,110,000 บาท (สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ออกหน่วยมให้บริการประชาชนฟรีในหลากหลายพื้นที่ ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนให้ความสนใจและเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาการดำเนินงานอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ชายแดนตึงเครียด!..ทหารกัมพูชาลาดตระเวนเข้ม พบวางทุ่นระเบิดเพิ่ม เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงเข้าป่า

(4 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กข่าวทหาร รายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด หลังพบรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และมีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในบางจุด ซึ่งเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หากเผลอเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มที่นิยมเข้าป่า หาเห็ด หรือหาของป่า ถูกขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่แนวชายแดนในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด ห้ามเข้าไปคนเดียว และควรแจ้งผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้งหากมีความจำเป็น รวมทั้งควรระวังบุคคลแปลกหน้า ทหารต่างชาติ หรือวัตถุต้องสงสัยต่าง ๆ

ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงควรติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนกันภายในชุมชนเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน หากพบสิ่งผิดปกติให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อรับความช่วยเหลือโดยเร็ว

'รัสเซีย' ประกาศชัด ต้องการชัยชนะ และจะทำลาย ‘ยูเครน’ ไม่ใช่เจรจาสันติภาพ

(4 มิ.ย. 68) ดมีทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซียและรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศว่า รัสเซียมุ่งมั่นเอาชนะยูเครนและทำลายรัฐบาล 'นีโอนาซี' ไม่ใช่การประนีประนอม สร้างความปั่นป่วนให้กับการเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศที่อิสตันบูลในสัปดาห์นี้ โดยเขาย้ำว่า “การแก้แค้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” หลังยูเครนโจมตีฐานทัพทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมดเวเดฟยังกล่าวถึงเอกสารบันทึกความเข้าใจของรัสเซียที่เสนอในการเจรจาวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องให้ยูเครนยอมสละดินแดนเพิ่มเติม ดำรงสถานะเป็นกลาง จำกัดขนาดกองทัพ และจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยการเจรจาใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง และยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้

แม้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกและศพทหารกว่า 12,000 นาย แต่ไม่มีข้อสรุปเรื่องหยุดยิงถาวร รัสเซียระบุว่าเสนอหยุดยิงเฉพาะบางแนวรบเท่านั้น ขณะที่กองทัพรัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีต่อ และเมดเวเดฟย้ำว่า “สิ่งที่ควรระเบิดจะถูกทำลาย ผู้ที่ควรหายไปจะต้องหายไป”

คำแถลงของเมดเวเดฟสร้างกระแสวิพากษ์ในสหรัฐฯ โดยวุฒิสมาชิกลินด์ซีย์ เกรแฮม กล่าวประชดว่า “นี่คือช่วงเวลาที่หายากของความซื่อสัตย์จากฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย” พร้อมยืนยันว่ารัสเซียไม่มีความจริงใจต่อสันติภาพ ทั้งเกรแฮมและวุฒิสมาชิกอีกหลายคนเตรียมเสนอร่างกฎหมายคว่ำบาตร 'ขั้นโหด' ต่อมอสโก และเก็บภาษีพลังงานรัสเซียสูงถึง 500% เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง

จีนพร้อมเปิดตัว ‘วีซ่าอาเซียน’ สิทธิ์เข้าออกยาว 5 ปี สำหรับนักธุรกิจพาคู่สมรส-บุตร พำนักได้สูงสุด 180 วัน

(4 มิ.ย. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า จีนได้เปิดตัว 'วีซ่าอาเซียน' สำหรับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และติมอร์-เลสเต เพื่อส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยผู้ที่มีคุณสมบัติจะได้รับวีซ่าประเภทเข้าหลายครั้งภายใน 5 ปี สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจ พร้อมสิทธิให้คู่สมรสและบุตรพำนักได้สูงสุดครั้งละ 180 วัน

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนในช่วงหลังมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน จึงมีความมุ่งหวังร่วมกันในการส่งเสริมความสะดวกในการเดินทางระหว่างกันมากขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าให้แก่พลเมืองของประเทศในลาตินอเมริกา เช่น บราซิล อาร์เจนตินา และชิลี โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ทำให้จำนวนประเทศที่ได้รับสิทธิเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่มเป็น 43 ประเทศ

โฆษกฯ ย้ำว่า มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของจีนในการเปิดประเทศในระดับสูง และสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง โดยในไตรมาสแรกของปี 2025 จีนต้อนรับชาวต่างชาติเกิน 9 ล้านคน และมีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใหม่กว่า 18,000 แห่ง เพิ่มขึ้นกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

กรณีสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้ำจุดยืน แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

(4 มิ.ย. 68) เมื่อเวลา 07.00น. รัฐบาลออกแถลงการณ์ “กรณีสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา” มีใจความว่า

รัฐบาลขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดในการ ปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองบูรณภาพของดินแดนไทยอย่างเต็มที่โดยยึดหลักการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี สอดดคล้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม

โดยจุดเริ่มต้นของสถานการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ในขณะที่กองกำลังฝ่ายไทยลาดตระเวนตามปกติในพื้นที่ฝ่ายไทยซึ่งเป็นแนวที่ถือปฏิบัติเสมอมา แต่ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชา ที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งสถานการณ์จากการปะทะดังกล่าวทำให้กองกำลังไทยจำเป็นต้องป้องกันตัว และ ปกป้องพื้นที่อธิปไตยของไทย เป็นการดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ภายหลังจากเกิดเหตุรัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างใกล้ชิตในทุกระดับรวมถึงนายกรัฐมนตรี ของทั้งสองประเทศได้มีการพูดคุยกันด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ ผลจากการพูดคุยรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า จะร่วมมือกันทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติและ ไม่ลุกลามบานปลาย และเห็นพ้องที่จะใช้กลไกทวิภาคีต่างๆที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหนึ่งในกลไกนั้นคือกลไก JBC ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบก ของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันไว้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นที่ได้รับการสอบถามเกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจประสงค์จะใช้กลไกทางศาลหรือฝ้ายที่สามมาพิจารณาเรื่องนี้นั้น ขอเรียนว่าประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านของกัมพูชามีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาและความตกลงต่างๆ เช่น MOU 2543 และข้อมูลหลักฐานต่างๆ รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียม และไทยพร้อมที่จะเจรจากับฝ้ายกัมพูชาผ่านกลไกระดับทวิภาคีที่มีอยู่ระหว่างกันเช่น

- JBC (การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม)ซึ่งเป็นกลไกทางเทคนิคจัดตั้งขึ้นโดย MOU 2543 เพื่อหารือเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ทวิภาคี ซึ่งขณะนี้ฝ้ายกัมพูชาได้ตอบรับตามคำขอ ของฝ่ายไทยที่จะจัดขึ้น (ในวาระที่ฝ้ายกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ) ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่กัมพูชา

- GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา)ซึ่งเป็นกลไกระดับรัฐนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ RBC (คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค)ซึ่งเป็นกลไกระดับแม่ทัพทัพภาคซึ่งทั้ง GBC และ RBC มีหน้าที่หลักในการดูแลสถานการณ์ชายแดนให้มีความสงบเรียบร้อยนอกจากนี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังเห็นฟ้องกันที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

รัฐบาลขอยืนยันว่า ปัจจุบันสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทั่วไปมีความสงบเรียบร้อย รัฐบาลขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ตามขั้นตอนในการปกป้องอธิปไตยของไทยและรักษาสิทธิทางกฎหมายของไทยอย่างครบถ้วนและเชื่อมั่นว่า ไทยและกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนรวมถึงความเป็นครอบครัวของสมาชิก"อาเซียน"ด้วยกัน

ภูเขาไฟเอตนาปะทุ!!...นักท่องเที่ยวอเมริกันผวา ควันแดง-เสียงระเบิด ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง ‘ปอมเปอี’

(4 มิ.ย. 68) ภูเขาไฟเอตนา มีความสูง 3,323 เมตร ตั้งอยู่ในเมืองคาตาเนีย ของแคว้นซิซิลี ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นสูงที่สุดในยุโรป เกิดการปะทุอย่างรุนแรงในเช้าวันจันทร์ ปล่อยเถ้าถ่านและก๊าซร้อนสีแดงทะยานขึ้นฟ้า จนเกิดเป็นกลุ่มเมฆรูปเห็ดขนาดใหญ่ เหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยงานด้านการบินของอิตาลีประกาศเตือนระดับสีแดงแก่เครื่องบินในพื้นที่

สถาบันธรณีฟิสิกส์และภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติอิตาลี (INGV) ประเมินว่า กลุ่มเถ้าถ่านลอยขึ้นสูงถึง 6,500 เมตร และเคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นการปะทุเริ่มต้นจากลาวาไหล ก่อนกลายเป็นกลุ่มเถ้าควันขนาดใหญ่ที่ลอยเหนือปล่องภูเขาไฟ

ขณะเดียวกัน คู่รักชาวอเมริกันจากนิวยอร์กที่กำลังฮันนีมูนในอิตาลี เผยว่าพวกเขาอยู่บนภูเขาในขณะเกิดการปะทุ มิเชล และ นิโคลัส ดิเลโอนาร์ดี เล่าว่าเห็นกลุ่มควันกลายเป็นสีแดงเข้มและได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและรีบออกจากพื้นที่ทันที โดยเปรียบเทียบเหตุการณ์ว่า “เหมือนกับปอมเปอี” ที่ถูกลาวาภูเขาไฟวิสุเวียสกลืนกินในอดีต

จากการรายงานของสื่อท้องถิ่น ANSA ระบุว่า ส่วนหนึ่งของปล่องภูเขาไฟอาจพังถล่มลงมา อย่างไรก็ตาม ทางการได้สั่งห้ามนักท่องเที่ยวเข้าใกล้บริเวณภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สนามบินในเมืองคาตาเนียยังคงเปิดให้บริการตามปกติ เนื่องจากกลุ่มเถ้าถ่านเคลื่อนตัวออกจากเส้นทางบินแล้ว

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยรายงานล่าสุดระบุว่าการปะทุเริ่มลดความรุนแรงลง และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือได้ความเสียหายรุนแรงจากเหตุการณ์นี้ ส่งผลให้ชีวิตในบริเวณรอบภูเขาไฟเอตนากลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แม้จะยังคงมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top