Sunday, 14 June 2026
Hard News Team

ศาลสูงอังกฤษสั่ง ปิดลับ ‘พินัยกรรมเจ้าชายฟิลิป’ นาน 90 ปี ปกป้องพระเกียรติ ‘ควีนเอลิซาเบธ’

นายแอนดรูว์ แม็คฟาร์เลน ประธานศาลแผนกครอบครัวแห่งศาลสูงของอังกฤษในกรุงลอนดอน มีคำพิพากษาให้ “ปิดผนึก” พินัยกรรมของเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ขณะพระชนมายุ 99 พรรษาเป็นความลับนาน 90 ปีจึงสามารถเปิดผนึกพินัยกรรมดูกันภายในสมาชิกราชวงศ์ และพิจารณาว่าควรจะเผยแพร่หรือไม่

ทั้งนี้โดยทั่วไปในสหราชอาณาจักร พินัยกรรมมักเป็นเอกสารสาธารณะ แต่เป็นเวลาเกือบ 100 ปีมาแล้วที่พินัยกรรมของสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงจะถูกปิดผนึกเป็นความลับตามคำสั่งของศาลสูง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ผู้พิพากษาแม็คฟาร์เลน ระบุว่าเพื่อปกป้องพระเกียรติของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ทรงเป็นองค์ประมุขของประเทศ

ครม. เห็นชอบ ปรับเกณฑ์สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ของ SME D Bank ขยายเวลากู้สูงสุด 10 ปี ช่วยผู้ประกอบการช่วงโควิด

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบ ปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้มาตรการพิเศษเพื่อขับเคลื่อน SMEs สู่ยุค 4.0 (มาตรการด้านการเงิน) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) (SME D Bank) เป็นหน่วยงานดำเนินการหลัก สำหรับหลักเกณฑ์ที่ขอปรับปรุง ได้แก่ 

1.) ปรับระยะเวลากู้ยืมเป็นสูงสุดไม่เกิน 10 ปี และระยะเวลาปลอดชำระคืนเงินต้น สูงสุดไม่เกิน 2 ปี  จากเดิมกำหนดระยะเวลากู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 7 ปี และระยะเวลาปลอดชำระคืนเงินต้น สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน 

2.) อัตราดอกเบี้ยคงเดิม แต่ปรับระยะเวลาให้เป็นไปตามที่ขยายถึง 10 ปี กรณีผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดา ปีที่ 1 - 3 คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ MLR - 1.875 ต่อปี ปีที่ 4 - 10 ให้เป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยที่ ธพว. กำหนด กรณีผู้กู้เป็นนิติบุคคล ปีที่ 1 - 3 คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ MLR – 3.875 ต่อปี ปีที่ 4 - 10 ให้เป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยที่ ธพว. กำหนด และ 3.หลักประกัน ปรับให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน หรือ ใช้หลักประกันตามที่ธนาคารกำหนดได้

'จีน' เงื้อดาบปราบ ‘เบี้ยวภาษี’ ระลอกสอง เตือนดารา เน็ตไอดอล 'ใครผิดให้รีบสารภาพ'

รัฐบาลจีนประกาศมาตรการคุมเข้มการตรวจสอบภาษีครอบคลุมทั้งดารานักแสดงไปจนถึงเหล่าเน็ตไอดอล ออกบทลงโทษสถานหนักสำหรับผู้กระทำผิด พร้อมจัดการวงการบันเทิงและวัฒนธรรมแฟนคลับที่ทำกำไรมหาศาลสร้างความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคม

สรรพากรจีนกล่าวว่า ดาราที่ออกมาสารภาพการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยตัวเองอาจได้รับโทษเบาลงหรือการยกเว้นโทษ

ค่ายสื่อจีนและสื่อฮ่องกง เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่าสำนักบริหารกิจการภาษีแห่งชาติจีน (State Administration of Taxation) แถลงเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ย.) ว่าการตรวจสอบบัญชีภาษีจะใช้วิธี “สุ่มสองชั้น” (Double random) โดยผู้ตรวจบัญชีจะทำงานกับผู้ถูกตรวจสอบโดยใช้วิธีสุ่ม รายละเอียดและผลจากการตรวจสอบจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสโดยทันที

สำนักบริหารกิจการภาษีฯ กล่าวเสริมว่า ดาราที่มีรายได้สูงควรทบทวนการรายงานและแก้ไขความผิดพลาดที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีของตัวเองภายในสิ้นปีนี้ ดาราคนใดที่ให้ความร่วมมืออาจมีการลดโทษหรือยกเว้นโทษ ในขณะที่ใครไม่ปฏิบัติตามจะได้รับโทษอย่างถึงที่สุดจากทางการและสมาคมบันเทิงจีน

“คนที่มีความผิดทางภาษีร้ายแรงจะถูกสอบสวนและลงโทษสถานหนักตามกฎหมาย” กรมภาษีย้ำ

กฎหมายจีนระบุว่าบุคคลใดที่ไม่จ่ายภาษีหรือค่าปรับภายในเวลาที่กำหนดจะมีความผิดทางอาญา

สำนักบริหารกิจการภาษีฯ ออกข้อกำหนดดังกล่าวเพื่อตอบสนองนโยบายจัดระเบียบวงการบันเทิงของพรรคคอมมิวนิสต์หลังจากมีข่าวฉาวออกมาไม่เว้นแต่ละวัน หนึ่งในนั้นคือกรณีการหลีกเลี่ยงภาษีของ ‘เจิ้งส่วง’ (郑爽)

ครม.ปรับลดเป้า “คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้” 4 ต.ค.นี้ใช้ร่วม แกรป-ไลน์แมน ได้ 

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ โดย โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 31 ล้านสิทธิ เป็น 28 ล้านสิทธิ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 1.4 ล้านสิทธิเป็น 1 ล้านสิทธิ

ทั้งนี้ จะทำให้มีสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 คงเหลือประมาณ 1 ล้านสิทธิ และสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้คงเหลือประมาณ 5 แสนสิทธิ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ย. 2564 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 24.22 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 66,366.5 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 33,761.7 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 32,604.9 ล้านบาท ในส่วนของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 75,582 ราย โดยเป็นยอดการใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสมรวม 2,182 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายส่วน e – Voucher สะสม 90.7 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2564 โดยรัฐจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหารและ/หรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด ซึ่งขณะนี้มีผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างเชื่อมโยงระบบกับโครงการฯ ได้แก่ 

1. Grab โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งการขาย จากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการฯ ไม่เกิน 20% และลดค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ประชาชน 25 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 150 บาท สำหรับการสั่งซื้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากโครงการฯ และ 2. LINEMAN โดยจะเก็บ GP จากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการฯ ไม่เกิน 20% และสนับสนุนค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มในโครงการฯ ให้แก่ประชาชน 35-50 บาทต่อครั้ง หรือไม่เกิน 2,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการฯ พร้อมสื่อส่งเสริมการตลาดและส่วนลดสำหรับลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้า

ครม.เคาะงบกลาง 2.7 หมื่นล.ใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติงบกลาง ปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 27,005.66 ล้านบาท ให้กับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งการขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา พร้อมกับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การเพิ่มเบี้ยความพิการ และดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ 

ทั้งนี้ในวงเงินนี้ได้แยกเป็น 4 เรื่อง คือ 1.ขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ วงเงิน 2,018 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนต.ค. 2564 – ก.ย. 2565 แยกเป็น กรณีใช้ไฟฟ้าครอบคลุม ผู้มีบัตรฯ 1.9 ล้านครัวเรือน ส่วนกรณีสนับสนุนค่าน้ำประปา ครอบคลุมผู้มีบัตรฯประมาณ 186,625 ครัวเรือน 2. สนับสนุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ ให้ผู้มีบัตร 13.65 ล้านคน วงเงิน 18,815 ล้านบาท 

ส่วนแรก เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ โดยผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 55บาท/คน/3 เดือน ส่วนที่ 2 คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก. ระบบอี-ทิคเก็ต/รถไฟฟ้า บขส. รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน และส่วนที่ 3 คือเบี้ยความพิการ จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน

ครม.ไฟเขียว แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกัน-ปราบปรามการฟอกเงิน เพิ่ม “ลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามกม.ว่าด้วยคนเข้าเมือง เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน”ครม.ไฟเขียว แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกัน-ปราบปรามการฟอกเงิน เพิ่ม “ลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามกม.ว่าด้วยคนเข้าเม

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ... ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและรับความเห็นกระทรวงยุติธรรมที่มีความเห็นว่าให้ดำเนินการให้เกิดความสอดคล้องระหว่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการฟอกเงินและกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง จากนั้นส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนต่อไป  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มเติมบทนิยามของความผิดมูลฐาน โดยกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเป็นความผิดมูลฐานในการกระทำผิดฐานฟอกเงินด้วย

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ จะทำให้กฎหมายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทยมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน(Financial Action Task Force :FATF) แนะนำให้แต่ละประเทศปฏิบัติ ลดช่องว่างทางกฎหมายในการประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้การปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

'นิวซีแลนด์' ผ่านกฎหมายฉบับใหม่ สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปดูด ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ แทน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเผย รัฐบาลนิวซีแลนด์ออกกฎหมายฉบับใหม่ สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการควบคุมซึ่งรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมให้ติดป้ายที่ร้านค้าและช่องทางออนไลน์ จูงใจให้คนมาเวปแทนการใช้บุหรี่ หวังช่วยบรรลุเป้าหมายประเทศปลอดบุหรี่ในปี 2568

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน เปิดเผยว่า “รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อมปลอดควันฉบับใหม่ที่จะช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่ของนิวซีแลนด์จำนวนมาก โดยสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ซิกาแรตซึ่งรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและยาสูบแบบใช้ความร้อน โดยความตั้งใจของกฎหมายนี้คือการให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือก และควบคุมบุหรี่แบบดั้งเดิมให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่แบนทางเลือกดังกล่าว แถมประโคมข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าตลอดเวลาจนทำให้สังคมเข้าใจผิดมาตลอด”

รายงานข่าวจากนิวซีแลนด์ระบุว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขนิวซีแลนด์ เจนนี ซัลเลซา ให้ความเห็นว่า “กฎหมายฉบับนี้มุ่งทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกสูบโดยนำเสนอผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือก ขณะที่พยายามไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาริเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น”

ท่าทีของรัฐบาลนิวซีแลนด์นั้นได้พิจารณาเห็นว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์ไร้ควันมีศักยภาพที่จะช่วยให้นิวซีแลนด์บรรลุเป้าหมายสังคมปลอดบุหรี่ภายในปี 2568 ได้ โดยในกฎหมายฉบับใหม่นี้กำหนดให้ร้านค้าและช่องทางจำหน่ายออนไลน์แสดงข้อความว่า “การแทนที่บุหรี่ด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดอันตรายต่อสุขภาพของคุณ” และ “ถ้าคุณสูบบุหรี่ การเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนจะเป็นทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่ามาก”

ป.ป.ส.แจง ศูนย์บำบัดวัดท่าพุฯควบคุมดูแลโดยสาธารณสุข เผยส่งเจ้าหน้าที่ร่วมบูรณาการตรวจสอบแล้วป.ป.ส.แจง ศูนย์บำบัดวัดท่าพุฯควบคุมดูแลโดยสาธารณสุข เผยส่งเจ้าหน้าที่ร่วมบูรณาการตรวจสอบแล้ว

จากกรณีประชาชนร้องเรียนให้ตรวจสอบศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่วัดท่าพุราษฎร์บำรุง ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองของชายรายหนึ่งที่เข้ารับการบำบัดว่า มีการถูกซ้อมทรมาน ให้ทำสัญญาและเรียกเก็บเงิน และศูนย์ที่ตั้งขึ้นมาเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหรือไม่

สำนักงาน ป.ป.ส. ขอชี้แจงว่า หลังจากที่ได้ทราบเรื่องดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆในจังหวัด โดยทราบว่า ศูนย์สงเคราะห์ดังกล่าวได้ยื่นเรื่องการขอจัดตั้งจากกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการจัดตั้งสถานพยาบาลประเภทฟื้นฟูสมรรถภาพ ปี 2555 โดยวัดท่าพุราษฎร์บำรุง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลประเภทสถานฟื้นฟู ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2555 ให้รับผู้บำบัดยาเสพติดได้ 50 คน ต้องจัดให้มีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขอย่างน้อย 1 คนในการดูแลสุขภาพผู้ติดยาเสพติดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วันๆ ละ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่ขณะนี้ มีผู้บำบัดมากกว่า 200 คน ซึ่งการบำบัด การจ่ายยารักษาเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งการควบคุมดูแลสถานที่ให้ถูกตามหลักอนามัยและความปลอดภัย 

ครม.เห็นชอบขอบเขตโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ฯ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ว่า ครม.เห็นชอบกรอบแผนงานหรือโครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 (แผนงานที่ 3) วงเงิน 170,000 ล้านบาท ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือ สถานประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการทั่วไป แรงงานในระบบ ประชาชนทั่วไป เกษตรกร สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร) วิสาหกิจชุมชน ผู้ว่างงาน และวัยแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยขอบเขตโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ฯ ต้องมีลักษณะเพื่อเป้าหมายอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

1.เพื่อรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการ และส่งเสริมการจ้างงานของ SMEs หรือในชุมชน ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการสร้างรายได้และอาชีพ ให้กับประชาชนในชุมชนพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ วงเงินเบื้องต้น 70,000 ล้านบาท

2.เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการในสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบและมีศักยภาพในการพัฒนา และสามารถกระจายผลประโยชน์ไปสู่ระดับฐานราก ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต  ยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการโดยมีการประยุกต์ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งการลงทุนที่สามารถเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระดับชุมชนและ SMEs เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก 

3.เพื่อกระตุ้นการบริโภคกระตุ้นตลาด และพยุงอุปสงค์ให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนหรือครัวเรือน กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องทั้งนี้ วงเงินเบื้องต้นในข้อ 2 และข้อ 3 รวมกัน 100,000 ล้านบาท

“บิ๊กตู่”ยันไม่ปรับลดเบี้ยผู้สูงอายุ ให้นโยบายรักษาสิทธิ์ผู้รับสิทธิ์เดิมไปจนตาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการ การจ่ายเบี้ย ยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ที่ขณะนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มมีแนวคิดที่จะปรับให้เป็นการจ่ายเฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือคนจนเท่านั้น เพื่อลดภาระงบประมาณโดยรวม แต่มีกลุ่มคนบางส่วนคัดค้าน เพราะเห็นว่าแม้ผู้สูงอายุไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไรก็ควรจะได้รับสิทธิ์ทั้งหมด ว่า  เรื่องดังกล่าวนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าขณะนี้การจ่ายเบี้ยพูดอย่างที่ผู้สูงอายุเป็นไปตามปกติไม่ได้มีการปรับรถแต่อย่างใด และหากมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ให้นโยบายไปว่าให้รักษาสิทธิ์กับผู้ที่รับสิทธิ์เดิมไปจนกว่าจะเสียชีวิต 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top