Sunday, 14 June 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วยนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค  ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำพริกสำเร็จรูป และเจลแอลกอฮอล์ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลตาลเดียว ตำบลวัดป่า ตำบลสักหลง และตำบลปากดก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 500 ชุด  พร้อมมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต จำนวน 1 รายๆ ละ 20,000 บาท  รวมมูลค่าทั้งสิ้น 195,000 บาท  (หนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี นายชาครินทร์ อินอิ่มวรปราชญ์ นายอำเภอหล่มสัก ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายธีระพันธุ์ ศรีวัฒนกุล รองนายกสมาคมกกไทร และคณะกรรมการ เป็นผู้ประสานงานให้ความช่วยเหลือในพื้นที่และร่วมในพิธี ณ บริเวณสมาคมกกไทร (พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ)  อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 

และในวันเดียวกันนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายสมบูลย์ ขวัญอ่วม หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย พร้อมรถกู้ชีพ เรือท้องแบน อุปกรณ์การช่วยเหลือ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รุดลงพื้นที่อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าอพยพผู้ประสบภัย เคลื่อนย้ายผู้ป่วย และแจกจ่ายอาหารปรุงสุก พร้อมน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในพื้นที่ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

ส.ส. ก้าวไกล เสนอทบทวนแบนบุหรี่ไฟฟ้า หลังนิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายหนุนผู้สูบเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน

ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊คเสนอรัฐบาลทบทวนการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ประเทศสูญเสียโอกาสหลายด้าน พร้อมระบุคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐสภาและทำเนียบเกินครึ่ง

ส.ส. วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลและโฆษกคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวชื่อบัญชี “ วรภพ วิริยะโรจน์” ระบุว่าได้ย้ำกับรัฐบาลไปหลายครั้ง หลายโอกาสเพื่อให้มีการพิจารณาทบทวนเรื่องการแบนบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากที่เพจดัง ดราม่า แอดดิค เสนอข่าวรัฐบาลนิวซีแลนด์ออกกฎหมายใหม่ สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า  

โดย ส.ส. วรภพ ระบุว่า “การแบนบุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่มีการทบทวน คือ การปิดกั้นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในมิติด้านสาธารณสุข และ เศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจ คือ เสียโอกาสที่รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ภาษี อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และโอกาสของทั้งเกษตรกรไร่ยาสูบและ ผู้ประกอบการในธุรกิจต่อเนื่อง” นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าที่รัฐสภาและทำเนียบก็มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก “ถ้าจะจับคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าจริง นี่ ลองมาดูช่วงประชุมสภา / ทำเนียบฯ ดู ผมว่าจับได้เกินครึ่งแน่นอน” ส.ส. วรภพ ระบุในโพสต์

โพสต์ดังกล่าวมีเข้าเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมากอาทิเช่น 

“ขอบคุณครับที่เข้าใจเรื่องนี้และช่วยเป็นกระบอกเสียงครับ จริงๆการที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกร ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภคเลยครับได้มากกว่าเสียหลายเท่า แต่เสียดายว่าฝ่ายที่ค้านจะโกหกยังไงก็ได้ออกสื่อ เพราะเสียงดังกว่าและมีหัวโขนสวมหลายใบ”  

 “ขอบคุณมากค่ะที่หยิบประเด็นนี้มาคุย เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่รัฐบาลต่างประเทศนั้นมองเห็นสุขภาพของประชากรสำคัญกว่ารายได้จากอุตสาหกรรมบุหรี่ และเปิดใจให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีวิทยาศาสตร์รับรองในการลดอันตรายจากบุหรี่มวน”

“ขอบคุณสส. ที่เอาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านี้มาคุย ประเทศอื่นไม่แบน ไทยกลับแบน แต่ความย้อนแย้งคือใช้กันเกลื่อน”

นายกฯ เป็นประธานการประชุม ศบค. ขยายระยะเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ อีก 2 เดือน ถึง 30 พฤศจิกายนนี้ คงเคอร์ฟิวต่ออีก 15 วัน ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็นระหว่าง 22.00 - 04.00 น.

วันนี้ (27 ก.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรถึง 30 พฤศจิกายนนี้ ลดระยะเวลาห้ามออกนอกเคหสถานเป็น 22.00-04.00 น. และให้เปิดร้านเสริมสวย นวด/สปา สถานเสริมความงาม โรงภาพยนตร์ เล่นดนตรีในร้านอาหารได้ตามปกติ เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ทั้งนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องไม่ประมาท ยังต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง ติดตามการกระจายเวชภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็จะขยายรูปแบบ Sandbox ในส่วนกิจการ/กิจกรรมอื่น ๆ ให้มากขึ้น อาทิ ปรับกิจกรรมภายในโรงแรมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศต่อไป นับตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ภาคแรงงานและภาคประชาชนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 มากขึ้น ภาคเอกชนได้เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้ สธ. ช่วยพิจารณาช่วยเหลืออุตสาหกรรมบันเทิง/ศิลปินพื้นบ้าน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังดีใจที่ไทยสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 รายวันได้เกิน 1 ล้านโดส มั่นใจไทยมีศักยภาพในการฉีดวัคซีนได้บรรลุตามเป้าหมาย โดยฝากให้ สธ. ช่วยดูแลการบริหารจัดการวัคซีนสำหรับเด็กเล็กด้วย นายกรัฐมนตรียังรับทราบแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับชาวต่างประเทศและแรงงานต่างด้าวโดยจะเริ่ม 1 ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมแผนการช่วงเปลี่ยนผ่านของโควิด-19 จากการระบาดใหญ่ทั่วโลก หรือ Pandemic สู่โรคประจำถิ่น Endemic ซึ่งต้องขอให้แต่ละฝ่ายถอดบทเรียนการทำงานในแต่ละช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแนวทางในการรองรับสถานการณ์ในอนาคตด้วย

"นทพ." ช่วยสธ.เดินหน้าฉีดวัคซีนบูสต์เข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันรองรับเชื้อกลายพันธุ์

ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา(นทพ.) พล.อ.นเรนทร์  สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) สั่งการให้สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สสน.นทพ.) ดำเนินการ สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ในการเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่องทาง "นัดหมายผ่านองค์กร" ณ จุดให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาคารอเนกประสงค์ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.)

รมว.คลัง หวังเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นพร้อมอัดนโยบายหนุน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะเติบโตอยู่ในระดับ 1.3% และในปี 2565 จะรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอยู่ที่ระดับ 4-5%  โดยภายหลังสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง หลังจากรัฐบาลได้นำนโยบายการเงินการคลัง  มาช่วยเหลือภาคธุรกิจและลูกจ้าง  ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรักษาการบริโภคในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และยังวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตต่อไปด้วย

ทั้งนี้ยังยอมรับว่า การรักษาฟื้นตัวระยะยาวมีแนวทางสำคัญ คือ ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลบีซีจี เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เช่นเดียวกับ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย 

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนนทบุรี แจ้งประชาชนในพื้นที่ให้เฝ้าระวังน้ำท่วม อันเนื่องมาจากปรับเพิ่มปริมาณน้ำ ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนนทบุรี แจ้งประชาชนในพื้นที่ให้เฝ้าระวังน้ำท่วม อันเนื่องมาจากปรับเพิ่มปริมาณน้ำ ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.30 - 1.00 เมตร ระหว่างวันที่ 26 - 29 กันยายน 2564

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางได้มีโทรสารด่วนที่สุดที่มท (กปภก) 0631 / ว 334 ลงวันที่ 26 กันยายน 2564 ได้รับการประสานจากกรมชลประทานแจ้งว่าช่วงที่ผ่านมามีฝนตกสะสมต่อเนื่องบริเวณประเทศไทยตอนบนและกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 26 - 30 กันยายน 2564 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคกลางตอนล่างทำให้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคกลาง

ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,400 - 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้การบริหารจัดการน้ำรวมทั้งตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่ยังคงจำเป็นต้องปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระหว่าง 2,400 - 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

องอาจ – ผู้การแต้ม ดึง “ศปฉ. ปชป.” ลุยตรวจ ATK ชุมชน หลักสี่ จตุจักร 

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าทีมประสานข้อมูลผู้ติดเชื้อ ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ (ศปฉ.ปชป.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศปฉ. ปชป. จัดกิจกรรม #ตรวจ(ATK)ก่อนติด ขึ้นที่แฟลตเคหะบางบัวซอยพหลโยธิน 49/1 เขตหลักสี่ จตุจักร โดยความร่วมมือจากโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ พร้อมด้วยทีมงาน ปชป. หลักสี่ จตุจักร นำโดย "ผู้การแต้ม" พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค เข้าร่วมด้วย ซึ่งมีพี่น้องประชาชนให้ความสนใจเข้ารับการตรวจกว่า 400 ราย สำหรับในช่วงบ่ายจะได้ไปดำเนินกิจกรรมต่อที่ชุมชนนครหลวง ซ.เสือใหญ่ รัชดา 36 ต่อไป 

ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดยังคงมีอยู่ แม้ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อจะทยอยลดลงก็ตามทำให้ความต้องการในการช่วยเหลือเพื่อหาเตียงจึงน้อยลงตามไปด้วย ศปฉ. ปชป. จึงเห็นว่าควรมีบริการตรวจคัดกรองเชิงรุกด้วย Antigen test kit (ATK) เพื่อเร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน และลดการแพร่กระจายเชื้อต่อไป โดยกิจกรรมดังกล่าว ศปฉ.ปชป. ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลเอกชนอย่างน้อย 4 แห่ง ในกรณีที่พบผลการตรวจ ATK เป็นบวก โรงพยาบาลที่มาให้บริการจะเป็นผู้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมในการรักษาตัวต่อ พร้อมรับผู้ติดเชื้อเข้าไปดูแลใน Hospitel ต่อไป อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้พรรคได้มีการจัดตรวจเชิงรุก ATK ให้แล้วในเขตต่าง ๆ หลายพื้นที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนภายใต้สถานการณ์วิกฤตอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กบี้” สั่ง จัดชุด อส.กร. ดูแลเคียงข้างทุกพื้นที่กว่า 7,435 ตำบล ทั่วประเทศ 

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.ต.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากนโยบายของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่เน้นย้ำให้หน่วยทหารระดมทรัพยากรทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ กองทัพบก โดยกรมกิจการพลเรือนทหารบกจึงได้จัดให้มี อาสาสมัครกิจการพลเรือน (อส.กร.) ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ ปี 2563 ปัจจุบันมี อส.กร. รวมทั้งสิ้น 26,000 คน ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนใน 7,435 ตำบล (ตำบลละ 3 คน) และ ในปี 2565 ขยายการดูแลเป็น 75,000 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ ทั้งในส่วนภูมิภาค และในพื้นที่ชายแดน ทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยทหารในพื้นที่ เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารและสนับสนุนการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ โครงการทหารพันธุ์ดี, การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19, งานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น โดยผู้ที่รับหน้าที่เป็น อส.กร. นั้น เป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ, มีจิตอาสา,  มีความเสียสละ และร่วมเป็นเครือข่ายของกองทัพบกที่มุ่งปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนร่วมกับหน่วยทหาร 

ล่าสุดในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19  อส.กร. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลชุมชน ร่วมกับ รพ.สังกัดกองทัพบก 37 แห่ง ทั่วประเทศ ในการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค, รณรงค์การฉีดวัคซีน, การช่วยประสานการคัดแยกกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่อยู่ในระบบการกักตัวในบ้าน (Home Isolation) และการกักตัวในชุมชน (Community Isolation) รวมทั้งช่วยประสานงานกับโรงพยาบาลในการช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงเมื่อมีอาการเร่งด่วนฉุกเฉินในชุมชนที่ตนเองรับผิดชอบอีกด้วย ทั้งนี้ อส.กร. ทุกคนได้ผ่านการฝึกการอบรมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อความปลอดภัยในขณะปฏิบัติภารกิจและสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชน เป็นการป้องกันชุมชนจากโรคโควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง 
 

จุรินทร์ ดันส่งออก ข้าว-ลำไย พร้อมชวนอินโดนีเซียซื้อสินค้าไทยกว่า 1,860 รายการผ่านช่องทางออนไลน์

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจําประเทศไทย H.E. Mr.Rachmat Budiman เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยวาระนี้มีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย 

จากนั้น นายจุรินทร์ ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่า สำหรับภาพรวมระหว่างการค้าไทย อินโดนีเซีย อินโดนิเซียถือว่าเป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 7 ในโลกของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น อียู สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม มูลค่าการค้า 8 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 347,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียที่สำคัญ เช่นรถยนต์และส่วนประกอบ +65.4% เม็ดพลาสติก +74.7% ผลิตภัณฑ์ยาง +97% อาหารสัตว์เลี้ยง +52% ลำไย +91.8% เครื่องดื่ม +30.9 % ยางพารา +27.6% เป็นต้น ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.น้ำมันดิบ +328% 2.เคมีภัณฑ์ +91.6% และ 3.เหล็กกับผลิตภัณฑ์เหล็ก +251%โดยนำเข้ามาเพื่อภาคการผลิตส่งออกต่อไปในปี 64 หรือ ช่วง 8 เดือนแรก ไทยยังได้ดุลการค้าอินโดนิเซียอยู่ 3,248 ล้านบาท 

ประเด็นที่ตนได้หยิบยกมาหารือแล้วก็แจ้งให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์ต่อไปประกอบด้วย

1. ขอให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่เราพึ่งนำขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม blibli.com ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22 กันยายน 64  ที่ผ่านมา สินค้าทั้งหมดมี 1,863 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นอาหารสุขภาพ ความงามและไลฟ์สไตล์

2.ตนได้ขอเชิญเอกชนและประชาชนอินโดนิเซียหรือผู้นำเข้ามาร่วมกิจกรรม OBM (Online Business Matching ) ของประเทศไทย อย่างน้อย 2 งานสำคัญช่วงนี้ 1.งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ THAIGROOVE วันที่ 23 ถึง 26 พฤศจิกายนปีนี้ 2.งาน Phuket Gems Fest วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 64

3.ตนขอให้ท่านทูต ช่วยรีบรับนัดกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาเรื่องข้าวเพื่อจะได้เร่งรัดการส่งออกข้าวไทยไปยังอินโดนีเซียต่อไปในอนาคต

4.ตนได้ขอให้ท่านทูตเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไทยที่จะไปประจำที่สำนักงานใหญ่อาเซียนของไทยที่จาการ์ตา

นอกจากนี้การส่งออกลำไยของไทยไปยังอินโดนีเซีย 3-4 ปีนี้ติดขัดปัญหาเรื่องของการออกมาตรการของอินโดนีเซียที่จะต้องมี 1.จีเอพีคือสวนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 2.ต้องมีจีเอสพีซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และ3.จะต้องผ่านความเห็นชอบ 2 กระทรวงของอินโดนีเซีย คือกระทรวงเกษตรและกระทรวงการค้า ตนได้ขอให้ท่านทูตได้รับทราบข้อมูล เพื่อหาทางคลี่คลายให้ลำไยไทยสามารถไปสนองความต้องการของผู้บริโภคอินโดนิเซียได้มากขึ้น

สุดท้ายในเรื่องการส่งออกแอร์คอนดิชั่นเนอร์จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปีที่แล้วอินโดนิเซียได้ออกมาตรการพิเศษ 2 ข้อ 1.จะต้องมีการยื่นขออนุญาตนำเข้าอินโดนิเซียก่อน 2.จะต้องให้อินโดนิเซียตรวจโรงงานในประเทศไทยก่อนจึงจะส่งออกไปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมกังวลว่าอาจจะขัดกับหลักของ WTO และหลักการของอาเซียนในเรื่องของการสร้างอุปสรรคการค้า 

แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นต่างๆทั้งหมดนี้ยังสามารถที่จะไปหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commitee:JTC )ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียซึ่งเรามีข้อตกลงกันมาตั้งแต่ปี 54 แต่ยังไม่เคยมีการประชุม จึงเสนอว่าขอให้ร่วมมือกันจัดการ JTC ครั้งแรกขึ้นโดยประเทศไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพ เสนอว่าควรจะเป็นช่วนธันวาคมปีนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหาระหว่างกันด้านการค้าการลงทุนและในเรื่องอื่นๆ ซึ่งตนจะไทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีการค้าอินโดนิเซียต่อไป 

ส่วนอินโดนิเซียมี 3-4 ประเด็น ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาหารือ ประเด็นแรก อินโดนิเซียประสงค์จะส่งออกกุ้งสดมายังประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ขณะนี้มีอุปสรรคอยู่บางประการ ตนรับว่าจะไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมตัวเลขการส่งออกของเราต่อไปด้วย

‘ราเมศ’ เผย ‘จุรินทร์’ ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วม สั่งลูกพรรคทุกเขต ตั้งศูนย์ติดตาม ช่วยเหลือเร่งด่วน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหรือ ภาคกลาง ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค มีความห่วงใยต่อ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ขอส่งกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พร้อมได้สั่งการให้รัฐมนตรีของพรรค ส.ส. อดีต ส.ส. ประธานสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ร่วมกันให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเต็มที่ให้ทุกเขตเลือกตั้ง มีศูนย์ประชาธิปัตย์เฝ้าติดตาม ประสานและให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ร่วมกันทำงาน ทั้งในพื้นที่และส่วนกลางอย่างเต็มรูปแบบ ในส่วนกลาง สำนักงานใหญ่ของพรรคจะมีศูนย์เฝ้าติดตาม ประสานและให้ความช่วยเหลือ โดยให้ศูนย์บลูเฮ้าส์ blue house มีนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด เป็นผู้รับผิดชอบ 

ขณะนี้รัฐมนตรีของพรรคได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบในแต่ละจังหวัดที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top