Sunday, 14 June 2026
Hard News Team

ยัน!! รัฐทำตามกฎหลังร้านค้าเจอริบเงินเราชนะเพราะผิดเงื่อนไขจริง

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังเกิดกรณีที่เกิดกระแสในโลกออนไลน์กรณีกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบผู้ประกอบการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ประกอบการในโครงการเยียวยาของรัฐ โครงการเราชนะ ตรวจพบลักษณะธุรกรรมที่ผิดเงื่อนไขทั้ง ร้านค้ารับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด มีการสแกนเงินเต็มวงเงินสิทธิ (1,000 หรือ 2,000 บาท ) จำนวนมาก และร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนซื้อ-ขายข้ามจังหวัด หรือบางรายอยู่นอกพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการ  จึงจำเป็นต้องมีหนังสือประทับตราแจ้งคำสั่งผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบการ 2,099 ราย ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะ 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่ง พร้อมแสดงหลักฐานให้ทบทวนผลการพิจารณาต่อผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งกระทรวงการคลังมีขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตั้งแต่ การระงับสิทธิการใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน ชั่วคราวจนถึงการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามลำดับ รวมทั้งยังจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ เพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ อย่างใกล้ชิด 

'หมอวรงค์' เปิดกลยุทธ์เขย่าแก๊ง 3 นิ้ว ย้ำ ยินดีชี้ทางสว่าง หลังถูกหลอกใช้มานาน

11 ต.ค. 64 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า #เอากบออกจากกะลา 

หลังจากที่ผม #มาคุยกันไหม มีพี่น้องห่วงใย และอยากรู้ความคิดผม ผมบอกตรงๆ เลยว่า การต่อสู้ของเราต้องมีกลยุทธ์ ในการดึงเขาให้ออกมาเล่นในสนามของเรา 

ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ มีแต่อ้างปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หลอกลูกหลาน เยาวชน นักศึกษาให้ออกมาเป็นหัวหอก จ้องให้ร้ายสถาบันเบื้องสูง ผมไม่เคยเชื่อคนพวกนี้ 

อดีตรองอธิการมธ. โต้เฟกนิวส์ 3 นิ้ว! ร่ายยาวเปิดความจริงกรณีสวรรคต 'ร.8'

11 ต.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันที่ 13 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง ร.9 ของปวงชนชาวไทย

ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดพิธีรำลึกถึงพระองค์ท่านอย่างไรบ้าง ส่วนประชาชนทั่วไปก็คงจะทำบุญ ตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล ใน social media ก็คงจะมีการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความเทิดพระเกียรติกันอย่างเนืองแน่น และแน่นอนว่าในเพจของสำนักข่าวต่างๆ ก็จะโพสต์เรื่องราวของพระองค์กันแทบทุกเพจ

เพจของสำนักข่าวต่างๆ ที่อยู่ในค่ายของกลุ่ม 3 นิ้ว ที่ผูกขาดเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อประชาธิปไตย ก็คงจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และเรื่องราวของพระองค์กันทุกสำนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำนักข่าวเหล่านี้ ในโอกาสทำนองนี้ทุกครั้ง มักเลือกมุมที่เหมือนกับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ติดตามเข้ามาแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

กระนั้น การแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เรื่องที่ 2 คือเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ก่อให้เกิดโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ว่าเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และไม่ได้ประโยชน์จริงต่อประชาชนที่เดือดร้อนแต่อย่างใด และยังมีการกล่าวหาว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือ propaganda อีกด้วย

ในโอกาสนี้จึงใคร่ขอนำไปสำรวจข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยขอเริ่มที่ กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก่อน

การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ในวันสวรรคต รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกว่าสาเหตุของการสวรรคตเป็นอุบัติเหตุ จากอาวุธปืน

ในการสอบสวนชันสูตรพระบรมศพในชั้นแรกมิได้ทำอย่างละเอียด แพทย์ประจำพระองค์ หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ เป็นแพทย์ที่ถูกตามมาเป็นคนแรก ได้ทำความสะอาด เช็ดพระโลหิต และได้พบบาดแผลเหนือคิ้วซ้าย และได้ทำความสะอาดบาดแผล ซึ่งลักษณะเป็นรอยแฉก 4 แฉก จึงทำความสะอาดบาดแผล และเย็บแผลให้ติดกัน โดยไม่พบรอยกระสุนออกแต่อย่างใด 

ต่อมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2489 มีประธานศาลฏีกาเป็นประธาน และมีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าฟังการสอบสวนได้ ชาวบ้านจึงเรียกคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ว่า "ศาลกลางเมือง"

ในวันเดียวกัน อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ได้เชิญคณะแพทย์มาร่วมเป็นกรรมการชันสูตรพระบรมศพ มีพลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นประธาน

ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 10 มิถุนายน ขณะทำการเช็ดพระวรกาย นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ ได้พบรูกระสุนขนาด 1 นิ้ว ที่พระปฤษฎางค์ (ท้ายทอย) ซึ่งพิสูจน์ได้ในภายหลังว่าเป็นรูกระสุนออกจริง และต่อมาคณะกรรมการแพทย์กับคณะกรรมการสอบสวนจึงได้ทำการตรวจ และชันสูตรพระบรมศพอย่างละเอียดในวันที่ 21 มิถุนายน 2489 และได้มีการทดลองยิงศพต่างๆ ณ ห้องตรวจศพ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 22 มิถุนายน

ในการประชุมวันที่ 23 มิถุนายน คณะแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุของการสวรรคตเป็นไปได้ 3 ประการคือ 1.) อุบัติเหตุ 2.) ปลงพระชนม์เอง 3.) ถูกลอบปลงพระชนม์

จากการสอบปากคำของผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดของศาลกลางเมือง สรุปพอสังเขปได้ว่า

1.) หลังจากเสด็จประพาสสมุทรสาคร จังหวัดถวายเลี้ยงอาหารทะเล ผู้ที่กินปูทะเลมีอาการท้องเดินทุกคนพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็เช่นกัน ทรงประชวรพระนาภี (ท้อง) มาก วันที่ 8 มิถุนายน แพทย์จึงถวายน้ำมันละหุ่ง และพระโอสถออบตาลิดอน

2.) เช้าวันที่ 9 มิถุนายน เวลาประมาณ 5 น.เศษ สมเด็จพระราชชนนี พร้อมด้วยมหาดเล็กรับใช้อีก 2 คน เสด็จไปยังห้องบรรทม ทรงปลุกและถวายน้ำมันละหุ่ง นมสด และน้ำอุ่น จากนั้นบรรทมต่อ 

3.) เวลาประมาณ 8 น. นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กเฝ้าหน้าห้อง เห็นว่าทรงตื่นบรรทม เสด็จออกจากห้องสรง จึงนำน้ำส้มคั้นไปถวาย พระเจ้าอยู่หัวโบกพระหัตถ์ไม่เสวย แล้วเสด็จขึ้นแท่นบรรทม

4.) เวลาประมาณ 9 น. สมเด็จพระอนุชาเสด็จมาหน้าห้องแต่งพระองค์ พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถามอาการจากนายบุศย์ ปัทมศริน และนายชิต สิงหเสนี มหาดเล็กหน้าห้อง ทั้งคู่ทูลตอบว่าทรงสบายขึ้น ขณะนี้บรรทมต่อ สมเด็จพระอนุชาจึงเสด็จไปที่ห้องพระราชชนนี จากนั้นเสด็จประทับอยู่ที่ห้องเครื่องเล่น ซึ่งอยู่ติดกับห้องบรรทมของพระองค์

5.) เวลาประมาณ 9.30 น. มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด นายชิตได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าเสียงมาจากไหน ประมาณ 2 นาทีจึงเข้าไปในห้องบรรทม นายบุศย์คงรออยู่หน้าห้อง นายชิตให้การว่า เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมเหมือนปกติ แต่เห็นโลหิตเปื้อนพระศอและพระอังสา (ไหล่) ซ้าย นายชิตวิ่งไปที่ห้องพระบรรทมสมเด็จพระราชชนนี กราบทูลว่า ในหลวงยิงพระองค์ แต่ปรากฏความจริงในภายหลังว่า นายชิตเองไม่ได้เห็นเหตุการณ์เนื่องจากเข้าไปหลังได้ยินเสียงปืน 

6.) นางสาวจรูญ ตะละภัฏ ข้าหลวงของสมเด็จพระราชชนนี กำลังทำงานให้ห้องบรรทมของสมเด็จพระอนุชา ได้ยินเสียงปืน เสียงวิ่งและเสียงกราบทูลของนายชิต จึงวิ่งออกมาผ่านห้องเครื่องเล่น สมเด็จพระอนุชาประทับอยู่ห้องเครื่องเล่น ได้ยินเสียงคนวิ่ง เสียงสมเด็จพระราชชนนีกรรแสง จึงเสด็จออกจากห้องเครื่องเล่น พอดีได้พบกับนางสาวจรูญ จึงรับสั่งถามว่า "เกิดอะไรกัน" นางสาวจรูญกราบทูลไปตามที่ได้ยินจากนายชิต สมเด็จพระอนุชาจึงทรงรีบเสด็จตามไปยังห้องพระบรรทม

7.) สมเด็จพระราชชนนีเสด็จถึงก่อน นายชิตแหวกพระวิสูตร (มุ้ง) เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่ในท่าหลับธรรมดา นางสาวเนื่อง จินตดุลย์ พระพี่เลี้ยง ตามเข้าไป เห็นสมเด็จพระราชชนนีอยู่ปลายพระแท่น โถมกอดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่บนพระยี่ภู่ (ที่นอน) พระเศียรหนุนพระเขนยเอียงไปทางขวาเล็กน้อย มีผ้าคลุมจากพระบาทถึงพระอุระ พระกรทั้ง 2 ข้างเหยียดไปอย่างธรรมดา พระหัตถ์ไม่งอ พระพักตร์มีพระโลหิตไหลเปื้อนเปรอะ พระเนตรปิดสนิท ไม่ได้ทรงฉลองพระเนตร นางสาวเนื่อง เป็นผู้ที่เห็นปืนวางอยู่บนบนผ้าคลุมบริเวณข้อศอกซ้าย ใกล้ๆ พระกร หันปากกระบอกปืนไปยังปลายพระบาท จึงใช้นิ้วชี้มือขวา กับนิ้วหัวแม่มือ จับกลางตัวปืนไปวางไว้บนตู้ด้านซ้ายมือ

8 ความสำเร็จ สะท้อนพฤติกรรมมุ่งมั่นแบบจีน 'ก่อนเขาจะรวย' ทำตัวกันแบบไหน? 

คนไทยจำนวนมากยังมีค่านิยม “เจ้าคนนายคน” อยากรวยง่าย รวยเร็ว มีชีวิตหรูหรา แต่ไม่ทำชีวิตให้ไปถึงจุดนั้น ต่างกับอุปนิสัย และพฤติกรรมตอน “ก่อนจะรวย” ของคนจีน ข้อความจาก 'นายพงศ์พรหม ยามะรัต' ที่ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก และยังกล่าวต่ออีกว่า... 

เกือบๆ 5 ปีก่อน ผมบอกว่า mi หรือ Xiaomi (เสี่ยวมี่) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีมาก และวันนึงจะมาครองตลาดไทย

มีแต่คนหัวเราะเยาะผม!! 

หลายๆ คนพูดเยาะเย้ยว่า “เสี่ยวเอ้อราคาถูกๆ นั่นหนะเหรอ?”

ผมพูดเสมอว่าจีนเจริญได้เพราะขยัน หมั่นศึกษา หมั่นพัฒนา “ตนเอง”

แต่ไทยเรามักจะติดกับตัวเองในการ “วิจารณ์คนอื่น” ไปเรื่อย แต่ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ลงมือทำ

จนผมได้พบกับรองประธาน Xiaomi ตัวเป็นๆ ตั้งแต่พูดคุย จนถึงทานข้าว ผมพบวัฒนธรรม... 

“ขยันเพื่อทำสินค้าให้ดีที่สุดเพื่อลูกค้า” 

ผมมั่นใจเลยว่าเขาจะครองโลก!! 

คนจีนมีความอยากรวยเหมือนคนไทย

แต่สิ่งที่ต่างกันคืออุปนิสัย และพฤติกรรมตอน “ก่อนจะรวย”

นิสัย “ก่อนจะรวย” นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในไทย

คนจีนไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ ก่อนจะรวยนั้นมีนิสัยคล้ายๆ กันหลายอย่าง ดังนี้... 

1.) ประหยัด แต่ไม่ขี้เหนียวในการพัฒนาตัวเอง

2.) จัดการการเงินดี มี 10 บาท ใช้ 2 บาท 

ชื่นชอบของแบรนด์เนม แต่ไม่ซื้อของแบรนด์เนมมาแข่งกัน เพราะมองว่าต้องประสบความสำเร็จซะก่อน 

เด็ก Startup ในจีนที่ผมรู้จักเยอะมาก จะไม่กิน Starbucks ก่อนจะรวยเด็ดขาด พวกเค้าจะเลือกทานกาแฟดีของท้องถิ่นที่ราคาไม่ต้องแพง แล้วเก็บเงินเพื่อลงทุนในการพัฒนาตัวเอง หรือหุ้น หรือลงทุนกิจการในอนาคต

3.) ใครซื้อของแบรนด์เนม เห่อซื้อรถราคาแพง โดยยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำกิจการ จะไม่ได้รับการยอมรับ

4.) สังคมจีนให้ความสำคัญกับความสำเร็จที่จับต้องได้ ไม่ใช่เขียนอะไรสวยๆ พูดดูดีๆ ขับรถแพงๆ แต่ต้องเปิดร้านบะหมี่ที่อร่อยจริง มีลูกค้ามาต่อคิว ไปจนถึงทำ Startup คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

5.) สังคมจีนไม่ยึดติด และฝันอยู่กับความสำเร็จในอดีตหรือปัจจุบัน

นายกฯ เปิดงาน Global Compact Network Thailand – (GCNT) Forum 2021 “พลิกโฉมประเทศ” วางเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคลุมประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ

นายกฯกล่าวปาฐกถาพิเศษ “บทบาทผู้นำ มุ่งสู่การลงมือแก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)” เปิดงาน Global Compact Network Thailand – (GCNT) Forum 2021 “พลิกโฉมประเทศ” วางเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคลุมประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ

ณ ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน  Global Compact Network Thailand – (GCNT) Forum 2021 ภายใต้หัวข้อ “บทบาทผู้นำ มุ่งสู่การลงมือแก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Leadership for Climate Actions)” ผ่านระบบการประชุมทางไกล  โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรสมาชิก GCNT 74 องค์กรในประเทศไทยจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม เข้าร่วมงาน ภายหลังเสร็จสิ้น นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับ ที่ผ่านมายังได้มอบสัตยาบันสารเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีสให้กับเลขาธิการสหประชาชาติด้วยตนเองเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเวทีสหประชาชาติได้ใช้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตกลงปารีสเป็นแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยไทยให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ตลอดจนหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหา climate change

โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการลดและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูงเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค ที่ผ่านมาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดกระแสต่อต้านสินค้าบางประเภทแล้ว อาทิ กรณีการต่อต้านน้ำมันปาล์มที่ผลิตในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในสหภาพยุโรป (อียู) และปัจจุบัน อียูอยู่ระหว่างร่างระเบียบมาตรการการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ซึ่งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2566 ครอบคลุมสินค้า 5 ประเภท ได้แก่ ซีเมนต์ พลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม และมีแนวโน้มที่จะขยายไปยังสินค้าอื่น ๆ ในอนาคต ขณะเดียวกัน เริ่มมีกระแสในสหรัฐฯ และแคนาดาที่อาจพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะคล้ายคลึงกันด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นโอกาสที่ไทยจะ “พลิกโฉมประเทศ” สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า เน้นการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สร้างพลวัตใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ และจะเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจทุกขนาด ทั้งนี้ไทยต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากกองทุนระหว่างประเทศ และประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการทวิภาคีเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ และโครงการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้ประโยชน์จากโครงการกลไกเครดิตร่วม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2558 และกำลังพิจารณาขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่น ๆ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องปรับตัว แม้การปรับตัวจะมีค่าใช้จ่าย แต่การไม่ปรับตัวจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าในระยะยาวซึ่งภาคเอกชนไทยหลายบริษัทเริ่มปรับตัวแล้ว โดยรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำซึ่งกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์โดยเร็วที่สุดภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้ โดยภาคพลังงานและขนส่งยังคงเป็นภาคส่วนหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ได้จัดทำเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2065 ด้วย ได้บรรจุประเด็น climate change ในนโยบายระดับประเทศ ภายใต้กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยมีหมุดหมายที่สำคัญ คือ หมุดหมายที่ 10 การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ และหมุดหมายที่ 11 การลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็น 2 หมุดหมายที่ตอบสนองต่อประเด็น climate change โดยตรง ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยต่อยอดจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้นภายในปี 2565 และขอเชิญชวนภาคเอกชนมีส่วนร่วมในโครงการนี้ รวมทั้งการริเริ่มโครงการอื่น ๆ ที่มุ่งใช้จุดแข็งในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติของไทยและส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปรับตัวตามทิศทางบรรทัดฐานใหม่ ๆ ในเวทีระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมทำความเย็นในการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอนที่ทำลายชั้นบรรยากาศและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และผลักดันเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ไทยสามารถเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเปลี่ยนผ่านไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ โดยตั้งเป้าที่จะให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด รวมทั้งมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 15 ล้านคัน หรือ 1 ใน 3 ของยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2578

“มูลนิธิเมาไม่ขับ” ร้อง “กมธ.กฎหมายฯ” แก้ไขบทลงโทษเมาแล้วขับ จี้ สอบคดีเมาแล้วชน 2 ผัวเมียพร้อมลูกน้อยที่ศรีสะเกษ ด้าน “สิระ” ลั่น ถึงเวลาทำให้คนเมาแล้วขับเป็นฆาตกร 

ที่รัฐสภา นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขามูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมเหยื่อเมาแล้วขับ ยื่นหนังสือถึงนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้กมธ.ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแก้ไขบทลงโทษในฐานะความผิดเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และขอให้ติดตามตรวจสอบคดีเมาแล้วขับในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ

โดย นพ.แท้จริง กล่าวว่า จากความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง ทั้งความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งในทุกปีจะมีคนไทยเสียชีวิตบนท้องถนนประมาณ 19,000 คน บาดเจ็บราว 1 ล้านคน มีผู้พิการไม่น้อยกว่า 60,000 คน ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ ขณะเดียวกันบทลงโทษทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมผู้ที่เมาแล้วขับได้ มูลนิธิเมาไม่ขับ จึงขอให้กมธ.พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำการศึกษาเพื่อแก้ไขบทลงโทษฐานความผิดเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจากความผิดฐานประมาท และขอให้แก้ไขเป็นการขับขี่ที่มีอันตรายร้ายแรงเล็งเห็นผลได้ว่าจะเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต บาดเจ็บและพิการไต้

นพ.แท้จริง กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้กมธ.ติดตามตรวจสอบคดี นายราเมศ มาด้วง อายุ 47 ปี เมาสุรา ขับรถชนนายสมปอง ลุนลา และน.ส.ยุวดี พลเยี่ยม 2 สามีภรรยาเสียชีวิตพร้อมกับบุตรชายอายุ 1 ขวบ และมีบุตรหญิง 3 ขวบ บาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 64 ที่ สภ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งหลังขับรถชนแล้ว รถปิคอัพได้ลากรถมอเตอร์ไซค์พร้อมกับร่างคนติดใต้ท้องรถไปไกลกว่า 200 เมตร หลังจากนั้นได้หยุดรถเพื่อดึงซากรถจักรยานยนต์ออกจากใต้ท้องรถ และพยายามขับหลบหนีต่อ แสดงให้เห็นเจตนาจะหลบหนีไม่ลงมาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องของความประมาท น่าจะต้องดำเนินคดีว่ามีเจตนาทำร้ายผู้อื่นส่งผลให้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

“องอาจ” แนะ ศบค. เร่งรณรงค์การ์ดอย่าตกอย่างจริงจัง หลังพบคลัสเตอร์งานศพ งานสังสรรค์ จัดปาร์ตี้มั่วสุมมากขึ้น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยขณะนี้ว่า จากรายงานของ ศบค. พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ของไทย อยู่ในสภาวะทรงตัวคือมีผู้ติดเชื้อประมาณ 10,000 ราย ซึ่งอยู่ในสภาวะที่ ศบค. คาดว่าจะควบคุมให้ทรงตัว หรือลดลงได้เรื่อยๆ จึงตัดสินใจคลายล็อคข้อจำกัดต่างๆ ให้สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติเพื่อพยุงให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

แต่หลังจากคลายล็อคได้ไม่นาน มีประชาชนบางส่วนเริ่มการ์ดตกมาขึ้น อาจเป็นเพราะมั่นใจว่าได้ฉีดวัคซีนแล้ว และเชื่อว่าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลดลง จึงพบว่าเริ่มมีการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์จากงานศพ คลัสเตอร์จากงานสังสรรค์ คลัสเตอร์จากการจัดงานตามพื้นที่ต่างๆ ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก

ขณะเดียวกันก็พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายจัดปาร์ตี้มั่วสุมตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่คนเข้าร่วมปาร์ตี้มั่วสุมจากหลักสิบ พุ่งขึ้นเป็นหลักหลายร้อยคน และอาจจะมีการจัดปาร์ตี้มั่วสุมลักษณะนี้อีกมาก แต่รอดพ้นการจับกุมของตำรวจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจากยอดผู้ติดเชื้อจากการตรวจ ATK เชิงรุกในรอบ 10 วันที่ผ่านมา ก็เพิ่มจากหลักพันคนเป็นหลักหมื่นคน ถึงแม้ผู้ตรวจ ATK พบว่าติดเชื้อจะไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกคนจนกว่าจะตรวจ PCR อีกครั้งก็ตาม

รมว.เฮ้ง มอบ จักรเย็บผ้าช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้านอาชีพ จ.ชลบุรี ให้มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบจักรเย็บผ้า จำนวน 2 หลัง ให้แก่นางพรรณี เผือกหอย เนื่องจากที่มีผู้เดือดร้อนด้านการประกอบอาชีพในโอกาสเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้งานประกันสังคมมาตรา 40 ณ บริเวณชายหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุทธิ สุโกศล คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม นายธวัชชัย ศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงานเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย 

โดย นายสุชาติ กล่าวว่า การมอบจักรเย็บผ้า จำนวน 2 หลัง ให้แก่ผู้เดือดร้อนด้านการประกอบอาชีพ
ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพรับงานไปทำที่บ้าน เนื่องจากที่มีผู้เดือดร้อนด้านการประกอบอาชีพได้ร้องขอความช่วยเหลือมายังกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานและแรงงานนอกระบบที่มีความเดือดร้อนด้านอาชีพ และสั่งการให้กระทรวงแรงงานช่วยเหลือโดยการส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้อย่างยั่งยืน ผมจึงได้มอบหมายให้ สำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี โดยนายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ได้ลงพื้นที่ ไปพบนางพรรณี เผือกหอย บ้านเลขที่ 166/ 117 ชอย 19 ถนนบางแสนสาย 2 ต.แสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพื่อประสานงานและพบว่าผู้เดือดร้อนและครอบครัวประกอบอาชีพเย็บผ้าส่งตามคำสั่งซื้อจากเดิมมีรายได้เดือนละ ประมาณ 20,000 บาท แต่ประสบปัญหาด้านสุขภาพเส้นเลือดในสมองตีบ จึงทำให้ต้องขายจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ

วันแรกรับสมัครเลือกตั้ง อบต. "ธวัชชัย" กกต. ย้ำผู้ติดเชื้อหรืออยู่ระหว่างการกักตัวจากการติดเชื้อโควิด-19 จะสมัครรับเลือกตั้งให้เป็นอำนาจ ศบค.อนุญาต หากรู้ตัวแอบมาสมัครจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย  ขณะที่ กกต.คนอื่นลงพื้นที่ตามแผน 7 ดาวกระจาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค. และจะลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 28 พ.ย. 2564 

โดยวันนี้ นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการสมัครรับเลือกตั้ง  และการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งสมาชิกสภาและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตะไนย์  อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี   โดยมีนายสุจินต์  ไชยชุมศักดิ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี  และ ผอ.ประจำองค์การบริหารส่วนตำบลบางตะไนย์ ให้การต้อนรับและร่วมตรวจการรับสมัคร 

นายธวัชชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จะสมัครรับเลือกตั้งต้องสมัครด้วยตัวเองตามกฎหมายกำหนด  และได้ประสานยังกรมควบคุมโรค  และ ศบค.ที่จะพิจารณาอนุญาต สำหรับคนที่จะสมัครรับเลือกตั้ง อบต. แต่อยู่ในพื้นที่กักตัวหรืออยู่ระหว่างการรักษาโควิด-19  หากยังไม่ควรที่จะออกมาสมัครก็จะไม่อนุญาตให้ออก   ส่วนผู้ที่มาสมัครทั่วไปก็จะมีมาตราการด้านสาธารณสุขในพื้นที่รับสมัครอย่างเข้มงวด สวมหน้ากาก ล้างมือ วัดอุณหภูมิร่างกาย เพราะ กกต.ไม่ทราบได้ว่าใครติดโควิด-16 หรือไม่ 
หากพบภายหลังว่า มีผู้ที่รู้ตัวเองอยู่ว่าติดโควิด-16  แต่ยังมาสมัครก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย  และดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคแจ้งบุคคลที่มีความเสี่ยง

“แต่เชื่อว่าผู้ที่จะสมัครจะต้องรู้ตัวเอง  หากจะมาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องมีความรับผิดชอบในตัวเอง   หากรู้ว่าติดโควิด-16  แต่มาสมัครจะไปเป็นผู้บริหารท้องถิ่นได้อย่างไร”นายธวัชชัย กล่าว

นายธวัชชัย กล่าวว่า สำนักงาน กกต.  อบต. และจังหวัด  เตรียมความพร้อม เรียบร้อยไม่มีปัญหาใด   พร้อมเชิญชวนผู้ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งสมัคร  แต่ย้ำเตือนเรื่องเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน และคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะตามกฎหมายใหม่  หากรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติแต่รับสมัครจะมีโทษตามกฎหมาย 

ทั้งนี้ จากการสังเกตการณ์ นายธวัชชัย  กล่าวว่าได้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รู้สึกสบายใจและเป็นไปตามมาตรการที่กำหนดไว้ในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19    ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งได้แจ้งทราบแก่เจ้าหน้าที่และผู้สมัครให้รับทราบ   ทั้งนี้ได้กำชับ กกต.จังหวัด  ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และผู้ว่าราชการจังหวัด เครือข่ายอาสาสมัคร  ดูเรื่องการเข้มงวดกวดขัน  ปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง  และการกระทำที่ผิดกฎหมาย

หากวันเลือกตั้ง อบต. 28 พ.ย.นี้ มีบางพื้นที่ประสบปัญหาภัยพิบัติ หรือ เกิดการแพร่ระบาดโควิด -19 ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง   นายธวัชชัย  กล่าวว่า กกต.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง กกต.อบต.ทุกพื้นที่ 5,300 แห่ง ว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวจะต้องปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องโควิด-19  ที่มีมาตรฐานทางสาธารณสุข ของกรมควบคุมโรค และ ศบค.กำหนดไว้   จะดำเนินการโดยเคร่งครัด  หรือจะเลื่อนวันลงคะแนนสามารถเลื่อนได้ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องเกิดเหตุในวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 28 พ.ย.ซึ่งจะพิจารณาเป็นพื้นที่ๆไป 

'ชมรมแพทย์ชนบท' เตือนระบาดระลอกใหม่ ชี้!! ผลตรวจ ATK พุ่ง - คลัสเตอร์ใหม่ผุดเพียบ

เพจเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์โควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้งแล้ว โดยระบุว่า โปรดให้ความสนใจ และตื่นตัว ระมัดระวัง

วันนี้ (10 ต.ค.)บวกเพิ่ม 10,817 ราย แต่ดูให้ดีๆ…การตรวจหาเชื้อมี 2 วิธี วิธีมาตรฐาน RT-PCR พบผู้ติดเชื้อ 10,817 ราย แต่ข้างล่างยังตัวเลขการตรวจด้วย ATK พบเชื้ออีก 10,055 ราย รวมแล้วเป็นกว่า 2 หมื่นราย ในจำนวน ATK บวก ไม่ได้ตรวจยืนยันด้วย rt-pcr ทุกราย จำนวนผู้ติดเชื้อกำลังขาขึ้นอีกครั้งอย่างชัดเจนแล้ว 

ผู้ป่วยหนักยังร่วม 3 พันราย ถือว่ายังไม่ลด ซึ่งสอดคล้องจำนวนผู้ติดเชื้อ ปกติป่วยสีแดงราว 10% หากคำนวณ 3,000 รายนี้กลับไป เราน่าจะมีผู้ติดเชื้อราวไม่ต่ำกว่าวันละ 30,000 คน ในขณะที่ยอดการตรวจเชิงรุกลดลง หากตรวจมากขึ้นในหลายพื้นที่อัตราการติดเชื้อในชุมชนสูงมาก กว่าร้อยละ 20 โควิดกำลังขาขึ้น พื้นที่สีแดงกำลังขยาย ภาระการควบคุมโรคได้กลายเป็นของวิชาชีพสุขภาพในกระทรวงสาธารณสุขโดยสมบูรณ์แล้วอีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top