Monday, 15 June 2026
Hard News Team

เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าเสนอไทยคุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย หลัง อย.สหรัฐ ไฟเขียวขายบุหรี่ไฟฟ้า วอนหมอไทยเลิกด้อยค่าบุหรี่ไฟฟ้า

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าลุ้นไทยปลดแบนบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อประโยชน์ต่อผู้สูบบุหรี่และการเก็บภาษี แนะดูแนวทางสหรัฐฯ คุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย หลัง อย. สหรัฐให้อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าเพราะเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ 
 
นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน เปิดเผยภายหลังทราบข่าวองค์การอาหารและยา ของสหรัฐอเมริกา (The Food and Drug Administration หรือ FDA) ที่อนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งของ บริษัท RJ Reynolds สามารถขายได้ในสหรัฐอเมริกาว่า “อย. สหรัฐมองว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถลดการสัมผัสกับสารเคมีที่เป็นอันตรายเมื่อเทียบกับควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของบุหรี่ และเป็นการปกป้องสุขภาพของประชาชนส่วนรวมโดยแนวทางควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของสหรัฐเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ โดยมีการศึกษาผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ และเห็นว่าประโยชน์ของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่จะช่วยให้ลดการสูบบุหรี่มีมากกว่าความเสี่ยงในการที่เยาวชนจะมาติดบุหรี่ไฟฟ้า จึงอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้เพื่อให้ทางเลือกกับผู้สูบบุหรี่ ในขณะที่ยังสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าและบังคับใช้กฎหมายป้องกันการโฆษณาและการเข้าถึงของเยาวชนได้ด้วย”
 
“ต่างกับในประเทศไทยที่ให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะจะกลายเป็นผู้สูบบุหรี่ในที่สุด จึงจำเป็นต้องแบนไว้ก่อน แต่ 7 ปีที่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมาย เราก็ยังเห็นมีผู้ใช้อยู่เป็นจำนวนมากรวมถึงเยาวชนที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วไลฟ์โชว์กันทางสื่อโซเชี่ยลมีเดียด้วย ซึ่งหากเรานำบุหรี่ไฟฟ้ามาควบคุมให้เหมาะสม กำหนดอายุผู้ซื้อผู้ขาย ก็จะช่วยให้รัฐบาลป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนได้ดีกว่า เหมือนที่เรากำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่ จนทำให้อัตราการสูบบุหรี่ในเยาวชนที่อายุตำกว่า 20 ปีลดลงจาก 9.7% เหลือ 6.2% ในปีที่ผ่านมา”
 
ตามรายงานของนิวยอร์คไทม์เผยว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา FDA ออกแถลงการณ์อนุญาตให้ RJ Reynolds ทำการตลาดผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า 3 รายการ หลังจากที่บริษัทยื่นคำขออนุมัติขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ (Pre-market Tobacco Product Application: PMTA) โดยบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 3 รายการที่ได้รับอนุญาตเป็นรสชาติใบยาสูบธรรมดา ซึ่งไม่ใช่รสชาติที่มีการปรุงแต่ง โดย FDA ระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่เด็ก ๆ จะเริ่มจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วหันไปสูบบุหรี่ซึ่งมีอันตรายมากกว่าแทน ทั้งนี้ การอนุญาตของ FDA ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการถกเถียงด้านสาธารณสุขที่มีมายาวนานกว่าหลายทศวรรษ โดย FDA ระบุว่าในแถลงการณ์ว่าไอละลองของบุหรี่ไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาตมีพิษน้อยกว่าควันของบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ และการอนุญาตดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะมีการประชุมประเทศภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของโลกในช่วงวันที่  8-13 พฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าจะมีการถกเถียงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน
 
ด้านนายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนอีกท่านหนึ่งของ ESCT ระบุว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ US FDA ยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าเช่นเดียวกับอังกฤษ นิวซีแลนด์ และอีกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก แต่ฝ่ายต่อต้านของไทยพยายามด้อยค่าบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการให้ข้อมูลด้านลบเพียงอย่างเดียว ทั้งที่เมื่อเทียบกับบุหรี่แล้ว บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่ามาก อีกทั้งยังไม่ยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าการแบนบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นนโยบายที่ล้มเหลว ทั้งทำให้เกิดตลาดใต้ดิน เก็บภาษีก็ไม่ได้ และยังห้ามคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้จริง ๆ อีกด้วย จึงต้องจับตาว่าประเทศไทยจะมีจุดยืนอย่างไรในการประชุมนี้”

"เสกสกล" ตีแสกหน้า "ปู" สุมหัว "ปลอดกับโต้ง" ออกคลิปน้ำท่วม'54 แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ฟอกตัวอย่างไม่เกรงใจประชาชน โยนบาปให้คนอื่น

19 ตุลาคม นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เผยแพร่คลิป “น(า)ทีวิปโยค : 10 ปีมหาอุทกภัย” ย้อนรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายเสกสกล ได้ออกมาเปิดเผยว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณคิดเพื่อไทยทำอีกหลายคน โดยเฉพาะนายปลอดประสพ สุรัสวดี และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิง กล่าวหาหน่วยงานรัฐ รวมไปถึงพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ฟอกตัวอย่างไม่เกรงใจประชาชนที่ทุกข์ระทมขมขื่น มีชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นหลายเดือนจากการบริหารจัดการน้ำไร้ประสิทธิภาพในยุคนั้น 

ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์น้ำท่วมปี 2554 ยาวข้ามปีไปถึง 2555 คนไทยจำได้ดี น้ำท่วมกินพื้นที่กว่า 36 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัด ไล่ตั้งแต่เชียงใหม่ลงมาถึง กทม. ประชาชนเดือดร้อนกว่า 12 ล้านคน คนตายอย่างน้อย 815 คน มีคนไทยกว่า 5 ล้านคน กลายเป็นผู้อพยพ คนงานเกือบ 650,000 คน ตกงานหรือได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีนักวิชาการธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.425 ล้านล้านบาท

แต่มาวันนี้นางสาวยิ่งลักษณ์กับพวกกลับหน้ามึนถึงขนาดออกมาโยนขี้ให้คนอื่นไปทั่ว ไม่เห็นความบกพร่องผิดพลาดของพวกตนเลย พยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ด้วยวาทกรรมเดิมๆ ทั้งๆ ที่ความจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายในวันที่ 23 สิงหาคม 2554 หากใส่ใจกับการแก้ปัญหาจริงๆ เหมือนการออกพาสปอร์ตและแก้ปัญหาให้พี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร ที่หนีคดีอยู่ ย่อมจะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนทุเลาลงได้มากกว่านี้หลายเท่านัก 

สถานการณ์น้ำท่วมปี 54 ส่งสัญญาณมาจากพายุไหหม่า และนกเต็น ตั้งแต่เดือน มิ.ย. และ กค. 2554 มีสถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก แต่ยิ่งลักษณ์มัวแต่นวยนาด กว่าจะลงมือแก้ปัญหาจริงๆ จังๆ ก็กลางเดือนกันยา 54 กว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็เดือนตุลา 54 ใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์ แล้วสุดท้ายขนาดดอนเมืองยังปล่อยให้ท่วม แล้วชีวิตชาวบ้านจะเหลืออะไร นั่นเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของคนไทย ที่ต้องทนอยู่กับนายกฯ โง่ๆ และรัฐบาลหุ่นเชิดที่คอยแต่รับคำสั่งจากคนแดนไกลอย่างแท้จริง

สหรัฐฯ งานงอก!! แรงงานขนส่งขาดแคลนหนัก ดันราคา 'สินค้า-พลังงาน' พุ่งจนฉุดไม่อยู่

ในเวลานี้ รัฐบาลไบเดนกำลังเผชิญปัญหาหนัก นอกเหนือจากความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติ Covid-19 ตามคำสัญญาของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่จะ "Make America Normal Again" - ทำให้อเมริกากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

แต่ล่าสุด รัฐบาลไบเดน กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายระลอกใหม่จากพิษของ Covid-19 ก็คือ ปัญหาจากระบบขนส่งกระจายสินค้า

ปัญหานี้ เกิดตั้งแต่แถบชายฝั่งตะวันตกที่ท่าเรือลอสแอนเจลิส จนลามไปทั่วประเทศ ที่ตอนนี้มีตู้คอนเทนเนอร์สินค้า รอส่งต่อไปยังปลายทางอยู่เป็นจำนวนมาก ระบายไม่ทัน แต่ในขณะเดียวกัน ภาคแรงงานยังไม่ฟื้นตัวทันปริมาณงานขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังการเปิดเมือง 

ด้วยปัญหาด้านการขนส่งที่ล่าช้า เลยทำให้สินค้าอุปโภค/บริโภค และน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ โดยเฉพาะอาหารสด เนื้อสัตว์ และน้ำมัน ที่เริ่มขาดแคลนแล้วในหลายพื้นที่ จึงทำให้ตอนนี้ชาวอเมริกันพากันออกไปซื้อสินค้ามากักตุนไว้เป็นจำนวนมาก เลยยิ่งทำให้ระบบขนส่งรวนหนัก เพราะยอดออเดอร์พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่สินค้าจะระบายได้ทัน 

ปัญหาสารพันเหล่านี้ เกิดเพราะ Covid-19 เป็นเหตุ สังเกตได้ 

หลังจากที่ภาคอุตสาหกรรม การบริโภคหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงที่ล็อกดาวน์เมือง พอกลับมาเปิดเมืองอีกครั้ง ความต้องการสินค้าก็เข้ามาทันควัน หลังจากที่อั้นมานาน แต่ระบบขนส่งเพิ่งกลับมาเดินเครื่อง ยังไม่ได้เต็ม 100% เหมือนก่อนช่วง Covid-19 จึงทำให้ระบบจัดการ รับส่งสินค้า ปั่นป่วนไปหมด 

แต่นอกเหนือจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ปัญหาภาคแรงงานในสหรัฐอเมริกาต่างหาก ที่เป็นสาเหตุของการ Disrupt ครั้งใหญ่ในกระบวนการขนส่ง เพราะตั้งแต่เกิดการระบาดของ Covid-19 มีคนทำงานหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก

และจากตัวเลขแรงงานในสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคม 2021 ที่ผ่านมาพบว่า มีคนทำงานลาออกจากงานมากกว่า 4.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติ Covid-19 ที่ในสหรัฐฯ ในปี 2020 เป็นต้นมา 

โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิทยา มานี คณะบริหารธุรกิจ แห่งมหาวิทยาเวอร์จิเนีย ให้ความเห็นว่า จาก Covid-19 ทำให้ภาคแรงงานเกิดการเปลี่ยนแปลงสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างขนานใหญ่ บางคนย้ายไปทำงานในสายงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า และบางคนก็ยังไม่ตัดสินใจกลับเข้ามาในระบบแรงงาน 

ซึ่งแรงงานในส่วนของขนส่ง และคลังสินค้า นับเป็นกลุ่มคนทำงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำมากที่สุด ที่ตอนนี้ขาดแคลนแรงงานมากกว่า 4.9 แสนตำแหน่ง จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน

จึงทำให้บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้ง Amazon Walmart Target ต้องหันมาทุ่มทุน ขึ้นค่าแรงและสวัสดิการเพื่อแย่งตัวคนงานกลับมาทำงานให้ทันก่อนเข้าช่วงคริสต์มาส 

“อนุทิน”แจง ตั้ง”บิ๊กเล็ก” คุม ศบค.ส่วนหน้า ไร้ปัญหา  เชื่อ มีแต่ได้กับได้ ชี้ ให้มองเจตนารณ์คำสั่งนายกฯ เพื่อประโยชน์ปชช. ติง “ศุภชัย” หารือก่อนแสดงความเห็น 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด - 19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศบค. ส่วนหน้า เพราะเป็นการใช้การทหารนำการสาธารณสุข ว่า นายศุภชัย ใช้ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการแสดงความเห็นส่วนตัว ซึ่งตนได้ชี้แจงกลับไปว่าเรื่องมีมากกว่านั้น ไม่ใช่เรื่องของแพทย์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง การควบคุมสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้แพทย์และพยาบาลเข้าถึงคนไข้ และได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งตนก็ได้ทำความเข้าใจกับ นายศุภชัย เรียบร้อยแล้ว โดยแจ้งไปว่าก่อนจะเขียนแสดงความเห็นอะไรให้โทรมาถามตนก่อน 

เมื่อถามว่ายืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นของนายศุภชัย ไม่เป็นการขัดแย้งต่อคำสั่งฯ ของนายกฯ และสามารถทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้  นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีแต่ได้เพราะการทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากไม่มีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมจะลำบาก ดังนั้นการที่หลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย และกองทัพ เข้ามาทำงานก็ถือว่าเป็นการร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน และพล.อ.ณัฐพล ที่ที่ปรึกษานายกฯก็มีประสบการณ์ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 และเคยเป็น ผอ.ศบค. ศปก.มาทั้งปี

"นิพนธ์" หนุน​ ศบค.ส่วนหน้าแก้โควิดใต้​ เชื่อ​มือ "บิ๊กเล็ก" มีประสบการณ์​ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายนิพนธ์​ บุญญามณี​ รมช.มหาดไทย​ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายศุภชัย​ ใจสมุทร​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ พรรคภูมิใจไทย​ คัดค้านการให้  พล.อ.ณัฐพล​ นาคพาณิชย์​ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี​ ซึ่งเป็นทหารมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศบค.ส่วนหน้า​ ว่า​ ความเห็นส่วนตัวของตน คิดว่าการแก้ปัญหาโควิด-19​ ในพื้นที่ภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด บูรณาการงานร่วมกันให้ได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ที่สำคัญคือการทำความเข้าใจกับประชาชน เนื่องจากขณะนี้ประชาชนบางส่วนคิดว่าวัคซีนไม่มีความจำเป็น ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ให้ได้ และภาครัฐเองต้องพร้อมที่จะส่งวัคซีนลงไปให้ทันต่อความต้องการ เชื่อว่าวัคซีนมีจำนวนเพียงพอในการที่จะจัดสรรลงไป แต่ต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงคัดค้านการให้ทหารเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหา​ เพราะอยากให้แพทย์เป็นผู้รับผิดชอบมากกว่า นายนิพนธ์ กล่าวว่า การบูรณาการงานของทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพื้นที่ภาคใต้ เพราะยังมีคนออกนอกบ้านในเวลาเคอร์ฟิวอยู่ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น การจะทำให้ทุกคนเคารพระเบียบเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างวินัย จึงมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และฝ่ายๆอื่น โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่อยู่ต้องร่วมมือกัน​ เพราะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่พิเศษอยู่แล้ว

"สมศักดิ์" เหน็บ คนไม่มีงานทำ  มักพูดการเมือง ชี้ “พูดง่าย-ไม่ต้องใช้สมอง” ลั่น ตอนนี้ยังคิดและทำงานได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีที่หลายพรรคเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเตรียมการลงพื้นที่และวางตัวผู้สมัครเลือกตั้งแล้ว ว่า ในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา ตนเห็นผู้คนพูดเรื่องการเมืองตลอด จึงขอเรียนว่าวันไหนที่ไม่มีเรื่องงาน หรือแนวนโยบายที่จะพูด ส่วนใหญ่นักการเมือง ก็จะมาพูดเรื่องการเมือง เพราะไม่ต้องเตรียมอะไร เวลาไมค์จ่อก็พูดได้ เนื่องจากเป็นความเห็นที่เกิดขึ้นแต่ละวัน แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องงาน เรื่องแนวคิดที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ตรงนี้ต้องใช้เวลาคิดและตรึกตรอง  จะเห็นได้ว่านักการเมืองที่ชอบพูดเวลามีไมค์อยู่ ก็เอาเรื่องการเมืองและความขัดแย้ง ในแต่ละวันมาพูด ไม่ต้องใช้สมองอะไรมากมาย และเป็นข่าวได้ทุกวัน แต่เวลานี้ตนยังสามารถคิดแนวนโยบายในเรื่องของการช่วยสังคมได้อยู่ ก็จะพูดในส่วนนี้ วันไหนที่ไม่มีอะไรจะพูดแล้วจะหันมาพูดเรื่องการเมือง 

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ ที่เวลานี้หลายพรรคการเมือง เตรียมตัวบุคคลและเริ่มลงพื้นที่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องแนวนโยบายอะไรที่มาพูด เขาก็เลยพูดเรื่องการเมืองไปแต่ละวัน ก็ให้ไปพิจารณาว่าเป็นไปอย่างที่ตนว่าหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรก็ต้องพูดเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องการเมืองเพราะมันง่าย ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากเกี่ยวกับคำพูดและการนำเสนอ 

"เสกสกล" ตีแสกหน้า "ปู" สุมหัว "ปลอดกับโต้ง" ออกคลิปน้ำท่วม'54 แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ฟอกตัวอย่างไม่เกรงใจประชาชน โยนบาปให้คนอื่น 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เผยแพร่คลิป “น(า)ทีวิปโยค : 10 ปีมหาอุทกภัย” ย้อนรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายเสกสกล ได้ออกมาเปิดเผยว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ และอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณคิดเพื่อไทยทำอีกหลายคน โดยเฉพาะนายปลอดประสพ สุรัสวดีและนายกิตติรัตน์  ณ ระนองอดีตรองนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิง กล่าวหาหน่วยงานรัฐ รวมไปถึงพยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ฟอกตัวอย่างไม่เกรงใจประชาชนที่ทุกข์ระทมขมขื่น มีชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นหลายเดือนจากการบริหารจัดการน้ำไร้ประสิทธิภาพในยุคนั้น 
 
ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์น้ำท่วมปี 2554 ยาวข้ามปีไปถึง 2555  คนไทยจำได้ดี น้ำท่วมกินพื้นที่กว่า 36 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัด ไล่ตั้งแต่เชียงใหม่ลงมาถึง กทม. ประชาชนเดือดร้อนกว่า 12 ล้านคน คนตายอย่างน้อย 815 คน มีคนไทยกว่า 5 ล้านคน กลายเป็นผู้อพยพ  คนงานเกือบ 650,000 คน ตกงานหรือได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีนักวิชาการธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.425 ล้านล้านบาท

แต่มาวันนี้นางสาวยิ่งลักษณ์กับพวกกลับหน้ามึนถึงขนาดออกมาโยนขี้ให้คนอื่นไปทั่ว ไม่เห็นความบกพร่องผิดพลาดของพวกตนเลย พยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ด้วยวาทกรรมเดิมๆ ทั้งๆ ที่ความจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายในวันที่ 23 สิงหา 2554 หากใส่ใจกับการแก้ปัญหาจริงๆ เหมือนการออกพาสปอร์ตและแก้ปัญหาให้พี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร ที่หนีคดีอยู่ ย่อมจะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนทุเลาลงได้มากกว่านี้หลายเท่านัก 

สถานการณ์น้ำท่วมปี54 ส่งสัญญาณมาจากพายุไหหม่า และนกเต็น ตั้งแต่เดือน มิ.ย. และ กค. 2554 มีสถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก แต่ยิ่งลักษณ์มัวแต่นวยนาด กว่าจะลงมือแก้ปัญหาจริงๆ จังๆ ก็กลางเดือนกันยา 54  กว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็เดือนตุลา54 ใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์ แล้วสุดท้ายขนาดดอนเมืองยังปล่อยให้ท่วม แล้วชีวิตชาวบ้านจะเหลืออะไร นั่นเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของคนไทย ที่ต้องทนอยู่กับนายกฯโง่ๆ และรัฐบาลหุ่นเชิดที่คอยแต่รับคำสั่งจากคนแดนไกลอย่างแท้จริง

หลายฝ่ายถอดบทเรียนตรงกัน ว่าปัญหาใหญ่ส่วนหนึ่งในอุทกภัยปี 54 นอกจากน้ำท่วมเยอะสูงสุดในประวัติศาสตร์แล้วยังมีประสิทธิภาพต่ำของรัฐบาล ที่ทำงานมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก แต่ขาดความรวดเร็วและคิดไม่รอบด้านขาดการวางแผนและเตรียมการป้องกันที่ดี  แย่งซีนกันทำงาน เอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา  การสื่อสารในยามวิกฤตล้มเหลวสิ้นเชิง อย่างการแถลงข่าวของ”ปลอดประสพ สุรัสวดี” ที่เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการของศปภ.เมื่อ 13 ตุลาคม 2554 ผ่านการถ่ายทอดสดทางทีวี บอกว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในปทุมธานีเริ่มวิกฤต จึงขอเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ปทุมธานีและใกล้เคียงอพยพมาอยู่ที่ดอนเมือง จนสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว แล้วหลังจากนั้น น้ำก็ท่วมศูนย์ ศปภ.ถึงบันไดเครื่องบิน จนต้องย้ายหนี เป็นภาระของสังคมเสียอีก แม้แต่ของบริจาคประชาชน ยังมุบมิบ ติดป้ายเอาหน้าหาเสียง อมทั้งของหลวงของราษฎร ตัวนายกฯ ก็อ่านแถลงการณ์ผิดๆ ถูกๆ เป็นที่น่าเวทนาแก่ใจของคนไทยในขณะนั้น 

นายกิตติรัตน์เองก็ทำได้เพียงไปร้องไห้กับนักลงทุนต่างชาติ ผลสำรวจออกมา ชาวบ้านจดจำชัดเจนว่าใครช่วย ใครเป็นที่พึ่งในยามนั้นมากที่สุด คือ ทหาร –จิตอาสาหรืออาสาสมัครภาคประชาชนและสื่อมวลชน ยิ่งกว่านั้น การมาฟอกตัวเรื่อง พรก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็เป็นการบิดเบือน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น โครงการน้ำที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เร่งรัดผลักดัน ทำโครงการเป็นโมเดลต่างๆ เป็นการเอาโครงการประเภทร้อยพ่อพันแม่มามัดรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วให้เอกชนเข้ามายื่นข้อเสนอ ยื่นราคารับเหมา โดยไม่มีราคากลางตามกฎหมายปกติ งดเว้นระเบียบราชการ แต่ตั้งกรอบงบเอาไว้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ต้องครหาส่อทุจริต 
ผลประมูลปรากฏว่า กลุ่มเค-วอเตอร์จากเกาหลีใต้คว้าชิ้นปลามันไปครอง

'ครม.' เคาะ!! คนละครึ่งเฟส 3 เพิ่ม บวกอีก 1,500 มัดรวมยอดรอบ 1 & 2

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ความเห็นชอบและอนุมัติการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการ ดังนี้... 

(1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3)

(2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ)

(3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3

และ (4) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ตลอดจนเพื่อพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้…

1.) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564

***เดิมที่ผ่านมาช่วง ก.ค. - ต.ค. รัฐบาลให้เพิ่มเดือนละ 200 บาทอยู่แล้ว แต่รอบใหม่ พ.ย. - ธ.ค. ให้เดือนละ 200 + 300 (ที่ ครม. มีมติเพิ่มให้วันนี้) รวมให้เดือนละ 500 บาท

2.) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564

3.) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยอัตโนมัติ) ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 28,000,000 คน

‘ส.ส.จองชัย’ อาสาประสานขอวัคซีนโควิด เร่งฉีดเข็ม 1 หวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในพื้นที่

ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก สำรวจผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิดเข็ม 1 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ว่า สัญญาณโควิดและวัคซีนในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ด้วยความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ทุกคน จึงอยากสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการรับวัคซีน

ขณะนี้ มีใครที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็ม 1 บ้าง และเหตุผลที่ยังไม่ได้รับ เพราะเหตุใด

สำหรับบางท่านที่กังวล หรือ กลัวที่จะรับวัคซีน ตนอยากจะขอร้องให้ออกมาฉีดเถอะ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว ต่อไปการเรียกดูผลฉีดวัคซีนจะเป็นสิ่งสำคัญ หากใครที่มีข้อยืนยันในส่วนนี้ การเดินทางไปไหนมาไหนก็อาจจะไม่คล่องตัว

นายกฯ ญี่ปุ่น ยืนยันตามแผนเดิม ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนกัมมันตรังสีฟูกุชิมะลงมหาสมุทร

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฟูมิโอะ คิชิดะ ยืนยันเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) ว่า แผนการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิดะลงสู่มหาสมุทร ‘ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้’ ถึงแม้คนในพื้นที่จะแสดงความวิตกกังวล รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีใต้ ที่ยังคงสั่งแบนอาหารทะเลจากภูมิภาค

เอพีรายงาน เผย ผู้นำญี่ปุ่นประกาศระหว่างเดินทางไปเยือนโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ชี้ว่า เขาจะทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นชุดใหม่ของตนเองจะทำงานเพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบโรงงานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางเทคนิคของโครงการปล่อยน้ำเสีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top