Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

สำรวจความสนใจคนไทย ผ่าน FB และ IG จากรายงาน ‘ที่สุดของปี 2564’ ของ Meta

ในขณะที่ผู้คนต่างตั้งตารอปี 2565 ที่กำลังจะมาถึง Meta ได้เผยรายงาน “ที่สุดของปี 2564” (2021 Year in Review) เพื่อแบ่งปันเรื่องราว เหตุการณ์ และช่วงเวลาที่ส่งผลต่อคนไทย และทำให้ปีที่ผ่านมานี้สร้างการเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น และยังมีความหมายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรื่องราวต่าง ๆ ครอบคลุมการพูดคุยและโพสต์บน Facebook และ Instagram ทั้งจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปจนถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวปี 2563 และแม้แต่การทำสวนและอาหาร

Meta กล่าวไว้ว่า “ทุก ๆ ปี รายงานที่สุดของปีสะท้อนแนวคิดที่กำหนดด้วยคำสำคัญยอดนิยมของปีนั้น ๆ สำหรับปี 2564 ได้แก่ โควิด สุขภาพ กีฬา และหลากหลายหัวข้อไลฟ์สไตล์ที่โดนใจคนไทยทั้งใน Facebook และ Instagram”

โควิดและสุขภาพ: คำว่า ‘วัคซีน’, ‘อาการ’ และ ‘การตรวจ’ เป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในแนวคิดนี้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังต่อสู้กับการระบาดของเวฟ 2 และ 3 ของโควิด-19 ที่ตามกันมาอย่างต่อเนื่อง และผู้คนก็ได้หันมาใช้ Facebook และ Instagram เพื่อขอความช่วยเหลือและเชื่อมต่อกัน และทำให้เกิดการค้นหาคำว่า ‘วัคซีน’ และหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน เนื่องจากคนไทยรู้จักที่จะอยู่อย่างปลอดภัยและมองหาการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองจากไวรัส

เรื่องจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับสยามที่ต่างชาติพยายามหยิบยกมาถก 

ไม่นานมานี้ Post Today ได้รวบรวมการพูดคุยของชาวเน็ตต่างชาติ ที่ได้ตั้งกระทู้พูดคุยกันบนเว็บไซต์ Quora ในหัวข้อ ‘อะไรคือเรื่องจริงที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทย’ (What are the most interesting facts about Thailand?) ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นราว 56 รายการ แต่มีการคัดเรื่องที่น่าสนใจมาไว้ดังนี้...

>> ผู้ใช้ชื่อ Unmesh Kulkarni กล่าวว่าเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเขาคือร้านสะดวกซื้อในไทยมักมีหมาข้างถนนนอนตากแอร์อยู่หน้าประตู

>> Ava Bhatt หญิงชาวรัสเซีย อดีตที่ปรึกษาสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส ตื่นเต้นกับการใช้พุทธศักราชของไทย โดยกล่าวว่า "มันเหมือนกับว่าเรามีไทม์ไลน์ที่ต่างกัน อย่างตอนนี้เรามาถึงค.ศ. 2019 แต่ที่ไทย 2562 แล้ว ก็บอกได้เลยว่าเราไปท่องอนาคต"

“คนไทยไม่รีบไปไหนเลย” Ava Bhatt กล่าวว่าจากประสบการณ์ของเขา เขาพบว่าคนไทยชอบที่จะนอนเล่นและทำตัวสบายๆ นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยชอบทานอาหารนอกบ้านมากกว่าทำกับข้าวเองที่บ้าน และการนั่งบนขั้นบันไดหรือทางเท้าเป็นเรื่องปกติ

อีกสิ่งหนึ่งที่เธอพบคือการใช้ถนนหนทางในประเทศไทยนั้นลำบากมาก ประการแรกคือหลายคนไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร และเธอไม่คุ้นชินกับการจราจรซ้ายมือ แท็กซี่ก็มีราคาแพง สิ่งที่เธอทำได้คือการเช่ารถจักรยานในราคา 600 รูเบิลรัสเซีย

>> Vishwas Virani จากอินเดียกล่าวว่าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการมากรุงเทพมหานครคือการถอดเสื้อขับรถเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมถึงการออกจากบ้านโดยไม่สวมกางเกงในด้วย ซึ่งมีหลายคอมเมนต์ที่พูดถึงประเด็นนี้เช่นกัน

เขายังทิ้งท้ายแบบติดตลกว่าหากเขาเกิดที่ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตในคุก

>> ผู้ใช้ชื่อ Alexander Dow กล่าวว่าเรื่องจริงที่น่าสนใจคือผัดไทยเป็นอาหารไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่สำหรับคนไทยแล้วมันไม่ใช่อาหารยอดนิยมขนาดนั้น

นอกจากนี้เขายังกล่าวว่ากรุงเทพมหานครกำลังได้รับอิทธิพลจากนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติมากขึ้นอย่างมาก สังเกตได้จากร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเคยเห็นร้านอาหารเกาหลีเหนือ ที่เสิร์ฟอาหารต้นตำรับเกาหลีเหนือจริงๆ ด้วย

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ นอกจากนี้ไทยยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ขับรถพวงมาลัยขวา

>> Tarun Madan กล่าวว่าเขาไม่เคยพบประเทศไหนที่มีที่นั่งสำหรับพระสงฆ์บนรถสาธารณะอย่างเช่นรถไฟฟ้าเหมือนกับประเทศไทย

>> Andy Cruise ชาวต่างชาติซึ่งอาศัยในประเทศไทยกล่าวว่าคนไทยจะต้องถอดรองเท้าเมื่อเข้าบ้านแม้ว่าพื้นบ้านจะสกปรกกว่ารองเท้าก็ตาม โดยกล่าวว่าเขาที่มาจากวัฒนธรรมที่ต่างกันอาจรู้สึกไม่สุภาพนิดหน่อยที่เจ้าของบ้านบอกให้แขกถอดรองเท้า แต่บ้านของคุณรกมาก

สธ. เผยผู้ติด 'โอมิครอน' อาการน้อยถึงไม่มี ส่วน 90% ของเชื้ออยู่หลอดลมมากกว่าลงปอด

ที่กระทรวงสาธารณสุข สธ. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงฉากทัศน์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย และอัปเดตสถานการณ์เชื้อโอมิครอน ว่า... 

ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. - 18 ธ.ค. 64 เป็นต้นมา สะสม 514 รายที่เป็นต้นเชื้อ กระจายใน 14 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากระบบเข้าประเทศทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ ระบบไม่กักตัว (Test and go), ระบบแซนด์บอกซ์ (Sand box) และระบบกักตัว (Quarantine) แล้วเราตรวจจับได้หลังจากนั้นคนเหล่านี้จะกลับไปพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุม แต่บางส่วนเล็ดลอดออกไป พบเป็นการสัมผัสใกล้ชิดผู้เดินทางจากต่างประเทศประมาณ 20% เช่น ไปเยี่ยมญาติ ก็อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ จึงต้องระมัดระวังให้มาก

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอาการโอมิครอน ของผู้ติดเชื้อมีดังนี้... 

>> อาการน้อยจนถึงไม่มีอาการ 90% 
>> มีอาการเล็กน้อย 10% 
>> อาการมาก 3-4% 

ขณะที่ โอมิครอนพบที่หลอดลมมากกว่าลงปอด 

ดังนั้นอาการที่พบได้มากคือ ‘ไอ’ แต่หากลงปอดก็จะมีความรุนแรงเช่นเดียวกับเดลตา 

ส่วนการศึกษาจากผู้ติดเชื้อโอมิครอน 41 รายที่เราทำการรักษาอยู่ พบว่า อาการไอ 54%, เจ็บคอ 37%, ไข้ 29%, ปวดกล้ามเนื้อ 15%, มีน้ำมูก 12%, ปวดศีรษะ 10% หายใจลำบาก 5% และไม่ได้กลิ่น 2%

ทั้งนี้เราพบอาการไม่ได้กลิ่นน้อย พบเพียง 1 ราย โดยเราให้ยาที่มีอยู่คือ ฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 5 วันตามมาตรฐาน เราจึงพบว่า หากให้ยาตั้งแต่ต้น อาการจะดีขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมง อาการฟื้นกลับมาเป็นปกติได้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีเสนอฉากทัศน์พยากรณ์ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโอมิครอนใน 3 รูปแบบ…

เที่ยวบินปีใหม่ลดฮวบ 17% หลังคนหวั่น 'โอมิครอน'

นายทินกร ชูวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บวท. ประเมินตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.64-3 ม.ค.65 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดินทางเป็นจำนวนมาก จะมีเที่ยวบินรวม 9,440 เที่ยวบิน หรือ 944 เที่ยวบินต่อวัน อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ปริมาณเที่ยวบินลดลง 17% ซึ่งมีเที่ยวบินรวม 11,443 เที่ยวบิน 

ทั้งนี้จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศ ส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 23% มีเที่ยวบินรวม 30,457 เที่ยวบิน ได้แก่ เที่ยวบินภายในประเทศ 20,002 เที่ยวบิน และเที่ยวบินระหว่างประเทศ 7,287 เที่ยวบิน นอกนั้นเป็นเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า (Overfly) และอื่นๆ

'ออมสิน' ดันโครงการช่วยคนตกงานจากพิษโควิด-19 จัดเงินทุน-พื้นที่ค้าขายอ

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน ขยายผลให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือขาดรายได้ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงของการฟื้นฟูและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดทำโครงการออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ ตั้งเป้าหมายสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ที่เดือดร้อนจำนวนมาก ได้มีการปรับตัวและมองเห็นโอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สามารถใช้ความรู้ใหม่และทักษะทางอาชีพที่ได้รับการถ่ายทอด เป็นทางเลือกและช่องทางต่อยอดในการประกอบอาชีพมากขึ้น 

ทั้งนี้ธนาคารได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 18 แห่ง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยในโครงการยุวพัฒน์รักถิ่น 64 แห่ง กว่า 900 ชุมชน และเครือข่าย เชฟชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ และเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์มากมาย ในการช่วยกันฝึกอบรมและสร้างทักษะอาชีพแก่ประชาชนรวมกว่า 100 หลักสูตร ซึ่งการอบรมอาชีพที่ได้รับจะช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้มีความรู้ติดตัว สามารถใช้ประกอบอาชีพได้จริงต่อไป ให้เงินทุน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการให้เงินทุนผ่านมาตรการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดย ครม. มีมติอนุมัติวงเงินชดเชยความเสียหายจาก NPL 30% ของวงเงินสินเชื่อโครงการ เพื่อสนับสนุนผลักดันความสำเร็จของการมอบความช่วยเหลือในระยะแรกของโครงการ ซึ่งในอนาคตจะมีมาตรการสินเชื่ออื่น ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

“มนุษย์ควัน” เผย วุฒิสภาฟิลิปปินส์ผ่านกฎหมายคุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย

เฟซบุ๊กเพจ “มนุษย์ควัน” เผยวุฒิสภาฟิลิปปินส์ผ่านร่างกฎหมายยาสูบไร้ควัน  ตั้งเป้าควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์แบบให้ความร้อน เพื่อไม่ให้เด็กเข้าถึงได้ ขณะที่เปิดทางให้สิงห์นักสูบผู้ใหญ่ 17 ล้านคนมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า ชี้รัฐสภาไทยและรัฐบาลควรดูเป็นตัวอย่าง

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ “มนุษย์ควัน” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 30,000 คนที่รณงรงค์เรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ไร้ควัน เผยความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการออกกฎหมายผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบไม่เผาไหม้ หรือ Vaporized Nicotine Product bill ในประเทศฟิลิปปินส์ว่า “วุฒิสภาฟิลิปปินส์เพิ่งผ่านร่างกฎหมายนี้เป็นที่เรียบร้อยมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่ก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรของฟิลิปปินส์ก็มีมติเห็นชอบในร่างกฎหมายนี้มาแล้ว ซึ่งสภาฯฟิลิปปินส์เชื่อว่าจะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศได้ และยังจะช่วยให้คนสูบบุหรี่กว่า 17 ล้านคนในฟิลิปปินส์มีโอกาสเปลี่ยนไปไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่”

ร่างกฎหมายผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบไม่เผาไหม้ มีสาระสำคัญเพื่อควบคุมการนําเข้า ผลิต ขาย การบรรจุ การจัดจําหน่าย การใช้และการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (HTPs) ตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อป้องกันประชาชนจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
 
“ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ใช้ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนแต่ก็มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศ เลยจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ 79 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา คือการมีมาตรการควบคุมที่เฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เลย แต่ประเทศไทยกลับเลือกที่จะแบนบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน โดยไม่ดูความต้องการของผู้สูบบุหรี่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ทดแทนการสูบบุหรี่ที่อันตรายน้อยกว่า ดังนั้นการแบนจึงไม่ได้ผล เพราะก็ยังมีคนแอบซื้อ แอบใช้ จำนวนมาก ซึ่งอาจรวมถึงเด็กๆ และเยาวชนด้วย มีการขายกันเกลื่อนในโลกออนไลน์ แถมรัฐเก็บภาษีสรรพสามิต หรือภาษีศุลกากรก็ไม่ได้เลย”

 

อดีตนักเรียนเกาหลีใต้ เผยคุ้ม!! พัฒนา ‘คลองช่องนนทรี’ คล้าย ‘คลองชองกเยชอน’ จากคลองดำ สู่พิกัดแห่งความเป็นหน้าเป็นตา 

นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา นักธุรกิจ ฟาร์มปลาสวยงาม แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nitipat Bhandhumachinda’ ในฐานะมุมมองหนึ่งของอดีตนักเรียนเกาหลีใต้ ว่า...

นับจากมีประเด็นคลองช่องนนทรี ก็มีคนชอบถามผมที่เคยเรียนเกาหลีว่า โครงการนี้ เมื่อเทียบกับ คลอง ชองกเยชอน (청계천) แล้วคิดว่าอย่างไร

ผมก็ตอบไปตามความจริงว่า แม้สมัยที่เรียนอยู่เกาหลี ผมจะชอบขี่เสือหมอบ ร่อนถ่ายรูปไปตามที่ต่างๆ แถวๆ นั้น แต่ไม่เคยสังเกตสนใจไอ้คลองโบราณอายุหลายร้อยปีนี้เลย

เพราะคลองที่โดนตึกรามบ้านช่องและถนนหนทาง สร้างขึ้นมากดทับ มากมาย จนน้ำเน่าเสียไปทั้งคลองนั้น
มันเป็นผลจากการขยายเมืองอย่างรวดเร็ว ของยุคเกาหลีก้าวกระโดด จนเป็นรอยด่างกลางเมืองที่ซ่อนตัวเงียบๆ ไม่มีใครอยากเห็นหรือให้ความสนใจ

ช่วงที่กรุงโซลต้องการจะพัฒนาคลองชองกเยชอน ที่มีความยาวเกือบๆ 6 กิโลเมตร ให้สะอาด ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล (ประมาณหมื่นล้านบาท) และต้องเวนคืนบ้านเรือนหลายแห่ง ก็โดนกระหน่ำต่อต้านมากมาย

แต่พอสร้างเสร็จก็กลายเป็นแหล่งรวมความสนใจ กลายเป็นหน้าเป็นตา และจุดท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจของกรุงโซล

ถามผมว่าผมชอบหน้าตาของคลองชองกเยชอนในสมัยนี้ไหม ก็ตอบได้ว่าไม่ค่อยชอบหรอก เพราะผมไม่ใช่คนที่ชอบสิ่งปลูกสร้างที่อลังการไม่เป็นธรรมชาติ

แต่ถ้าถามว่าดีมีประโยชน์ไหมนั้น ก็ต้องบอกว่าเมื่อเทียบกับคลองน้ำดำๆ รายล้อมไปด้วยแหล่งเสื่อมโทรมอย่างสมัยก่อนแล้ว ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาปรับปรุงได้คุ้มค่าแม้จะใช้เงินลงทุนมากมายก็ตาม

“แรมโบ้” ลั่น “นายกฯ” ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน และประเทศชาติ แม้เจอวิกฤติ รอบด้าน ก็ไม่เคยท้อ ซัด “เพื่อไทย” อย่าใช้โอกาสนำฉายารัฐบาล ที่สื่อตั้งให้มาเป็นประเด็นการเมืองโจมตีนายกฯ และรัฐบาล มั่นใจสื่อไม่อยากให้นำไปเป็นเครื่องมือใครทั้งสิ้น

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรคเพื่อไทย วิพากษ์วิจารณ์ฉายารัฐบาลสะท้อนภาพการทำงานที่ผ่านมาจริง ว่าการตั้งฉายารัฐบาล ถือเป็นธรรมเนียบปฏิบัติของสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรัฐบาลยังถูกตัองฉายาเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้การตั้งฉายารัฐบาล ยื้อยุทธ์ ยังมีนัยยะที่ต้องยื้อ เพราะนายกฯเป็นคนที่ทำงานแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองและพัฒนาประเทศมาโดยตลอด แก้ไขปัญหาจนสถานการณ์คลี่คลายลงโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขณะเดียวกันได้แก้ไขปัญหาที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้ก่อหนี้สร้างปัญหาเอาไว้จากโครงการทุจริตมากมายอีกด้วย 

“สื่อให้ฉายานายกฯ ชำรุดยุทธ์โทรม ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมองว่าบ้านเมืองชำรุดมามากมายนายกฯต้องทำงานอย่างหนักมาโดยตลอดในการแก้ไขปัญหา ไม่เคยคิดถึงเรื่องของตัวเอง คิดถึงแต่ชาติบ้านเมืองและประชาชน  ตนเองขอบคุณสื่อและประชาชนที่เข้าใจการทำงานของนายกฯว่าทุ่มเทตลอด ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่นี้ ไม่เคยท้อแท้แม้งานหนัก ส่วนเรื่องสุขภาพก็เป็นไปตามวัย แต่ยังแข็งแรงทุกอย่างทั้งร่างกายและจิตใจยังมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป”

การบริหารราชการแผ่นดินตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถือได้ว่า เป็นผู้ที่รับบทหนักที่สุดแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารราชการ หรือแม้แต่เรื่องทางการเมือง ถูกโจมตีรอบด้าน นายกฯก็นิ่งอดทน มีสติไม่เคยคิดตอบโต้ เพื่อให้เกิดการเสียบรรยากาศ มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างอดทนไม่เคยย่อท้อ

นายเสกสกล ระบุว่า ต้องขอขอบคุณบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ได้ตั้งฉายาให้กับ นายกรัฐมนตรี  ซึ่งบรรดาสื่อคงทราบดีว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาล และ นายกฯ นั้นเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ปกตินัก ตั้งแต่เรื่องของปัญหาการเมืองในประเทศไทย ที่มีกลุ่มการเมืองต้องการเอาชนะกันทางการเมือง จนลืมประชาชน ลืมประเทศ เล่นการเมือง จนทำให้ประเทศชาติเสียหาย จนกระทั่งมาเจอกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่ง ทุกประเทศทั่วโลกก็เจอกันหมดและรุนแรงเหมือนกันทั้งโลก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องนำพารัฐบาล ภายใต้สถานการณ์ ที่ยากลำบากยิ่ง แต่ตัวนายก ก็ไม่เคยหยุดที่จะคิด ทำ เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน และประเทศชาติ จนตอนนี้วิกฤติดังกล่าวนั้นค่อย ๆ คลี่คลาย ทำให้ประเทศได้รับการยกย่องให้ เป็นอันดับ 5 ของโลก ที่มีความมั่นคงด้านสุขภาพ  

ในขณะที่วิกฤติที่ถูกซ้ำเติม ตามมาก็คือวิกฤติเศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคครัวเรือนไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้นายกฯ ก็ตระหนักดี จึงได้มีโครงการต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง  รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบต่างก็ได้ รับการช่วยเหลือ เยียวยา ดูแลอย่างทั่วถึง จนทำให้ ต่างประเทศจัดให้ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ตลาดเกิดใหม่ที่น่าลงทุนที่สุด (1st in Bloomberg’s Emerging) ในปี 2564 โดย Bloomberg Study  สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ชัดว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นคิดทำ เพื่อประชาชน และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง 

นายเสกสกล กล่าวต่อว่า นอกจากปัญหาโควิด-19 และ เศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาเช่นกันคือสถานการณ์ การเมืองในประเทศไทย ที่มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศเกิดปัญหา  สอดรับ สอดคล้องกับการเมืองในสภา ของฝ่ายค้าน ที่ไม่เคยเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่มุ่ง โจมตี ทำลายรัฐบาล อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจากสถานต่าง ๆ ตลอดปี 2564

‘อลงกรณ์’ เปิดมุมมองเศรษฐกิจใหม่ หนุนผนึก ‘ลาว’ ผุดระเบียงเศรษฐกิจ ‘อีสาน’

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความว่า ก้าวใหม่ประเทศไทย (ตอนที่ 1) ‘อนาคตลาว อนาคตไทย’

เรากำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘เชื่อมไทย เชื่อมลาว เชื่อมโลก’ และการวางหมุดหมายใหม่ที่เรียกว่า ‘อีสาน เกตเวย์’ และ ‘ระเบียงเศรษฐกิจอีสาน’ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแล

ยุทธศาสตร์นี้เป็นคานงัดที่จะเปลี่ยนอนาคตของอีสานและประเทศของเรา

ผมจึงขอเล่าเรื่องสปป.ลาว บ้านพี่เมืองน้องของไทยที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นคำตอบว่าทำไมไทยกับลาวต้องผูกอนาคตไว้ด้วยกัน

ล่าสุด ลาวเพิ่งเปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีนเมื่อ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 5 ปี โดยอยู่ระหว่างการทดสอบรถไฟโดยสารและรถขนส่งสินค้าจากหลายมณฑลของจีนมาเวียงจันทน์และคาดว่าจะมีขบวนรถไฟจากยุโรปด้วย

หลังจากผ่านการทดสอบและระบบตรวจตราผ่านแดนเสร็จเรียบร้อย เส้นทางรถไฟสายนี้จะเปิดบริการได้อย่างสมบูรณ์ภายในครึ่งแรกของปีหน้า

ทำให้หนองคายกลายเป็นเกตเวย์ที่มีศักยภาพใหม่ของประเทศเชื่อมไทยเชื่อมลาวเชื่อมจีนเชื่อมเอเชียกลางเชื่อมยุโรป

ความจริง ลาวกำลังพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายโครงการตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดโดยทุกโครงการร่วมลงทุนกับต่างประเทศ เช่น จีน ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซียและเกาหลี เป็นต้น 

ลาวต้องการเปลี่ยนข้อจำกัดเดิมจากประเทศไม่มีทางออกทะเลอยู่ในมุมอับ (Land Locked) เป็นประเทศแห่งความเชื่อมโยง (Land of Connectivity)

อีกโครงการที่สำคัญมากสำหรับอนาคตลาวและรวมถึงอนาคตของประเทศไทยคือ โครงการท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง

ลาวเร่งพัฒนาเส้นทางเชื่อมเวียงจันทน์ แขวงบอลิคำไซกับแขวงคำม่วน (ตรงข้ามจังหวัดนครพนม) ไปยังจังหวัดฮาติงห์ของเวียดนาม

โครงการนี้สำคัญมากๆ เป็นช่องทางสู่โลกกว้างแห่งโอกาสที่สั้นที่สุด

เหนืออื่นใดคือ เป็นท่าเรือน้ำลึกในแผ่นดินเวียดนามที่เสมือนลาวเป็นเจ้าของ

บริษัทรัฐวิสาหกิจพัฒนาท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนาม (ลาวถือหุ้น 60% เวียดนาม 40%) ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2573 ท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋างจะสามารถให้บริการแก่เรือสินค้าที่มีน้ำหนักบรรทุกตั้งแต่ 5,000 ตัน ถึง 100,000 ตัน เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแต่ขนาดบรรทุก 50,000 ตู้ ถึง 1,200,000 ตู้ และเรือบรรทุกสินค้าเทกอง ตั้งแต่ขนาดบรรทุก 3 ล้านตัน ถึง 20 ล้านตัน 

ทั้งนี้จะเปิดให้บริการเฟสแรกในปี 2566 หรือภายใน 2 ปีข้างหน้า

นครพนมจะเป็นเกตเวย์ใหม่ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกโดยใช้บริการท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋างด้วยระยะทางไม่ถึง 300 กิโลเมตร 

ท่าเรือดังกล่าวเมื่อพัฒนาเต็มรูปแบบจะสามารถขนส่งสินค้าจากไทย ลาวและเวียดนามไปอเมริกา แคนาดา ลาตินอเมริกา จีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน รัสเซียและยุโรปเหนือ โดยไม่ต้องผ่านสิงคโปร์

ลาวไม่ได้พัฒนาระบบคมนาคมเท่านั้นแต่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษควบคู่ไปด้วย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในแขวงบ่อแก้วทางภาคเหนือใกล้กับฝั่งเชียงรายของเรา หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษมหานทีสีทันดรในแขวงจำปาศักดิ์ตรงข้ามจังหวัดอุบลราชธานีขนาดของวงเงินลงทุน เขตเศรษฐกิจใหม่สีทันดรตั้งเป้าใช้เงินลงทุน 9,000 ล้านดอลลาร์ และใช้พื้นที่ 6 หมื่นไร่มากกว่าโครงการทางรถไฟลาว-จีน ที่ลงทุน 6,800 ล้านดอลลาร์ ใช้พื้นที่ 19,112 ไร่

ยังไม่รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษ-ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา และเขตเศรษฐกิจพิเศษเวียงจันทน์ 

เจ็บๆ คันๆ ฟังแล้วจี๊ด!! ‘ยื้อยุทธ์’ คือ ฉายารัฐบาล ปี 64 

สื่อมวลชน ประจำทำเนียบรัฐบาล ตั้ง ‘ฉายารัฐบาล’ ปี 64 ‘ยื้อยุทธ์’ ด้าน นายกฯ ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’ ประวิตร ‘รองช้ำ’ อนุทิน ‘ว้ากซีน’ จุรินทร์ ‘นายกฯ บางโพล’ วาทะแห่งปี ‘นะจ๊ะ’

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 64 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งฉายารัฐบาล และ รัฐมนตรีประจำปี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ในการสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ ได้มีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2564 ร่วมกันดังนี้ 

ฉายารัฐบาล : ‘ยื้อยุทธ์’ 
ภาพของรัฐบาล ที่ยื้อแย่งกันเองทั้งในส่วนของอำนาจ และ ตำแหน่ง โดยไม่สนใจประชาชน และการเดินหน้าประเทศ ถูกมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม และมองการดำรงอยู่ของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะเป็นประโยชน์มากกว่า จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อยื้อให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป ไม่ว่าจะมีการชุมนุมขับไล่ไสส่งอย่างไร ใครไม่อยู่ แต่พล.อ.ประยุทธ์อยู่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา : ‘ชำรุดยุทธ์โทรม’
การบริหารราชการแผ่นดินตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถือได้ว่า เป็นผู้ที่รับบทหนักที่สุดแห่งปี ถูกมองว่าล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารราชการ หรือแม้แต่เรื่องทางการเมือง ถูกโจมตีรอบด้าน แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะยังอยู่ในตำแหน่งได้ แต่ก็ทรุดโทรม เสื่อมสภาพไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ  

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ : ‘รองช้ำ’ 
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พี่ใหญ่ในตระกูล 3 ป. อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีประสบกับเรื่องช้ำๆ เจ็บซ้ำๆ มาโดยตลอด หลายสถานการณ์ต้องตกเป็นรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องการเมือง โดยเฉพาะปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เกิดความแตกแยกอย่างหนัก สะเทือนถึงพี่น้องอีก 2 ป. สั่นคลอน ‘3 ป. Forever’ ซ้ายก็น้องรัก ขวาก็ลูกน้องที่รัก หักใจเลือกใครไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมแบกความเจ็บช้ำไว้คนเดียว 

อนุทิน ชาญวีรกูล : ‘ว้ากซีน’
ล้อมาจากคำว่า ‘วัคซีน’ ภาพที่ผู้คนชกต่อยยื้อแย่งวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์ ดาหน้าออกมาเรียกร้องวัคซีนชนิด mRNA ผู้คนว้าก โวย เหวี่ยง ตำหนิการจัดหาและให้บริการวัคซีน ที่ถูกเลื่อนไม่มีกำหนด เพราะวัคซีนไม่มาตามนัด ไม่ว่านายอนุทิน จะชี้แจงอย่างไร กระแสตอบรับโดยเฉพาะใน Social Media ไม่มีคำว่ารักษาน้ำใจ หรือ เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤต จนนายอนุทิน ต้องออกโต้ตอบอย่างดุเดือด ผ่านสื่อและโซเชียลทุกครั้งที่มีโอกาส

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ : ‘นายกฯ บางโพล’
แม้ปีนี้ยังไม่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แต่หัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรค แสดงความพร้อมประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้น คือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีผลสำรวจความคิดเห็น หรือ โพล บางสำนักเท่านั้น ที่ต้องการให้นายจุรินทร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เปรียบได้กับการเป็นนายกรัฐมนตรีแค่บางโพล ไม่ใช่ทุกโพล

สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ : ‘มหาเฉื่อย 4D’ (อ่านว่าโฟร์ดี)
ตลอดการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ยังแสดงฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่เด่นชัด เช่น ปัญหาราคาน้ำมันแพง จนสมาคมรถบรรทุกออกมาประท้วงและหยุดวิ่งประชาชนกลายเป็นประชาชน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แม้จะผุดโปรเจกต์ต่างๆ ก็ถูกมองเป็นนโยบายขายฝัน ด้วยเอกลักษณ์ เดินถือแก้วกาแฟชิลๆ มอบนโยบายเหมือนบรรยายธรรม โดยเฉพาะนโยบาย 4D ท่องจนเป็นคาถาติดปาก จึงได้รับฉายานี้ไป

สุชาติ ชมกลิ่น : ‘สุชาติ ชมเก่ง’
เกือบทุกครั้งในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อพูดถึงนโยบายของรัฐบาล หรือ งานในความรับผิดชอบ นายสุชาติมักจะขึ้นต้นประโยค ด้วยการชื่นชมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคของตนเองจะถูกยกยอปอปั้นอยู่เสมอ แถมยังติดสอยห้อยตามการลงพื้นที่ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นรัฐมนตรีหนึ่งเดียว ที่ขันอาสาออกหน้ารับคำท้า ขึ้นชกมวยคาดเชือกกับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แทนนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาท้าว่า ใครแพ้ลาออก และ หากไม่รับคำท้าไม่ใช่ลูกผู้ชาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top