Sunday, 21 June 2026
Hard News Team

"แรมโบ้” จวก “ลูกอดีตรมว.คลัง ไล่ ช่วยเหลือปชช.” ป้อง นายกฯ-รัฐบาล เร่งแก้สินค้าแพง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายพชร นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย วิพากษ์วิจารณ์การทำงานด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหา ห่วงกลายเป็นปีแห่งความทรุดโทรมและเสื่อมถอย ว่า ตลอดการทำงานของนายกฯและรัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาทุกอย่างรวมถึงด้านเศรษฐกิจ และยอมรับว่าแม้ราคาหมูจะเพิ่มขึ้น แต่รมว.พาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำลังแก้ไขปัญหาอยู่ ทั้งห้ามส่งออกหมู รวมถึงการกำหนดให้ผู้เลี้ยงต้องแจ้งปริมาณ ราคา สถานที่เก็บและจัดทำบัญชีสินค้าและเนื้อหมู ต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาไข่ไก่ และเนื้อไก่  

นายเสกสกล กล่าวว่า นายกฯยังมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้า และช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและควบคุมได้

“เทพไท” แนะ กกต.คุมเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 เขต เอาอย่างกกต.เมืองคอน จับซื้อเสียง แจกใบส้ม นายก อบต.ท้ายสำเภา ได้สำเร็จ อัด ถ้าทำไม่ได้ ก็ยุบกกต.คืนอำนาจให้ มท. จัดการลต.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า ถ้าใครติดตามบรรยากาศการเลือกตั้งซ่อม ใน3 แห่ง คือเขต 1 จ.ชุมพร เขต 6 จ.สงขลาและเขต 9 กรุงเทพฯ จะพบว่ามีการรณรงค์หาเสียงกันอย่างคึกคัก และมีปัญหาการใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงินแทรกแซงการเลือกตั้ง จนมีการออกมาเปิดโปงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น จากพรรคประชาธิปัตย์

ว่ามีทหารลงพื้นที่ไปแทรกแซงการเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยออกมาแฉว่า มีผู้บังคับบัญชาของทหาร เข้าไปชี้นำกำลังพล ครอบครัว และทหารกองประจำการ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้หัวคะแนนของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องเข้าไปดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ยิ่งการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มีเพียง 3 เขตเท่านั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ ทำให้กกต.มีกำลังเพียงพอในการลงพื้นที่ ไปควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต ไม่อยากจะให้สังคมมองว่า กกต.เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ ไม่สามารถจับการซื้อเสียงหรือทุจริตการเลือกตั้งได้เลย 

“อรรถวิชช์” ทำหนังสือหารือ กกต. ขอพรรคการเมือง จัดตั้งศูนย์ประสานงานหาเตียง - ศูนย์พักคอยช่งงโอมิครอนระบาด ได้หรือไม่

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต9 หลักสี่ - จตุจักร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้า ได้ทำหนังสือหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เกี่ยวกับบทบาทพรรคการเมืองในสถานการณ์โควิดสายพันธุ์โอมิครอนระบาด เนื่องจากที่ผ่านมาที่ทำการพรรคกล้า เป็นศูนย์ประสานงานโครงการกล้าหาเตียง เคยช่วยประสานให้ผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาได้กว่า 7,000 เคส รวมถึงเปิดศูนย์กล้าดูแลร่วมกับชุมชนต่างๆ ได้ถึง 36 ศูนย์

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางศูนย์ยุติการประสานงานชั่วคราว เพราะเข้าสู่ช่วงพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใช้บังคับ แต่สถานการณ์โควิดยังคงระบาดหนักต่อเนื่อง จึงได้ทำหนังสือหารือถึง กกต. ว่า พรรคกล้าจะเป็นศูนย์ประสานงานช่วยหาเตียงและตั้งศูนย์พักคอย โดยเป็นงานของอาสาสมัครที่ทำโดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่แจกสิ่งของใดๆ ให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง กกต. ตอบกลับให้ความชัดเจน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนภาคใต้ รวม 6 จังหวัด 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2564 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ภาคใต้ 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง และกระบี่ รวม 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งในปีนี้มูลนิธิฯ กำหนดให้มอบผ่านระบบออนไลน์ [Zoom] โดยมีบุคลากรจากสถานศึกษา และเยาวชนจากสถาบันต่างๆ ร่วมในพิธีมอบผ่านระบบออนไลน์ 

การมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แบ่งเป็นการมอบทุนระดับชั้นประถมศึกษา ทุนต่อเนื่องในทุกระดับชั้น และทุนทุกระดับปีสุดท้าย มอบ ณ ที่ทำการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กรุงเทพฯ รวม 2,336 ทุน และมอบทุนการศึกษาสัญจรในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้ายให้แก่สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาค โดยปีนี้มูลนิธิฯได้มอบให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ รวม 265 ทุน  รวมทุนการศึกษาที่มอบทั้งหมดในปี พ.ศ. 2564 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 16,930,000 บาท (สิบหกล้านเก้าแสนสามหมื่นบาทถ้วน)  

สธ.ประเมินสถานการณ์ ‘โอมิครอน’ ลาม 2 เดือน แต่จะค่อยๆ ลดลง พร้อมคุมอยู่ภายใน 1 ปี

สธ. งัด 4 มาตรการรับมือโอมิครอน มุ่งชะลอการระบาดให้ระบบสาธารณสุขดูแลได้ คาดระบาดอย่างน้อย 2 เดือน จ่อลดวันกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูง ปีนี้โควิดเข้าสู่โรคประจำถิ่น หากอัตราตายลดเหลือ 0.1% จังหวัดยอดพุ่งอีก 2 สัปดาห์ค่อยๆ ลด

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รุจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวในการแถลงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 65 ที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า แผนรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกมกราคม 2565 หรือโอมิครอน มี 4 มาตรการ คือ 

1.) มาตรการสาธารณสุข จะมุ่งชะลอการระบาดเพื่อให้ระบบสาธารณสุขดูแลได้ ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิต้านทานให้ประชาชน คัดกรองตนเองด้วย ATK ติดตามเฝ้าระวังกลายพันธุ์ 

2.) มาตรการการแพทย์ มุ่งเน้นใช้ระบบดูแลที่บ้านและชุมชน (Home Isolation/Community Isolation) ระบบสายด่วนประสานการดูแลผู้ติดเชื้อ ช่องทางด่วนส่งต่อเมื่อมีอาการมากขึ้น และเตรียมพร้อมยาและเวชภัณฑ์ โดยในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีประสิทธิภาพดีในการรักษาผู้ติดโควิด-19 ถ้าเริ่มต้นให้เร็วรวมถึงโอมิครอนด้วย ขณะนี้มีสำรองประมาณ 158 ล้านเม็ด

3.) มาตรการสังคม ประชาชนใช้การป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด (UP : Universal Prevention) และสถานบริการปลอดความเสี่ยงโควิด (COVID Free Setting) 

และ 4.) มาตรการสนับสนุน ค่าบริการรักษาพยาบาล และค่าตรวจต่างๆ 

ทั้งนี้ ในปี 2565 จะก้าวเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นของโรคโควิด-19 โดยเชื้อลดความรุนแรง ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิต้านทาน และชะลอการแพร่ระบาด

ผู้สื่อข่าวถามว่า โควิด-19 จะเป็นโรคประจำถิ่นเมื่อไหร่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การจะเป็นโรคประจำถิ่นเกิดจากลักษณะตัวโรคลดความรุนแรงลง ประชาชนมีภูมิต้านทาน ระบบรักษามีประสิทธิภาพ ลดอัตราป่วยหนัก เพื่อให้อัตราเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำมาก สาเหตุที่โควิดเป็นโรคระบาดรุนแรง เพราะอัตราเสียชีวิตสูงถึง 3% และค่อยๆ ลดลง หากลดมาถึง 0.1% ก็จะเข้าข่ายโรคประจำถิ่นได้ ส่วนอีกนานหรือไม่ ตนได้ปรึกษากับกรมควบคุมโรคว่า ขณะนี้เป็นระลอกโอมิครอนที่จะอยู่ประมาณ 2 เดือนจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง เกิดพีคเล็กๆ ไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ หากการจัดการวัคซีนดี ประชาชนร่วมฉีดให้มีภูมิต้าน โรคไม่กลายพันธุ์เพิ่ม การติดเชื้อไม่รุนแรงมากขึ้น ก็คาดว่าภายในปีนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปได้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคพิจารณาลดวันกักตัว กรณีเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเดิมจะต้องกักตัวนาน 14 วัน ซึ่งนานกว่ากรณีคนติดเชื้อที่รักษาในรพ. ที่อยู่ที่ 10 วัน จึงให้พิจารณาดูว่าสามารถลดวันกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูงเหลือ 7 วันได้หรือไม่ รวมถึงการปรับนิยามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงใหม่ หากใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นสัมผัสเสี่ยงต่ำ แต่หากสัมผัสระหว่างที่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยจึงจะถือเป็นสัมผัสเสี่ยงสูง

โฆษก ตร. เตือน!! "เมาแล้วขับ" คุก 10 ปี เพิกถอนใบขับขี่ เสี่ยง "อุบัติเหตุร้ายแรง"

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีพลเมืองดีแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพบผู้หญิงรายหนึ่งขับรถไม่ไปตามทิศทางที่กำหนด (ย้อนศร) และมีอาการคล้ายคนเมาสุรา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญตัวไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เจ้าของรถไม่ยินยอม จึงได้นำตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวเจ้าของรถไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วพบว่ามีปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงได้จับกุมตัว และแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนว่า ห้ามขับขี่ขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เนื่องจากจะทำให้ไม่มีสติในการขับรถ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จนทำให้เกิดความสูญเสีย ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

มาตรา 43 (2) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น

มาตรา 160 ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาทถึง 120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2557

มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 142 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 142 เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเมื่อ
(1) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6  
(2) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ

ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจรพนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจกักตัวผู้นั้นไว้ดําเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จําเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว หากผู้นั้นยอมให้ทดสอบและผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที

นายกฯ วอน ประชาชน เฝ้าระวังโอมิครอน ติดง่าย-แพร่เร็ว มีอาการผิดสังเกตให้รีบพบแพทย์

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการเตรียมความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข ในการยกระดับระบบสาธารณสุขเพื่อรองรับการระบาดระลอกใหม่ เช่น ระบบ Home Isolation , Community Isolation โรงพยาบาลสนาม และยาฟาวิพิราเวียร์ เวชภัณฑ์  เพื่อรองรับผู้ป่วยที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ รายงานขีดความสามารถระบบการกักกันตัวที่บ้าน (HI) และการกักตัวในที่ชุมชน (CI) ทั่วประเทศ สามารถรองรับได้ประมาณ 187,000 คน (HI = 43,000 คน CI = 144,000 คน)

ซึ่งกรมการแพทย์ได้พัฒนาระบบ HI และ CI ให้ครอบคลุมทั้งมิติการควบคุมโรคและการป้องกันโรคด้วย  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบลงไปในรายพื้นที่ย่อยที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมระบบ รพ.สนาม HI,CI ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่อาจจะน่าจะเพิ่มขึ้นด้วย   ขณะเดียวกันก็สำรวจประชากรเด็กเล็ก ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเปราะบางใหม่ โดยเด็กเล็กและผู้ปกครองต้องยินยอมและสมัครใจในการเข้ารับวัคซีน เนื่องจากวัคซีนยังเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอัตราการเสียชีวิต ป้องกันการป่วยหนัก และลดอัตราการรับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานานๆ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดการติดเชื้อ สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนัก และที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจยังคงมีแนวโน้มลดลง

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วงเช้าของวันที่ 11 ม.ค. 65 รวม 7,133 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 6,632 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 45 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ ที่ต้องขัง 45 ราย ผู้ป่วยติดเชื้อเข้าข่าย /ATK 1,545 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 411 ราย ผู้ป่วยสะสม 61 ,1 74 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 3,306 ราย หายป่วยสะสม 32,291 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 61,974 ราย เสียชีวิต 12 ราย   สำหรับการให้บริการวัคซีน COVID-19 วันที่ 10 มกราคม 2565 เวลา 20:49 น. ประเทศไทยฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 107,400,315 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ฉีดสะสม 51,541,362 โดส เข็มที่ 2 ฉีดสะสม 46,987,287 โดส เข็มที่ 3 ฉีดสะสม 8,430,651 โดส เข็มที่ 4 ฉีดสะสม 441,015 โดส

‘บิ๊กตู่’ ปลื้ม ไทยที่ 1 เอเชีย ที่ 11 ของโลก ประเทศที่เหมาะใช้ชีวิตหลังเกษียณ

เมื่อวันที่ 11 มกราคม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 11 ของโลก และนับเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย จากผลการจัดอันดับ The World’s Best Places to Retire in 2022 หรือประเทศที่ดีที่สุดในโลกที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณ ปี 2565 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร International Living ซึ่งประกาศผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 นี้

จากผลการจัดอันดับนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยมีชื่อเสียง เป็นที่นิยมระดับโลก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เชื่อมั่นว่าประเทศไทยน่าอยู่ไม่แพ้ที่ใดในโลก ผู้ที่ได้เคยมาสัมผัส ไม่ว่าจะมาเที่ยว หรือมาทำงานต่างหลงรักความเป็นไทย ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่มีส่วนสำคัญ มีมิตรไมตรีต่อกัน และต่อชาวต่างชาติ จนทำให้ประเทศได้รับการจัดอันดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ร้านอาหาร จ.ตรัง สวนกระแสหมูแพง ขายข้าวกะเพราหมูถาดละ 20 บาท อิ่มแบบจุกๆ

อดีตครูสาววัย 43 ปี ชาวตำบลหนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ลาออกจากครูอัตราจ้างหันมายึดอาชีพขายอาหารตามสั่งเกือบ 30 เมนู ยกถาดขายราคาถาดละ 20 บาท สวนกระแสหมูแพง แถมแน่นให้เยอะ อิ่มจุกในราคาเดียวไม่มีการปรับขึ้น ส่วนน้ำ-น้ำแข็งฟรี

น.ส. รินทร์นภา เฉลิมชัย (คุณรส) อายุ 43 ปี อดีตครูอัตราจ้างโรงเรียนวัดชลวาปีฯ ที่ผันตัวเองมาขายอาหารตามสั่ง ชื่อร้านsitนี่@ หนักแบก อยู่หมู่ที่ 3 ต.หนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ติดกับโรงเรียนวัดชลวาปีวิหาร โดยได้เริ่มเปิดขายเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ราคาเริ่มต้นที่ถาดละ 15-20 บาท มีให้เลือกอิ่มเกือบ 30 เมนู เช่น ข้าวไข่เจียวถาดละ 15 บาท ข้าวกะเพราทุกชนิดถาดละ 20 บาท ผัดเครื่องแกงราดข้าวหมู/ไก่ ถาดละ 20 บาท ผักพริกราดข้าว และอื่น ๆ ซึ่งทุกเมนูข้าวเน้นใส่ถาดยกมาเสิร์ฟ เพราะใส่จานมันเล็กไป

ส่วนอีกประมาณ 10 เมนูที่เหลือมีราคามากกว่า 20 บาทเล็กน้อย เช่น กะเพราทะเลขายถาดละ 30 บาท ส้มตำราคา 25-30 บาท ตำผลไม้ 40 บาท สเต๊กไก่/หมู/ปลา แถมสลัดผักและเฟรนช์ฟรายส์ ราคา 59 บาทเท่านั้น ขณะที่วันนี้ราคาหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 200 บาท

แม้ว่าขณะนี้ราคาเนื้อหมูจะราคาแพงขึ้น แต่เจ้าของร้านยังยืนยันจะขายกะเพราหมูถาดละ 20 บาทเหมือนเดิม เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ อิ่มจุก อร่อยแบบประหยัด แถมบริการน้ำ-น้ำแข็งฟรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภค ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ โดยหลังชาวบ้านทราบข่าวว่าที่ร้าน sitนี่@ หนักแบก ขายอาหารในราคาถูกที่สุดในจ.ตรัง ทำให้มีลูกค้าแวะมาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ในเวลา 10.00 น. เพราะว่าราคานี้หากินที่ไหนไม่ได้ในจ.ตรัง

‘จุรินทร์’ สั่งเบรกขึ้นราคาไข่ - เนื้อไก่ เล็งหารือ ‘บิ๊กตู่’ เร่งชดเชยผู้เลี้ยงหมู

วันที่ 10 ม.ค. 65 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาไข่ไก่ และเนื้อไก่ ราคาทยอยปรับขึ้น ว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่อนุญาตให้มีการขึ้นราคาสินค้าดังกล่าว

ทั้งนี้ อาจมีการฉกฉวยขึ้นราคา แต่ก็จะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค แต่หากมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรายการใด ผู้ประกอบการสามารถทำเรื่องมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิสูจน์เป็นรายกรณีไปว่ามีความจำเป็นแท้จริงหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย จากการกดราคาทางนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดตลาดอีก โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ไปติดตามราคาเนื้อไก่และไข่ไก่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากกรณีเนื้อหมูได้ขึ้นราคาไปแล้ว ขณะเดียวกันยังต้องช่วยเหลือดูแลกับเกษตรกรรายย่อยด้วย โดยต้องให้สมดุลกันระหว่างผู้บริโภคและเกษตรกรรายย่อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top