Monday, 22 June 2026
Hard News Team

ไฟเขียว! ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต  ปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวม 27 ประเภท กระตุ้นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ พัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง  เพื่อไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนในภูมิภาคอาเซียน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้  มีมติอนุมัติหลักการ ร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่..) พ.ศ.  ....   ซึ่ง การปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ประเภทต่าง ๆ รวม 27 ประเภท โดยจะมีรถยนต์ ต้องจัดเก็บภาษีตามอัตราในร่างกฎกระทรวงนี้เมื่อกฎกระทรวง มีผลใช้บังคับ (วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา)  รวม 6 ประเภท ดังนี้  

1. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick-up Passenger Vehicle: PPV)  แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถเสียบปลั๊ก ประจุไฟฟ้าได้ (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 78 กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขจัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50  

2. รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภท ประหยัดพลังงาน แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) จัดเก็บ ภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2 กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข แบ่งเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวง มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 8 - 10 

3.รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภท ประหยัดพลังงานแบบมาตรฐานสากล (Eco car)  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 14 ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 66     และตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 พิจารณาจากความจุกระบอกสูบ อัตราการปล่อย CO2  และการติดตั้งมาตรฐานความปลอดภัย ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา ตามมูลค่าร้อยละ 10 - 12   ถ้าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ อัตราภาษีจะเป็นไปตามอัตราของรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน  

4. รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) แบบผสมที่ใช้ พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถเสียบปลั๊กประจุไฟฟ้าได้ (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 5 ตั้งแต่กฏกระทรวงมีผลบังคับใช้ 

5. รถยนต์กระบะแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle)  แบ่งเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึง วันที่ 31 ธ.ค. 68  ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0  และตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2  กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์   มีการจัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 10 ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึง วันที่ 31 ธ.ค. 68 และ 1 ม.ค. 69- 31 ธ.ค. 78 

6. รถยนต์กระบะแบบเซลล์เชื้อเพลิง [Fuel Cell Powered Vehicle  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0   กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แบ่งเป็น 2 ช่วง ตั้งแต่วันที่ กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค.68 และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 5 

สำหรับรถยนต์ที่เหลืออีก 21 ประเภท จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี  69 - 78 ตามลำดับ ได้แก่  

7. รถยนต์นั่ง   ความจุกระบอกสูบ ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร แบ่งเป็น 3 ช่วง  คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 70 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 71 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 13 - 38   กรณี ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา ตามมูลค่าร้อยละ 25 - 40 สำหรับรถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ตั้งแต่  1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 50 

8. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick-up Passenger Vehicle: PPV)   ความจุกระบอกสูบ 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตาม มูลค่าร้อยละ 18 - 50  ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทไบโอดีเซล (B20) ร้อยละ 16 - 50 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78    

9. รถยนต์นั่งที่ผลิตจากรถยนต์กระบะหรือแชสซีส์และกระจก บังลมหน้า (Chassis With Windshield) ของรถยนต์กระบะ หรือดัดแปลงจากรถยนต์กระบะ    ที่ผลิตหรือดัดแปลงโดยผู้ประกอบอุตสาหกรรม ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2.5 - 40  ที่ดัดแปลงโดยผู้ดัดแปลง จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25   ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป   

10. รถยนต์สามล้อชนิดรถสกายแลป ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0  ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69  เป็นต้นไป  

11. รถยนต์อื่น ๆ นอกเหนือจากข้อ 1 - 5 ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69  เป็นต้นไป 

12. รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน  แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ตั้งแต่  1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 70 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 71 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา ตามมูลค่าร้อยละ 13 - 38 กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แบ่งเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ ตั้งแต่  1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บ ภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25 - 40    สำหรับรถที่มีความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 50 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป

13. รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่ใช้ เป็นรถพยาบาล และรถยนต์ต้นแบบที่ผลิตหรือนำเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะที่ไม่เคยมีการจำหน่าย ในท้องตลาดเป็นการทั่วไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป  

14. รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงานแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle)     แบ่งเป็น 3 ช่วงระยะเวลา คือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 70 ตั้งแต่  1 ม.ค. 71 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 6 - 28  กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป มีการจัดเก็บ ภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 15 - 30  กรณีที่มีความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 40 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป 

15. รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงานแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่สามารถเสียบปลั๊กประจุไฟฟ้าได้ (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 5 - 10  ตั้งแต่  1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป  กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข แบ่งเป็น 2 ช่วง  คือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 72 และตั้งแต่ 1 ม.ค. 73 เป็นต้นไป ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 15 - 20   สำหรับความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 30  ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป 

16. รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน แบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Powered Vehicle) ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 1 กรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 5  ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป 

17. รถยนต์นั่งสามล้อ และรถยนต์นั่งที่ผลิตขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ ของรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร   รถยนต์สามล้อ  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2 - 4  รถยนต์นั่งที่ผลิตขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ของ รถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 4 ตั้งแต่ 1 ม.ค 69 เป็นต้นไป 

18. รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวม น้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กก. ที่ไม่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลัง ที่นั่งคนขับ (No Cab) ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 3 - 5 ตั้งแต่ 1 ม.ค 69 - 31 ธ.ค. 78  

19. รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวม น้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กก. ที่ไม่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลัง ที่นั่งคนขับ (No Cab) ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทไบโอดีเซล (B20)ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 2 - 4 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78 

20. รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวม น้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กก. ที่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลัง ที่นั่งคนขับ (Space Cab) ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทไบโอดีเซล (B20) ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 3 - 7 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78 

21. รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวม น้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กก. ที่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลัง ที่นั่งคนขับ (Space Cab) ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 5 - 8  ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78  

22. รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตาม มูลค่าร้อยละ 8 - 13  ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69  - 31 ธ.ค. 78 

23. รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ที่ใช้เชื้อเพลิง ประเภทไบโอดีเซล (B20) ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่า ร้อยละ 6 - 12 ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78   

24. รถยนต์กระบะแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle)   ให้จัดเก็บภาษี ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0 -2   ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78 

25. รถยนต์กระบะแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Powered Vehicle)  ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา ตามมูลค่าร้อยละ 0 - 1   ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 - 31 ธ.ค. 78 

26. รถยนต์ต้นแบบที่ผลิตหรือนำเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะที่ไม่เคยมีการจำหน่าย ในท้องตลาด จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69  

27. รถยนต์ประเภทอื่น ๆ นอกจากข้อ 15 - ข้อ 26  ให้จัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 15 - 50  ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 69 เป็นต้นไป โดยจะพิจารณาจากความจุกระบอกสูบ อัตรา การปล่อย CO2  

'สมศักดิ์' ให้ 'อนุทิน' แจง ครม. ปม ก.ยุติ ของบฯ จัดการ โควิด-19 ในเรือนจำ ป้องกันความสับสน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีวาระ เรื่องแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทรวงยุติธรรม ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหา การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเรือนจำ และทัณฑสถาน จากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า ตนไม่ทราบ เพราะเรื่องของการจัดการ โควิด-19 ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ได้มอบหมายให้นายอนุทินเป็นผู้ชี้แจง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพราะได้มีประกาศออกมาแล้ว ทั้งนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ 

“บิ๊กตู่” ชมสาธิตการใช้ประโยชน์ฐานข้อมูล ย้ำเป็นหัวใจสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG  สู่การวางแผนบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนชมผลงานเกษตรกร Smart Farmer  ย้ำรัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชน แบบพุ่งเป้า

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลาประชุมครม.เนื่องจากยังมีอาการอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ซึ่งแพทย์ได้เข้าตรวจเรียบร้อยแล้วท่ีมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

โดยก่อนการประชุม เวลา 08.45 น.  ที่โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้บริหาร อว. เข้าพบ นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอโครงการเชื่อมโยงข้อมูลชุมชนกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Thailand Community Big Data :TCD) ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (U2T) มหาวิทยาลัยสู่ตำบล ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชุมชนของประเทศขนาดใหญ่หรือรวบรวมข้อมูลสําคัญพื้นฐานของเศรษฐกิจบีซีจี

อาทิ การเก็บรวบรวมข้อมูลพืช สัตว์ แมลง และสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นที่  ข้อมูลการเกษตรในพื้นที่ ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งฐานข้อมูล เหล่านี้ได้ถูกจัดเก็บ เชื่อมโยงการวิเคราะห์กับข้อมูลความต้องการของตลาด (Demand) ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการอื่นได้แก่ ข้อมูลผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน ข้อมูลการส่งออก ข้อมูล TPMAP เป็นต้น โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เยี่ยมชมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ทําการทดลองสืบค้น ข้อมูลตามความสนใจ (โปรแกรมที่ใช้สืบค้นตัวอย่างการเชื่อมโยงข้อมูล TCD ไปสู่ BCG Product สามารถดูได้จาก Link https://bit.ly/3fXeQ7Z) โดยชื่นชมการเชื่อมโยงข้อมูล TCD เป็นฐานข้อมูลที่ดีมากและมีความแม่นยำสูงเพราะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบเพื่อแต่ละหน่วยงานสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในวางแผนการบริหารจัดการและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่  ยังเน้นให้มหาวิทยาลัยทำงานกับพื้นที่อย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล  เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

สำหรับฐานข้อมูล TCD ดังกล่าวได้จัดทําในพื้นที่ 3,000 ตําบลทั่วประเทศในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา คิดเป็น ร้อยละ 50 โดยประมาณของประเทศ ฐานข้อมูล TCD นี้จะเป็นหัวใจสําคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซี จี ทําให้มีข้อมูลพื้นฐานของการวางแผน บริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของไทยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (Biodiversity resource planning) ข้อมูลสามารถถูกเพิ่มและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้ ตลอดเวลาเนื่องจากเชื่อมต่อกับระบบบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (CDB application) และการประมวลผล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้การวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

"โรม" ผิดหวัง ไม่ได้รับคำอธิบายน่าพอใจ หลังอภิปรายเคส "พล.ต.ต.ปวีณ" มั่นใจ 3 ป. เอี่ยวค้ามนุษย์ เสนอ ตั้งคกก.แก้ปัญหา 

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เกี่ยวกับเรื่องราวของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์ ที่ต้องลี้ภัยออกจากประเทศไทยไปเมื่อปี 2558 จะต่อยอดเรื่องนี้อย่างไร ว่า ตนอธิบายเรื่องนี้เมื่อวันศุกร์ (18 ก.พ.) ผ่านมาสามวันเต็มๆ ตนคิดว่าไม่ได้รับคำอธิบายที่น่าพอใจ เพราะคำอธิบายของรัฐบาลไม่ต่างจาก 6 ปีที่แล้วที่บอกว่าให้กลับมาสิ รัฐบาลควรมีสัญญาณที่ดีกว่านั้น เช่น ควรจะกลับไปพิจารณาว่าในวันนั้นใครมีบทบาทหน้าที่ในการปราบปรามการค้ามนุษย์และขัดขวางพล.ต.ต.ปวีณ ตนอาจจะให้ตัวย่อในสภาเพราะมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย แต่หากรัฐบาลอยากทราบว่าเป็นใครบ้าง ตนพร้อมจะให้ข้อมูล 

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า กรณีการปราบปรามการค้ามนุษย์ ตนคิดว่ารัฐบาลไม่ได้ต่อยอดหรือขยายผล กองทัพเรือต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่กับเรื่องนี้ เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องที่จับได้ไม่ใช่คนเดียว หรือกรณีฝ่ายปกครองต่างๆ ที่อยู่ในอำนาจของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขนคนจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดหนึ่ง ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องมีคนรับผิดชอบ หากรัฐบาลต้องการปราบปรามการค้ามนุษย์จริงๆ ก็จะต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมการคนที่สังคมเชื่อถือ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งที่ตนอภิปราย แต่ตอนนี้กลายเป็นรัฐบาลยืนกระต่ายขาเดียวว่าตัวเองปราบปรามการค้ามนุษย์ ก็กลับมาสิ คำถามคือใครจะกล้ากลับ เราเห็นการอุ้มหาย การเสียชีวิตของข้าราชการน้ำดี หรือคนที่พยายามดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้วยดี แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้รับความปลอดภัยอยู่ดี 

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้นมีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งตนก็อยู่ในกมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หากเราสามารถใช้ช่องทางนี้สืบหาข้อมูล ก็คงจะเป็นการทำคู่ขนาน แต่ต้องยอมรับว่าช่องทางนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราอยู่ในบรรยากาศที่ปลอดภัย ที่พล.ต.ต.ปวีณจะสามารถกลับมาพบครอบครัวของเขาได้ เราคงต้องทำมากกว่านั้น บางทีการจะเริ่มต้นสู่กระบวนการที่ปลอดภัยมากที่สุดอาจจะต้องมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่าทั้ง 3 ป. มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกระบวนการค้ามนุษย์ เราจะได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมโลกได้อย่างไร หากพล.ต.ต.ปวีณ ซึ่งเป็นมือปราบการค้ามนุษย์อันดับหนึ่งยังลี้ภัยอยู่ต่างประเทศและหวาดกลัว 

เมื่อถามว่า อะไรทำให้มั่นใจว่า 3 ป.เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ข้อแรกไม่มีเหตุผลที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะย้ายพล.ต.ต.ปวีณ ถ้าจะอ้างว่าพล.ต.ต.ปวีณทำงานกับผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เราก็รู้กันอยู่ว่าตำรวจไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ก็สามารถได้ดิบได้ดี ข้ามหัวคนนั้นคนนี้ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในวงการตำรวจ การย้ายพล.ต.ต.ปวีณไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่อันตรายจริงๆ คล้ายกับตำรวจคนอื่นที่ไปเสียชีวิตที่นั่น ข้อสองสำหรับพล.อ.อนุพงษ์ ตนมีแหล่งข่าวที่ยืนยันว่า พล.อ.อนุพงษ์มีความรู้มากในเรื่องกระบวนการค้ามนุษย์ที่ จ.ระนอง แน่นอน อาจจะเพราะพล.อ.อนุพงษ์เป็นรัฐมนตรีมานาน ฝ่ายปกครองต่างๆ ก็น่าจะมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี การจะย้ายชาวโรฮิงญาในหลายๆ ครั้ง จากจ.ระนองไปที่จ.สงขลา ต้องผ่านหลายจังหวัด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับความร่วมมือจากฝั่งตำรวจฝั่งเดียวแล้วจบ แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายอย่าง

'พิพัฒน์'ยันจำเป็นต้องเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากต่างชาติ ใช้ซื้อประกันเยียวยานักท่องเที่ยวในไทย-พัฒนาการท่องเที่ยว ไม่เบียดบังเงินภาษีจากคนไทย

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า  จากกรณีที่ฝ่ายค้านได้กล่าวพาดพิงตนในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ เมื่อวันที่ 17-18 ก.พ.ที่ผ่านมา ในเรื่องการเรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย คนละ 300 บาทนั้น  กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่าต้องเรียกเก็บอย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เริ่มจากทางกระทรวงฯในยุคของตน แต่เป็นมติที่ออกมาก่อนหน้านี้  

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการเรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เราจะนำไปซื้อประกันให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย  ส่วนเงินที่เหลือ เรานำไปจัดเก็บเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งมีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นประธานกองทุน และมีผู้แทนจากอีก 10 หน่วยงานซึ่งรวมถึงกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  จึงขอยืนยันว่าเรามีการใช้จ่ายได้เงินที่ได้มาดังกล่าวอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะสามารถตรวจสอบได้ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงที่มาของการเรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน  นายพิพัฒน์ กล่าวว่า  มาจากกรณีที่เกิดเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณเมื่อปี 2558 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บด้วย ขณะที่สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณมาให้สำหรับการเยียวยาชาวต่างชาติในส่วนนั้น  ต่อมาเกิดเหตุการณ์เรือล่มที่จ.ภูเก็ต ซึ่งเราได้รับงบประมาณจากส่วนกลาง ไปเพื่อทำการสนับสนุน  แต่เมื่อปี 2562 สำนักงบประมาณได้แจ้งมาทางกระทรวงฯ ว่าจะไม่จัดงบประมาณสำหรับการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาให้ทางกระทรวงฯแล้ว ทำให้ทางกระทรวงฯ ต้องหาวิธีจัดเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเป็นกองทุนเพื่อการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในไทย จึงมีการนำเสนอเรื่องการเรียกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เข้าสู่ที่ประชุมครม.เมื่อปี 2562  

ทบ.ไทย-สหรัฐฯ ร่วมกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ในการฝึก Hanuman Guardian 2022  

ตามที่ กองทัพบกได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ 11 - 24 ก.พ. 65 ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้การฝึกผสมกองทัพบกไทย - กองพลทหารราบที่ 25 กองกำลังทางบกสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก รหัส “Hanuman Guardian 2022” ซึ่งในสัปดาห์แรกของการฝึกที่ Joint Base Lewis-McChord (JBLM) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการปรับพื้นฐานการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการดำเนินชีวิตในค่ายฝึก โดยกำลังพลทุกนายได้ผ่านการตรวจโควิด-19 
มีสุขภาพแข็งแรง การฝึกได้ดำเนินตามแผนงานที่กำหนดไว้ร่วมกันด้วยความเรียบร้อย โดยกองร้อยส่งทางอากาศกองทัพบก 120 นาย และกองร้อยส่งทางอากาศสหรัฐอเมริกา 145 นาย ได้ฝึกกระโดดร่มในพื้นที่จริงจากเครื่องบินลำเลียง C-17 ควบคู่ไปกับการฝึก
การตรวจค้นอาคาร, การฝึกผู้ควบคุมในการกระโดดร่ม, การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จริง

ด้วยอากาศยาน, การยึดตรึงอุปกรณ์ในการกระโดดร่ม รวมถึงการฝึกหน่วยสนับสนุน เช่น การส่งสิ่งอุปกรณ์โดยใช้ร่มของหน่วยทหารพลาธิการส่งกำลังทางอากาศ ซึ่งตลอดห้วงการฝึกจะมีทีมแพทย์ให้การดูแลสุขภาพร่างกายอย่างใกล้ชิด 

นอกจากนี้ คณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก ได้มีโอกาสพบปะกับผู้บังคับหน่วยยานเกราะสไตรเกอร์ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา หารือและประสานความร่วมมือในการเสริมสร้างหน่วยยานเกราะสไตรเกอร์ของทั้ง 2 ประเทศ ณ ฐานทัพลูอิสแม็คคอร์ พร้อมทั้งนำนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่ร่วมการฝึกในครั้งนี้ เข้าชมหน่วยยานเกราะสไตรเกอร์ของสหรัฐอเมริกาด้วย

สำหรับการฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ กำลังพลกองร้อยส่งทางอากาศของทั้ง 2 ประเทศ มีกำหนดเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วยเครื่องบินลำเลียง C-17 จากสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 23 ก.พ. 65 เพื่อเดินทางมากระโดดร่มในพิธีเปิดการฝึกผสมกองทัพบกไทย - สหรัฐอเมริกา รหัส Hanuman Guardian 2022 ณ ศูนย์การทหารราบ  อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใน 24 ก.พ. 65 นี้ 

การฝึกผสมกองทัพบกไทย - สหรัฐอเมริกา รหัส “Hanuman Guardian” เป็นการฝึกของกองทัพบกไทย-สหรัฐฯ ดำเนินมาต่อเนื่องทุกปี เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เน้นการฝึกภารกิจการปฏิบัติการทางทหารและการบรรเทาภัยพิบัติ โดยจัดการฝึกมาแล้ว 9 ครั้ง  สำหรับการฝึก Hanuman Guardian 2022 

ทบ. พร้อมเฝ้าระวัง “โควิด-19” มาตรการป้องกัน สธ. และเตรียมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์ เข้าช่วยประชาชน ห่วงอากาศแปรปรวน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าจากการประชุมสรุปสถานการณ์ประจำวันของกองทัพบกด้วยระบบออนไลน์ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19  โดยระบุว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความอ่อนไหว จำเป็นต้องติดตามและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้กำชับให้กำลังพลดำรงมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของสาธารณสุข รวมทั้งการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด การรักษาระยะห่าง ลดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง การฉีดวัคซีน เป็นต้น เพื่อดำรงความพร้อมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการลดภาระด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเป็นส่วนรวม

สำหรับในห้วงนี้ที่สภาพอากาศมีความแปรรวน ส่งผลให้เกิด ไฟป่า ภัยแล้งและอุทกภัยในบางพื้นที่ ล่าสุดคือ อุทกภัยในพื้นที่ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่ง มณฑลทหารบกที่ 41 และกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 4 ได้เข้าช่วยเหลือประชาชนและซ่อมแซมสะพานชำรุดได้ทันต่อสถานการณ์ โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้หน่วยทหารเตรียมการ ช่วยประชาชนรับมือการเปลี่ยนฤดูกาล และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นให้ทันต่อสถานการณ์ และลดผลกระทบมากที่สุด ส่วนภารกิจในพื้นที่ชายแดน ซึ่งกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกต้องทุ่มเทสกัดกั้นยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย และลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติ  ขอให้กำลังใจกำลังพลให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อมีการปะทะกับกลุ่มคนที่กระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ในเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบกประจำปี 65 ในหลายประเภทที่จะดำเนินการสอบภาควิชาการพร้อมกัน ได้แก่ นักเรียนนายสิบทหารบก, ทหารกองหนุนส่วนกำลังรบและส่วนสนับสนุนการรบ, ทหารกองหนุนเป็นนายทหารประทวนสายงานสัสดี และทหารอาสาอัตรานายทหารประทวน ซึ่งสนามสอบได้ถูกจัดขึ้นในทุกกองทัพภาค ในวันที่ 27 ก.พ. 65 เพื่อลดภาระการเดินทางของผู้สมัครและผู้ปกครอง รวมถึงสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 โดย ผู้บัญชาการทหารบกกำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการและควบคุมมาตรฐานการสอบให้เป็นไปตามแนวทางที่กองทัพบกกำหนด ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกให้กับผู้สมัครสอบอย่างเต็มที่

'กอ.รมน.' แจ้งความ คนนำสัญลักษณ์หน่วยงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก กอ.รมน. กล่าวถึงกรณีมีอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร  ได้มีการติดตั้งป้ายข้อความพร้อมเครื่องหมายราชการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ที่รับผิดชอบอาคารดังกล่าว ไม่ได้มีการขออนุญาต หรือได้รับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายราชการ กอ.รมน. แต่อย่างใด

 “คงชีพ” ยัน “บิ๊กป้อม” ไม่เกี่ยว คดีค้ามนุษย์ “พล.ท.มนัส” ระบุ หากมีข้อมูลคนอยู่เบื้องหลัง ขอให้เปิดเผยหลักฐาน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์  โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปิดเผยถึงกรณีการอภิปรายในสภา ที่ผ่านมามีการกล่าวอ้างและพยายามเชื่อมโยงว่า มีนายตำรวจทีมงาน พล.อ.ประวิตร โทรมาสั่งให้ประกันตัว พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และหากมีชื่อบุคคลตามกล่าวอ้างดังกล่าว หรือ มีข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม  ขอให้เปิดเผยหลักฐานและข้อมูลจริงทั้งหมดออกมา เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด 

“รัชดา” เผย  รัฐจัดสัมมนาใหญ่ 23 ก.พ นี้ ต่อยอดสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุ”

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ขับเคลื่อนการพัฒนาต่อยอดการฟื้นความสัมพันธ์ ไทย -ซาอุดีอาระเบีย โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทางศอ.บต.ได้จัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ 2 ครั้ง โดยสัมนากลุ่มย่อย (Focus Group) ได้จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 14 - 15 ก.พ. ที่ผ่านมา และจะจัดอีกครั้งวันที่ 23 ก.พ.นี้ จะเป็นการสัมมนาใหญ่ ที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยนายกรัฐมนตรี จะแสดงปาฐกถา หัวข้อ “ความสำเร็จของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดิอาระเบีย โอกาสและศักยภาพของประเทศไทยและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ “ผ่านระบบการปรับทางไกล และมีการบรรยายจากอุปทูตไทยประจำประเทศซาอุดิอาระเบีย และอุปทูตซาอุดิอาระเบียประจําประเทศไทยในหัวข้อดังกล่าวด้วย    

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การส่งเสริมความร่วมมือของสองประเทศ ประกอบด้วยมิติต่างๆ9 ด้าน กล่าวคือ การท่องเที่ยว พลังงาน แรงงาน อาหาร การค้าและการลงทุน สุขภาพ ความมั่นคง การศึกษาและศาสนา และการกีฬา สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความร่วมมือกับประเทศซาอุดิอาระเบียมาอย่างยาวนาน แม้ในห้วงเวลาที่สองประเทศไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์และพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุดิอาระเบียทุกปี ดังนั้น ศอ.บต.จึงเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมเพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน ครอบคลุมผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่ ข้าราชการ แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่ซาอุฯ และประชาชนทุกสาขาอาชีพ กว่า 500 คน ที่มีประสบการณ์ทั้งการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ซึ่งข้อมูลจากการสัมมนา จะถูกรวบรวมและเสนอต่อรัฐบาลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำนโยบายและแนวทางการพัฒนาร่วมกับซาอุดิอาระเบียต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top