Tuesday, 23 June 2026
Hard News Team

'นันทิวัฒน์' ฟันธง! สงครามรัสเซีย-ยูเครน ไม่จบง่ายๆ เหตุ 'นาโต' เสี้ยม!! มีแผนหนุนตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

น่าจะเป็นคำถามที่ชาวโลกตั้งตารอคำตอบถึงปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนใกล้จะสิ้นสุดเมื่อใด หรือประเด็นความขัดแย้งของยูเครน-รัสเซีย และรวมถึงนานาชาติที่เข้ามาร่วมเอี่ยวต่อจากนี้ใกล้จะถึงตอนจบแล้วหรือไม่

ล่าสุด นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้ว่า...

ยูเครนจบแล้วยัง...ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนใกล้จบหรือจบแล้ว

ทางการรัสเซียอ้างว่า ได้ทำลายสนามบิน เครื่องบินของยูเครนหมดสิ้น ยูเครนแอบโยกย้ายเครื่องบินรบไปไว้ในต่างประเทศ โดยถูกระบุว่าเป็นโรมาเนีย

รัสเซียสำทับว่า ประเทศใดอนุญาตให้เครื่องบินรบของยูเครนออกปฏิบัติการ รัสเซียจะพิจารณาว่า ประเทศนั้นๆ เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางทหารกับรัสเซีย ไม่ได้ขู่นะ

รัสเซียระบุว่า อเมริกาและอังกฤษใช้ดินแดนโปแลนด์เป็นจุดในการส่งกำลังบำรุงอาวุธและลักลอบส่งกองกำลังติดอาวุธจากซีเรียที่เรียกว่า Daech เข้ายูเครน

รัฐเร่งเครื่องยานยนต์ไฟฟ้า ดันมาตรฐานอีวีเพิ่มรองรับ 

นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุม กมอ. ได้เห็นชอบมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 19 มาตรฐาน เพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล หลังจากได้มีการประกาศใช้แล้วจำนวน 116 มาตรฐาน 

สำหรับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าที่ประกาศเพิ่มอีก 19 มาตรฐาน เช่น มาตรฐานจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาตรฐานระบบแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า มาตรฐานระบบการสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้า มาตรฐานระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า มาตรฐานระบบเบรกของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐานวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า

ด้าน นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า ในปี 2565 สมอ. มีแผนจัดทำมาตรฐานอีกจำนวน 19 มาตรฐาน ได้แก่มาตรฐานเรือไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำหรับดัดแปลงรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า  ระบบจอดอัตโนมัติของรถยนต์  และระบบแบตเตอรี่ของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยจะเร่งดำเนินการออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านอีวีให้เป็นรูปธรรม 

‘เทพไท’ หนุนแนวคิด ‘อานันท์’ รัฐประหาร ไม่ใช่คำตอบ แซะ!! ‘คมช.-คสช.’ เสียของ คว่ำระบบทักษิณไม่ได้อยู่ดี

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็นด้วยกับคำให้สัมภาษณ์ของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า รัฐประหารไม่ใช่คำตอบ เพราะไม่ได้ช่วยให้ประเทศพัฒนาขึ้น รัฐประหารมีแต่ทำให้เลวลง การบริหารล้มเหลว เกิดการคอร์รัปชัน ทรัพยากรกระจุกอยู่กับคนชั้นบน เป็นความเห็นที่น่ารับฟังเป็นอย่างมาก ซึ่งนายอานันท์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 ครั้ง ที่มาจากการรัฐประหารและวิกฤตทางการเมือง ย่อมเข้าใจการเมืองจากการรัฐประหารได้เป็นอย่างดี การออกมาแสดงความเห็นในลักษณะเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการพูดอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะผู้มีประสบการณ์จากการเป็นนายกรัฐมนตรีในภาวะวิกฤติถึง 2 ครั้ง จึงเชื่อได้ว่าการรัฐประหารไม่ใช่คำตอบของประเทศจริงๆ

นายเทพไท ระบุว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และเผด็จการทุกรูปแบบมาโดยตลอด ในช่วงชีวิตเป็นนักการเมือง ก็พบกับเหตุการณ์ของการก่อการรัฐประหาร 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งเป็นความล้มเหลวและเสียของทั้ง 2 ครั้ง หลังการรัฐประหารโดย คมช. มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศเพียง 1 ปี ก็คืนอำนาจให้กับประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น ผลของการเลือกตั้งก็ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายระบอบทักษิณได้ 

นายกฯ ชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติการลุล่วง ส่งคนไทยในยูเครนกลับบ้านสำเร็จด้วยดี 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการส่งตัวคนไทยในยูเครนกลับบ้านเพิ่มเติม ดีใจที่พี่น้องชาวไทยทุกคนที่แสดงความประสงค์เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีห่วงใยต่อผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในยูเครนกับครอบครัวต่อ โดยได้สั่งการเน้นย้ำหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือหากเกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในยูเครน โดยคณะคนไทยชุดที่ 6 จำนวน 14 คนได้เดินทางโดยสายการบินกาตาร์กลับประเทศไทยและมีกำหนดเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันนี้ (7 มีนาคม 2565) เวลา 12.40 น. และคณะคนไทยชุดที่ 7 จำนวน 12 คน จะเดินทางโดยสายการบินไทยออกจากกรุงบูคาเรสต์ในวันนี้ และมีกำหนดถึงประเทศไทยในวันที่ 8 มีนาคม 2565 เวลา 06.50 น.

'พี่ชายแตงโม' ลั่น!! ไม่สนเงิน ร่วมหาความจริง เพื่อน้องเป็นครั้งสุดท้าย 

แม้หลายคนจะเริ่มถอดใจเมื่อเจอคำพูดของคุณแม่ภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของนางเอกสาว แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์ ว่าให้อภัย ไฮโซปอ-ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ และ โรเบิร์ต-ไพบูลย์ ตรีกาญจนานันท์ แต่ล่าสุด ทนายตั้ม-ษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้โพสต์อีกหนึ่งความหวังว่ายังมีคนขอมาร่วมสู้ไปด้วยกัน นั่นคือ ‘ดายศ เดชจบ’ พี่ชายของสาวแตงโม ที่ขอมาร่วมค้นหาสาเหตุการตายของน้องสาว โดยทนายตั้มได้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า... 

‘พิชัย’ ร่ายยาวซัด ‘บิ๊กตู่’ มั่วแก้ปัญหา ศก. แนะให้ไปอ่านที่เคยเตือน 4 สัญญาณอันตราย

รองประธานยุทธศาสตร์ด้าน ศก. พรรคเพื่อไทย ซัด ประยุทธ์ ขาดความรู้เศรษฐกิจ แนะรับมือ 4 สัญญาณอันตราย ซัดซีกรัฐบาลขัดแย้งสูง ซักฟอกรอดยาก

7 มี.ค. 65 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ว่า ได้เตือนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ต่ำและจะไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลขายฝัน แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่ฟัง ยังกล้าบอกว่าพอใจทั้งที่ล้มเหลวกับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ทั้งที่ขยายได้ต่ำมากเพียง 1.6% จากที่ทรุดหนักติดลบตกลงมา -6.2% ในปี 2563 แถมยังอ้างว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งเพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ทั้งที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยสูงมาตั้งแต่ก่อนพลเอกประยุทธ์เข้ามาแล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถทำเศรษฐกิจไทยให้ดีได้

“การอ้างมั่วลักษณะนี้แสดงถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง และน่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นความพยายามที่จะให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนแต่กลับหลงเชื่อเอง ถึงขนาดที่กล้านำโพลที่ไม่น่าเชื่อถือมาอ้างมั่วเพื่ออวยตนเองว่าประชาชนพอใจทั้งที่คนกำลังลำบากกันอย่างมาก ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ และจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้มากขึ้นเพราะความไม่รู้“

รองปธ.ยุทธศาสตร์ ด้านศก. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับไปทบทวนและศึกษา 4 สัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจนี้ ที่ตนได้เคยเตือนไว้แล้ว และได้ขยายผลรุนแรงและรวดเร็วในเวลาไม่นาน และจะมีผลกระทบรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากไม่มีแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ ดังนี้ 

1.) ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นทะลุ 130$ ต่อบาร์เรล และยังมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นอีก จากสถานการณ์สงครามรัสเซียยูเครน ตามที่ตนได้เตือนมาตลอด แต่นายสุพัฒนพงษ์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน ทั้งที่เคยทำงานบริษัทพลังงานกลับบอกว่าราคาจะไม่ขึ้นไปกว่านี้ ตอนที่ราคาอยู่ที่ 80$ -90$ ต่อบาร์เรล จึงไม่ได้มีการเตรียมการรับมือ ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า และ ค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของสินค้าแทบทุกชนิด ดังนั้น พลเอกประยุทธ์จะมีแนวทางรับมือกับราคาน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างไร

2.) ราคาสินค้าพุ่งขึ้นสูง เงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์พุ่งขึ้นถึง 5.28% หลังจากที่เงินเฟ้อเดือนมกราคมขึ้นไป 3.23% และยังมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะสูงเพิ่มขึ้นอีกตามที่ตนได้เตือนไว้แต่แรกแล้วว่าเงินเฟ้อของไทยเพิ่งจะเริ่มต้น (ปีที่แล้วประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 1.23%) อัตราเงินเฟ้อของไทยที่สูงขึ้นมาก สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และ ภาวะเงินเฟ้อของไทยจะขึ้นไปตามอัตราเงินเฟ้อของโลกที่สูงขึ้นมากตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิดจึงหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อจากต่างประเทศได้ยาก แต่คนไทยรายได้ไม่ได้เพิ่มแถมยังลดลงเพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ไม่เหมือนคนในต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เศรษฐกิจประเทศเขาฟื้นแล้ว พลเอกประยุทธ์จะรับมือกับราคาสินค้าที่แพงแม้กระทั่งไข่ก็ราคาพุ่งอย่างไร เพื่อไม่ให้คนไทยลำบากไปมากกว่านี้

3.) อัตราดอกเบี้ยกำลังจะปรับเพิ่มขึ้น จากล่าสุดที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือน่าจะขึ้น 0.5% ภายในเดือนนี้ และน่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายหนภายในปีนี้ ซึ่งประเทศไทยอาจต้องถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยตาม มิเช่นนั้นเงินทุนต่างประเทศอาจจะไหลออกได้ แล้วพลเอกประยุทธ์จะรับมือกับเรื่องดอกเบี้ยที่จะขึ้นนี้ได้อย่างไร ในขณะที่แนวโน้มของหนี้เสียทั้งในภาคธุรกิจและในภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอีกมาก

“ประวิตร” ถก แก้ปัญหา "สมัชชาคนจน" สั่ง ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ยัน รัฐบาลจริงใจช่วยทุกกลุ่ม 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ครั้งที่ 1/ 2565 ผ่านระบบ VDO CONFERENCE 

โดยที่ประชุมเห็นชอบ แต่งตั้งให้ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการประสานงาน เร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และเห็นชอบการออกโฉนดที่ดิน กรณี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ทับที่ทำกินของราษฎร อ.ปากน้ำโพ ,อ.พยุหคีรี และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ เห็นชอบจัดหาที่ดินโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ เห็นชอบให้จ่ายค่าชดเชย กรณีโรงเรียนหนองขุนศรีวิทยา จ.สุรินทร์ ก่อสร้างทับที่ดินราษฎร เห็นชอบให้จัดหาที่ดินทำกินให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนพื้นป่า กรณีป่าสงวนแห่งชาติ ดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์  รวมทั้งเห็นชอบให้สมาชิกสมัชชาคนจน สามารถตัดโค่นไม้ยางพาราที่หมดสภาพ เพื่อปลูกใหม่ และเข้าถึงสิทธิกองทุนสงเคราะห์สวนยางพาราได้ในพื้นที่ จ.ตรังจ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช

“ทอ.“เผยความก้าวหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน (ครั้งที่ 1)

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ต.ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่าตามที่กองทัพอากาศได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและจัดทำความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตี โดยมี รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน มีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและเสนาธิการทหารอากาศ เป็นรองประธาน เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2565 คณะกรรมการฯ ได้จัดการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาภารกิจตามกฎหมาย ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลและได้กำหนดความต้องการเครื่องบินขับไล่โจมตีที่มีคุณภาพ (Quality Air Force) และมีเทคโนโลยีล้ำสมัย (Cutting-Edge Technology) 

โดยเครื่องบินขับไล่โจมตีที่ต้องการ ต้องมีขีดความสามารถของการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations) มีการบริหารจัดการข้อมูลอัตโนมัติ ร่วมกับระบบตรวจจับของกองทัพไทยและฝ่ายพลเรือนได้อย่างสมบูรณ์ มีขีดความสามารถโจมตี ต่อต้านทางอากาศ ปฏิบัติกิจเฉพาะพิเศษ ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ เพิ่มระยะการปฏิบัติการทางอากาศ และการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีสมรรถนะสูงยุคที่ 5 (The 5th Generation Fighter) มีคุณลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ Stealth, Super Cruise, Sensor Fusion, Super Maneuverable และ Synergistic Integrated Avionics พร้อมกำหนดข้อพิจารณาประกอบการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน สรุปดังนี้

1. เป็นเครื่องบินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางทหาร (Military Standard) มาตรฐานจากองค์กรการบินสากล หรือองค์กรมาตรฐานของประเทศผู้ผลิต 
2. เครื่องบิน ระบบต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่ติดตั้งใช้งาน ต้องผลิตโดยใช้มาตรฐานทางทหาร และผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้ว มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป
3. สามารถผลิตและนำส่งให้แก่กองทัพอากาศในกรอบงบประมาณและตามห้วงระยะเวลาการจัดหา 
4. มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่โจมตีและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคลากรของกองทัพอากาศ 
5. บุคลากรของกองทัพอากาศควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Offset Scholarship) เพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 

“วิษณุ” ยัน ร่างกฎหมายลูก เลือกตั้งส.ส. เปิดช่อง ใช้สูตรใดคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อก็ได้ ย้ำต้องห้ามขัดรธน. 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.(ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ. … เตรียมแปรญัตติใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบจัดสรรปันส่วนผสม  โดยคำนึงถึงส.ส.พึงมี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 ว่า ได้อ่านข้อเสนอแล้ว แต่ไม่ทราบเรื่องและไม่เข้าใจว่าคืออะไร ไม่เข้าใจว่าจะทำได้อย่างไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม นายวิษณุ กล่าวว่า ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ที่นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร.เขียนเปิดกว้าง ใครจะแก้อย่างไรก็แก้ได้ทั้งนั้น เพราะใช้ร่างนี้เป็นหลัก ไม่ใช่ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก แต่อย่าให้ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา พูดได้แค่นี้ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรกัน ส่วนจะทำอย่างไรตนยังคิดไม่ออก

“โฆษกกมธ.กม.ลูก” โต้เพื่อไทย มั่นใจวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หารด้วย 500 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ส่งเสริมปชต.-สิทธิเสรีภาพมากขึ้น ยันไม่คิดตัดขาพรรคใด เหตุผลเลือกตั้งยังไม่ออก

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยวิธีนำคะแนนหารด้วย 500 นั้นทำไม่ได้เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ว่า ตนเชื่อว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยการนำเอาคะแนนจากบัตรเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 เพื่อคิดเป็น ส.ส.พึงมีแล้วนำ ส.ส.แบบเขตเลือกตั้งมาหักลบนั้น เป็นการคำนวณตามความนิยมพรรคการเมืองที่แท้จริง ซึ่งเป็นการคิดคำนวณคล้ายกับการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเมื่อปี 2562 แต่เป็นการสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะครั้งนี้เป็นการแยกบัตรเลือกตั้งเป็น 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยหลายประเทศก็ใช้วิธีคิดแบบนี้

“มั่นใจว่าการคิดคำนวณแบบนี้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และเป็นการสะท้อนความนิยมของพรรคการเมืองจริงๆ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเราจะส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง วิธีคิดแบบนี้จะเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองมากกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์การเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น” นายอัครเดช กล่าว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top