Tuesday, 23 June 2026
Hard News Team

'ไทย' เตรียมแผนปรับโควิดสู่โรคประจำถิ่น เชื่อ มุ่งฟื้นเศรษฐกิจ แม้ยังกังวลผู้ติดเชื้อ

23 มี.ค. 65 สำนักข่าว Voice of America สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Thailand Aiming for Endemic Status as More Travel Restrictions Lifted ว่าด้วยความพยายามของทางการไทย ในการเปลี่ยนสถานะของไวรัสโควิด-19 จากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ลดความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโรคลงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ท่ามกลางความกังวลของผู้คนอีกไม่น้อย

ในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2565 กระทรวงสาธารณสุขของไทย ประกาศตั้งเป้าให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นภายในเดือน ก.ค. 2565 ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อกำหนดให้ชาวต่างชาติที่จะเดินทางไปประเทศไทยต้องมีผลตรวจคัดกรองไม่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ก็ถูกประกาศยกเลิก อย่างไรก็ตาม อนันต์ จงแก้ววัฒนา (Anan Jongkaewwattana) นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้เตือนว่า ยังคงต้องระมัดระวังต่อไป

“เราต้องพูดกันให้ชัดว่าโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่ามันจะรุนแรงน้อยกว่าสิ่งที่พบระหว่างที่เป็นโรคระบาดใหญ่ สำหรับผม โรคประจำถิ่นหมายความว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งที่ไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ” อนันต์ กล่าว

ประเทศไทยยังคงต่อสู้กับสถานการณ์ที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก จากเชื้อกลายพันธุ์สายโอมิครอน เช่น ในวันที่ 18 มี.ค. 2565 ที่พบผู้ติดเชื้อ 27,071 คน ทำสถิติติดเชื้อรายงานสูงที่สุด แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ค่อนข้างสูง นับตั้งแต่เริ่มการฉีดวัคซีนในปี 2564 ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว 127 ล้านเข็ม ซึ่งนับตั้งแต่เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 3 หรือ 4)

แกรี โบเวอร์แมน (Gary Bowerman) นักวิเคราะห์การท่องเที่ยวของทวีปเอเชีย ที่อาศัยอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย กล่าวว่า ประเทศไทยต้องระมัดระวังในการตั้งเป้าหมายในอนาคต เนื่องจากโควิด-19 นั้นคาดเดาไม่ได้ แม้เดือน ก.ค. 2565 คือการกำหนดเป้าหมาย แต่ก็ทราบกันดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ว่าการกำหนดเส้นตายที่ยากและรวดเร็วนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง

“สถานะโรคประจำถิ่น เป็นเรื่องเล็กน้อยในการสื่อสารกับสาธารณชนเพื่อพยายามเปลี่ยนวิธีคิดภายในประเทศ เป็นการปลุกเร้าอารมณ์ครั้งสำคัญ สถานการณ์ที่ประเทศประสบอยู่คือการปิดตัวอย่างสมบูรณ์ยาวนานถึง 2 ปี และตอนนี้ได้เปิดแล้ว เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดครั้งใหญ่ แม้มันไม่ได้อยู่ที่แต่ละประเทศจะบอกว่าเป็นโรคประจำถิ่น แต่เป็นองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงทำแบบนั้น” โบเวอร์แมน กล่าว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยพยายามหาทางเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 เป็นต้นมา ด้วยโครงการ Test&Go ที่ตัดขั้นตอนการกักตัวออกไป แต่โครงการต้องถูกหยุดไว้ชั่วคราวในเดือน ธ.ค. 2564 จากการเริ่มตรวจพบไวรัสโควิด-19 สายโอมิครอน อันเป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ในเวลานั้น ก่อนที่ต้นปี 2565 จะกลับมาดำเนินโครงการต่ออีกครั้ง และได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วหลายแสนคน ถึงกระนั้นก็ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกเรื่องหนึ่ง คือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ชาวรัสเซียที่เป็นอีกกลุ่มซึ่งนิยมไปเที่ยวประเทศไทยลดจำนวนลง

ลูกสาว 'วัฒน์ วรรลยางกูร' โอดเป็นลูกพ่อใช้ชีวิตยาก แขวะ เพราะประเทศนี้ที่ทำให้คนอย่างพ่ออยู่ไม่ได้

วจนา วรรลยางกูร บุตรสาว นายวัฒน์ วรรลยางกูร โพสต์ร่ายยาวถึงผู้เป็นพ่อที่เพิ่งจากไปหลังป่วยหนัก โอดประเทศไทยทำคนอย่างพ่ออยู่ไม่ได้ เป็นลูกพ่อใช้ชีวิตไม่มีอะไรง่าย แต่ที่ผ่านมาได้เพราะมีกันและกัน

จากกรณี วจนา วรรลยางกูร หรือ เตย ลูกสาวของ วัฒน์ วรรลยางกูร กวีและนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพา ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส เนื่องจากถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญา มาตรา 112 โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า คุณพ่อวัฒน์ วรรลยางกูร จากไปแล้วราวช่วงสามทุ่มครึ่งตามเวลาในฝรั่งเศสหลังจากป่วยหนัก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค. น.ส.วจนา วรรลยางกูร ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “Toei Wajana” ถึงนายวัฒน์ วรรลยางกูร ผู้เป็นพ่อ โดยได้ระบุข้อความว่า

“เป็นลูกพ่อแม่งชีวิตโคตรยาก ไม่มีอะไรง่ายเลย มันไม่ได้ยากเพราะพ่อหรอก มันยากเพราะประเทศนี้แหละที่ทำให้คนอย่างพ่ออยู่ไม่ได้

เสียใจแน่ เสียใจมาก แต่มันมากกว่านั้น พ่อเป็นชีวิตของเตย เตยเป็นลูกสาวพ่อมาทั้งชีวิตและจะเป็นไปตลอดกาล

ตั้งแต่พ่อป่วยหนักรอบนี้มีภาพเหตุการณ์หนึ่งที่จู่ๆ ก็เข้ามาฉายวนซ้ำไม่หยุด ช่วงตอนเตยอยู่ประถม วันนั้นแม่ไม่อยู่ พ่อเลยต้องเป็นคนไปรับที่โรงเรียน พ่อขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าสีเปลือกมังคุดเหลือแต่โครง รีบมารับเตยตั้งแต่โรงเรียนยังไม่เลิก หอบเสื่อม้วน หิ้วกระติกน้ำแข็งแขวนแฮนด์รถมา วันนั้นอากาศร้อนมากบ้านเราไม่มีแอร์ พ่อรีบมารับลูกหน้าโรงเรียนแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปต้นน้ำตก เปิดเบียร์พาลูกไปเล่นน้ำให้หายร้อน ลงน้ำกันสองพ่อลูกแป๊บเดียวฟ้าก็มืด ตุเลงรถอีแก่ฝ่าความมืดลงเขากลับบ้านก่อนแม่จะถึงบ้าน คล้ายภารกิจลับสองพ่อลูก

พ่อคนเดียวกันนี้ที่หัดให้ลูกว่ายน้ำด้วยการยกลูกชูขึ้นสองแขน แล้วโยนลงแม่น้ำช่วงไม่ลึกนัก พร้อมมีแม่ยืนกรี๊ดตกใจอยู่ริมฝั่ง

พ่อคนเดียวกันนี้ที่ยอมขัดใจแม่แล้วตามใจเตย ถ้าเตยตื่นไปวิ่งตอนเช้ากับพ่อแล้วบอกว่าอยากได้อะไร

พ่อคนเดียวกันนี้ที่ชอบโทร.หาตอนเตยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อให้กูเกิลหาว่าเพลงนี้ใครแต่ง-ปีอะไร เพื่อเอาไปเขียนคอลัมน์

พ่อคนเดียวกันนี้ที่ชอบใช้ให้พิมพ์ต้นฉบับตั้งแต่เด็กจนโต แถมยังชอบชวนคุยเรื่องการเมืองเป็นกิจวัตร

พ่อคนเดียวกันนี้ที่ถามถึงเรื่องงานลูกบ่อยกว่าถามว่า ชีวิตเป็นยังไงบ้าง เพราะหวังอยากเห็นลูกไปได้ไกลในเส้นทางของตัวเอง

พ่อคนเดียวกันนี้ที่ลูกต้องพาหนีตายระหว่างลี้ภัย

พ่อที่โคตรดื้อ แล้วทำให้เราใจอ่อนจนต้องช่วยไปซะทุกเรื่อง

เตยนึกภาพชีวิตที่ไม่มีพ่อไม่ออก ชีวิตพวกเรามันไม่เคยง่ายอยู่แล้ว แต่เราผ่านมันมาได้เพราะมีกัน

อย่างน้อยพ่อก็ได้ไปอยู่กับแม่แล้วนะ

ลูกสาวของพ่อ”


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10159207818274892&set=a.373694244891

“ประวิตร” เร่งปราบค้ามนุษย์ สั่งคุ้มครอง-ช่วยเหลือ ผู้เสียหายปลื้ม งานคืบ ส่งผลดี ทิปรีพอร์ต

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ปคม.)ครั้งที่ 1/2565 และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ปกค.)ครั้งที่ 1/2565 

โดยที่ประชุมปคม. เห็นชอบร่างข้อเสนอแนวทางการพัฒนากลไกการส่งต่อระดับชาติ และร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ และเห็นชอบร่างมาตรฐานการปฎิบัติงานการตรวจคัดกรอง เบื้องต้น เพื่อแสวงหาข้อบ่งชี้ สำหรับบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าอาจเป็นผู้เสียหายจากการแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงาน แรงงานบังคับ หรือการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 

นอกจากนั้นเห็นชอบร่างรายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย และกรอบเวลาการจัดทำรายงาน รวมทั้งเห็นชอบการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ครั้งที่5 และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งที่15 ในปี2565 ที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานคอมมิท (COMMIT Task Force)

นอกจากนั้นที่ประชุมรับทราบรายงานการประเมินการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์กลางปี ประจำปีค.ศ.2022 และรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ประจำปี 2564 ที่นายกรัฐมนตรี เห็นชอบแล้ว และ กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำรายงานฉบับภาษาอังกฤษ ส่งให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เมื่อ 21 ม.ค.65 เพื่อใช้ประเมินจัดระดับประเทศไทยในทิปรีพอร์ตแล้ว

โดยสหรัฐฯ แสดงความพอใจต่อการดำเนินงาน และชื่นชมผลการดำเนินคดีค้ามนุษย์ในภาพรวมที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปี2563 รวมถึงการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลไทย เช่น การจัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหาย (ดอนเมือง) การจัดทำกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) และการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการค้ามนุษย์ ระยะเร่งด่วน 4รุ่น จำนวน 120 คน รวมทั้งการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งแรกในภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือ กับรัฐบาลออสเตรเลีย เป็นต้น

'เจ้าหนี้' เป็นปลื้ม..เมื่อเจอ ‘ลูกหนี้’ สุดยอดวินัย แจงยิบยอด 6 แสนกว่า ผ่านไป 1 ปี ปลดหนี้ได้ 4 แสน

เฟซบุ๊ก Paweena Rungrod โพสต์ภาพและข้อความ ถึงลูกหนี้รายหนึ่ง ที่มีวินัยในการคืนอย่างมากระบุว่า

"กูกราบใจลูกหนี้เลย กูขอให้เขาเจริญ ๆ ๆ ทุกคนล้วนมีปัญหาชีวิต แต่อย่าเอามาเบียดเบียนกันก็พอ เราเองก็มีหนี้ หนี้คือแรงผลักดัน"

โดยภาพดังกล่าวเป็นการเผยให้เห็นยอดหนี้ 649,000 บาท ซึ่งลูกหนี้มีการทยอยคืนเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 ปี 

ขณะที่ ยอดเงินที่คืนส่วนใหญ่คืนเป็นเงินงวดละ 1,000 บาท บางงวดก็หลักร้อย และมีบางงวดที่เป็นหลักแสน และหลักหมื่น ทำให้ยอดล่าสุดเหลืออยู่ราว 200,000 บาท

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีคนแชร์จำนวนมาก


ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=4748626358593788&set=a.101734056616398

‘บิณฑ์’ รุดช่วย ‘ป้าเขียด นภาพร’ ดาราอาวุโส เผยชีวิตลำบาก หลังป่วยเส้นเลือดสมอง จนพูดไม่ได้

‘ป้าเขียด นภาพร’ ดาราอาวุโส หน้ามืดแล้วล้ม เส้นเลือดสมองส่วนหน้าตีบ พูดไม่ได้ ไม่มีแม้เงินซื้อแพมเพิส รอตรวจก้อนเนื้อในรังไข่ ‘บิณฑ์’ รุดช่วย มอบเงินให้ 2 หมื่น

หลังจากที่ล้มป่วยจนไม่สามารถเล่นละครได้อีก มีรายได้เพียงวันละ 100-200 บาทจากการขายของชำที่ปราจีนบุรี ล่าสุดเพจ ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ ได้เผยเรื่องราวของ ‘ป้าเขียด นภาพร หงสกุล’ นักแสดงอาวุโสเจ้าบทบาทที่ตอนนี้กลายเป็นคนพูดไม่ได้ จากอาการหน้ามืดแล้วล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากเส้นเลือดสมองส่วนหน้าตีบ โดยบิณฑ์เผยว่าตอนนี้ป้าเขียดไม่มีแม้เงินซื้อแพมเพิส พร้อมมอบเงินช่วยเหลือ 2 หมื่น

“สร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขมาหลาย 10 ปี แต่วันนี้ ป้าคนนี้มีความทุกข์ใครช่วยป้าได้”

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมอยากพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในวงการบันเทิงมา 40 กว่าปี เธอสร้างรอยยิ้ม สร้างความสนุกสนานในทุกบทบาทที่เธอได้รับเล่น ผมพูดถึง ป้าเขียด หรือ ป้านภาพร หงสกุล อายุ 76 ปี ป้าป่วยเมื่อต้นปี 2562 นอนห้อง ICU อยู่ 14 วัน ติดเชื้อในกระแสเลือด จากนั้นอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดอาการหน้ามืดแล้วล้ม คุณหมอตรวจพบว่าเส้นเลือดสมองส่วนหน้าตีบ

ทำให้ตอนนี้ป้าเขียดไม่สามารถพูดได้ แต่ฟังรู้เรื่อง ป้าเขียดอยู่กับลูกชาย อายุ 57 ปี ที่คอยดูแลป้าเขียด ลูกชายบอกว่า ตอนนี้เงินที่ได้จากการถ่ายหนังถ่ายละครที่แม่เก็บไว้หมดแล้ว ลูกชายเปิดร้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประทังชีพ ทุกวันนี้ลำบากมากแม้แต่เงินจะซื้อแพมเพิสมาให้แม่ยังไม่มีเลย ทุกวันนี้ รายได้จากการขายของ วันละ 100-200 บาท บางวันก็ไม่ได้เลย สงสารแม่ที่พูดไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้เลยไม่รู้ว่าต้องการอะไร

ตอนแรกที่ผมเข้าไปหาป้าเขียดจำผมไม่ได้ แต่พอผมเปิดมาสก์ออก ป้าเขียดยิ้มและจำได้ทันทีอยากจะพูดอยากจะบอกว่าจำได้แต่ป้าพูดไม่แล้ว ชีวิตที่เคยสร้างความสุขให้ใครต่อหลายคน วันนี้ป้าเขียดต้องมีสภาพเป็นแบบนี้ แล้วยังไม่รู้เลยว่าวันนี้หมอเอาก้อนเนื้อในรังไข่ไปตรวจไม่รู้จะเป็นมะเร็งอีกรึเปล่า ขอให้ป้าเขียดอย่าเป็นอะไรมากไปกว่านี้เลยนะครับ ขอให้ป้าเขียดกลับมาพูดได้เหมือนเดิมและกลับมาเล่นละครให้พวกเราชมอีกนะป้าเขียด

ช่วยเป็นกำลังใจให้ป้าเขียดด้วยนะครับเพื่อนๆ ผมช่วยป้าเขียด 20,000 บาท ถ้าเพื่อนๆ หรือคนในวงการบันเทิงอยากช่วยเหลือก็โอนเข้า บัญชีลูกชายได้เลยครับ..ชื่อ บัญชี นาย สมคิด หงสกุล ธนาคาร กรุงไทย เลขที่ บัญชี 9 8 3 3 0 1 3 2 3 6 ออมทรัพย์

การช่วยเหลือครั้งนี้สำคัญที่สุดครับ ป้าเขียดจะกลับมาพูดได้หรือไม่ได้อยู่ที่การรักษาอย่างต่อเนื่อง เงินเป็นสิ่งที่สำคัญป้าต้องมีเงินเป็นค่ารักษา ป้าต้องมีกำลังใจจากพวกเราครับ

กราบขอบพระคุณสำหรับทุกๆกำลังใจครับ..”


ที่มา : https://www.facebook.com/Bhin.fanclub/posts/518228212998220

‘เสธ.นิด’ ฟันธง สงครามรัสเซียยูเครน จบในอีก 3 วีค ชี้ถึงเวลาที่ ‘ปูติน’ ต้องปิดเกม ก่อนกำลังทหารล้า

พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ เสธ.นิด อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Vachara Riddhagni ถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ว่า สงครามรัสเซียยูเครน 2022 นั้น คือสงครามตัวแทน Proxy War ยุคข้อมูลข่าวสาร หรือยุคดิจิตอล เมื่อสหรัฐฯ ใช้ยูเครนเป็นกลไก “ดูดซับอำนาจการรบของรัสเซียในทุกมิติสงครามให้ลดลง เช่นสงครามร้อน สงครามเศรษฐกิจการเงิน สงครามจิตวิทยามวลชน สงครามข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น” 

แต่ผมคิดว่าสหรัฐฯ เข้าใจผิดเพราะประธานาธิบดีปูตินได้ทำกรณีศึกษาและหาหนทางปฏิบัติ Appreciation ของ “ทุกตัวละครอย่างดีเยี่ยม เช่น ไบเดน บอริส จอห์นสันหรือ มาครอง คิดอย่างไร มีแผนร่วมอย่างไร” 

โดยการสร้างสมมติฐานเชิงวิเคราะห์ลักษณะ If -Then หรือ “ถ้าเป็นอย่างนี้จะเป็นยังไงแล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง” 

สถานการณ์การรบยังคงเป็นการปิดล้อมเมือง ตัดเส้นทางคมนาคม ตัดเส้นทางขนอาวุธส่งให้กองทัพยูเครน ฝ่ายกองทัพยูเครนก็เหลือพื้นที่ดำเนินกลยุทธ์น้อยลงไปทุกที่ “ในที่สุดจะอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ และจะยอมแพ้ในที่สุด 

ส่วนอาวุธที่ยึดได้มานั้น ในที่สุดจะตกเป็นบำเหน็จสงครามให้กองทัพ DPR และ LPR ในอนาคตโดยรัสเซียไม่ต้องสนับสนุน

ดังนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่วิกฤติของพลเมืองในหลายๆ เมืองรวมทั้งในกรุงเคียฟที่ฝ่ายทหารยูเครนไม่ยอมให้ “ประชาชนอพยพออกไป เพราะต้องการใช้ประชาชนเป็นตัวประกันในเรื่องการส่งเสบียงอาหารน้ำและเวชภัณฑ์รวมทั้งยาต่างๆ” 

ข่าวนี้เป็นข่าวจากฝ่ายรัสเซียเราจึงฟังหูไว้หูแต่ “ความจริงจะปรากฏเองในอนาคต” แต่มันเป็น “หนทางปฏิบัตการหนึ่งที่ทำให้กองทัพรัสเซียปฏิบัติลำบาก็มากขึ้น” 

ผมพยากรณ์ว่า “สงครามรัสเซียยูเครน 2022 จะยุติลงใน 3 สัปดาห์หรือบวก/ลบข้างหน้านี้เพราะ

1.) สงครามถึงจุดที่กองทัพรัสเซียต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาดด้วยกำลังรบในขณะนี้ มิฉะนั้นทหารจะเริ่มล้าลงหากจะเปลี่ยนกำลังใหม่นั้นจะเสียเวลาอีกในการสับเปลี่ยนกำลังและเป็นการทำให้ฝ่ายยูเครนได้ปรับกำลังรบเช่นกันและจะได้มีกำลังทหารรับจ้างเพิ่มขึ้น (ประเทศตะวันตกระดมทุนจ้างทหารรับจ้างให้)

ช่วงนี้มีการยุทธ์ที่ เมืองท่า มาริอูลโปลซึ่งกองทัพรัสเซียคงจะยึดได้ในวันี้พรุ่งนี้ “การขนส่งทางทะเลด้วยเรือสินค้าชาตินาโต้ซึ่งรัสเซียทำลายไม่ได้ หากทำลายก็จะเป็นกับดักรัสเซียให้เผชิญหน้ากับนาโต้โดยตรงซึ่งกลายเป็นความชอบธรรมในการสงครามของนาโต้สนับสนุนฝ่ายกองทัพยูเครน แต่ถ้าท่าเรือที่เมือง มาริอูลโปถูกยึดได้ การขนส่งทางทะเลก็จะยุติลง”

2.) ฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนเป็น “ฤดูใบไม้ผลิ เริ่มฤดูกาลเพาะปลูก” ฤดูกาลที่ผู้คนต้องการความผาสุก

3.) เมื่อเข้าฤดูร้อนนั้นทำให้การปฏิสังขรณ์อาคารบ้านเรือนที่พังเพราะภัยสงครามกระทำได้ง่ายขึ้นเพราะการขนส่งสะดวกขึ้น คนงานใช้เวลากลางแจ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.) ฝ่ายประธานาธิบดีปูตินต้อง “มุ่งเน้น (Focus)ทำสงครามเศรษฐกิจการเงิน สงครามจิตวิทยามวลชนและสงครามข้อมูลข่าวสาร” 

5.) จะเป็นเวลาที่ชาว DPR และ LPR จะจัดการบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น เชิง การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจการเงินและระเบียบสังคมใหม่


ที่มา : https://www.facebook.com/1010126969/posts/10224777539958410/

“โฆษกรัฐบาล” โว โครงสร้างพื้นฐาน“บก-ราง-น้ำ-อากาศ” คืบ  เร่ง เคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช.ประชาชน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ  ที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภคต่างๆเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โครงข่ายด้านการสื่อสาร ระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางราง ทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ รวมถึงการเกิดของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ 

นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินโครงการ ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งทางราง (รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง) การเปิดประมูลและให้บริการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ การพัฒนาโครงข่ายถนน เช่น การสร้างมอเตอร์เวย์ พัฒนาท่าเรือ รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ SEZ โดยออก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปี 2561 เพื่อรองรับการดำเนินการที่สำคัญในอนาคต เช่น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย เมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นต้น 

นายธนกร กล่าวว่า เพื่อให้คนไทยมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม รัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ในประเทศและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งโครงการต่าง ๆ มีความคืบหน้าค่อนข้างมาก หลายโครงการเป็นการลงทุนต่อเนื่อง  เมื่อโครงการต่าง ๆ แล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับนานาประเทศได้ และประชาชนคนไทยจะได้รับประโยชน์จากแผนการการลงทุนด้านคมนาคม  โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจจากเม็ดเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 

'บิ๊กตู่' จับ 7 กระทรวง เซ็น MOU เร่งขับเคลื่อน พัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กปฐมวัย-ผู้สูงอายุ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการบูรณาการความร่วมมือ 7 กระทรวง: การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัย และผู้สูงอายุ) พ.ศ. 2565 – 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล 

นายธนกร กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงการบูรณาการความร่วมมือ 7 กระทรวง: การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัย และผู้สูงอายุ) พ.ศ. 2565 – 2569 เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยภายใต้แผนแม่บทที่ 11 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามร่วมกันเมื่อ 30 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

'รองโฆษกรัฐบาล' แจง คืบหน้า แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ช่วยครู-ตำรวจ ไปแล้วหลายราย

เมื่อวันที่ 23 มี.ค.65 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน ว่า รัฐบาลดำเนินการมาระยะหนึ่งปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้จะเร่งสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะให้มากขึ้นอีก เพื่อประชาชนที่มีปัญหาหนี้สินจะได้ใช้ประโยชน์จากมาตรกการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างเต็มที่ คณะกรรมการติดตามการดำเนินนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา และรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ เมื่อ 22 มี.ค. ได้แก่

1.การแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่ง กยศ.ได้ให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปแล้ว 6.15 ล้านราย วงเงินรวม 6.75 แสนล้านบาท พร้อมออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินช่วยผู้กู้ยืม เช่น ลดเบี้ยปรับร้อยละ 100 กรณีปิดบัญชีคราวเดียว 58,286 ราย และลดเบี้ยปรับร้อยละ 80 กรณีชำระหนี้ทันงวด 325,231 ราย นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการแก้ไขปัญหาหนี้สิน กยศ.อย่างเป็นระบบทั้งก่อนศาลมีคำพิพากษาและหลังจากศาลมีคำพิพากษาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้

2.กำหนดให้การไกล่เกลี่ย และการปรับโครงสร้างหนี้เป็นวาระของประเทศ ซึ่งเน้นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFls) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้จัดโครงการพักชำระหนี้ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ ซึ่งมีกองทุนเข้าร่วม 413 กองทุน สมาชิกรวม 32,055 ราย รวมวงเงินกู้ที่พักชำระหนี้จำนวน 901 ล้านบาท 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ ดำเนินโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ แชตบอท และไลน์ เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางปรับธุรกิจและมาตรการต่างๆ ให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณีด้วย

3.การแก้ปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ กระทรวงยุติธรรมได้จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยเหลือลูกหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และพักชำระหนี้ ประมาณ 5,000 คัน ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อและธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายสินเชื่อ

4.การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครู และข้าราชการตำรวจ ในส่วนกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการ เช่น ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการตัดเงินเดือนให้เป็นสวัสดิการที่แท้จริง โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงเหลือไม่เกินร้อยละ 5 และขยายผลการแก้ไขหนี้ครูผ่านสหกรณ์ต้นแบบ  สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ข้าราชการตำรวจได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินแล้วหลายพันราย

‘บาริสตา’ ช็อก!! หลังเจอลูกค้าสั่ง ‘นมชมพู ไม่เอาหวาน’ ชาวเน็ตแขวะช่วย!! แบบนี้ต้องเท ‘อุทัยทิพย์’ ลงไปแทน

บาริสตาถึงกับต้องโพสต์โอด หลังเจอลูกค้าสั่ง นมเย็นไม่หวานเลย เผยทำไม่ได้เพราะส่วนผสมทุกตัวในเครื่องดื่มดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนมข้น หรือน้ำแดงเฮลส์บลูบอย หวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. เฟซบุ๊ก "เอ็ม เอฟฟ." หรือบาริสตาที่ร้านแห่งหนึ่ง ได้โพสต์ลงกลุ่ม "ชมรมลาเต้อาร์ต 100 ลิตร" เผยภาพบิลออเดอร์หนึ่งจากลูกค้าที่สั่ง “นมชมพู ไม่หวานเลย” พร้อมระบุแคปชัน “แล้วฉันนั้นทำอะไรได้บ้างงงง #ช็อกตั้งแต่คนรับออเดอร์ยันบาริสตา #วิญญาณหลุดลอยไป”

ทั้งนี้ หลังจากโพสต์เรื่องราวดังกล่าวออกไป ได้มีชาวเน็ตมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่พูดว่าต่อให้เก่งขนาดไหนก็ชงไม่ได้ เพราะว่าด้วยส่วนผสมที่ต้องใช้น้ำแดงเฮลส์บลูบอย และ นมข้น ทำให้นมเย็นนั้นหวานอยู่แล้ว ขณะที่ชาวเน็ตบางส่วนพูดติดตลกว่าให้เทน้ำยี่ห้อ อุทัยทิพย์ ลงไปแทน หรือนำสีผสมอาหารเข้าไปแทนที่เพื่อให้เครื่องดื่มออกมามีสีชมพูตามที่ลูกค้าต้องการ โดยปัจจุบันมีผู้แชร์ภาพดังกล่าวออกไปแล้วกว่า 2,000 ครั้ง


ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000027953

https://www.facebook.com/groups/374905523915263/permalink/739090250830120/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top