Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงผลการปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

(1 มิ.ย. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สส1) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กับการสูญเสียของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้เกิดความเสียหายหลายพื้นที่ในราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้ถล่มลงมา ในขณะเกิดเหตุยังมีเจ้าหน้าที่ บุคคลากรที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายปฏิบัติงานอยู่ จึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญหาย และผู้เสียชีวิตหลายราย หลังมีการรายงานเหตุอาคารถล่ม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ        ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เร่งรุดเข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อปฏิบัติงานช่วยเหลือสนับสนุนในทันที พร้อมสั่งการให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาขึ้น 

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตั้งอยู่ที่สถาบันนิติเวชวิทยา ประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ     ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ , กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ , กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และกลุ่มงานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ มีภารกิจเป็นศูนย์อำนวยการและสั่งการในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การชันสูตรพลิกศพ การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล การจัดการศพ การติดตามผู้สูญหายและการส่งกลับ รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถส่งกลับคืนศพให้กับญาติผู้เสียชีวิตได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ ยังได้ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายใต้สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานราชการอื่น อาทิ พนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย , กรมการปกครองเป็นผู้ให้ข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ถือสัญชาติไทย ,สำนักงานเขตจตุจักรและสำนักงานเขตปทุมวัน เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการออกใบมรณบัตร ณ ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ เป็นต้น

ในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลตามมาตรฐานสากล สามารถกระทำได้หลัก ๆ 3 วิธี คือ การตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) , การตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ และการตรวจข้อมูลทันตกรรม ซึ่งทั้ง 3 วิธีนี้ถูกนำมาใช้ร่วมกันในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ในศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลฯ โดยการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ในการตรวจสารพันธุกรรมจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลสารพันธุกรรมจากศพหรือชิ้นส่วนศพ และข้อมูลสารพันธุกรรมจากญาติร่วมสายโลหิต เพื่อตรวจเปรียบเทียบกับศพหรือชิ้นส่วนศพ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนประสานความร่วมมือกับศูนย์พิสูจน์หลักฐานจังหวัดในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตในการเก็บสารพันธุกรรม และจัดส่งตัวอย่างสารพันธุกรรมมาตรวจเปรียบเทียบที่สถาบันนิติเวชวิทยา โดยที่ญาติไม่ต้องเดินทางมาที่สถาบันนิติเวชวิทยาด้วยตัวเอง อันเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดเวลาในการเดินทางของญาติ

จากระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 จนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการปฏิบัติงาน มีดังนี้

1. รายงานศพและชิ้นส่วนศพที่รับเข้าระบบนิติเวชวิทยาเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล แบ่งเป็น ศพ จำนวน 80 ราย และชิ้นส่วนศพ จำนวน 316 ชิ้น

2. DNA ที่เก็บจากญาติของผู้เสียชีวิต/ผู้สูญหายเพื่อตรวจเปรียบเทียบ จำนวน 95 ราย

3. ผลการยืนยันตัวบุคคลจากการตรวจเปรียบเทียบ DNA และลายนิ้วมือ สามารถยืนยันตัวบุคคลและส่งให้ญาติแล้ว จำนวน 93 ราย เหลือไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ จำนวน 2 ราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนาย เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเท อุตสาหะ ในการดำเนินงานเพื่อประชาชน ขอขอบคุณหน่วยงานจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันบูรณาการเพื่อประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผู้ได้รับความสูญเสีย พร้อมนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอปิดศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตั้งแต่บัดนี้

กอ.รมน. เดินหน้าขับเคลื่อนงานมวลชนจับมือ ทรภ.1 ศรชล.ภาค 1 กปช.จต. และมวลชน เสริมแนวร่วมความมั่นคงชายฝั่งทะเลตะวันออก

กอ.รมน. โดย พลตรี ธนาธิป สว่างแสง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคตะวันออก และหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานมวลชนร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเล

การประชุมในครั้งนี้ มีหน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1), ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค1 (ศรชล.ภาค1), กองบัญชาการกองพลนาวิกโยธิน, กองกำลังป้องกันชายแดน จังหวัดจันทบุรี -ตราด (กปช.จต), กอ.รมน. จังหวัดชลบุรี ,กอ.รมน. จังหวัดระยอง  และผู้แทนมวลชน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการด้านความมั่นคง เสริมสร้างและขยายเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ พร้อมทั้งผลักดันการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สร้างความเชื่อมั่นในการดูแลผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบกและทางทะเล

ในที่ประชุม ยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานในพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ (พมพ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยการส่งเสริมเครือข่ายภาคประชาชนให้ร่วมมือกับภาครัฐในการแจ้งเตือนภัย เฝ้าระวัง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงและภัยคุกคาม

นอกจากนี้ ได้มีการรายงานผลการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ทรภ.1, ศรชล.ภาค 1 และมวลชน ทสปช. โดยเฉพาะการลักลอบขนยาเสพติด การขนถ่ายน้ำมันโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมเรือผิดกฎหมายได้หลายลำ พร้อมของกลางน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร และผู้ต้องหาหลายสิบรายในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ อาทิ ปากแม่น้ำประแสร์ จ.ระยอง, ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ, เกาะสีชัง จ.ชลบุรี และชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จาก ทรภ.1, ศรชล.ภาค 1, และ กปช.จต. แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวทางการปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ในการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน ควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมทั้งรักษาอธิปไตยของชาติ โดยใช้กลไกสันติวิธีควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย ความสัมพันธ์อันดี และผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ชายแดน

จากความร่วมมือระหว่าง กอ.รมน., ทรภ.1, ศรชล.ภาค 1 , กปช.จต. และภาคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเสริมสร้างเครือข่ายมวลชน และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคงในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย ความสงบเรียบร้อย และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘ไอร์แลนด์’ ลุยแบนสินค้าจาก ‘อิสราเอล’ กลายเป็นชาติแรกในยุโรปที่ออกกฎหมายชัดเจน

(30 มิ.ย. 68) ไอร์แลนด์กลายเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่ผ่านร่างกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่ชาวยิวตั้งถิ่นฐาน (settlements) ของอิสราเอลในเขต West Bank และ East Jerusalem ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ต่อการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ 

ร่างกฎหมายมีชื่อว่า "Israeli Settlements (Prohibition of Importation of Goods) Bill 2025" ให้ความชัดเจนว่าห้ามนำเข้าสินค้าจากย่านเหล่านั้น เช่น ผลไม้ เครื่องสำอาง และไม้ เฉพาะสินค้าที่ผลิตในพื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองเท่านั้น สินค้าที่ผลิตโดยชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เดียวกันจะยังได้รับอนุญาต 

รัฐบาลไอร์แลนด์กล่าวว่า การกระทำนี้สอดคล้องกับคำปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อปีที่ผ่านมา ที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ หยุดสนับสนุนเศรษฐกิจจากการยึดครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รองนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ ไซมอน แฮร์ริส (Simon Harris) เผยว่าการเป็นผู้นำครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันเชิงสากลและเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ปฏิบัติตาม

อิสราเอลตอบโต้ไอร์แลนด์อย่างรวดเร็วด้วยการปิดสถานทูตในกรุงดับลิน โดยให้เหตุผลว่าไอร์แลนด์มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งจริง ๆ แล้วอิสราเอลได้ดำเนินการปิดสถานทูตไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการจำนวนมากออกมาแสดงการสนับสนุนกฎหมายของไอร์แลนด์ โดยชี้ว่าแนวทางนี้มีฐานทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

เมื่อ ‘ผู้นำเขมรผยอง’ สั่งหยุดนำเข้าน้ำมันจากไทย ราคาหน้าปั๊มดีดจาก 30 -31 บาท/ลิตร แตะ 39–45 บาท/ลิตร

หลังจากรัฐบาลกัมพูชาประกาศระงับการนำเข้าน้ำมันจากไทยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ราคาน้ำมันในประเทศก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยอยู่ในช่วงประมาณ 30–31 บาทไทยต่อลิตร กลายเป็นแตะระดับกว่า 39–45 บาทในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยล่าสุด ราคาหน้าปั๊มในเมืองชายแดนอย่างปอยเปตแสดงว่าดีเซลอยู่ที่ 4,800 เรียล (ประมาณ 39.00 บาท) และเบนซินพรีเมียมสูงถึง 5,550 เรียล หรือประมาณ 45.05 บาทไทย

โดยในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ตามป้ายราคาหน้าปั๊มน้ำมัน PTT Station และ L.H.R ที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนใกล้ตลาดปอยเปต ปรากฏราคาน้ำมันดังนี้:

ประเภทน้ำมัน ราคากัมพูชา (KHR) คำนวณเป็นบาทไทย (ประมาณ)
ดีเซล (Diesel) 4,800 ~39.00 บาท
เบนซิน Regular 4,950 ~40.20 บาท
เบนซิน Super 5,550 ~45.05 บาท

แม้รัฐบาลกัมพูชาจะอ้างว่ามีแหล่งพลังงานสำรองจากประเทศเพื่อนบ้านและไม่จำเป็นต้องพึ่งไทย แต่โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศที่พึ่งพาชายแดนตะวันตกเป็นหลักกลับสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่ง เมื่อขาดซัพพลายจากฝั่งไทย ตลาดน้ำมันภายในจึงเกิดภาวะชะงักงันทันที ราคาจึงดีดตัวตามกลไกและความกังวลของผู้บริโภคที่เร่งกักตุน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชัดเจนว่า การใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการเมือง อาจสร้างภาพลักษณ์เข้มแข็งให้กับรัฐบาลในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ระยะยาวกลับเป็นภาระหนักอึ้งที่ตกอยู่กับประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องแบกรับราคาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

เครมลินชี้!! ชาติตะวันตกเริ่มยอมรับความจริง แม้พยายามหนัก แต่ไม่สามารถเอาชนะรัสเซียได้

(30 มิ.ย. 68) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) กล่าวระหว่างเยือนคีร์กีซสถานว่า ชาติตะวันตกเริ่มตระหนักว่า ไม่สามารถเอาชนะรัสเซียในเชิงยุทธศาสตร์ได้ แม้จะพยายามใช้อาวุธและสนับสนุนรัฐบาลยูเครนที่ลาฟรอฟกล่าวหาว่าเป็น “ระบอบนาซี” เพื่อบีบให้รัสเซียพ่ายแพ้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จ และครั้งนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นกัน

ลาฟรอฟยืนยันว่ารัสเซียพร้อมร่วมมืออย่างจริงใจในการหาทางยุติสงครามในยูเครน แต่จะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมืองที่ผู้นำยุโรปบางรายพยายามกดดันให้รัสเซียเข้าร่วม พร้อมโจมตีผู้นำฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ทซ์ ว่าไม่มีเหตุผล และกำลังพยายามรื้อฟื้นอิทธิพลเดิมของยุโรปในแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศคีร์กีซถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติ โดยระบุว่ารัสเซียยินดีต้อนรับแรงงานจากประเทศพันธมิตร แต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมหารือเรื่องสถานการณ์ในยูเครน อิหร่าน และปัญหาปาเลสไตน์

ลาฟรอฟแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลคีร์กีซที่มีท่าทีเป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มิถุนายน และเขายังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์กรสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) อีกด้วย

นายกฯ เปิดผลสอบ ตึกสตง.ถล่ม หลังครบ 90 วัน ชี้ผิดทั้งออกแบบ-วิธีก่อสร้าง เล็งชงดีเอสไอ-ตร.ฟันคนผิด

(30 มิ.ย. 68) ที่ห้องสีเขียว ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามผลการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคารที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายพิศุทธ์ สุขุม วิศวกรใหญ่กรมโยธาและผังเมือง นายนิเวศน์ ล้ำเลิศลักษณชัย ผอ.สำนักวิศวกรรมโครงสร้างและงานระบบ นายธนิต ใจสอาด ผอ.สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย รศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และรศ.อเนก ศิริพานิชกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย  เข้าร่วมประชุม

จากนั้นเวลา 12.15 น. นายกฯ แถลงว่า จากการประชุมเนื่องจากเหตุการณ์พังถล่มของอาคาร สตง. ที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 เราได้รับความร่วมมือจากกรมโยธาธิการและผังเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเอกภาพ โดยจากทุกสถาบันมีข้อมูลที่สอดคล้องกันดังนี้ 1. พบว่ามีการบกพร่องในการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะเทคนิคในการก่อสร้าง ในส่วนของผนังช่องลิฟท์ ผนังบันไดหรือที่เรียกว่า ผนังรับแรงเฉือน เป็นสิ่งที่เกิดปัญหา

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของวัสดุไม่ว่าจะเหล็กหรือคอนกรีตเป็นวัสดุปกติที่ได้มาตรฐานทั่วไป แต่การนำมาใช้ในโครงการนี้และเกิดปัญหา เป็นเรื่องของคอนกรีตที่ไม่ได้มาตรฐานและวิธีการสร้างของโครงการนี้ที่มีปัญหา ก็เป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนมีความกังวล อาคารอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานมา มีการก่อสร้างหลายๆ จุดที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายทั้งการออกแบบและการก่อสร้าง ทั้งในการวิจัยออกมาและมีการทำจำลองตัวตึก ระบุว่าถ้าปฏิบัติตามกฎหมายจะสร้างความแข็งแรงให้ตึกเพิ่มมากขึ้นและจะสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่านี้แน่นอน โดยเราใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในการดำเนินการ

นายกฯ กล่าวว่า ขอย้ำอีกครั้งว่าโครงการอื่น ๆ ได้มีการตรวจสอบในด้านวัสดุก่อสร้าง อย่างเคร่งครัดไม่ได้มีปัญหาใด ๆ และอยากให้ประชาชนสบายใจในเรื่องนี้ ต่อจากนี้เราก็จะนำข้อมูลที่ได้ทำเป็นรูปเล่มให้เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ และส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อ ทั้งนี้ขอตอบปัญหาประชาชนเบื้องต้นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการออกแบบและการก่อสร้างของโครงการนี้ที่มีปัญหาอย่างเห็นได้ชัดซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า สรุปได้หรือยังว่าความเสียหายอาคาร สตง. ถล่มใครจะเป็นคนรับผิดชอบ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการออกแบบและโครงสร้างการก่อสร้างที่มีปัญหา เรื่องที่ว่าใครผิดหรือไม่ ต้องให้ตำรวจทำงานร่วมกับดีเอสไอเป็นคน ซึ่งเราทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว ใครที่ไม่เกี่ยวข้องหรือว่าอย่างไรก็ว่าไปตามกฎหมาย ตามกระบวนการ

เมื่อมาถามว่า ตัวเหล็กไม่มีปัญหาแต่มีปัญหาที่คอนกรีตใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตัวเหล็กไม่มีปัญหาอะไร แต่มีปัญหาพวกวัสดุอื่น ๆ ซึ่งเอามาไม่ผิด แต่พอมาสร้างในโครงการนี้มีการเฉือนให้บางลงซึ่งไม่เป็นไปตามกฎ ตอนแรกตนก็กังวลใจในเรื่องของที่ไม่มีคุณภาพกับโครงการอื่น แต่เป็นการมาบิดในโครงการนี้

เมื่อถามว่า ถ้าปัญหาเป็นเรื่องของการออกแบบ ทาง สตง.ที่เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง ต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องให้ทางดีเอสไอกับตำรวจช่วยดูว่าอย่างไรบ้าง ใครต้องรับผิดชอบส่วนไหนบ้าง เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งเราได้ให้ทางผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี 90 วัน ในการหาสาเหตุของแผ่นดินไหว และยื่นข้อมูลให้ดีเอสไอกับตำรวจดำเนินการต่อ

เมื่อถามว่า น้ำหนักที่จะเอาผิดอยู่ที่ผู้ออกแบบและผู้ที่ทำเรื่องของโครงสร้างใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ข้อมูลที่ออกไปคนก็จะมองต่างมุมว่า แบบไหนผิดหรือถูก ฉะนั้นก็อยากให้เป็นไปตามกระบวนการที่เป็นกลางมากที่สุด ทำแบบนี้ใครผิด ซึ่งก็ไม่ได้มีหน้าที่ว่าใครชี้ว่าใครผิด แต่ตอนนี้ทราบว่าดำเนินการผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า กระบวนการการตรวจสอบ สตง. จะไม่เงียบ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เงียบแน่นอนเดี๋ยวอีก 2 สัปดาห์ก็จะมีรายงานที่เป็นรูปเล่ม และส่งให้ดีเอสไอกับตำรวจทำงานต่อ และเรารู้ว่าประชาชนไม่ได้ลืม และรออยู่ว่าตึกสตง. ถล่มเกิดขึ้นจากคืออะไร จริงวันนี้เราได้คำตอบแล้วและดีมาก ๆ หลังจากนั้นก็ให้ว่าไปตามกระบวนการ

ศาลอิสราเอลเลื่อนสืบคดี ‘เนทันยาฮู’ อ้างติดภารกิจดูแลเรื่องความมั่นคงชาติ

(30 มิ.ย. 68) ศาลกรุงเยรูซาเลม มีคำสั่งเลื่อนการไต่สวนคดีทุจริตของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเดิมมีกำหนดในสัปดาห์นี้ หลังเจ้าตัวยื่นคำร้องขอเลื่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ และได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกคดี พร้อมยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็น “วีรบุรุษ”

ทีมกฎหมายของเนทันยาฮูให้เหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการจัดการปัญหาทางการเมืองและความมั่นคง โดยเฉพาะหลังจากเกิดการสู้รบกับอิหร่านที่เพิ่งยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง และสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่ยังมีตัวประกันชาวอิสราเอลถูกจับอยู่

ก่อนหน้านี้ศาลเคยปฏิเสธคำขอเลื่อนการไต่สวนของเนทันยาฮู แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าตัว รวมถึงหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหารและผู้อำนวยการมอสซาด (Mossad) ซึ่งยืนยันว่าเขาจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาให้กับภารกิจด้านความมั่นคง จึงเห็นควรให้เลื่อนการไต่สวนออกไปก่อนในช่วงนี้

สำหรับคดีของเนทันยาฮูมีหลายประเด็น โดยหนึ่งในนั้นคือการรับของขวัญหรูมูลค่ากว่า 260,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.49 ล้านบาท) จากนักธุรกิจ แลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าพยายามต่อรองให้สื่อบางสำนักเสนอข่าวเชิงบวก ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และมองว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยที่ผ่านมาเขาเคยขอเลื่อนการพิจารณาคดีมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2020

‘ทรัมป์’ ยืนกรานเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่น 25% เสนอทางรอด!! ซื้อสินค้าอเมริกันแทนโดนภาษีอัตราสูง

(30 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงวิจารณ์การค้ารถยนต์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นว่าไม่เป็นธรรม โดยระบุว่าสหรัฐฯ รับรถยนต์จากญี่ปุ่นนับล้านคันทุกปี แต่ญี่ปุ่นกลับไม่เปิดตลาดรับรถจากอเมริกาเท่าที่ควร พร้อมขู่ว่าจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มอีก 25% ต่อไป

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นก็รู้เรื่องนี้ดี เขายังพูดเชิงประชดว่า “ผมอาจส่งจดหมายถึงญี่ปุ่นว่า คุณต้องจ่ายภาษีนำเข้ารถยนต์ 25%” ซึ่งสื่อว่าเขาจะไม่ยอมลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นตามที่ญี่ปุ่นร้องขอ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่า ญี่ปุ่นควรช่วยลดการขาดดุลการค้าด้วยการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ให้มากขึ้น เช่น น้ำมันหรือสินค้าอุตสาหกรรม พร้อมย้ำว่าเขาสามารถประกาศเก็บภาษีได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องพบหรือหารือกับผู้นำประเทศคู่ค้าเหล่านั้นโดยตรงก่อน

ทรัมป์ยังระบุอีกว่า เขาเตรียมส่งจดหมายแบบเดียวกันไปยังประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ ที่ตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไว้สูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของเขาจะเดินหน้านโยบายกดดันด้านการค้าอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

‘อ.ไชยันต์’ ขอบคุณ ‘ทักษิณ-พรรคร่วม’ ฟื้นคืน ‘การเมืองเน่าๆเก่าๆ’ ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น

เมื่อวันที่ (30 มิ.ย.68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า "ขอบคุณทักษิณและพรรคร่วม ที่ช่วยกันทำให้การเมืองเน่าๆเก่าๆกลับมา ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น"

สมาคมคนพิการภาคตะวันออก ผนึกกำลัง ขับเคลื่อน “โครงการฝึกงานมาตรา 35” ส่งเสริมอาชีพคนพิการอย่างยั่งยืน

(27 มิ.ย. 68) ณ ศูนย์การเรียนรู้เย็บผ้า จังหวัดบุรีรัมย์ ดร.ณรงค์ ไปวันเสาร์ นายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง” โดยมีผู้บริหารจากบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด บริษัทในเครือ ปตท. นำโดย นายจตุรงค์ วงษ์อุดมสิน เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายอุทัย จิตสัตย์ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานชมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา หน่วยงานราชการในพื้นที่ และกลุ่มผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรคนพิการในพื้นที่ ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา ตลอดจนหน่วยงานท้องถิ่น ที่ร่วมกันดำเนินงานตามแนวทางของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก โดยมีบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (ในเครือ ปตท.) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ทั้งด้านงบประมาณและการผลักดันให้เกิดโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณรงค์ ได้กล่าวว่า โครงการฝึกงานมาตรา 35 ดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องของสมาคมฯ ที่ดำเนินการร่วมกับองค์กรคนพิการใน 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ นครราชสีมา อ่างทอง หนองบัวลำภู ขอนแก่น และสกลนคร โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนหลายแห่ง อาทิ บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด (สถานีบริการน้ำมัน PT), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด
ปัจจุบัน แม้คนพิการจำนวนมากจะได้รับโอกาสในการทำงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556) โดยเฉพาะในมาตรา 33 แต่ยังมีคนพิการอีกเป็นจำนวนมากที่ยังว่างงาน ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานนอกบ้านได้ ด้วยภาระหรือข้อจำกัดทางร่างกาย โครงการฝึกงานตามมาตรา 35 จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการเหล่านี้ได้เข้าถึงทักษะอาชีพ มีรายได้ และสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

หลักสูตรช่างตัดเย็บเสื้อผ้าระดับต้น 600 ชั่วโมง ที่จัดขึ้นนี้ มีระยะเวลาฝึกอบรม 6 เดือน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 330 บาท พร้อมอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2 มื้อตลอดการฝึก เมื่อจบหลักสูตร ผู้ฝึกจะได้รับ “จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมและชุดเครื่องมือ” เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพอิสระต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านซ่อมผ้า ปะ เปลี่ยนซิป หรือเย็บเสื้อผ้าในชุมชนของตนเอง โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างทักษะอาชีพ แต่ยังสร้างความหวัง ความภูมิใจ และศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มคนพิการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสมาคมคนพิการภาคตะวันออก ร่วมกับองค์กรคนพิการระดับจังหวัด ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ที่ร่วมกันส่งเสริมและผลักดันให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ในตอนท้าย ดร.ณรงค์ ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ทั้งในด้านทุนทรัพย์ อุปกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมตามมาตรา 33, 34 และ 35 ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชิญชวนบริษัทหรือหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้ ติดต่อได้ที่
สมาคมคนพิการภาคตะวันออก โทร. 08-1669-1111

เว็บไซต์: www.ead.or.th
อีเมล: [email protected]


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top