Monday, 29 June 2026
Hard News Team

AIS ขออภัยพร้อมชดเชย กรณี AIS Play ล่ม ทำลูกค้าอดชมถ่ายทอดสดเกมแดงเดือด

หลังเกิดเหตุการณ์ AIS Play ล่ม ทำให้เหล่าแฟน ๆ ไม่สามารถรับชมถ่ายทอดสด The MATCH Bangkok Century Cup 2022 ระหว่าง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ผ่านทางช่องทาง AIS Play ได้

ล่าสุด ทาง AIS ก็ออกมาขออภัยในความไม่สะดวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการรับชมการถ่ายทอดสดศึกแดงเดือด ในช่วงเวลา 20.00 น. ของคืนวันอังคารที่ 12 ก.ค.65 เนื่องจากมีลูกค้าใช้บริการและให้ความสนใจเข้ารับชมเป็นจำนวนมาก

โดยออกประกาศระบุว่า

“12 กรกฎาคม 2565 เวลา 23.30 น.
เอไอเอส ขออภัยและขอชดเชยลูกค้า กรณีการถ่ายทอดสด THE MATCH Bangkok Century Cup 2022 ผ่านทาง AIS PLAY เอไอเอส ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากการรับชมการถ่ายทอดสดศึกแดงเดือด ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2565 เนื่องจากมีลูกค้าให้ความสนใจเข้ารับชมเป็นจำนวนมาก

CP เข้าประมูลซื้อห้าง Metro AG อินเดีย วัดพลัง ‘มูเกซ อัมบานี’ และ ‘เจฟฟ์ เบโซส’

บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เตรียมสู้ศึกประมูลกิจการ Metro AG ห้างค้าส่งของเยอรมันในอินเดีย ที่จะต้องเจอคู่แข่งระดับพระกาฬ ทั้ง Reliance Industries เครือบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่น และ Amazon ของสหรัฐอเมริกา

สำหรับ Metro  AG ได้ดำเนินธุรกิจในอินเดียมาตั้งแต่ปี 2003 ปัจจุบันมีสาขามากถึง 31 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงมีศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ ร้านค้าปลีกขนาดย่อย โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.5-1.75 พันล้านเหรียญ

แต่เมื่อ Metro AG ต้องการถอนทุนออกจากอินเดีย และประกาศขายกิจการ จึงมีบรรดาอภิมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจหลายรายในโลกสนใจเข้าซื้อกิจการ โดยหนึ่งในนั้นก็มี เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งอาณาจักรเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ที่มีเครือข่ายธุรกิจค้าส่ง และปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สนใจเข้าร่วมประมูลด้วย 

อันที่จริงแล้วทาง CP ก็มีห้างค้าส่งเปิดตัวอยู่ในตลาดอินเดียก่อนแล้ว ภายใต้แบรนด์ LOTS Wholesale Solutions ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมี 3 สาขา พร้อมช่องทางออนไลน์ ที่มีลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกแล้วกว่า 8 แสนราย เรียกว่ามีสถานะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Metro AG ในตลาดอินเดียเลยก็ว่าได้ ดีลนี้จึงมีความหมายหาก CP อยากขยายตัวเองในตลาดอินเดีย ตลาดที่กำลังจะมีประชากรแซงหน้าจีนในอีกไม่นานนี้

อย่างไรก็ตามคู่แข่งคนสำคัญของการประมูลในครั้งนี้ คือ Reliance Industries ของนาย มูเกซ อัมบานี อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ที่ประกอบกิจการหลายอย่างทั้ง พลังงานและปิโตรเคมี ค้าปลีก เทเลคอมส์ สื่อ สิ่งทอ และอื่นๆ เป็นเครือบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในอินเดีย ที่สร้างรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 9.7 หมื่นล้านเหรียญ 

‘บิ๊กตู่’ ปลื้มระบบสาธารณสุขไทย มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป้าหมายการเป็น Medical Hub ในภูมิภาค

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบและยินดีที่ 3 จังหวัดในประเทศไทยติด 10 ประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบสาธารณสุข (healthcare) โดยรวมที่มีคุณภาพที่สุด ในช่วงกลางปี 2022 โดยเว็บไซต์ Numbeo ที่มีฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพและระบบสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จัดอันดับเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบสาธารณสุขโดยรวมที่ดีที่สุดในช่วงกลางปี 2022 (South-Eastern Asia: Health Care Index by City 2022 Mid-Year) ปรากฏว่าจังหวัดเชียงใหม่ ได้อันดับ 1 มีระบบสาธารณสุขดีที่สุด ในขณะที่กรุงเทพฯ และ พัทยา ได้อันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ ซึ่งดัชนีระบบสาธารณสุขนี้ เป็นการประมาณคุณภาพโดยรวมของระบบการดูแลสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ แพทย์ ค่าใช้จ่าย และอื่น ๆ อ้างอิงจากการสำรวจจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

'ดร.สมเกียรติ' ชี้!! แดงเดือดไทย สะท้าน!! 3,500 ล้านคน ยกราชมังคลาฯ ดันแบรนด์ไทยแลนด์ให้โลกหลงรัก

ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa ถึงการจัดแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทีมลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า

ฟีฟ่าประมาณการว่ามีคน 3,500 ล้านคน ในโลกเป็นแฟนฟุตบอล

วันแดงเดือดที่ไทยเมื่อวัน12 ก.ค.65 จึงเข้าถึงคนครึ่งโลก

เกียรติภูมิของประเทศไทยสูงเด่นในสายตาชาวโลก สนามบอลที่ทันสมัย ใช้หญ้าแบบเดียวกับสนามที่ดีที่สุดของอังกฤษ การออกแบบมังคลาทันสมัยสุด ๆ เป็นประเทศที่ทีมระดับโลกมา เป็นประเทศที่เงินถึง

ที่สำคัญคนไทยหน้าตาดี และดูดี มีรสนิยม

เรามีหัวใจรักฟุตบอลเหมือนคนทั้งโลกที่รักฟุตบอล เป็นพวกเดียวกัน

ประเทศในเอเซียอิจฉาเลยล่ะ ออกคลิปกันเยอะ

'อุตตม' เตรียมจัดทำนโยบาย 'คาร์บอนเครดิต' รุกสร้างเศรษฐกิจใหม่-รองรับการแข่งขันภาคเอกชนบนเวทีโลก

'สร้างอนาคตไทย' เปิดบ้านแลกเปลี่ยนความรู้บริหารจัดการคาร์บอน ชี้ กระแสโลกร้อน เปลี่ยนกติกาขีดการแข่งขันภาคเศรษฐกิจ ต้องวางนโยบาย-กฎหมายให้สอดรับ เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก-เสริมศักยภาพการแข่งขันภาคธุรกิจไทยทั้งใน-ต่างประเทศ

พรรคสร้างอนาคตไทย จัดสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง อนาคตตลาดคาร์บอน (Carbon Market) แนวทาง และวิธีการดำเนินการจัดการคาร์บอน โดยได้รับเกียรติจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมบรรยาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย ผู้บริหารพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายวิเชียร ชวลิต ผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค น.ส.โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ รองโฆษก นายธันวา ไกรฤกษ์ รองโฆษกพรรค รวมถึงภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ

นายอุตตม กล่าวว่า การบริหารจัดการคาร์บอนเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต้องให้ความสนใจ ซึ่งประเทศไทยได้ตอบรับเงื่อนไขหลายๆ อย่างมาจากเวทีโลก โดยการพัฒนาประเทศหลังจากนี้ ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถละเลยเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายสาธารณะที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโอกาสแก่ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวได้และมีความสามารถในการแข็งขันที่สูงขึ้น 

ทั้งนี้ ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ องค์การระหว่างประเทศต่างๆ ได้เรียกร้องให้นานาประเทศมีมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกิจกรรมทั้งบนบก ทางทะเล และทางอากาศ หลายประเทศที่เป็นคู่ค้า และแหล่งทุนสำคัญของประเทศไทยก็ได้เริ่มกำหนดมาตรการเพื่อกีดกันสินค้า และการลงทุน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม กสิกรรม การเงิน การธนาคาร และการท่องเที่ยว 

นายอุตตม กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ ดังนั้นการจัดทำกฎหมายสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นนโยบายที่เร่งด่วน และต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย สามารถใช้บังคับได้ในทุกภาคเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่เป็นแบบไซโล ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ต้องมองในเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการ ต้องมีโต้โผดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มี เมื่อเอกชนจะขยับทีก็ต้องถอยครึ่งก้าว ถอยสองก้าว เพราะรัฐไม่ชัดเจน ตนมองว่าคณะกรรมการที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีอำนาจไม่พอ หากเปรียบเทียบเหมือนตอนทำอีอีซี จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกตนไม่ไปขอนายกฯ เสนอ แต่งตั้ง และออกกฎหมาย ถ้าทำอย่างนี้จึงจะมีการยอมรับ

ดังนั้น ต้องมีตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานลักษณะไหนก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ...

1. ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ประเทศต้องการการปรับเปลี่ยน พรรคสร้างอนาคตไทยพูดเสมอว่าเราอาสามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือหนึ่งในนโยบายห้าสร้างของพรรค คือ สร้างเศรษฐกิจใหม่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ดังนั้นเรื่องนี้จะอยู่ในนโยบายของพรรคด้วย แต่จะทำอย่างไรให้เกิด หน่วยงานต้องดูให้ลึกว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ต้องเป็นดูระยะยาว ส่วนที่ท้าทาย คือจะวางยุทธศาสตร์อย่างไรให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และภายในระยะเวลาเท่าไหร่  

2. ต้องให้เอกชนเข้าร่วมตั้งแต่ต้น แค่เพียงรัฐบาลไม่พอ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เอกชนเดินอย่างมีแต้มต่อ เพราะสุดท้ายต้องเกิดการแข่งขันในเวทีโลกอย่างแน่นอน เป็นกลไกตลาดที่ต้องค้าขาย เราต้องฉลาดที่จะค้าขาย รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร เดินกับใคร 

3. ที่สำคัญ คือเรื่องการสื่อสาร วันนี้จะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจ ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อเขาอย่างไร

“เรื่องการบริหารจัดการคาร์บอน จะเป็นความท้าทายของรัฐบาลหน้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจทั้งการสร้างเศรษฐกิจใหม่ และการแก้ปัญหาเชิงรุกให้กับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ที่พร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อน โดยพรรคให้ความสำคัญครอบคลุมทั้งในเรื่องกฎหมายและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเรื่องนี้ ขอย้ำว่าพรรคจะใส่เรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรคอย่างจริงจัง” นายอุตตม กล่าว

'ธนาธร' ชูธง ผู้บริหารท้องถิ่นในแบบกทม. ผู้บริหารสูงสุดต้องมาจากการเลือกตั้งของปชช.

'ธนาธร'ชูธง จุดหมายสูงสุดของการกระจายอำนาจที่แท้จริงคือการที่ทุกจังหวัดมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่น เหมือนกับกรุงเทพฯ ผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดต้องมีเพียงคนเดียวมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 

(13 ก.ค.65) เฟซบุ๊กแฟนเพจ Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ข้อความว่า

ท้องถิ่นในแบบ กทม. คือ end game ที่ประเทศไทยต้องไปให้ถึง

เมื่อวานนี้ ผมได้มีโอกาสรับเชิญไปพูดคุยในรายการ The Politics ของมติชน เรื่องการรณรงค์ปลดล็อกท้องถิ่น ที่คณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล ตลอดจนประชาชนทุกภาคส่วนจากทุกจังหวัด ร่วมกันรณรงค์ชักชวนเข้าชื่อ จนเราได้มากว่า 8 หมื่นรายชื่อ และได้มีการยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ววันนี้

ในช่วงหนึ่งของรายการ พิธีกร อุณเอ๊ก-คุณอ๊อฟ ได้ถามผมถึงกรณีของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นกระแสและความหวังให้แก่คนจำนวนมาก ว่าสุดท้ายแล้วปรากฏการณ์นี้กำลังบ่งบอกอะไรกับเรา

ผมตอบไปว่าในท้ายที่สุดแล้วปรากฏการณ์แห่งความหวังนี้ คือจิตวิญญาณของการกระจายอำนาจ ที่มีการต่อสู้ขับเคลื่อนกันมาตั้งแต่สมัยการรณรงค์ พ.ร.บ.จังหวัด … มหานคร มาจนถึงการรณรงค์ปลดล็อกท้องถิ่นของเราในวันนี้ นั่นคือจิตวิญญาณแห่งความปรารถนา ที่จะให้แต่ละพื้นที่มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของตัวเอง

กรุงเทพมหานครฯ เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีการเลือกตั้งนายก อบจ.กรุงเทพฯ ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ มีโครงสร้าง อบจ. จากการเลือกตั้ง อยู่คู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง และนี่คือโครงสร้างที่มีปัญหามาก เพราะนายก อบจ. ต่างต้องอยู่ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากส่วนกลาง

ดังนั้น หากถามผมว่าจุดหมายสูงสุด (end game) ของการกระจายอำนาจที่แท้จริงคืออะไร สำหรับผม นั่นคือการที่ทุกจังหวัดมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่น เหมือนกับกรุงเทพมหานครฯ

ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของแต่ละจังหวัด จะเรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ประธานจังหวัด ฯลฯ จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ได้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สาระสำคัญที่สุด คือการที่ผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดคนนั้น ต้องมีเพียงคนเดียว และคน ๆ นั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น ไม่มีบุคคลอื่นที่แต่งตั้งจากส่วนกลางมามีอำนาจทับซ้อนกันแบบที่เป็นในปัจจุบัน โดยคน ๆ นั้นและผู้บริหารจังหวัดมีอิสระในการจัดสรรทรัพยากรในจังหวัดของตนเอง โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งจากส่วนกลาง

ดังนั้น ปรากฏการณ์การได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของคุณชัชชาติ ที่ตามมาด้วยการลงมือลงแรงทำงานอย่างแข็งขันของคุณชัชชาติ การสะท้อนและการรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนอย่างท่วมท้น จนในที่สุดกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งความหวังขึ้นมา

ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคุณชัชชาติจะเป็นผู้ว่าฯ ที่ดี เพราะคุณชัชชาติมาจากการแต่งตั้งโดยประชาชน ใช้อำนาจของประชาชน ในนามประชาชน เพื่อรับใช้ประชาชน ทำให้อย่างน้อยที่สุดเราพูดได้อย่างมั่นใจ ว่าคุณชัชชาติคือผู้ว่าฯ ที่ดีกว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งแน่นอน

และยิ่งเมื่อบวกกับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนทุกวันนี้ ที่เป็นสิ่งที่คอยผลักดัน กำกับควบคุม และตรวจสอบถ่วงดุลคุณชัชชาติ ให้ต้องฟังเสียงของประชาชน ทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน และทำตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด

จบศึก!! 'ปีศาจแดง' เดินทางต่อออสเตรเลีย แต่ลืมถ้วยแชมป์ The Match ไว้ในห้องสื่อ

สำหรับแฟน 'ปีศาจแดง' แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงมีความสุขกับผลการแข่งขันฟุตบอล The Match Century Bangkok 2022 ที่ พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 4-0

ซึ่งหลังจบการแข่งขันทัพของปีศาจแดง เดินทางไปยังสนามบินดอนเมืองทันที เพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศออสเตรเลีย และลงเล่นเกมอุ่นเครื่องนัดที่สอง

แต่ทว่าการเดินทางไปครั้งนี้ของปีศาจแดง พวกเขากับลืมถ้วยแชมป์ The Match ซึ่งอันจริงมันคือ เคสคอมพิวเตอร์ ที่จำลองสนามราชมังคลาฯ เอาไว้ งานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีการส่งถ้วยรางวัลตามไปหรือไม่ หรือถ้วยรางวัลจะยังอยู่ในประเทศไทยต่อไป

สำหรับถ้วยดังกล่าว ด้านเพจเฟซบุ๊ก Suchao modding&design ได้เปิดเผยรูปโฉมของถ้วยแชมป์ศึกแดงเดือด THE MATCH Bangkok Century Cup 2022 ที่ความจริงแล้วเป็นคอมพิวเตอร์ Case Mod

๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา 2565

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันพุธ ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ความว่า...

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่สาธุชนจักได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น “พระรัตนตรัย” ซึ่งเป็นสรณะนำทางชีวิตของพุทธบริษัท ให้มุ่งหน้าดำเนินไปสู่หนทางดับเพลิงกิเลสกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง  

ปฐมเทศนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ทรงชี้บอกวิถีทางดับทุกข์ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวการณ์ปัจจุบัน อันเต็มไปด้วยภยันตรายอันน่าหวาดหวั่นที่หลายคนคิดว่าคงไม่อาจเกิดมีขึ้นแล้ว ก็กลับบังเกิดมีขึ้นอีกทั่วไปในโลก เช่น ภัยสงคราม ทุพภิกขภัย และภัยอาชญากรรมร้ายแรงต่างๆ เป็นต้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสวัสดิภาพของผู้คนในวงกว้าง ท่านทั้งหลายพึงหันมาพิจารณาทบทวนอริยมรรค โดยใช้หนทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ “สัมมาสังกัปปะ” ซึ่งหมายถึง “ความคิดที่ถูกต้อง” กล่าวคือ ความคิดที่จะลดละความอยากได้อยากมีจนเกินประมาณ ความคิดที่จะไม่พยาบาทจองเวรกัน และความคิดที่จะไม่เบียดเบียนกัน ขอจงช่วยกันระดมความคิดเห็นในทางสันติ ฉลาดในการปรึกษาหารือกันด้วยสัมมาวาจา เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมในทุกระดับ ให้คลี่คลายไปได้ด้วยความอดทนอดกลั้น รู้จักละวางทิฐิมานะ ให้อภัย และมุ่งแผ่เมตตาต่อกันด้วยใจจริง

2 ส.ส. ‘เศรษฐกิจไทย’ ไขก๊อกพ้นวิปรัฐบาล ส่งสัญญาณถอนตัวจากพรรคร่วมฯ โดยปริยาย

(12 ก.ค. 65) ภายหลังนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย และนายไผ่ ลิกค์ ส.ส. กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โดยระบุเรื่องขอลาออกจากกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) อ้างถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 180/2562 ลงวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562

โดยตามที่อ้างถึงการแต่งตั้งให้ นายบุญสิงห์ และนายไผ่ ดำรงตำแหน่งกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ตั้งแต่ วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2562 ให้การดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภา เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา บัดนี้มีความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

'ยูเอ็น' ประเมินประชากร 'อินเดีย' อาจแซงหน้า 'จีน' ในปี 2023 ประชากรโลกอาจแตะหมื่นล้านคน ในปี 2100

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผย ‘อินเดีย’ มีแนวโน้มแซงหน้าจีนขึ้นเป็นชาติที่มีประชากรมากที่สุดในโลกภายในปี 2023 ขณะที่ประชากรโลกจะแตะหลักหมื่นล้านคนในปี 2100 

รายงานของยูเอ็นซึ่งเผยแพร่เนื่องในวันประชากรโลก (World Population Day) ระบุว่า จำนวนประชากรทั่วโลกจะแตะหลัก 8,000 ล้านคนในวันที่ 15 พ.ย. ปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 8,500 ล้านคนภายในปี 2030 และ 10,400 ล้านคนภายในปี 2100

สำหรับอินเดีย เคยมีประชากรทั้งหมด 1,210 ล้านคน เมื่อปี 2011 ตามการสำรวจสำมะโนประชากรที่รัฐบาลทำทุกๆ 10 ปี ทว่าในปี 2021 อินเดียมีประชากรจำนวน 1.412 พันล้านคน ส่วนจีนมีจำนวน 1.426 พันล้านคน ในช่วงปี 2023 จึงมีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะมีสัดส่วนประชากรเพิ่มสูงขึ้นกว่าจีน 

ส่วนในปี 2050 คาดว่าอินเดียจะมีประชากรจำนวนถึง 1.668 พันล้านคน มากกว่าจีนที่จะมีจำนวนประชากรลดเหลือ 1.317 พันล้านคน จากอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง แม้รัฐบาลจีนจะผ่อนคลายนโยบายควบคุมจำนวนประชากร โดยอนุญาตให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้ 3 คน แต่ผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับชี้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดนั้นลดลง อีกทั้งรัฐยังไม่มีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยจูงใจในการมีลูกมากพอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top