Thursday, 2 July 2026
Hard News Team

'เพื่อไทย' อัด 'บิ๊กตู่' ทำคนไทยไร้ที่อยู่-ที่ทำกินเพียบ ชี้!! ไม่พัฒนาต่อยอดบ้านเอื้ออาทร-บ้านมั่นคง

เมื่อวันที่ (3 ต.ค. 65) น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ทุกวันจันทร์แรกของเดือนต.ค.ทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) ในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด Mind the Gap Leave No One and Place Behind หรือใส่ใจช่องว่าง ไม่ทิ้งใครและที่ใดไว้ข้างหลัง เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิในที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรโลก ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเครือข่ายต่างๆ ได้จัดกิจกรรมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินให้กับคนจนเมืองและพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่จากนโยบายของรัฐ 

ทั้งนี้ พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีสิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชากรโลก ในปี 2546  รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้จัดหาที่อยู่อาศัยให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งบ้านเอื้ออาทรในต่างจังหวัด และบ้านมั่นคงสำหรับคนเมือง ผ่านการทำงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เพราะตระหนักถึงความสำคัญของ คนหาเช้ากินค่ำ คนจนเมือง คนไร้ที่อยู่อาศัย

มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น เตรียมอาหารฮาลาลให้นักศึกษามุสลิม สร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้คนเคารพวัฒนธรรมของกันและกัน

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ เผย มหาวิทยาลัยมิยาซากิ บริการอาหาร 5 มื้อ ที่เตรียมโดยกระบวนการฮาลาลทั้งหมด ให้แก่นักศึกษาทั้งที่เป็นมุสลิม และศาสนิกชนอื่น

โดยอาหารที่จัดบริการในคาเฟ่ทีเรียของมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับให้แก่นักศึกษาที่มาจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และประเทศมุสลิมอื่นๆ ในขณะที่นักศึกษาชาวญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไป ก็กระตือรือร้นที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอิสลาม ผ่านเมนูอาหารต่าง ๆ ที่บริการในห้องอาหาร

โยอิชิโร โยชินากะ ผู้จัดการโรงอาหารสำหรับนักศึกษา กล่าวว่า ไม่เฉพาะนักศึกษาจากประเทศมุสลิม แต่นักศึกษาชาวญี่ปุ่นที่อยากรู้อยากเห็น และก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศได้

“ในโรงอาหาร ฉันต้องการให้พวกเขาสนใจในวัฒนธรรมการทำอาหารของกันและกัน”

ในบรรดาอาหารฮาลาลจานพิเศษที่หมดเร็วมาก ได้แก่ เรนดังไก่, แกงกะหรี่ใส่กะทิเข้มข้น, ขนมถั่วอะซูกิ และขนมปัง 2 แบบ ที่ยังเหลือมักจะเป็นแกงไก่ ที่ทำมาเพิ่มรอบสอง

เมนูอาหารเหล่านี้ผ่านการรับรองฮาลาล จากฝ่ายพัฒนาอิสลามแห่งมาเลเซีย (Jakim) รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาหาร และเครื่องปรุง ตลอดจนวัสดุต่าง ๆ

'เพื่อไทย' เรียกร้อง กกต. ทำหน้าที่ให้ชัดเจน ชี้!! อย่าทำให้การเมืองมีแต่ความคลุมเครือ - สิ้นหวัง

(3 ต.ค. 65) สุธรรม แสงประทุม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ที่มีบรรยากาศอยู่ภายใต้ความคลุมเครือ ความสิ้นหวัง ทั้งที่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ที่ควรทำหน้าที่ตัวเองให้โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นความหวัง เชื่อมั่นในความยุติธรรม และเดินหน้าประเทศนี้ต่อไปได้อย่างโปร่งใส โดยมี 3 ข้อที่กังวลใจคือ

1.) ความคลุมเครือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่แล้ว มีหลายเรื่องที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ตั้งแต่เรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ถึงการตัดสินใจตามอำนาจหน้าที่ ปรากฎว่า พรรคเพื่อไทย ได้ที่นั่งมากที่สุด ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่มีบัตรเขย่งทำให้มีพรรคเล็กได้สนับสนุนรัฐบาลที่มีที่มาจากสมาชิกวุฒิสภา 

นอกจากนี้ การประกาศผลการเลือกตั้งบางเขตมีปัญหา ในที่สุด คดีให้ใบแดงผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ศาลตัดสินให้ กกต. ต้องใช้หนี้เลือกตั้ง จากความผิดพลาด ดังกล่าว

2.) ความยุติธรรม หลังจากการประกาศระเบียบของ กกต. ในเรื่อง 180 วัน ในการห้ามผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำเรื่องใด ปรากฏว่า ข้อจำกัดต่างๆ ที่แจ้งมา ไม่มีความชัดเจน คนของรัฐบาลทำได้ แต่ฝ่ายค้านทำไม่ได้ สิ่งที่ควรทำ กลับไม่ได้ทำ เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต ควรทำทันทีที่ประกาศจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี และเมื่อมีระเบียบระยะ 180 วันแล้ว ควรให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเตรียมตัว กลับเก็บเรื่องเขตเลือกตั้งไว้ให้เป็นปัญหาเหมือนในปี พ.ศ. 2562 ที่มีข้อครหาว่า ใครสนับสนุนพรรคของคณะผู้ยึดอำนาจ มีโอกาสเลือกเขตเลือกตั้งที่ต้องการ 

ผบ.ตร.สั่งตำรวจ เร่งช่วยเหลือประชาชน หวั่นการจราจรใน กทม.และปริมณฑล เป็นอัมพาต หลังฝนตกหนัก ขณะที่ต่างจังหวัด ตำรวจ ตชด. ออกช่วยชาวบ้านต่อเนื่อง

ผบ.ตร.สั่งตำรวจ เร่งช่วยเหลือประชาชน หวั่นการจราจรใน กทม.และปริมณฑล เป็นอัมพาต หลังฝนตกหนัก ขณะที่ต่างจังหวัด ตำรวจ ตชด. ออกช่วยชาวบ้านต่อเนื่อง 

วันที่ 3 ต.ค.65 เวลา 20.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ตำรวจออกเร่งช่วยเหลือประชาชน หลังจากช่วงเย็นที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขังในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลหลายจุด ทำให้การจราจรติดขัด ตำรวจได้ออกอำนวยความสะดวกการจราจร ช่วยรถเสีย จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว พร้อมรถยกรถที่กีดขวางจราจร เพื่อแก้ปัญหาการจราจร บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ขณะที่ในต่างหวัด ผบ.ตร.ส่งตำรวจตะแวนชายแดนออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมต่อเนื่อง ในพื้นที่ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์  พื้นที่บ้านหาดคูเดื่อ และบ้านท่ากกแห่ ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ จ.เลย โดยช่วยขนย้ายทรัพย์สินของใช้ภายในครัวเรือนขึ้นสูง เพื่อความปลอดภัย และป้องกันทรัพย์สินเสียหายจากอุทกภัย พร้อมกับเรือท้องแบน ออกปฏิบัติงาน รับ-ส่ง ประชาชน นักเรียนเข้าออกหมู่บ้าน

'ผู้บัญชาการโอ๋' มอบนโยบาย ภ.7 สั่งกำชับเชิงรุก 18 มาตราการตาม ตร.กำหนด

เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 ต.ค. 65 ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรภาค 7 จ.นครปฐม พล.ต.ท.ธนายุตม์  วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในการประชุม“มอบนโยบายการบริหารราชการของตำรวจภูธรภาค 7 ประจำปีงบประมาณพ.ศ.2566 และนำนโยบายผบ.ตร.,รอง ผบ.ตร.มาขับเคลื่อน”

โดยมี พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.อาทิชา เปาอินทร์ รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.วัฒนา ยี่จีน รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7,พร้อมด้วยผบก.ฯ, รอง ผบก.ฯ, ผกก.ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.ต.ท.ธนายุตม์ กล่าวว่า ก่อนการประชุมได้แนะนำผู้บังคับบัญชาระดับ ผบก.ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งในสังกัด ภ.7 สำหรับในการประชุมได้สั่งการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ดังนี้...

1.กำชับการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ผบ.ตร. "เป็นตำรวจมืออาชีพ ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน"

2.กำชับการดำเนินการนโยบายของผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. ที่ได้มอบนโยบายการบริหารราชการฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2565

3.เน้นย้ำทุกหน่วย เห็นความสำคัญ และเร่งรัดภารกิจเร่งด่วนตามนโยบาย ผบ.ตร. ได้แก่ ภารกิจเร่งด่วนเพื่อประชาชน, ปัญหายาเสพติด, ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

4.ยกระดับการบริการประชาชนของสถานีตำรวจ, ภารกิจเร่งด่วนเพื่อตำรวจ, สร้างความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่, สร้างขวัญกำลังใจ และดูแลสวัสดิการ, กำชับข้าราชการตำรวจทุกระดับปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก, เกาะติดพื้นที่, เกาะติดประชาชน, เกาะติดคนร้าย และ เกาะติดผู้ใต้บังคับบัญชา,ยกระดับองค์ความรู้, ยกระดับวิธีคิด, ยกระดับบวิธีการทำงาน และ ยกระดับการใช้ดุลยพินิจ, ทำงาน, ทำดี, ทำบุญ และ มีภาวะผู้นำ, Smart, Smile และ Strong

5.กำชับทุกหน่วยดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล, นายกรัฐมนตรี, ผบ.ตร.และรองผบ.ตร.โดยเคร่งครัด ต้องมีแผนปฏิบัติการทำงานเชิงรุกเป็นแผนยุทธการในแต่ละพื้นที่

6.กำชับหัวหน้าหน่วยทุกระดับรายงานเหตุซึ่งจะต้องรายงาน อย่าให้ล่าช้า

7.กำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับควบคุม กำกับดูแลการให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม อย่างเท่าเทียม ดูแลความสะอาด จัดระเบียบที่ทำการโดยเฉพาะห้องรับแจ้งเหตุให้จัดเป็น One Stop Serviice เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจ

8.กำชับหัวหน้าหน่วยลงพื้นที่เพื่อรับรู้ปัญหา ข้อเสนอแนะจากประชาชน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างตำรรวจ และประชาชน

9.ปรับเปลี่ยนแนวคิดการควบคุมดูแลผู้ใจผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่แค่ควบคุมควมประพฤติ แต่ต้องลงไปดูแลและสัมผัสถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างบวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา งานบริหารต้องดูว่ามีอะไรที่ทำโดยสุจริตแล้วมีรายได้เข้าหน่วย เพื่อจัดเป็นสวัสดิการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

10.พัฒนาองค์ความรู้ข้าราชการตำรวจทุกสายงาน จัดให้มีการฝึกทบทวนยุทธวิธี และมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกสัปดาห์

11.ยกระดับการบริการประชาชน ต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ยกระดับการให้บริการทั้งในและนอกสถานีตำรวจ เช่นการรออกตรวจเยี่ยมประชาชน และ แจ้งความคืบหน้าคดีแก่ผู้เสียหาย

12.เน้นย้ำทุกหน่วยให้ความสำคัญกับเรื่องร้องเรียน เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน เนื่องจากผู้เขียนเรื่องร้องเรียนคือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและยังไม่ได้รับการดูแล

13.การขับเคลื่อนทุกหน้างาน จะใช้ศปก.ภ.7เป็นตัวขับเคลื่อน โดยกำหนดให้มีการประชุมศปก.ภ.7 ทุกวันพุธ เวลา 09.00น. ให้รอง ผบช./ผบก./หัวหน้าสถานี เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง

14.ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องอยู่ในพื้นที่ ดำรงการติดต่อได้ตลอดเวลา หากออกนอกพื้นที่ต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง

15.หัวหน้าสถานีต้องตรวจสอบปจว./ข้อมูลการรับแจ้งเหตุทุกเช้า และนั่งหัวโต๊ะประชุม Morning Brief ทุกวันสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ทุกสายงานทราบข้อมูล

16.มอบหมายให้ รอง ผบก.แต่ละหน้างาน ควบคุม กำกับดูแล เร่งรัด ขับเคลื่อน ติดตาม สั่งการในหน้างานของตนเองเป็นประจำ

ผบ.ตร.ให้ ผบช.ภ.3 บำบัดทุกข์ บำรุงขวัญลูกเมียตำรวจสำโรงทาบ สุรินทร์ และ สภ.พิมาย ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมสูงที่พัก

ภายหลัง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งตำรวจเร่งช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมให้ผู้บังคับบัญชาเร่งดูแลขวัญกำลังใจของครอบครัวตำรวจ ที่ได้ผลกระทบน้ำท่วมเช่นกัน 

ล่าสุด วันนี้ 3 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 พร้อมคณะเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจข้าราชการตำรวจ สภ.สำโรงทาบ จว.สุรินทร์ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยนำสิ่งของ และเงินมามอบเยียวยาให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 44 ครอบครัว 

พร้อมทั้งเข้าไปตรวจเยี่ยมที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบ แม้จะมีสถานการณ์น้ำท่วม แต่ตำรวจยังปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือ และคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

ขณะที่ พล.ต.ต.อิทธิพล นาคคำ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เดินทางไปตรวจเยี่ยม เเละมอบถุงยังชีพ เพื่อบำรุงขวัญเเก่ข้าราชตำรวจ สภ.พิมาย ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมบ้านพักอาศัย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ และพร้อมดูแลพี่น้องประชาชน

ทีมวิจัย รร.นรต. ส่งมอบผลผลิตการวิจัย แผนงาน 'เสริมพลังทางสังคมเพื่อรับมือใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์' เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม

วันที่ 3 ตุลาคม 2565 ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จังหวัดนครปฐม พันตำรวจเอกหญิง ดร. กัญญ์ฐิตา ศรีภา รองศาสตราจารย์ อาจารย์ (สบ 5) หัวหน้าแผนงานวิจัย เปิดเผยว่า คณะผู้วิจัยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นำโดย ศาสตราจารย์ พลตำรวจโท ดร. วีรพล กุลบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และคณะผู้วิจัย จากคณะสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้แก่ รองศาสตราจารย์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.ธีรวุฒิ นิลเพ็ชร์  ผู้วิจัย และ ร.ต.อ.หญิง พัชรา ต๊ะตา ร่วมกับผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ คณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ตรีทิพย์ บุญแย้ม วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ อาจารย์ดร. ฐิติมา เวชพงศ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์  

โดยคณะจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ทำการส่งมอบผลผลิตจากการศึกษาวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ ให้แก่ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ร่วมกับ ดร.โชติมา หนูพริก ผู้อำนวยการกลุ่มผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ อาจารย์เอกสิทธิ์ ปิยะแสงทอง นักวิชาการศึกษาชำนาญการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผลผลิตจากการศึกษาวิจัยที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจดำเนินการส่งมอบให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 

(1) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง “การเสริมพลังทางสังคมเพื่อรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์” (2) มาตรการสำหรับสถานศึกษาในการกำกับดูแลความปลอดภัยจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน (3) มาตรการสำหรับสถานศึกษาเพื่อป้องกันการเสพติดเกมและภัยที่เกิดจากการเล่นเกมออนไลน์ของเด็กและเยาวชน และ (4) สื่อการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับสถานศึกษาในการป้องกันและลดปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน

พันตำรวจเอกหญิง ดร. กัญญ์ฐิตา  กล่าวว่า  ทั้งนี้ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ  เล็งเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญในการร่วมกันดูแลเด็กและเยาวชนไทยให้ปลอดภัยจากการใช้สื่อออนไลน์และรับมือกับเทคโนโลยีออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม 

โดยได้มีกำหนดแนวทางในการใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัยของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในประเด็นที่สำคัญคือ การนำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการป้องกันและลดปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ไปขยายผลต่อในสถานศึกษาในสังกัด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และทักษะที่สำคัญให้แก่ผู้เรียน 

รวมถึงส่งต่อทั้ง 2 มาตรการที่ได้จากการศึกษาวิจัยให้แก่กลุ่มงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปศึกษาและขับเคลื่อนขยายผล นอกจากนั้นยังได้มีข้อตกลงร่วมกันที่จะขยายผลต่อยอดจากการศึกษาวิจัย ไปสู่การจัดอบรมเพื่อพัฒนาครูและนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัด เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ในการรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์

ซึ่งต่อมาคณะผู้วิจัย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้นำผลผลิตจากการศึกษาวิจัยอีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ (1) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง “การเสริมพลังทางสังคมเพื่อรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์” และ (2) มาตรการส่งเสริมเกมออนไลน์สร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ไปส่งมอบให้แก่ ผู้แทนจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นายคมกริช ทรงแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจและส่งเสริมสถานประกอบกิจการ และ นางสาววจี ทางเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและสนับสนุนภาคประชาสังคม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจสำคัญเกี่ยวกับการเฝ้าระวังการนำเสนอเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะสม ไม่ปลอดภัย ไม่สร้างสรรค์ และกระทบต่อศีลธรรมอันดี ซึ่งแม้หน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ยังไม่ครอบคลุมไปถึงการควบคุมเนื้อหาเกมออนไลน์ แต่ในปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว 

พันตำรวจเอกหญิง ดร. กัญญ์ฐิตา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้ผนวกเรื่องของการควบคุมเกมทั้งในลักษณะออนไลน์และออฟไลน์ คณะผู้วิจัยจึงเห็นว่ามาตรการที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาวิจัย จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเล่นเกมออนไลน์และส่งเสริมให้เกิดเกมออนไลน์สร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ ผู้แทนจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และจะได้นำผลการวิจัยและมาตรการส่งเสริมเกมออนไลน์สร้างสรรค์และปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชน ไปใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนขยายผลต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกันกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ใกล้จะแล้วเสร็จ

สำหรับแผนงานวิจัย “เสริมพลังทางสังคมเพื่อรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์” คณะสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แบ่งเป็น 2 โครงการย่อยภายใต้แผนงาน ได้แก่ โครงการ “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและกำกับดูแลความปลอดภัยจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน” และโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายทางสังคมเพื่อสร้างมาตรการในการป้องกันและควบคุมผลกระทบทางลบจากเกมออนไลน์ในเด็กและเยาวชน” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์ ผลผลิตจากการศึกษาวิจัยประกอบด้วย...

(1) มาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน แบ่งเป็น 2 มาตรการที่เน้นการทำงานในลักษณะภาคีเครือข่าย ได้แก่ “มาตรการสำหรับสถานศึกษา” ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย สรุปเป็น พัฒนาครู-ส่งเสริมผู้เรียน-เข้าถึงครอบครัว-เฝ้าระวังเหตุ-ดูแลช่วยเหลือ และ “มาตรการทางกฎหมาย” ประกอบด้วย การปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และการดำเนินการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ที่เข้าข่ายกระทำผิดทางกฎหมาย 

(2) สื่อการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับสถานศึกษาในการป้องกันและลดปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ มีลักษณะเป็น e-learning กึ่งเกม ประกอบด้วย 3 ด่าน ด่านแรกเป็นด่านสร้างความตระหนักถึงความรู้สึกของผู้อื่น ด่านที่สองเป็นด่านให้ความรู้ด้านการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และด้านกฎมาย ส่วนด่านที่สามเป็นด่านให้ตัดสินใจแก้ไขปัญหา 

(3) มาตรการส่งเสริมเกมออนไลน์สร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ การควบคุมเนื้อหาเกมออนไลน์ให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน  การกำหนดแนวทางในการแสดงข้อมูลสำคัญแก่ผู้ใช้บริการควบคู่กับการให้บริการเกมออนไลน์ การติดตามตรวจสอบเนื้อหาเกมออนไลน์ที่ไม่สร้างสรรค์และไม่ปลอดภัย  การส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตเกมออนไลน์สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน และการเฝ้าระวังและปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยคุกคามที่แฝงมากับเกมออนไลน์ 

(4) มาตรการป้องกันการเสพติดเกมและภัยที่เกิดจากการเล่นเกมออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย สรุปเป็น ป้องกัน-ค้นหา-เฝ้าระวัง-เสริมคุณค่า-รักษาดูแล นอกจากนั้น ในกระบวนการศึกษาวิจัยของแผนงานวิจัย ยังทำให้เกิดการเสริมพลังทางสังคมเพื่อการรับมือและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีออนไลน์ โดยภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ตระหนักถึงประโยชน์ของมาตรการและสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาวิจัย และเห็นควรนำไปขับเคลื่อนขยายผลต่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. จับกุมขบวนการหลอกเหยื่อ บังคับค้าประเวณี ประเทศเมียนมา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. จับกุมขบวนการหลอกเหยื่อ บังคับค้าประเวณี ประเทศเมียนมา

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.65 ที่ผ่านมา นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ได้พา น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย อายุ 16 ปี พร้อมผู้ปกครอง เข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร. (ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น) กรณี น.ส.เอ ถูกหลอกลวงให้เดินทางไปยังประเทศเมียนมา และถูกบังคับให้ค้าประเวณี  ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือและพากลับมายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยในเวลาต่อมา โดยขอให้สืบสวนติดตามและดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายที่หลอกลวง น.ส.เอ ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอไปแล้วนั้น

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ฯ ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. ,ศพดส.ภ.จว.บุรีรัมย์ และ สภ.กระสัง เร่งสืบสวน ติดตามคดีนี้อย่างเร่งด่วน โดยได้ประสานความร่วมมือไปยังกองกำลังทหารประเทศเมียนมา เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว จนทราบว่าขบวนการดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ เริ่มต้นจากการหลอกลวงเหยื่อให้มีความต้องการเดินทางไปทำงาน นำพาลักลอบข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา และถูกบังคับค้าประเวณีในที่สุด เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ทำการสืบสวนจนทราบตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องของหมายจับต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย...

1.น.ส.ณัฐฐิตา หรือออม  อายุ 29 ปี ที่อยู่ 68/1 ม.2 ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่เป็นคนหลอกลวงให้เหยื่อไปทำงานที่ประเทศเมียนมา โดยสามารถจับกุมได้ที่ท่าข้ามธรรมชาติ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

2.นายอาหลู่ผะ หรือไวน์ อายุ 44 ปี ที่อยู่ 56/22 ม.2 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สามีของ น.ส.ณัฐฐิตาฯ ทำหน้าที่เป็นคนนำพาเหยื่อลักลอบข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา สามารถจับกุมได้ที่ ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง  ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้น เต็มใจไปด้วย” , “ค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก หรือซึ่งได้กระทำแก่บุคคลผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี” , “บังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการนำภาระหนี้ของบุคคลอื่นส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด” และ “ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก”

3.น.ส.สุพัฒตา หรือกิ่ง  อายุ 23 ปี ที่อยู่ 198 ม.17 ต.หัวนาคำ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี เป็นเจ้าของร้าน (KTV) ที่ประเทศเมียนมา บังคับเหยื่อค้าประเวณี โดยสามารถจับกุมได้ที่ท่าข้ามธรรมชาติ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

ถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งถูกพราก ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย” , “ค้ามนุษย์ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยเป็นธุระจัดหา พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก หรือซึ่งได้กระทำแก่บุคคลผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี” , “บังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการนำภาระหนี้ของบุคคลอื่นส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด” และ “ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก”

พฤติการณ์ในคดีนี้กล่าวคือ น.ส.ณัฐฐิตา หรือออม ฯ ผู้ต้องหา ได้ชักชวน น.ส.เอ ผ่านแอพพลิเคชั่น Line และ Facebook ให้ไปทำงานร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศเมียนมาร์ โดยอ้างว่าจะได้เงินสัปดาห์ละ  50,000  บาท ทำประมาณ 2 เดือนจะมีเงินเก็บประมาณ 200,000 - 400,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ จากนั้น น.ส.ณัฐฐิตาฯ ได้ให้นายอาหลู่ผะฯ ซึ่งเป็นสามี พา น.ส.เอ ลักลอบข้ามชายแดนในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ และนำไปส่งให้กับน.ส.สุพัฒตาฯ เจ้าของร้านอาหาร (KTV) หลังบ่อนการพนัน แจ็คดรากอนไนท์ จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยน.ส.สุพัฒตาฯ ได้บังคับให้ น.ส.เอ ขายบริการทางเพศ น.ส.เอ จึงได้ขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณา และได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กลับมายังประเทศไทยในที่สุด

'อลงกรณ์' ไฟเขียวร่างพระราชบัญญัติสภาการประมงหลังปรับปรุงใหม่พร้อมเสนอรัฐมนตรีเกษตรฯ เพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันนี้ 3 ต.ค.65 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเป็นประธาน การประชุมคณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติสภาการประมง พ.ศ....และร่างพระราชบัญญัติกองทุนประมง พ.ศ.... ครั้งที่ 3/ 2565 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ และจัดประชุม ณ ห้องประชุมกุลาดำ อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง โดยมี ผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ ผู้แทนสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าไทย ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ผู้แทนสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย

 

ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ผู้แทนสมาคมอวนล้อมจับแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมการประมงทะเลไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ผู้แทนสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ผู้แทนสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง โดยมี นางสาวสัมพันธ์ ปานจรัตน์ ผอ กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง เป็นเลขานุการการประชุม 

'วราวุธ' สั่งกรมทะเล เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หวั่นสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายสุเทพ เจือละออง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565 ได้รับแจ้งจากเพจนิราศเมืองแกลง ว่าพบปรากฏการณ์น้ำทะเลมีสีเขียว บริเวณ ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งตนไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ลงพื้นที่ในวันนี้ (3 ตุลาคม 2565) เพื่อเร่งติดตามและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล จากการสำรวจบริเวณชายหาดแหลมแม่พิมพ์ เบื้องต้นได้พบน้ำทะเลมีสีเขียวเข้มตลอดทั้งหาดจริง ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร และส่งกลิ่นเหม็นคาวไปทั่วบริเวณชายหาด

เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ได้ดำเนินการสำรวจบริเวณโดยรอบไม่พบสัตว์ทะเลหายากหรือสัตว์น้ำเกยตื้นตาย จากนั้นจึงทำการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลบริเวณหาดแหลมแม่พิมพ์ ทำการตรวจสอบพบว่าคุณภาพน้ำทั่วไป ปรากฏว่าผลของน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ พร้อมกันนี้ได้สอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ทราบว่าน้ำทะเลเริ่มมีสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นจากการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ชนิด Noctiluca scintillans ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่สร้างสารชีวพิษ และมักเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top