พรรคสร้างอนาคตไทยประกาศนโยบายล้างบางยาเสพติด ดึงเครือข่ายภาคประชาชนเป็น 'คลังสมองอนาคตชาติ'

พรรคสร้างอนาคตไทย ระดมสมองว่าที่ผู้สมัครส.ส.ภาคใต้ผุดยุทธศาสตร์พื้นที่ ประกาศนโยบายล้างบางยาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ เห็นผลใน 1 ปี พร้อมเปิดตัวเครือข่าย 'คลังสมองอนาคตชาติ' เชื่อมโยงคนเก่งทุกรุ่นวัยร่วมกำหนดแผนแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ หวังให้เกิดนโยบายที่ขับเคลื่อนจาดภาคประชาชนอย่างแท้จริง

(19 ต.ค. 65) พรรคสร้างอนาคตไทยนำโดย 3 รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย นายสันติ กีระนันทน์ นายกำพล ปัญญาโกเมศ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้จัดประชุมว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง เพื่อระดมสมองแนวคิดการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ที่จะนำมากำหนดเป็นนโยบายเชิงพื้นที่และนโยบายภาพรวมของพรรคต่อไป
นายสันติ กล่าวว่าการประชุมในวันนี้พรรคสร้างอนาคตไทยได้ประกาศนโยบายที่สำคัญมาก คือ นโยบาย “ล้างบางยาเสพติด” โดยกำหนดให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ ซึ่งจะต้องดำเนินการสองด้านไปพร้อมกัน ประกอบด้วยการปราบปรามผู้ค้ายา กับ การดูแลผู้ติดยาในฐานะผู้ป่วย โดยในส่วนของผู้ค้ายานั้นเป็นที่ทราบว่าเกี่ยวพันกับหลายมิติ ทั้งผู้มีอิทธิพล คนมีสี ปัญหาต่อเนื่องไปถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังนั้นต้องให้ทุกหน่วยงานทุกฝ่ายร่วมกันจัดการเรื่องนี้ ส่วนอีกด้านคือการดูแลผู้ติดยาในฐานะผู้ป่วย ซึ่งที่ผ่านมามีการวิพากวิจารณ์เรื่องการรักษาดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นพรรคสร้างอนาคตไทยจึงเสนอแนวทางว่า จะต้องมีศูนย์บำบัดผู้ติดยาเบื้องต้นในทุกอำเภอ และมีสถานรักษาผู้ติดยาขั้นรุนแรงในทุกจังหวัด
“ความรุนแรงของปัญหายาเสพติดวันนี้ มีความซับซ้อนเกี่ยวพันกับหลายมิติ จึงต้องใช้เครื่องมือในการแก้ไขทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านการบริหาร รวมทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม โดยหากพรรคสร้างอนาคตไทยเข้าไปมีส่วนบริหารประเทศจะทำเรื่องนี้ให้เห็นผลภายใน 1 ปี และประเทศไทยจะหมดปัญหาเรื่องยาเสพติดภายใน 4 ปี” นายสันติ กล่าว
ด้านนายกำพล กล่าวว่า ความจริงปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ยาเสพติดรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อคนทำมาหากินลำบากก็เกิดความเครียดขาดสติเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ดังนั้นหากเราสามารถทำให้เศรษฐกิจดีก็จะช่วยลดปัญหายาเสพติดลงได้ด้วยเช่นกัน สำหรับภาคใต้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับต่ำกว่าภาคอื่น จึงต้องดึงศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาสร้างประโยชน์และเชื่อมโยงกันในทุกมิติ ทั้งการท่องเที่ยว ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม สุดท้ายต้องกระจายรายได้ที่เกิดขึ้นให้เข้าถึงชุมชนซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก



















