Monday, 6 July 2026
Hard News Team

'นิพนธ์' ยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยทิ้งชาวประมง แก้ปัญหามาโดยตลอด ล่าสุดตั้งงบประมาณ พันกว่าล้าน เพื่อนำเรือออกนอกระบบ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถึง 'ยุทธศาสตร์ 3 ส' ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ในการหาเสียง และเป็น นโยบายในการพัฒนา ประเทศในทุกด้าน ถ้าพรรคสามารถเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งในสมัยหน้าว่าเป็น 'ยุทธศาสตร์' ที่มีการ ครอบคลุม ทั้งหมด จาก 'ยุทธศาสตร์ 3 ส' คือ สร้างเงิน,สร้างคน ,สร้างชาติ

ส่วนในกรณีของการช่วยเหลือชาวประมง นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่องของอาชีพการทำประมงที่มีผู้ประกอบอาชีพประมงในประเทศ 23 จังหวัด ล่าสุด มีการตั้งงบประมาณ จำนวน 1,806 ล้าน เพื่อนำเรือประมงออกนอกระบบจำนวน 1,007 ลำ เพื่อเป็นการช่วยชาวประมง ที่ไม่สามารถนำเรือไปทำการประกอบการประมงได้ ตามกฎหมาย ไอยูยู ซึ่งการนำเรือที่ไม่ถูกต้องออกนอกระบบ เพื่อเป็นการช่วยให้ได้รับเงินชดเชยเพื่อนำไปประกอบอาชีพประมงหรืออื่น ๆ เป็นการสร้างความสมดุล ระหว่างเรือประมงกับสัตว์น้ำที่มีอยู่ เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมง

'รอง ผบ.ตร.' เผย ปีใหม่ 2566 อุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตลดลงตามเป้าหมาย บังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักกว่า 500,000 ราย จับกุมเมาแล้วขับ 22,439 คดี พร้อมปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนฯ

วันนี้ (5 ม.ค. 65) เวลา 11.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์  รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุฯ ตร. , พล.ต.ท.ธนา  ชูวงศ์  ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ รอง จตช. แถลงผลการดำเนินการในการอำนวยการจราจร ป้องกันและลดอุบัติเหตุ และการบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก ช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน เทศกาลปีใหม่ 2566 พร้อมปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนฯ ตร. 

พล.ต.อ.รอยฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชน และเน้นบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะข้อหาเมาแล้วขับ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ผ่านมานั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. จึงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนฯ ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.65 เป็นต้นมาจนถึงวันสุดท้ายคือ  5 ม.ค.66 ซึ่งทุกวันจะมีการติดตามสถานการณ์การจราจร และการปฏิบัติของแต่ละหน่วย ผ่านระบบ VDO Conference  โดยมี  พล.ต.อ.รอยฯ รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงานจราจร เป็นผู้กำกับดูแลในแต่ละวัน และให้หน่วยระดับ บช., ภ.จว. และทุกสถานีตำรวจเฝ้าฟัง ทั้งนี้เพื่อลดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บ ตามค่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด โดยผลการดำเนินการในแต่ละด้าน มีดังนี้ 

1.) การอำนวยความสะดวกและจัดการจราจร จัดกำลังตำรวจกว่า 50,000 นาย ดูแลการจราจรตลอด  7 วัน มีปริมาณรถ เข้า-ออกจาก กทม. รวมจำนวน 7,199,251 คัน ออกจาก กทม. จำนวน 3,428,939 คัน และเข้า กทม. จำนวน 3,770,312 คัน วันที่ประชาชนเดินทางออกจาก กทม. มากที่สุด คือวันที่ 29 ธ.ค.65 วันที่ประชาชนเดินทางเข้า กทม. มากที่สุด คือวันที่ 3 ม.ค.66 มีการเปิดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) จำนวนทั้งสิ้น 117 ครั้ง (ระบายรถขาออก 51 ครั้ง /  ขาเข้า 66 ครั้ง) รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ที่ขออนุญาตเดินรถในช่วงเวลาห้าม ผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 23,587 คัน อนุญาตให้เดินรถได้ 23,007 คัน  (รถที่ได้รับอนุญาตมากที่สุด คือ รถบรรทุกน้ำมันหรือแก๊ส (ร้อยละ 47.43) รองลงมา คือ รถบรรทุกอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค (ร้อยละ 44.80) ) ไม่อนุญาตจำนวน 580 คัน  และพบผู้ฝ่าฝืนเดินรถในเวลาห้าม จำนวน 228 ราย เนื่องจากเป็นสาเหตุให้การจราจรติดขัด       

2.) การบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก มีการตั้งจุดตรวจทุกวันเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืน ทั่วประเทศ มีจำนวนจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร 2,142 จุดตรวจ จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ 1,629 จุดตรวจ พบผู้ที่ฝ่าฝืนทั้งสิ้น 518,367 ราย เป็น ข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา 22,439 ราย (มากกว่าค่าเฉลี่ยปีใหม่ 3 ปีย้อนหลัง คิดเป็น 21.31 %) ขับรถเร็วเกินกำหนด 199,640  ราย/ไม่สวมหมวกนิรภัย 102,864 ราย/ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย 28,747 ราย โดย 10 ข้อหาหลักนี้ จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น จึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการดำเนินคดีเมาแล้วขับ เป็นการนำผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ซึ่งมีโอกาสก่ออุบัติเหตุออกจากท้องถนนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุได้จำนวน 22,439 คน  

3.) การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รัฐบาลกำหนดค่าเป้าหมายให้ จำนวนครั้ง การเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ (admit) ต้องลดลงไม่น้อยกว่า 5 % เมื่อเทียบกับสถิติในช่วงเทศกาลปีใหม่ เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ.2563-2565) ซึ่งจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุลดลงตามเป้าในทุกด้าน 
- การเกิดอุบัติเหตุ 7 วันของเทศกาลปีใหม่ 2566 เกิดจำนวน 2,440 ครั้ง  ลดลงจากค่าเฉลี่ยปีใหม่ 3 ปีย้อนหลัง (3,153 ครั้ง) เป็นจำนวน -713 ครั้ง  (ลดลง -22.61 %) 
- จำนวนผู้เสียชีวิต 7 วันของเทศกาลปีใหม่ 2566 มีจำนวน 317 ราย  ลดลงจากค่าเฉลี่ยปีใหม่ 3 ปีย้อนหลัง (366 ราย) เป็นจำนวน -49  ราย (ลดลง -13.39 %) 
- จำนวนผู้บาดเจ็บ 7 วันของเทศกาลปีใหม่ 2566 มีจำนวน 2,437 คน  ลดลงจากค่าเฉลี่ยปีใหม่ 3 ปีย้อนหลัง(3,165 คน) เป็นจำนวน -728 คน (ลดลง 23.00 %) 
ทั้ง 3 สถิติถือว่าลดลงมากกว่า 5% สำเร็จตามค่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

จุดเริ่มต้นจากการเอาใจ ‘ผู้นำสายดวลปืน’ สู่ปาร์ตี้กำจัดชีสเน่าที่ทำเนียบขาวใน 2 ชั่วโมง

หลายคนคงไม่รู้ว่าในอเมริกามีวันฉลองแปลกๆ ทั้งปี บางทีแปลกอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง

วันพิลึกเหล่านี้ บางวันก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งในอเมริกาด้วย เช่น วันเบียร์แห่งชาติ วันที่ 7 เมษายน ที่กำหนดให้ระลึกถึงวันสิ้นสุดการห้ามผลิตเหล้าเบียร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 ถึง ค.ศ.1933  

แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และเป็นประวัติศาสตร์อันเหม็นหึ่งชนิดที่ทำให้ต้องอุดจมูกกันทั้งวอชิงตันดีซีเลยทีเดียว แถมเกี่ยวพันกับประธานาธิบดีแห่งอเมริกาเสียด้วย วันที่ว่านี้คือวันที่ 29 มกราคมของทุกปี อันกำหนดให้เป็น ‘วันโคตรชีสแห่งชาติ’ หรือ ‘Big Block of Cheese Day.’    

เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดี ‘แอนดรูว์ แจ็กสัน’ และคงต้องเล่าท้าวความไปถึงประธานาธิบดีคนนี้สักหน่อย เพราะเป็นประธานาธิบดีที่มีด้านมืดซ่อนเร้นอยู่เยอะมาก แม้อเมริกันจะยกย่องให้เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งก็ตาม 

แอนดรูว์ แจ็กสันมีชื่อเล่นว่า ‘โอลด์ฮิกกอรี่’ (Old Hickory) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 เคยเป็นนักค้าที่ดินและนักค้าทาส โดยมีทาสในครอบครองเป็นจำนวนมาก    

นอกเหนือจากการค้าทาส อินเดียนแดงทุกคนจดจำชื่อของประธานาธิบดีคนนี้ขึ้นใจด้วยความคับแค้น เพราะแอนดรูว์ แจ็กสัน ลงนามเพื่อโยกย้ายชาวพื้นเมืองอเมริกัน ตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวอเมริกันอินเดียน (Indian Removal Act of 1830) ในปี ค.ศ. 1831 ส่งผลให้อินเดียนแดงล้มตายจนเกือบสูญเผ่าพันธ์ กระนั้นแอนดรูว์ แจ็กสัน ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ

ก่อนเป็นประธานาธิบดี ก็ดวลปืนกับชาวบ้านจนลือลั่นไปทั้งบาง มีกระทาชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ล ดิคคินสัน ปากเปราะจิกกัดเมียของ แอนดรูว์ แจ็กสัน ว่ามีผัวสองคน ประมาณว่ายังไม่ทันหย่าผัวคนแรก แล้วมาได้กับแอนดรูว์ ทำนองนั้น ลุงแอนดรูว์ได้ยินก็หัวร้อน เลยขอท้าดวล ขนาดโดนยิงจนอกแทบทะลุ แต่ลุงแอนดรูว์ยังกระเด้งตัวรัวปืนกลับ จนคนปากเสียถึงกับล้มคว่ำจมกองเลือด ไงล่ะ..เปรี้ยวเอาการใช่มั้ย ประธานาธิบดีรายนี้

ครั้นเมื่อแอนดรูว์ แจ็กสัน นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีถึงสองสมัย ก็ย่อมมีคนรักเป็นธรรมดา ทีนี้ชาวบ้านร้านถิ่นรู้ว่าประธานาธิบดีของตนนั้นโปรดชีสเป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากหาของขวัญชิ้นพิเศษถูกอกถูกใจประธานาธิบดีอันเป็นที่รักของตน

ในปี ค.ศ.1835 ผู้พันโธมัส เอส มีแชม เกิดไอเดียบรรเจิด อยากส่งชีสไปให้ประธานาธิบดี แต่ของขวัญสำหรับประธานาธิบดีย่อมไม่ธรรมดา  

ความใหญ่โตมโหฬารของชีสก้อนนี้ เอาแค่เส้นผ่าศูนย์กลางก็ยาวประมาณ 4 ฟุตเข้าไปแล้ว หนาสองฟุต และหนัก 1,400 ปอนด์หรือ 700 กิโลกรัม ใช้เวลาผลิตทั้งหมด 4 วัน โดยใช้แม่วัว 150 ตัวปั๊มนมเพื่อทำชีส เมื่อทำเสร็จแล้วก็ห่อมาอย่างดีพร้อมถ้อยคำปลุกใจแนวรักชาติ คาดว่าผู้พันมีแชมคงชาตินิยมสุด ๆ

การขนส่งจากนิวยอร์กสเตท มาวอชิงตัน ไม่ใช่เรื่องงุบงิบส่งมา หากแต่มีขบวนแห่ขบวนพาเหรดอย่างอู้ฟู่หรูหราสมศักดิ์ศรีโคตรชีสอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าแห่แหนกันมาแต่ต้นทาง จากเมืองสู่เมือง โดยมีชาวบ้านโผล่หน้ามาชมก้อนชีสยักษ์เป็นบุญตา ว่าเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ยังไม่เคยเห็นโคตรชีสแบบนี้มาก่อน

พอประธานาธิบดีแอนครูว์ แจ็กสันได้รับของขวัญชิ้นมหึมาและแปลกประหลาดนี้คงเงิบไปนิด พลางคิดว่าจะเอาชีสก้อนเท่าควายไปทำอะไรดีหว่า ถึงจะชอบกินชีสยังไง ก็คงกินไม่หมดแน่ ๆ เพราะขนาดใหญ่โตวัวตายควายล้มขนาดนี้ 

ท่านประธานาธิบดีผู้เก่งกล้าเคยท้าดวลกับนักแม่นปืนถึงกับกุมขมับ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับชีสยักษ์ หลังจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกินชีสยักษ์ตามใจชอบแล้วก็ยังเหลืออีกบานเบอะ ตั้งตระหง่านอยู่ในทำเนียบขาว จะเอาไปทิ้งก็ไม่ได้ เพราะเกรงว่าคนให้จะเสียใจ 

เมื่อเวลาผ่านไป ชีสก็เน่า เริ่มมีกลิ่นตุๆ โชยหึ่งไปทั่วทำเนียบขาว ไม่ใช่แต่ทำเนียบขาวที่คลุ้งอวลไปด้วยกลิ่นพิลึกนั้น ผู้คนทั่วทั้งวอชิงตันได้กลิ่นกันทั่วหน้า ต้นฉบับภาษาอังกฤษบรรยายกลิ่นก้อนชีสยักษ์ว่า ‘An evil-smelling horror’ ในเมื่อไม่รู้จะทำยังไงกับก้อนชีสยักษ์ เลยปล่อยวางไว้อย่างนั้นเป็นเวลาถึงเกือบสองปี

เปิดผลสำรวจประชาชนกว่า 90% ปลื้มผลงานกระทรวงเกษตรฯ ในปี 65 พึงพอใจนโยบาย 'ตลาดนำการผลิต' และแอพพลิเคชัน เกษตรดิจิตอล มากสุด

เป็นหน่วยงานมีคุณธรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงและบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

(5 ม.ค. 66) รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการสำรวจความความพึงพอใจของผู้รับบริการ และสำรวจการรับรู้ความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2565 เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565 - 2 มกราคม 2566 กระจายกลุ่มตัวอย่างในทุกจังหวัดของประเทศไทย จำนวน 1,678 ชุด พบว่า ร้อยละ 87.39 ประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2565

คนซื้อบ้านได้เฮ!! รัฐลดค่าธรรมเนียม 'โอน-จำนอง' ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีผลแล้ว ถึง 31 ธ.ค.66 นี้

'ทิพานัน' เผยข่าวดี รัฐบาล 'พล.อ.ประยุทธ์' ลดค่าธรรมเนียมโอน-จำนอง บ้านพร้อมที่ดิน-คอนโดฯ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทมีผลแล้ว ถึง 31 ธ.ค.66 นี้ รองรับเศรษฐกิจฟื้นตัว มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ฟื้นธุรกิจอสังหาฯ-ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

(5 มค. 66) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงผลักดันให้ลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยมากขึ้น 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศเรื่องที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับการโอนและการจำนองจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พ.ศ.2565 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และมาตรา 103 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2521

FED ไฟเขียว!! อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ เปิดให้บริการด้าน Crypto ได้

เมื่อวานนี้ (4 ม.ค. 66) ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศในแถลงการณ์ร่วมว่า ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ สามารถเปิดให้บริการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ได้

"องค์การทางธนาคารต่าง ๆ จะไม่ถูกยับยั้งจากการให้บริการทางธนาคารไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ใดแก่ผู้ใช้บริการ ตามที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย" ธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และระบบการเงิน

อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า การถือ Crypto มีแนวโน้วว่าจะไม่ปลอดภัย โดยกล่าวว่า “จากความเข้าใจของและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่เชื่อว่า การสร้างหรือถือครอง Crypto ที่ถูกสร้างขึ้น การจัดเก็บ หรือเคลื่อนย้ายไปยังที่สาธารณะ หรือเครือข่ายกระจายอำนาจ หรือระบบที่คล้ายคลึงกัน มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นการสอดคล้องกับแนวทางด้านความปลอดภัยของระบบธนาคาร” 

โดยการ 'ถือ' Crypto ในที่นี้ หมายถึง การถือครอง private key ไม่ว่าจะเป็นถือครองด้วยตัวเองหรือผู้ให้บริการอื่นเป็นผู้ถือครองให้ก็ตาม “มีแนวโน้มว่าจะไม่ปลอดภัย” แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นการห้ามแต่อย่างใด

หนุ่มกัมพูชาร้องสื่อ ถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง ทวงเท่าไรก็ไม่คืน แถมถูกชักปืนถล่มกลับ

เมื่อวันที่ (4 ม.ค. 66) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายบอล คัต อายุ 26 ปี สัญชาติกัมพูชา ว่าเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 เกิดเหตุคนร้ายบุกถล่มยิงบ้านจนได้รับความเสียหาย โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 33/41 ม.4 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งหลังเกิดเหตุได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยใหญ่ แล้ว แต่ด้วยตนเองเป็นชาวกัมพูชา และผู้ก่อเหตุเป็นคนพื้นที่เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนให้ช่วยนำเสนอ เพื่อมิให้คนร้ายกลุ่มนี้ลอยนวลได้

โดยนายบอล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเองได้ทำงาน ที่ร้านขายกระท่อมและน้ำกระท่อมต้ม ภายในซอยชัยพฤกษ์สอง โดยตกลงค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่เจ้าของร้านกลับเบี้ยวไม่ยอมจ่ายค่าแรงตนและเพื่อน เมื่อทักไปทวงก็จะนัดวันนั้นวันนี้ เมื่อทวงบ่อยเข้าเจ้าของร้านกลับเกิดความไม่พบใจ เคยมาด่าทอที่หน้าบ้าน กระทั่งวันที่ 3 มกราคม เจ้าของร้านกระท่อมที่ตนเองเคยทำงานด้วยได้โทรมาอาละวาดสอบถามว่า ทวงทำไมหนักหนาจนตนรับอารมณ์จากการถูกด่าไม่ไหว จึงด่าสวนกลับไป ก่อนมีการท้าทายนัดกันออกมาเคลียร์ แต่ตนเองกับเพื่อนไม่กล้าออกไป ส่วนที่ตนเองออกจากร้านนั้นเพราะเจ้าของคิดว่าพวกตนขโมยเงิน ทั้งที่เป็นไปไม่ได้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญวันเด็ก 1.8 แสนชิ้น แด่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566

วานนี้ (วันพุธที่ 4 มกราคม 2566  เวลา 15.00 น.) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ดินสอสี และไม้บรรทัด จำนวน 180,000 ชิ้น นำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โดยในวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบชุดของขวัญวันเด็กให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  รวมทั้งจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ 

‘ศักดิ์สยาม’ ลงนามตั้ง 10 คณะกรรมการ สอบปมเปลี่ยนป้ายชื่อ ‘สถานีกลางบางซื่อ’

(5 ม.ค. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามในคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างในโครงการปรับปรุงป้ายชื่อ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เป็น ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

โดยประกาศเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) และ เว็บไซต์ข่าว เกี่ยวกับการลงนามในสัญญาจ้างการก่อสร้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มีมูลค่าสูงถึง 33 ล้านบาทเศษ (วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจำนวน 34 ล้านบาท) มีราคากลางคำนวณ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2566 จำนวน 33,169,726.39 บาท โดยใช้วิธีการจัดซื้อหรือจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งผู้ที่ได้รับ การคัดเลือกและราคาที่ตกลงซื้อหรือจ้าง ได้แก่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ

เป็นเหตุให้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ รวมถึงนายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่เหตุของความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการโดยใช้วิธีการว่าจ้างเอกชนด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการว่าจ้างปรับปรุงป้ายชื่อที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าปกติ

ทั้งนี้ หากดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยวิธีการประกาศเชิญชวนหรือวิธีการคัดเลือกก่อนจะทำให้การใช้งบประมาณของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นไปอย่างเหมาะสมเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการดังกล่าวว่า ได้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร และการใช้งบประมาณเหมาะสมกับปริมาณงาน และราคากลางของกรมบัญชีกลางหรือไม่ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาลและรักษาผลประโยชน์ของชาติ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 แต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างในโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

‘อัษฎางค์’ ข้องใจ ‘ชัชชาติ’ ไม่สานต่อผลงานผู้ว่าฯ คนก่อน เพราะนึกถึงผลประโยชน์ปชช. หรือ ผลทางการเมืองกันแน่

(5 ม.ค. 66) นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค’ ถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โดยระบุว่า

“ล้ม เลิก”

เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนหรือผลทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง?

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึง “การเดินเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle EV) ในคลองผดุงกรุงเกษม เขตพระนคร” ว่า จะมีการพิจารณาว่าจะทำต่อไหม

1. ถ้าทำต่อจะคุ้มค่าไหม
2. หากจะทำต้องดูเรื่องความคุ้มทุนด้วย
3. เนื่องจากเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน

มาดูการขนส่งสาธารณะอื่น ๆ

ข้อมูลเท่าที่ผมมีคือ

ขสมก.เริ่มต้นเดินรถเมื่อ 1 ตุลาคม 2519 โดยตลอดระยะเวลากว่า 43 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง องค์กรนี้ขาดทุนสะสมทุกปี ยกเว้นปี 2535 ปีเดียวเท่านั้นที่มีกำไร 61 ล้านบาท

ในปี 2563 ขสมก. ขาดทุนเฉลี่ยถึงเดือนละ 360 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือ 233 ล้านบาท หรือ 65% เป็นการจ่ายภาระดอกเบี้ย

ในปี 2563 ขสมก.มีหนี้สิน 127,786 ล้านบาท มีผลขาดทุนสะสมกว่า 9,000 ล้านบาท

ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีการประเมินว่า หนี้สิ้นของ ขสมก.จะเพิ่มเป็น 127,786 ล้านบาท

จึงต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมี 4 พี่น้อง ที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ คือ การบินไทย ขสมก., การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top