Monday, 6 July 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมการฝึกและสังเกตการณ์การฝึกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) ในการฝึกภาคสนามและภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) ในการฝึกภาคสนาม และภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 บน เรือหลวงอ่างทอง และ บริเวณเกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต 

เวลา 12.40 น.ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางมาถึงเรือหลวงอ่างทอง โดยมี พลเรือเอก เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 ให้การต้อนรับ จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ฝึกฯ รวมทั้งได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการในทะเล และโรงพยาบาลสนามบนเรือ ณ ห้องควบคุมปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ต่อมาในเวลา 13.50 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ชมการฝึกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) และการฝึกค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลร่วมกับหน่วยงานใน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) จากนั้นในเวลา 14.30 น. ผู้บัญชาการทหารเรือได้เดินทางต่อไปยังเกาะราชาใหญ่ เพื่อตรวจเยี่ยมการฝึกค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางบกและการส่งกลับผู้ป่วยด้วยอากาศยานส่งต่อทางการแพทย์

อนึ่ง กองทัพเรือได้จัดให้มีการฝึกกองทัพเรือเป็นประจำทุกปี เพื่อให้กำลังพลจากกรมในส่วนบัญชาการส่วนกำลังรบ ส่วนยุทธบริการ ส่วนการศึกษาและวิจัย ได้บูรณาการการฝึกของหน่วยต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาขีดความสามารถให้มีความพร้อม ในการเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อันจะทำให้กองทัพเรือสามารถดำรงบทบาทในฐานะหน่วยงานความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฝึกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ทั้งนี้ต้องมีการฝึกภาคสนามและภาคทะเล (FTX) ควบคู่กับการฝึกดังกล่าว ซึ่งเป็นการฝึกภาคปฏิบัติของหน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องการทดสอบขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีมาทำการฝึกภาคปฏิบัติร่วมกัน

นอกจากนี้กองทัพเรือได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดจากธรรมชาติที่นับวันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการซักซ้อมและเตรียมการรับมือในช่วงสภาวะปกติ ดังนั้น กองทัพเรือจึงได้จัดการฝึกกองทัพเรือประจำปี 2566 ในเรื่องการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันในห้วง วันที่ 4 - 6 มกราคม 2566 เพื่อเป็นการทดสอบ และซักซ้อมความเข้าใจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันของกองทัพเรือและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันและทำงานร่วมกันอย่างบูรณการ สำหรับการฝึกให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ ดังนี้

1) เพื่อทดสอบการปฏิบัติตามร่างแผนบรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ พ.ศ.2566

2) เพื่อทดสอบแนวความคิดในการปฏิบัติของ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ และ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 3 ตาม (ร่าง) แผนบรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ พ.ศ.2566

3) เพื่อทดสอบขีดความสามารถ ความพร้อม องค์บุคคล องค์วัตถุ องค์ยุทธวิธี ของหน่วยในกองทัพเรือ ในการปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติ (การประเมินความต้องการและความเสียหาย การเคลื่อนย้ายกำลังการค้นหาและช่วยเหลือฯ การแพทย์ สารเคมีและปนเปื้อน)

และ 4) เพื่อทดสอบการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานกองทัพเรือ ศรชล. และจังหวัด ในระดับการสั่งการและการปฏิบัติ ในการปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติ

โดยการฝึกครั้งนี้ได้มีการสมมุติสถานการณ์การเกิดพายุขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน ทำให้เกิดการตัดขาดระหว่างฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ของเกาะราชาใหญ่ ดังนั้น จังหวัดภูเก็ตจึงได้ร้องขอให้ ทัพเรือภาคที่ 3 เข้าช่วยแก้ไข และบรรเทาสถานการณ์ โดยทัพเรือภาคที่ 3 ได้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจในการเข้าแก้ไขปัญหา และได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีหน่วยที่เข้ารับการทดสอบและการฝึก ดังนี้

1) ทัพเรือภาคที่ 3 จัดเรือจำนวน 3 ลำ เฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง

2) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 จัดเรือตรวจการณ์ จำนวน 5 ลำ

3) กองเรือยกพลขึ้นบก และยุทธบริการ

4) กองเรือยุทธการ จัดเรือหลวงอ่างทอง หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกำลังพล 94 นาย

5) กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 จัดกำลังพล 17 นาย

6) กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ จัดกำลังพล 13 นาย

7) กรมอุทกศาสตร์ จัดกำลังพล จำนวน 5 นาย

8) สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ จัดกำลังพล จำนวน 4 นาย

9) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง

10) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต จัดกำลังพล จำนวน 12 นาย

11) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต จัดกำลังพล จำนวน 6 นาย

12) มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต จัดกำลังพล จำนวน 6 นาย

13) สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดภูเก็ต และโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จัดกำลังจำนวน 17 นาย รวมกำลังพลที่ใช้ในการฝึกครั้งนี้ทั้งสิ้น 439 นาย

การฝึกในครั้งเป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้หน่วยต่างๆ เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้พร้อม และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เมื่อเกิดเหตุการณ์เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ

ฐานทัพเรือสัตหีบ ส่งกำลังพลร่วมบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันนี้ 7 ม.ค.66 เวลา 09.00 น. นาย สุนทร มูเนาวาเราะ นายอำเภอสัตหีบ/นายกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ มอบหมายให้ นาง พิกุล โสภา ปลัดอำเภอสัตหีบและเลขานุการกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ นำคณะที่ปรีกษา รองนายกกิ่งกาชาด คณะกรรมการ และสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ เข้ามอบเงินและร่วมส่งกำลังพลของฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ เข้าร่วมในโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป เพื่อถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน 

ตามที่ กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดชลบุรี มอบหมายให้อำเภอสัตหีบ ประสานและเชิญชวนบุคลากรจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโครงการฯ ในวันที่ 9 ม.ค.66 เวลา 13.00 น.พิธีปลงผมนาค ณ สำนักปฏิบัติธรรม ธรรมปทีป อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ในวันที่ 10 ม.ค.66 เวลา 07.00 น.พิธีบรรพชาอุปสมบท ณ วัดบึงบวรสถิตย์ และวัดเจริญธรรม ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และวัดพยอม ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

'ตม.เชียงราย' สกัดจับรถขนแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายจากชายแดนแม่สาย

(7 ม.ค. 66) พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับรายงานว่าจะมีขบวนการขนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายจากชายแดนแม่สายไปส่งจังหวัดเชียงใหม่จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.กิตติธร นาคเกลี้ยง รองผู้กำกับตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย, พ.ต.ท.มนตรี อินเปรี้ยว สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย, ร.ต.อ.รัชภูมิ ฤทธิศร รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย นำกำลังชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายร่วมกับสืบสวนตรวจคนเข้าเมือง 5 ติดตามไปถึงบริเวณถนนหมายเลข 1063 ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมือง พบรถปิกอัป 3 คันขับตามกันมามุ่งหน้าไปทางอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จึงขับรถไล่สกัดบังคับรถทั้ง 3 คันให้จอดเพื่อทำการตรวจค้น

.

คันแรกเป็นรถปิกอัปโตโยต้าวีโร่สีดำ ทะเบียนเชียงใหม่โดยมีนายใจเป็นคนขับรถนำทางคอยดูต้นทาง

.

คันที่ 2 รถปิกอัปโตโยต้าวีโก้ทะเบียนเชียงใหม่ โดยมีนายวันเป็นคนขับรถขนแรงงานชาวเมียนมามา 10 คน เป็นชาย 6 หญิง 2 เด็ก 2 คน 

ผู้เสียหายแฉยับ 'เพชรพันปี' จอมจัดฉากขายสินค้าไม่ตรงปก ด้าน 'หมอดูดัง' ลากไส้ซ้ำ หวังทวงคืนความบริสุทธิ์ให้ 'บิ๊กเอ็ม'

(7 ม.ค. 66) เวลา 12.00 น. โรงแรม TK Palace แจ้งวัฒนะ ห้องไอวี่ 3 คุณฝ้ายหนึ่งในผู้เสียหายจากการซื้อเพชรจากคุณเพชรพันปี หรือร้าน พีดับบลิว เจมส์ แอนด์ ไดมอนด์ ซึ่งร้านนี้กำลังเป็นประเด็นกับ 'ณวัฒน์ อิสรไกรศีล' บอสใหญ่แห่งเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ และ มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเธอออกมาแฉว่าเพชรที่ซื้อมาจากร้านนี้นั้นได้ไม่ตรงตามสเปก

คุณฝ้ายกล่าวว่า ตนรู้จักกับคุณเพชรพันปีมาสิบกว่าปีแล้ว หากหลายคนจะสงสัยว่าทําไมโดนหลอก ตนรู้จักตั้งแต่สมัยทําเบาะรถยนต์ คุณเพชรพันปีมักจะพรีเซนต์ตัวเองเสมอว่า เป็นสะใภ้แสนล้าน เปิดมูลนิธิ ทําบุญช่วยเหลือผู้คน นี่ทําให้ตนยิ่งเชื่อใจตัวเขาไปใหญ่ โดยการสั่งซื้อสินค้าจากทางร้านช่วงแรก ๆ สินค้าสวยจริงตามที่โฆษณา แต่มันเป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น เวลาผ่านมานานตนก็ยังซื้อสินค้าจากทางร้านต่อเนื่อง และไม่ได้เช็กต่อเนื่องด้วยความไว้ใจ หลังจากร้านนี้เกี่ยวโยงกับคดีดังตนเลยนำเพชรที่ซื้อมาจากร้าน ไปตรวจสอบ ผลปรากฏว่าเพชรที่ซื้อมานั้น เป็นเพชรจริงแต่ไม่ตรงตามสเปกตามที่โฆษณาไว้

“ฝ้ายเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่เป็นคนรวบรวมผู้เสียหาย แล้วก็เป็นคนแรก ๆ ที่ กล้าพูดว่า สินค้าของร้านนี้ ไม่ได้มาตรฐานตามที่โฆษณา ตนมีหลักฐานคือการนําสินค้าที่ได้รับจากร้านไปตรวจ กับสถาบันที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือได้หลายชิ้น ผลปรากฏว่าสินค้าของเขาไม่ตรงตามสเปก” คุณฝ้ายกล่าว

คุณฝ้ายยังเผยอีกว่า ไม่นานมานี้คุณเพชรพันปีเพิ่งจะอัดคลิปอธิบายว่า แหวนนพเก้ารุ่นหนึ่ง พลอยตรงกลางจะต้องเป็นพลอยจากแล็บทั้งหมด เนื่องจากวิธีการฝัง มันฝังไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหนามเตย ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าหากคุณเพชรพันปีพูดแบบนี้ นั่นหมายความว่ารุ่นนี้ จะต้องเป็นพลอยจากแล็บทั้งหมด แต่บังเอิญมีผู้เสียคนหนึ่ง เขานำเพชรรุ่นเดียวกันไปตรวจมาเมื่อวาน (6 ม.ค. 66) ผลปรากฏว่าพลอยตรงกลางมันเป็นพลอยแท้ นั่นหมายความว่าจากที่คุณเพชรพันปีพูดมันย้อนแย้งหรือเปล่า? 

'เพื่อไทย' จวก 'ประยุทธ์' ภาวะผู้นำเสื่อมถอย ทำโมโหกลบเกลื่อน หลังถูกจี้ถามปมหลานชายเอี่ยวทุจริต

(7 ม.ค. 66) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โมโห ฉุนเฉียว หลังถูกจี้ถามปมที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย หลังเปิดโปงหลักฐานแฉโยงชื่อหลานชายของ พล.อ.ประยุทธ์เข้าไปเอี่ยวคดีตู้ห่าวหรือไม่ว่า ดูเหมือนพล.อ.ประยุทธ์ตอนถูกถามเรื่องหลานชายเอี่ยวคดีตู้ห่าว กับตอนพูดเรื่องจะไปเปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติจะเป็นคนละคนกัน สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล 8 ปีที่ผ่านมาคนไทยต้องรับสภาพพล.อ.ประยุทธ์ที่ภาวะผู้นำเสื่อมถอย พอนึกได้ก็บอกว่าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แต่พอเรื่องไหนจวนตัวเสี่ยงจะเขวี้ยงงูไม่พ้นคอ ก็ออกอาการโมโหฉุนเฉียวพาลใส่ประชาชน สภาพเหมือนคนควบคุมตัวเองไม่ได้ 

สื่อมวลชนถามว่าหลานชายมีเอี่ยวคดีตู้ห่าวหรือไม่ก็ตอบไป ไม่เห็นต้องโมโหฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดอะไรขนาดนั้น ประชาชนตั้งคำถาม 8 ปีที่ผ่านมาข้าราชการระดับสูงหลายคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ได้รับอิทธิพลหรือถูกครอบงำจากพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ ศึกอภิปรายเป็นการทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ภายใต้ยุทธการถอดหน้ากากคนดีย์ 4 ปีแปดเปือน นอกจากจะมีประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน การจัดซื้อจัดจ้างผิดปกติมีปัญหา เชื่อว่าประเด็นภาวะผู้นำเสื่อมถอยของพล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกนำมาตั้งคำถามด้วย

'อนุทิน' ปลื้ม!! 'สธ.-คมนาคม-ท่องเที่ยว' ประสานงานดีเยี่ยม มีแผนดูแล-ต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังโควิด-19 ทุเลา

(7 ม.ค. 66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้ติดตามผลงานของกระทรวงในการกำกับดูแลตลอดปี 2565 และช่วงก่อนหน้า ทั้งสาธารณสุข คมนาคม การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานในกำกับได้มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีพอใจการดำเนินงานของหน่วยงานในกำกับ โดยเฉพาะในช่วงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ทุกหน่วยงานได้ประสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การเปิดรับนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะที่การแพร่ระบาดอยู่ในการควบคุม

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ในช่วงที่โควิด-19 ยังแพร่ระบาดกระทรวงคมนาคมได้เร่งผลักดันการลงทุนโครงการที่อยู่ในแผนหลายโครงการ ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ สนามบิน ท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์และการขนถ่ายสินค้า เพื่อเป็นเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจได้ในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงจากโรคระบาด และเตรียมประเทศให้พร้อมรับการกลับมาของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวทันทีที่โควิด-19 คลี่คลาย 

“รองนายกฯ อนุทิน มั่นใจว่าขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมรับทั้งนักท่องเที่ยว และนักลงทุน เพราะในช่วงโควิด-19 ระบาด ทุกหน่วยงานไม่ได้หยุดรออะไร แต่เดินหน้าตามแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อพ้นโควิด-19 แล้ว นักท่องเที่ยว นักลงทุนจะต้องมาประเทศไทย” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

ปชป. กางยุทธศาสตร์ 3 ส. 'สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ' ย้ำ!! เจตนารมณ์พรรค 70 ปี มุ่งทำงานเพื่อชาติเป็นหลัก

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ประกาศความพร้อมแบบ 'เต็มอัตราศึก' พร้อมลุยทุกสนามเลือกตั้ง ในทุกกระบวนท่า พร้อมทั้งในแง่นโยบาย ในแง่บุคลากร โดยจะส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน ครบ 500 คน

การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นความพยายามในการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ การคิดนโยบายใหม่ ๆ เพื่อสนองตอบต่อปัญหาของประชาชน

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ อันเป็นการ 'ปูพรม' กับการเปิดยุทธศาสตร์ 3 ส. คือ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ

โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้อำนวยการเตรียมการเลือกตั้ง อธิบายขยายความกับเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ 3 ส. ว่า นอกจากการเตรียมผู้สมัครในแต่ละเขตแล้ว เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียงก็เป็นเรื่องที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน ซึ่งการจัดทำนโยบายของพรรคนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรื่องความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ กรอบงบประมาณที่ต้องใช้ภายใต้นโยบายที่จัดทำ ระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดต่อประชาชน และประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาประเทศ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องดีขึ้น 

ซึ่งขณะนี้ หลักคิดเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นทั้ง มาสเตอร์แพลน (Master plan) หรือแผนแม่บทของพรรคในการวางอนาคตของประเทศชาติและประชาชน ที่จะใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงครั้งนี้คือ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ โดยมีแนวทางที่สำคัญของทั้ง 3 ส. ดังนี้  

1.สร้างเงิน โดยการแยะเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ สร้างเงินให้ประเทศ และสร้างเงินให้ประชาชน

2.การสร้างคน ที่พรรคจะสนับสนุนและส่งเสริมดูแลคนตั้งแต่ในครรภ์มารดา จนส่งสู่เชิงตะกอน ทั้งสร้างสวัสดิการเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงขึ้น เพราะพรรคเชื่อว่าเมื่อเราสร้างคนให้มีความความรู้และความมั่นคงในชีวิต จะแปรเปลี่ยนพลังของประชาชนให้เป็นพลังในการสร้างประเทศชาติได้อย่างมั่นคง 

3.สร้างชาติ ด้วยระบบประชาธิปไตย ที่สุจริต ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจมุ่งสู่สร้างเมืองมหานคร พร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน คมนาคมเพื่อเชื่อมประเทศไทยกับโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ มีความคืบหน้าจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งท่านหัวหน้าพรรค 'จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์' และท่านเลขาฯ จะแถลงเปิดนโยบายฯ อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคมนี้ และในขณะนี้พรรคได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว

'เพื่อไทย' ซัด 'ประยุทธ์' 8 ปีปราบโกงแค่คำหลอกลวง ชี้!! คนใกล้ตัวมีข่าวเอี่ยวทุจริต แต่ยังเมินเฉยไม่ตรวจสอบ

(7 ม.ค. 66) น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขณะนี้การทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นปัญหาพัวพันในทุกแวดวง ทั้งราชการ การเมืองและธุรกิจสีเทาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ดูเหมือนว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีท่าทีเมินเฉย ไม่เร่งรัดให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ซ้ำยังแสดงท่าทีฉุนเฉียวเมื่อถูกสื่อสอบถามกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดโปงข้อมูลโยงถึงหลานชายของพล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทานายตู้ห่าวอีกด้วย 

ที่ผ่านมาฝ่ายค้านและพรรคเพื่อไทยพยายามเปิดโปงการทุจริต คอร์รัปชันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์อย่างต่อเนื่อง คู่ขนานไปกับความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่แฉข้อมูลกดดันให้กระบวนการตรวจสอบต้องเดินหน้า แต่หลายเรื่องเมื่อเข้าสู่กระบวนการของรัฐ กลับทำให้ประชาชนเกิดคำถามและข้อสงสัยว่าเหตุใดหน่วยงานด้านการตรวจสอบ ไม่กล้าทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น    

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์เคยให้คำมั่นต่อประชาชนว่าจะเข้ามาปราบโกง ขจัดนักการเมืองไม่ดีออกไป แต่จนถึงขณะนี้สถานการณ์ปราบโกงที่พล.อ.ประยุทธ์มุ่งมั่นจะทำกลับเลวร้ายลง ยืนยันได้จากดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2564 ไทยได้เพียง 35 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 110 ของโลกอันดับแย่ที่สุดนับตั้งแต่จัดอันดับมา 

'กรณ์' ชูนโยบาย 'ยกเลิกแบล็กลิสต์-รื้อระบบสินเชื่อ' หวังช่วยผู้ประกอบการรายย่อย-SME ให้เดินหน้าธุรกิจต่อได้

(7 ม.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่อง 'แก้หนี้ ให้ชีวิตเดินหน้า' โดยระบุว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตระหนักดีว่าคำว่า 'หนี้' ไม่มีใครอยากเป็น แต่เวลาเป็นแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลุดจากวงจรนี้ ซึ่งนอกจากนโยบายหาเงินให้คนไทยแล้ว การแก้หนี้คือความเร่งรีบอันดับต้น ๆ ที่ตนต้องการแก้ และเคยทำมาแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ปี 2552 แก้หนี้นอกระบบ 5 แสนราย ปี 2553 ปรับโครงสร้างหนี้กองทุนฟื้นฟู-เกษตรกร ปี 2554 ออกกฎหมาย 'กองทุนการออมแห่งชาติ' (กอช.) ปี 2559 ก่อตั้ง Refinn ช่วยคนไทยแก้หนี้ที่อยู่อาศัย ปี 2565 โครงการ 'กล้าปลดหนี้' ช่วยคนไทยเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และ ปี 2566 นโยบาย 'ยกเลิกแบล็กลิสต์' เสนอระบบ Credit Score

ส่วนกรณีที่มีบางคนระบุว่า คนที่เป็นหนี้คือคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า อาจถูกส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นความจริงเสมอไป ในหลาย ๆ ครั้งเกิดจากวิกฤตที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น วิกฤตโควิด ที่ทำให้ผู้ประกอบการและ SME เป็นจำนวนมาก ชักหน้าไม่ถึงหลัง และการกู้ยืมในระบบทำได้ยาก ตนในฐานะนักการเงินไม่อยากให้เกิดที่สุด คือ การกู้หนี้นอกระบบ การช่วยเหลือและออกนโยบายต่าง ๆ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งนี้ เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่าดอกเบี้ยโหดมาก และยากที่จะคืนเงินต้นได้ การติดแบล็กลิสต์ก็เช่นกัน ต่อให้ใช้หนี้ครบแล้วยังขึ้นจากเหวนี้ไม่ง่าย ตนจึงเสนอนโยบายปลดแบล็กลิสต์ แล้วใช้ระบบ Credit Scoring แทน ใครเครดิตดีก็กู้ได้มาก เครดิตไม่ดีก็กู้ได้น้อย นี่ก็เป็นวินัยทางการกู้รูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้คนเป็นหนี้ขึ้นมาจากเหวได้ 

'พิธา' เปิดตัว 'หมิว สิริลภัส' ว่าที่ผู้สมัครส.ส. บางกะปิ พร้อมตั้งเป้า!! เลือกตั้งหนนี้ กรุงเทพฯ เป็นสีส้มทุกพื้นที่

(7 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ตลาดเคหะคลองจั่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยได้พูดคุยทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายในตอนเช้า บริเวณสนามกีฬาคลองจั่น รวมถึงประชาชนและผู้ค้าขายในตลาดเช้าเคหะคลองจั่น พร้อมทั้งแจกแผ่นพับแนะนำนโยบายและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางกะปิ คือ นางสาวสิริลภัส กองตระการ หรือ 'หมิว' รวมถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ หรือ 'หมอออย' ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง, นายธนเดช เพ็งสุข หรือ 'ภูมิ' ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตลาดพร้าว-วังทองหลาง, นางสาว สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ หรือ 'กิ๊ฟ' ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตสวนหลวง-ประเวศ และ นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ หรือ 'คุง' ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตประเวศ-สะพานสูง 

โดยนายพิธา กล่าวถึงความพร้อมของพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้ง ส.ส. พื้นที่กรุงเทพฯ ว่า การลงพื้นที่วันนี้เพื่อถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ประชาชน และแนะนำ นางสาวสิริลภัส ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นที่รู้จักของสังคมจากการเป็นอดีตนักแสดงและเป็นกระบอกเสียงของประชาชนมาตลอด 2 ปี ในช่วงโควิด วันนี้ตัดสินใจลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในนามพรรคก้าวไกล 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top