Tuesday, 7 July 2026
Hard News Team

ก้าวไกล เปิดแชตลับ สองแถวเสม็ดจ่ายส่วยคันละ 16,000 ตั้งข้อสังเกต เชื่อมโยงส่วยอธิบดีกรมอุทยานฯ ด้วยหรือไม่

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ระยอง ก้าวไกล เปิดหลักฐานแชตไลน์ชมรมรถโดยสารเกาะเสม็ด ยืนยัน ‘ส่วยเกาะเสม็ด’ รถสองแถวมีอยู่จริง ชี้ต้องจ่ายถึงคันละ 16,000 บาท เข้ากระเป๋าใคร ตั้งข้อสังเกต เชื่อมโยงส่วยอธิบดีกรมอุทยานฯ ด้วยหรือไม่ เผยเตรียมหอบหลักฐานส่งพรรคก้าวไกล ใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบต่อ 

(23 ม.ค.66) กฤช ศิลปชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง พรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงกรณีข้อสงสัยว่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเกาะเสม็ด อาจเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการรถโดยสารรับจ้างในจังหวัดระยอง แลกกับการอนุญาตให้สามารถวิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเกาะเสม็ด ว่าจากที่ตนและทีมงานได้ไปติดตามหาข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ที่มีการร้องเรียนว่ามีการเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบการรถโดยสารรับจ้างบนเกาะเสม็ดถึงคันละ 16,000 บาท เป็นจำนวนกว่า 60 คัน คิดเป็นเงินรวมกันกว่า 9 แสนบาท สามารถยืนยันได้ว่ามีการเรียกรับเงินในจำนวนดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยมีหลักฐานเป็นข้อความพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของกลุ่มชมรมรถแท็กซี่เกาะเสม็ด ซึ่งหนึ่งในสมาชิกกลุ่มได้โพสต์ข้อความ ว่าให้สมาชิกโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสินสาขาเพ ที่เปิดร่วมกันโดยบุคคลสองคน ภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2565 แล้วจึงแจ้งสลิปพร้อมหมายเลขรถให้ทราบหลังโอนเงินเสร็จ

กฤช กล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นจึงมีการโอนเงินพร้อมแจ้งสลิปจากผู้ประกอบการรถทุกคันเข้าไปยังบัญชีดังกล่าว เป็นจำนวนรายละ 11,000 บาท ซึ่งจะนำไปรวมกับเงินกองทุนที่สมาชิกจ่ายสมทบกันไว้ มาสมทบออกให้อีกคันละ 5,000 บาท รวมแล้วเป็นเงินที่ต้องจ่ายคันละ 16,000 บาท ตรงตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ โดยหลังจากโอนเงินแล้ว ผู้ประกอบการรถโดยสารรับจ้างแต่ละคันก็จะได้รับสติ๊กเกอร์แผ่นหนึ่ง ระบุข้อความว่า...

‘ชมรมรถโดยสารเกาะเสม็ด อนุญาตนำเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าหมู่เกาะเสม็ด’ พร้อมหมายเลขรถ ซึ่งรถโดยสารรับจ้างบนเกาะเสม็ดจะมีสติ๊กเกอร์ดังกล่าวแปะอยู่ทุกคัน และยังมีการส่งข้อความเป็นภาพเงินสดจำนวนมากที่ถูกถอนออกมาจากธนาคาร เตรียมใส่ในซองเอกสารสีน้ำตาล เพื่อจะนำไปส่งมอบให้กับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้เป็นที่น่าสังเกต ว่าการส่งข้อความนี้เกิดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้เคียงกับก่อนที่จะมีการจับกุมอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมของกลางเป็นเงินสดใส่ซองเอกสารวางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงาน สังเกตได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับภาพซองใส่เงินที่ปรากฎในไลน์กลุ่มรถโดยสารเกาะเสม็ดดังกล่าวมาก จนตนอดสงสัยไม่ได้ว่ากรณีของส่วยเกาะเสม็ดมีความเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ด้วยหรือไม่

‘ลุงหนู’ ลั่น!! แนวทาง ภท. ‘ไม่พูด-ด้อยค่า’ นโยบายพรรคอื่น ชี้!! ถ้านโยบายของใครเป็นประโยชน์ พร้อมสนับสนุน

‘อนุทิน’ โว!! กระแส ‘ลุงหนู’ ไม่แพ้ ‘ลุงตู่-ลุงป้อม’ มั่นใจ ปักธง กทม. ลั่น!! ภท.พร้อมเสนอตัวแก้ปัญหาคนกรุง ยัน!! นโยบายค่ารถไฟฟ้าไม่เกิน 40 บาท ศึกษามาดีแล้ว แทงกั๊ก!! จับขั้วการเมือง ชี้!! ให้รอผลเลือกตั้งก่อน 

(23 ม.ค.66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ในการลงพื้นที่ดังกล่าว เราได้ปราศรัยนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจัดทำ เวลาพูดอะไรไป ประชาชนก็ชอบใจ เพราะสิ่งที่พูดไปนั้นถูกใจเขา และจะลงไปพื้นที่อื่นด้วย เพราะเราตั้งใจจะส่งผู้สมัคร ส.ส.กทม.ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ถ้าถามว่าคาดหวังเขตไหน ก็ต้องบอกว่าคาดหวังทุกเขต แต่ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งนโยบายพรรค ความแข็งแรง ความขยัน และความเป็นที่นิยมของผู้สมัคร ในแต่ละเขต เราจะทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถปักธงได้ใน กทม. หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า มั่นใจ ต้องมั่นใจเพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองสำคัญ ซึ่งเราทำประโยชน์ให้กับจังหวัดอื่น ๆ ไปแล้ว เหลือแต่กรุงเทพฯ ที่พรรคภูมิใจไทย ยังไม่มี ส.ส. จึงอยากเสนอตัวเข้ามา เพราะถ้าเรามี ส.ส.ของเราเอง ก็คิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาหลายอย่างได้ ในรูปแบบการร่วมมือทำงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่ไปแข่งหรือแย่งกันทำงาน เพราะกทม.มีผู้ว่าราชการกรุงเทพ อยู่แล้ว เราก็แค่มาเสริม แบ่งเบาภาระ ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีนโยบายอะไรที่โดนใจคนกรุงเทพฯ เพราะพรรคอื่นก็ต้องการปักธง ส.ส.ใน กทม. เช่นเดียวกัน นายอนุทิน กล่าวว่า จะใช้ผลงานในช่วงที่เราเป็นรัฐบาล และได้ทำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ครั้งที่แล้วออกมาเป็นรูปธรรมได้แทบทุกนโยบาย และเราไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร ไม่ชอบและไม่เชื่อว่าความขัดแย้งจะทำให้ประเทศก้าวหน้าได้ แต่เชื่อว่าการทำงานและทำนโยบายให้ครบถ้วนจะทำให้บ้านเมืองได้ประโยชน์สูงสุด และแนวทางของพรรคภูมิใจไทย เวลาหาเสียง เราจะไม่พูดถึงพรรคอื่น ไม่ได้ด้อยค่านโยบายของใคร และถ้านโยบายของพรรคอื่นเป็นประโยชน์ ก็ควรสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าทุกคนปรารถนาดีที่จะทำงานให้กับบ้านเมือง และอุปสรรคใหญ่คือความขัดแย้ง การด้อยค่าและการพูดจาเสียดสีกันเป็นสิ่งที่คนที่อาสามาเป็นตัวแทนประชาชนไม่ควรทำ และถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน จะหาความร่วมมือกันได้อย่างไร 

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจหรือไม่ว่านโยบายเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอแล้ว จะซื้อใจคนกรุงเทพฯ ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มั่นใจ เพราะ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เวลาที่พูดว่าค่าโดยสารจะไม่เกิน 40 บาท เราได้มีการศึกษาเรื่องการคุ้มค่าของการลงทุน และประโยชน์ของประชาชน อีกทั้งมีต้นแบบ มีข้อมูล ไม่ใช่มาพูดเพื่อให้ประชาชนรู้สึกดีแล้วมาเลือก คนที่บริหารบ้านเมืองมา 4 ปี ไปพูดชุ่ย ๆ ไม่ได้ แต่พูดโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวประกอบ อาทิ มีการศึกษาราคาไม่เกิน 42-43 บาท เราก็หาวิธีการทำให้ราคาไม่เกิน 40 บาท เพื่อให้วิน-วินสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ ประชาชนจะขึ้นโดยสารกี่รอบก็ได้ และผู้ประกอบการไม่ขาดทุน เพราะการทำระบบขนส่งสาธารณะให้ประชาชน จะคิดแต่ได้กำไรมากไม่ได้ ถ้าขาดทุนเล็กน้อยหรืออยู่ตัว แต่เป็นประโยชน์กับประชาชน ก็ต้องทำให้ เพื่อให้ประชาชนลดต้นทุนการดำรงชีวิต มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกแบบหนึ่ง

‘เพื่อไทย’ เตรียมจัดหนัก ‘บิ๊กตู่’ ในศึกอภิปราย แซะ!! ช่วยตอบให้ตรงคำถาม อย่าก้มอ่านแต่โพย

(23 ม.ค. 66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การอภิปรายตามมาตรา 152 ที่จะเกิดขึ้น ในส่วนประเด็นของพรรคเพื่อไทยที่จะอภิปราย สรุปแล้วว่าพรรคจะเน้นในเรื่องใดบ้าง รวมทั้งขุนพลที่จะมาอภิปราย อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตอบให้ตรงคำถาม อย่าอ่านแต่โพยที่ข้าราชการชงมาให้ ทั้งนี้การอภิปรายจะสะท้อนความล้มเหลวของพล.อ.ประยุทธ์ว่าตลอด 8 ปีไม่สามารถทำตาม นโยบายที่แถลงไว้กับสภา และจงใจที่จะไม่ดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ รัฐบาลผลาญงบประมาณมหาศาล แต่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน เงินงบประมาณไปตกอยู่กับคนกลุ่มไหนแล้วใครได้ประโยชน์บ้าง 

นอกจากนี้จะชี้ให้เห็นถึงการทุจริตที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายชี้ให้เห็นถึงการทุจริตในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ให้ประชาชนทราบแล้ว แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาคนผิด ในทางกลับกันพล.อ.ประยุทธ์ปล่อยให้ขบวนการทุจริตขยายใหญ่โตกระทบกับโครงการที่จะไปดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน  


 

สำนักงาน ป.ป.ส. แถลงผลงาน หน่วย AITF จับกุมต่างชาติซุกยาเสพติดร่วม 79,200 เม็ด

(23 ม.ค.66) ณ ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส) พร้อมด้วย นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส., นางสาวกัญญนันทน์ คงภัสนิธิโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ปส., พล.ต.ณรงฤทธิ์ สุบิน ที่ปรึกษา ผบ.ศรภ, พ.อ.บุรี บุญวรรณ รอง ผอ.สำนักปฏิบัติการข่าว ศรภ., นายจิรวัฒน์ น้อยกลาง หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 1 ส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร และ น.อ.ชนันนันธ์ รอดกุล ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมแถลงข่าว หน่วยเฉพาะกิจสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานสากล (Airport Interdictoin Task Force : AITF) ประกอบด้วย กรมศุลกากร, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงาน ป.ป.ส. จับกุมชายชาวเอเชียใต้ พร้อมยึดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 และประเภท 4 รวมของกลางจำนวน 79,200 เม็ด 

โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม เจ้าหน้าที่หน่วย AITF พบการเดินทางของชายชาวเอเชียใต้ต้องสงสัยเดินทางจากเมืองการาจี เอเชียใต้ เข้าไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทราบชื่อว่า นาย ANSARI ANWAR อายุ 57 ปี จึงแสดงตัวขอทำการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ จำนวน 3 ใบ ผลการตรวจค้น พบวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 และประเภท 4 รวม 5 รายการ ของกลางทั้งสิ้น 79,200 เม็ด 

‘อนุทิน’ ลั่น!! ต้องจัดการ ตร. นำรถ นทท.จีน ยัน!! ไม่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย 

(23 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีคลิปเผยแพร่ตำรวจอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวจีนในสนามบิน ว่า เขาอาจใช้วิธีซิกแซ็ก ตามกฎหมายไม่มีเรื่องดังกล่าว การใช้ทรัพย์สินหรือบุคลากรของทางราชการ มาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ทําไม่ได้อยู่แล้ว เป็นเรื่องที่หน่วยงานต้นสังกัดของผู้ที่ไปอำนวยความสะดวกต้องไปแก้ปัญหา ดูว่าเขาทำผิดระเบียบหรือไม่ เรื่องนี้มีบทกำหนดการลงโทษอยู่ ยืนยันว่าในเรื่องของการท่องเที่ยว หากใครโฆษณาว่าใช้รถตำรวจนำได้ ก็มีแต่ถ้าทำผิดมาก ๆ ก็นำไปโรงพัก นําไปศาล เพื่อดำเนินคดี เรามีระบบที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการไปประชาสัมพันธ์ว่าสามารถทําได้ นายอนุทิน กล่าวว่า การตั้งใจกระทำผิดเพื่อประโยชน์การสร้างรายได้ ก็เป็นความเสี่ยงของเขา ถ้าคนไปเชื่อและใช้บริการเขา แล้ววันหนึ่งเกิดทําไม่ได้ เขาก็ต้องเดือดร้อน อาจต้องถูกดำเนินคดี สุดท้ายธุรกิจก็ไม่ยั่งยืน คนที่โฆษณาเช่นนี้ก็จะผิดต่อลูกค้าของเขา แต่คนที่ไปให้บริการแบบนี้ ถือว่าผิดกฎหมายบ้านเมืองและผิดระเบียบในทุก ๆ เรื่องอยู่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ ไม่ต้องกังวล ไม่ได้เป็นส่วนที่ทําให้ประเทศไทยจะสูญเสียนักท่องเที่ยว เพราะเราไม่ได้โฆษณาว่ามาเมืองไทยแล้วจะมีรถนํา

APCO ยืนหนึ่งงานวิจัย ยกระดับนวัตกรรมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดันผลประกอบการปี 66 พุ่ง ตั้งเป้าโต 30-50%

APCO กางแผนธุรกิจปี 66 พัฒนางานวิจัยต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ภูมิคุ้มกันบำบัด ชูนวัตกรรมวัฒนชีวาย้อนวัย/ชะลอวัย สร้างสังคมชีวี 100 ปีมีสุข ปักธงสมาชิก 20,000 คนใน ปีนี้ ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และโครงการ Bye Bye HIV ขยายฐานดูแลผู้ป่วยในวงกว้าง ผลักดันยอดขายเพิ่ม ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง-พันธมิตรจีนเสริมทัพ ตั้งเป้ารายได้โต 30-50% รักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 80%

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงาม ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการวิจัย พัฒนา ผลิตและจำหน่ายครบวงจร เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

โดยแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นขยายตลาดนวัตกรรมวัฒนชีวาย้อนวัย ชะลอวัย เพื่อสร้างสังคมชีวี 100 ปีมีสุข โดยทำการตลาดเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกอย่างต่อเนื่อง จากการบอกต่อจากสมาชิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วได้ผล ซึ่งสมาชิกที่แนะนำเพื่อนเข้าร่วมในสังคมวัฒนชีวา 3 ราย ตามเงื่อนไขของบริษัทจะสามารถใช้นวัตกรรมฟรีไปได้ตลอดทุกเดือน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ามีสมาชิกครบ 20,000 คน ภายในเดือนกันยายนนี้ ผลักดันยอดขายประมาณ 200 ล้านบาท 

ขณะที่ นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และ HIV ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบความสำเร็จในการช่วยผู้ประสบปัญหาได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะโครงการ Bye Bye HIV ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการกับปัญหา HIV ส่งเสริมให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตเป็นปกติ ไม่ต้องพึ่งพายาต้านไวรัสที่มีผลข้างเคียงต่อไป โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เฉพาะนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดเพิ่มขึ้น 20% 

สำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 20% โดยบริษัทวางแผนการส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มเติมภายในปี 2566 นี้

ด้านพันธมิตรในประเทศจีนที่นำนวัตกรรมวัฒนชีวาและนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดเข้าไปจำหน่าย คาดว่า ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปลดล็อคโควิด-19 ประมาณเดือนมีนาคมนี้ เชื่อว่าจะเพิ่มรายได้ให้กับ APCO อย่างมีนัยสำคัญ

'เพื่อไทย' ชี้!! 'บิ๊กตู่' มากับรถถังแต่อาจพังเพราะคนกันเอง แถมอาจโดนเปิดศึกอภิปรายจาก พปชร. ในอนาคต

‘อนุสรณ์’ แซะ!! มากับรถถังแต่จะพังเพราะพวกเดียวกันเอง เย้ย 'ประยุทธ์' โดน 'ประวิตร' ปาดหน้าลงพื้นที่ตลอด แซะก่อนไปอยู่พรรคใหม่ ทำนโยบายพรรคเก่าให้ได้ก่อน ชี้มีสิทธิโดน พปชร.ซักฟอก

(23 ม.ค.66) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สวมบทจอมปาด ‘ปาดหน้า’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไล่บี้ลงพื้นที่กันสับสนวุ่นวายว่า ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่เป็นตำรวจจราจร จะได้สั่งจับปรับทั้ง 2 คน ขยันปาดหน้ากันลงพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนสับสนให้ประชาชน การที่มีคนตะโกนด่า พล.อ.ประยุทธ์ขณะเข้าพื้นที่ คือภาพสะท้อนว่าประชาชนเบื่อหน่ายและไม่ได้ประโยชน์จากการลงพื้นที่หาเสียงชิงเหลี่ยมปาดหน้ากันไปมา ก่อนพล.อ.ประยุทธ์ จะไปพูดนโยบายกับพรรคใหม่ ช่วยเคลียร์นโยบายพรรคเก่าที่ทำไม่ได้ตอนอยู่กับพรรคพลังประชารัฐก่อน 

‘บิ๊กป้อม’ บอกไปเยาวราชคนเดียว-ไม่มีอะไร เผย ขอพรให้สุขภาพแข็งแรง 

(23 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยก่อนการประชุมพล.อ. ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่เยาวราชเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ไปคนเดียว ไปไหว้พระ ไม่มีอะไรหรอก 

‘ทิพานัน’ เผยรถไฟฟ้าสายสีชมพู คืบหน้าเกือบ 100% ชู ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผลงานเด่น ‘รัฐบาลประยุทธ์’

‘ทิพานัน’ เผยข่าวดีชาวกทม. โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ‘แคราย-มีนบุรี’ คืบหน้าเกือบ 100% แล้ว  เตรียมเปิดใช้งานปีนี้ ชูการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นผลงานโดดเด่น ของ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ พาประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงของการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสร้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 เห็นชอบให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินงานรถไฟฟ้าสายสีชมพูในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธา ค่างานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งบริหารเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการ วงเงินลงทุน 53,490.00ล้านบาท 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี ถือเป็นรถไฟฟ้าสายสำคัญ โดยเป็นโครงการหนึ่งในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (Mass Rapid Transit Master Plan in Bangkok Metropolitan Region: M-MAP) เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ด้านเหนือของกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร เป็นระบบขนส่งมวลชนสายรองประเภทรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) มีลักษณะเป็นโครงสร้างยกระดับตลอดแนวเส้นทาง มีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเขตมีนบุรีและจังหวัดนนทบุรี มีทั้งหมด 30 สถานี ประกอบด้วย

1. สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 
2. สถานีแคราย 
3. สถานีสนามบินน้ำ 
4. สถานีสามัคคี 
5. สถานีกรมชลประทาน 
6. สถานีแยกปากเกร็ด
7. สถานีเลี่ยงเมืองปากเกร็ด 
8. สถานีแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 28 
9. สถานีเมืองทองธานี 
10. สถานีศรีรัช 
11. สถานีแจ้งวัฒนะ 14 
12. สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 
13. สถานีทีโอที 
14. สถานีหลักสี่ 
15. สถานีราชภัฏพระนคร 
16. สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ 
17. สถานีรามอินทรา 3 
18. สถานีลาดปลาเค้า 
19. สถานีรามอินทรา กม.4 
20. สถานีมัยลาภ 
21. สถานีวัชรพล 
22. สถานีรามอินทรา กม.6 
23. สถานีคู้บอน 
24. สถานีรามอินทรา 83 
25. สถานีปัญญาอินทรา 
26. สถานีนพรัตน์ 
27. สถานีบางชัน 
28. สถานีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ 
29. สถานีตลาดมีนบุรี 
และ 30. สถานีมีนบุรี

‘อนุทิน’ รุดประสานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที หลังพบ อุบัติเหตุรถชนระหว่างทางกลับบ้าน

ไม่ปล่อยผ่าน! ‘อนุทิน’ พบอุบัติเหตุรถชนระหว่างทางกลับบ้าน ก่อนลงไปช่วยให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ รุดประสานส่งผู้บาดเจ็บถึงโรงพยาบาล

เมื่อวานนี้ (22 ม.ค. 66) เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เสร็จสิ้นภารกิจการลงพื้นที่พบปะประชาชน บริเวณชุมชนโรงปูน ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ระหว่างเดินทางกลับที่พัก ได้พบผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน บริเวณปากซอยสาธุประดิษฐ์ 19 ถ.สาธุประดิษฐ์ พบผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บางคนนอนอยู่ที่ถนน ร้องด้วยความเจ็บปวด ไม่สามารถขยับตัวได้ นายอนุทิน ได้ลงจากรถมาดูแลเหตุการณ์ และให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเร่งประสานให้เจ้าหน้าที่มารับผู้ประสบอุบัติเหตุไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ล่าสุดผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลือที่โรงพยาบาลแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top