Thursday, 9 July 2026
Hard News Team

'จนท.' ช่วยเด็กหญิงวัย 1 ขวบ ตกท่อลึก 15 เมตร สำเร็จแล้ว หลังใช้เวลากว่า 19 ชม. เร่งนำตัวส่ง รพ.ทันที

(7 ก.พ. 66) เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ เด็กหญิงวัย 1 ขวบ 7 เดือน ชาวเมียนมา เดินพลัดตกลงไปในหลุมบ่อบาดาล ลึก 15 เมตรได้สำเร็จแล้ว เร่งนำตัวเด็กหญิงออกมาจากหลุมส่ง รพ.

จากกรณี เกิดเหตุการณ์สุดระทึกเมื่อเด็กหญิงวัย 1 ขวบ 7 เดือน ชาวเมียนมา เดินพลัดตกลงไปในหลุมบ่อบาดาลและติดค้างในหลุมกว้าง 1 ฟุต ลึก 15 เมตร บริเวณในไร่สวนเกษตร หลักกิโลเมตรที่ 48 ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 66 โดยหน่วยกู้ภัยพยายามช่วยชีวิตเด็กออกมากันอย่างเร่งด่วนตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ยังมีการใช้รถแบคโฮขุดหลุมให้กว้างลึกไปกว่า 10 เมตร

‘ศุภชัย’ ยัน!! ภท. ร่วมเป็นองค์ประชุมซักฟอก 152 ขู่!! หากอภิปรายแบบ 151 จะเสนอนับองค์ประชุม

(7 ก.พ.66) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า พรรค ภท.ยืนยันว่าจะเข้าเป็นองค์ประชุมในการประชุมวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ แต่ทั้งนี้การอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 รัฐธรรมนูญให้เจตนารมณ์คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาให้รัฐมนตรี ซึ่งประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หากการอภิปรายเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เราก็จะร่วมประชุมด้วย แต่หากพบว่าการอภิปรายไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 มีการอภิปรายเหมือนมาตรา 151 หรือนำเรื่องเดิมมาอภิปรายซ้ำ พรรค ภท. จะแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย และคงจะต้องมีการประท้วง รวมถึงขอให้นับองค์ประชุม โดยเราจะไม่ร่วมเป็นองค์ประชุม 

“วันนี้จะครบวาระสภา 4 ปีแล้ว ปรากฏว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มไปแล้วประมาณ 30 ครั้ง และการประชุมร่วมรัฐสภาล่มไปแล้ว 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พรรค ภท.ร่วมเป็นองค์ประชุมและสมาชิกอยู่ครบตลอดมา เราไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้องค์ประชุมล่ม” นายศุภชัย กล่าว

แผ่นดินไหว 'ตุรเคีย-ซีเรีย' ตายพุ่ง 3,600 ราย บาดเจ็บอีกมากกว่า 15,600 คน

(7 ก.พ. 66) เจ้าหน้าที่กู้ภัยในตุรเคีย (ตุรกี) และซีเรีย ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารที่พังถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 ช่วงเช้ามืดวานนี้ (6 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3,600 ราย บาดเจ็บอีกมากกว่า 15,600 คน

แผ่นดินไหวครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.17 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 08.17 น. เช้าวานนี้ (6 ก.พ.) ตามเวลาในประเทศไทย ศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกของเมืองกาเซียนเตป ทางใต้ของตุรเคีย ไม่ไกลจากพรมแดนทางเหนือของซีเรีย ระดับความลึกจากพื้นดิน 17 กิโลเมตร วัดความรุนแรงได้ 7.8 จากนั้นเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายสิบครั้ง ก่อนที่ในช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.5 ตามมา ในจังหวัดคาห์รามานนาราสของตุรเคีย

แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้อาคารหลายพันหลังในหลายเมืองใหญ่ทั่วภาคใต้ของตุรเคียพังราบ รวมถึงอาคารจำนวนมากในซีเรียที่อยู่ติดกัน แรงสั่นสะเทือนสามารถรู้สึกได้ไกลถึงไซปรัส, เลบานอน, อิสราเอล และอียิปต์ ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร รวมถึงเกาะกรีนแลนด์ ทางเหนือของเดนมาร์ก ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

ประธานาธิบดีเรเซฟ เทย์ยิบ แอร์โดอัน ผู้นำตุรเคีย บอกว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงที่สุดที่ตุรเคียเคยเผชิญในรอบเกือบ 100 ปี จนถึงตอนนี้ยืนยันผู้เสียชีวิตในตุรเคียอย่างน้อย 2,316 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 13,300 คน อาคารบ้านเรือนกว่า 6,000 หลัง ในพื้นที่ 10 จังหวัด พังถล่มเสียหายยับเยิน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยเฉพาะในจังหวัดกาเซียนเตป และดียาร์บาคีร์ ที่เสียหายหนัก ท่ามกลางอุปสรรคจากสภาพอากาศที่หนาวจัด ทำให้มีน้ำแข็งและหิมะปกคลุมตามท้องถนน

ส่วนที่ซีเรีย หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของรัฐบาลบอกว่าเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สร้างความเสียหายมากที่สุดของซีเรีย มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,250 ราย ทั้งในพื้นที่ที่รัฐบาลและกลุ่มกบฏครองอิทธิพลอยู่ โดยเฉพาะเมืองอะเลปโป ลาตาเกีย และฮามา และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,400 คน

บริษัททัวร์ภูเก็ต 'ทำร้าย-โกง' นักท่องเที่ยวจีน แถมเอามีดฟันแขน คลิปหลุดว่อนโซเชียลจีน

เมื่อวานนี้ (6 ก.พ.66) เพจ 'ลุยจีน' ได้โพสต์เรื่องราวของหญิงชาวจีนท่านหนึ่ง ซึ่งโพสต์คลิปเล่าประสบการณ์ การโดนบริษัททัวร์ในไทยโกงช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีการบันทึกภาพชัดเจนมากๆ ว่า...

มีหญิงคนไทยเสื้อสีน้ำเงินที่น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บริษัททัวร์ด่าทอว่า "มึงจะถ่ายวีดีโอหาพ่อมึงเหรอ?" แล้วเข้ามาถีบหญิงคนที่ถ่ายคลิปแทบจะล้ม จากนั้นก็ควักมีดพับด้ามยาวออกมาฟันที่แขน นทท.จีนคนถ่ายคลิป เห็นแผลสดๆ ที่เลือดไหล...เรื่องราวเป็นมายังไง จากที่แอดไปติดตามในแอคเคาท์หญิงจีนคนดังกล่าวมาจะขอมาสรุปให้ฟังครับ

1. หญิงจีนกับครอบครัวจองทริปมาเที่ยวไทยที่ภูเก็ตวันที่ 30 ม.ค. 2023 เธอบอกอยากมาดูเต่าทะเล จึงไปติดต่อบริษัทแห่งนึงแถวโรงแรมตัวย่อ บ ให้ช่วยจัดหารถมารับไปขึ้นเรือเพื่อไปเกาะสิมิลัน ค่าเหมาทัวร์ทั้งวัน 9000 บาท เธอจ่ายค่ามัดจำไป 5,000 บาท มีภาพใบเสร็จบริษัทที่ออกโดยเจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานพร้อม

​2. ช่วงกลางคืนนั้น 2 ทุ่มเธอมีส่งภาพนามบัตรโรงแรมที่เธอเข้าพักเพื่อคอนเฟิร์มกับทาง บ.ทัวร์ทางแชท และคอนเฟิร์มว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีรถมารับแน่ๆ ใช่มั้ย? แต่เหมือนทางนั้นอ่านไม่ตอบ

​3. ถึงเวลานัดเช้าวันรุ่งขึ้น เธอบอกว่าตื่นไปรอรถที่หน้าโรงแรมตั้งแต่ 05.50 แต่ก็ไม่มีรถมารับ เธอพยายามโทรติดต่อทางบริษัททัวร์ตั้งแต่ 6 โมงถึง 7 โมงเช้าหลายสิบสายแต่ไม่มีคนรับสาย

​4. เธอเข้าใจว่าโดนบริษัททัวร์โกงเข้าแล้ว จึงโทรแจ้งตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตร.ท่องเที่ยวบอกเค้าไม่รับจัดการเคสแบบนี้ (?) แล้วโยนไปบอกว่ายูต้องโทรหาตำรวจ 191 เธอก็โทรหา 191 ตอนแรก ตร.ท้องที่บอกปัดอีกว่า เธอควรไปเคลียร์กับทางบริษัทเอง อารมณ์ไม่อยากช่วย เธอเลยโทรหาสถานทูต เจ้าหน้าที่สถานทูตก็บอกปัดว่าเรื่องนี้สถานทูตไม่ยุ่ง เธอต้องโทรหาตำรวจ 191 โยนกันไปกันมา เธอเริ่มหมดหวังลองโทรหาศูนย์ช่วยเหลือ นทท.ที่ภูเก็ต ศูนย์ฯ บอกเรื่องนี้ไม่อยู่ในความดูแล (ศูนย์ช่วยเหลือ???) ยูต้องโทรหาตำรวจเอง จนสุดท้ายเธอต้องโทรไปตื๊อให้ตำรวจมา

5. สักพักมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามเธอไปที่บริษัททัวร์ ทางบริษัททัวร์แจ้งว่ารถไปผิดโรงแรม (???) ทางหญิงจีนเรียกร้องให้บริษัททัวร์คืนเงินให้เธอเต็มจำนวน บริษัททัวร์ไม่ยอม สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ ตำรวจพาทั้งสองฝ่ายไปเจรจาต่อที่โรงพัก

'อนุทิน ชาญวีรกูล' รมต.สาธารณะสุข 'หมอหนู' ผู้ฝ่าทุกดราม่า โควิด!

พูดถึง '8 ปีรัฐบาลลุงตู่' ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ 'เหล่ารัฐมนตรี' ซึ่งหลาย ๆ คนสร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ พูดให้เข้ายุคเข้าสมัย ต้องเรียกว่า มีหลายคนที่เป็น 'รมต.ตัวตึง' ตึงทั้งผลงาน ตึงทั้งชื่อเสียง แถมยังตึงทั้งเรื่องข่าวคราว 

ว่าแล้วจึงหยิบเอาเรื่องราว 'เหล่า รมต.ตัวตึง' 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลลุงตู่ มีรัฐมนตรีคนไหนผลงานตึง ๆ ปัง ๆ กันบ้าง เริ่มต้นที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือ 'หมอหนู' ขวัญใจมหาชน นี่เอง 

ย้อนเวลากลับไปราวสามปีก่อน 13 มกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในไทย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงจีน อายุ 61 ปี และนับจากนั้น ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่ง 'มหากาพย์โควิด-19' 

แน่นอนว่า ด่านหน้าที่ต้องเสี่ยง ทำงานหนักในการรับมือและยับยั้งสถานการณ์ระบาด คือ เหล่าบรรดาบุคลากรใน 'กระทรวงหมอ' ภายใต้การนำของ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องมีวิธีสื่อสาร ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามในสถานการณ์ระบาด โควิด-19 ด้วยวาจา ท่าที และแนวทางที่ "ถึงลูกถึงคน" แต่ทั้งหมดนำพาซึ่ง 'ผลงาน' ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ แม้ว่าจะต้องฝ่าด่านอภิมหากระแสดรามา หลายช่วงหลายตอนทีเดียว

#ดราม่า1 จวกนักท่องเที่ยว ปัดรับหน้ากากอนามัย! 
ในช่วงเริ่มต้นของวิกฤติการระบาด ด้วยระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ทำให้เชื้อเดินทางไปได้ไกล ทั้งยังไม่มียา และวัคซีน ดังนั้นมาตรการวัคซีนทางสังคม รักษาระยะห่าง  ล้างมือบ่อย ๆ และการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อคือวิธีที่พอทำได้  

นี่เอง จึงเป็นที่มาของภาพของ 'หมอหนู' ออกเดินรณรงค์แจกหน้ากากอนามัยบนสถานีรถไฟฟ้าถูกเผยแพร่ตามหน้าสื่อ 

แต่กลับกลายเป็นประเด็นดรามา หลังคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าตัว ที่ออกปากตำหนิคนที่ไม่ไส่ - ไม่รับหน้ากากอนามัย ว่าเป็นคนทำร้ายบ้านเมือง รวมถึงต่อว่าถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่ปัดมือ ไม่ยอมรับหน้ากากอนามัย ว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สมควรไล่ออกนอกประเทศไป

ไม่ทันข้ามวัน ก็เกิดกระแสดรามา วิจารณ์ถึงท่าทีกราดเกรี้ยวของรัฐมนตรีสาธารณสุข นักวิชาการบางคนโพสต์ข้อความติติงว่า จะไปตำหนิคนไม่ใส่หน้ากากอนามัยเป็นคนทำร้ายบ้านเมืองไม่ได้ และคนที่ไม่ป่วย ก็ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย

แม้ดรามานี้ จะจบลงที่ รมต.อนุทิน โพสต์ความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ขออภัยที่มีอาการ 'หลุด' ใส่ชาวต่างชาติแถบยุโรปบางคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ และแสดงอาการรังเกียจคนไทยที่สวมหน้ากากอนามัย แต่ก็ยังตอกย้ำแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขไทย กำลังเดินหน้าทำต่อเนื่อง 

"เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าหลายๆ ประเทศ เพราะเราตื่นตัวก่อน และทำงานจริงจังตั้งแต่เริ่มต้น" เป็นประโยคยืนยันจากเจ้ากระทรวง 

ไม่นานจากนั้น ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ชาติตะวันตก ก็ต้องประกาศใช้มาตรการ 'วัคซีนทางสังคม' โดยเฉพาะมาตรการบังคับ 'สวมหน้ากากอนามัย' เพื่อป้องกันการระบาด ในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่นั่นเอง

#ดรามา2 โต้ข้อกล่าวหา วัคซีนล่าช้า - แทงม้าตัวเดียว 
วิกฤติการระบาดของโควิด-19 ที่ขยายวงเร็ว และรุนแรง ทำให้กระบวนการพัฒนาวัคซีน ที่ตามลูปปกติต้องใช้เวลาวิจัย พัฒนา และทดลองใช้ อย่างน้อย 4-6 ปี แต่สถานการณ์ระบาดโควิด- 19 ทำให้กระบวนการต้องถูกเร่งรัด ข้ามบางขั้นตอน หรือนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เพื่อให้ทันกรอบเวลาไม่เกินปีครึ่ง แน่นอนว่าผลลัพธ์ของการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีน ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะตามมาด้วย 

27 พ.ย. 2563 รัฐบาลไทยลงนามสัญญาจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยจองล่วงหน้าระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับแอสตราเซเนกา โดยมี บริษัท สยามไบโอไซแอนซ์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน ตั้งเป้าให้คนไทยมีวัคซีนใช้ ในต้นปี 2564 

แต่ด้วยสถานการณ์ความต้องการวัคซีนที่พุ่งสูง การบริหารจัดการวัคซีนโควิด- 19 ทั่วโลกไม่นิ่ง ทำให้แผนการจัดหาวัคซีนของไทย ต้องปรับเปลี่ยน และยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์  

ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ล็อกเป้าถล่มนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าประเมินสถานการณ์และตัดสินใจผิดพลาด ทำให้การนำเข้าวัคซีนล่าช้า และการเลือกผูกสัญญากับแอสตราเซเนกา แทนการเลือกบริหารความเสี่ยง โดยจัดหาวัคซีนผ่านช่องทางอื่น ๆ นั้น มีนัย ไม่ต่างจากการ 'เลือกแทงม้าตัวเดียว' 

"วันนี้ต้องขออนุญาตใส่แมสก์ 2 ชั้น เพราะอีกสักพักจะมีหนูตายคลุ้งสภา" วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล โหมโรงก่อนเข้าสู่เนื้อหาอภิปรายเผ็ดร้อน

และเมื่อถึงคราวที่ 'หมอหนู' ลุกขึ้นแจงปมต่าง ๆ ในช่วงท้าย ยังวกกลับมา ระบุว่า "กลิ่นหนูตายเน่าพอ ๆ กับกลิ่นปากเหม็นไม่ต่างกัน แต่ผมเชื่อว่าผมยังทำประโยชน์ให้บ้านเมืองและประเทศได้มากกว่า เอาไว้ท่านมีโอกาสเข้ามาก่อน ค่อยมาพิสูจน์กัน"

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้น จบลงที่ 10 รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอก รอดทุกคน! แต่ผลลัพธ์ และน้ำหนักของคำตอบจาก 'รมต.อนุทิน' ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้น ถูกประทับตราด้วยคะแนนไว้วางใจสูงที่สุดคือ 275 ไม่ไว้วางใจ 201 และงดออกเสียง 6

#คลี่คลายดรามา จัดหาวัคซีนตามเป้า 
หลังผ่านวิกฤติ ความสูญเสีย และภาวะความยากลำบากจากการระบาดของโควิด- 19 ที่กินเวลายาวนานกว่า 2 ปี  สถานการณ์เริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยสำคัญคือ การได้รับ 'วัคซีน' ครบโดสจนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ 

มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี คืบหน้าแล้ว 88% คาดเปิดให้บริการปี 68 ช่วยเชื่อมเมืองสู่ตะวันตก

(6 ก.พ. 66) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ว่า ปัจจุบันโครงการ มีความคืบหน้าด้านงานโยธาก่อสร้างแล้วเสร็จ 13 สัญญา จาก 25 สัญญา ภาพรวมคืบหน้าไปมากกว่า 88 %

ส่วนงานระบบหรือ O&M มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องโดยเข้าพื้นที่ทั้งหมด 8 ด่านเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย ด่านบางใหญ่, ด้านศีรษะทอง, ด่านนครชัยศรี, ด้านนครปฐม ฝั่งตะวันออก, ด่านนครปฐม ฝั่งตะวันตก, ด่านท่ามะกา, ด่านท่าม่วง ภาพรวมคืบหน้า 12%

สำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มีพื้นที่ผ่าน 3 จังหวัด คือ จ.นนทุบรี จ.นครปฐม และ จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร  วงเงินลงทุน 61,034 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางและส่งเสริมระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว

‘สรเทพ สตีฟ’ ส่งจดหมายถึง ‘เว็บไซต์ TasteAtlas’ ร่าย ‘แกงส้ม’ อาหารไทยโบราณ ขั้นตอนการทำพิถีพิถัน

(6 ก.พ. 66) เมื่อหลายวันก่อน ชาวเน็ตต่างติด #SAVEแกงส้ม กันรัวๆ หลังเว็บไซต์ TasteAtlas จัดอันดับให้เมนูแกงส้ม เป็นเมนูยอดแย่อันดับที่ 12 

ล่าสุด เพจ ‘Steve Cafe & Cuisine Dhevet Branch’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า…

สวัสดีครับ แอดมินเว็บไซต์ TasteAtlas

ผม สรเทพ สตีฟ CEO บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ซึ่งทำร้านอาหารไทยมานาน และ รักในอัตลักษณ์ รากเหง้าอาหารไทยมาก 

ฝนหลวงพระราชทาน ‘ดับไฟ-ดับฝุ่น-ดับทุกข์’ ‘คิด-ทดลอง’ ซ้ำๆ ก่อนคนไทยได้รับประโยชน์

ท่ามกลางละอองฝุ่นควันมลพิษ PM 2.5 ปกคลุมจนคล้ายกับอาเพศ 'หมอกมุงเมือง' สะสมตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2566 ไล่เรื่อยตั้งแต่ภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลางตอนบน และวิกฤติสุดหยุด ณ กรุงเทพมหานคร โดยรอยต่อปลายเดือนมกราคมขึ้นกุมภาพันธ์ พบว่าภาพรวมปริมาณ PM 2.5 ในประเทศเกินค่ามาตรฐาน จนน่าเป็นห่วงปนวิตกต่อสุขภาพทางเดินหายใจประชาชนอย่างยิ่ง

รอคอยกันไปมาจนถึงเวลา 'นักรบฝนหลวง' ต้องออกมากอบกู้สถานการณ์

นอกเหนือจาก 'ฝนหลวง' จะช่วยป้องกัน แก้ไขปัญหาภัยแล้ง ช่วยเติมน้ำให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้น ลดไฟป่า แถมยับยั้งการเกิดลูกเห็บได้ผลแล้ว 'ฝนหลวง' ยังช่วยสลายหมอกควัน ลดมลพิษทั้งทางน้ำและในอากาศอีกด้วย

ปริมาณฝนซึ่งตกทั่วกรุงเทพฯ และรอบเขตปริมณฑลช่วงนี้ (5 - 9 กุมภาพันธ์) มีที่มาจากการขึ้นทำฝนหลวงบริเวณอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้น้ำฝนตกใกล้พื้นที่เมืองหลวงมากที่สุด ด้วยไม่สามารถปฏิบัติการทำฝนหลวงในกรุงเทพฯ ได้ เพราะติดข้อจำกัดทางการบิน

ต่อมา 'กรมฝนหลวง' จะดำเนินการ 'ฝนเร่งด่วน' ต่อเนื่องติดต่อถึงห้าวัน โดยตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ขึ้นเฉพาะ เน้นพื้นที่ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก, ภาคกลาง ซึ่งพบว่ามีมวลความกดอากาศสูงแผ่ลงมา ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์เกินกว่า 40 - 50% เอื้อต่อการก่อมวลเมฆได้ผลดี บวกกับสภาพลมช่วยพัดพาเมฆฝนมาตกบนพื้นที่เป้าหมาย

ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลผลิตเหลือใช้ทางเกษตรจำนวนมากของประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับแนวกระแสลมพัดพาเข้ามายังไทยเพิ่มขึ้น คือปัจจัยหลักของปริมาณฝุ่นละอองมลพิษเพิ่มสูง มากกว่าฝุ่นมลพิษที่เกิดจากไทยเราเอง แต่ด้วยการช่วยให้ฝนตกลงมาจะช่วยซับละอองหมอกควันในอากาศจนเจือจางลง

‘สหพรรค’ รบ.วิบากกรรมของ ‘หม่อมคึกฤทธิ์’ ดั่งถูก ‘สหบาทา’ จากผลประโยชน์อันมิลงรอย

ณ ปัจจุบันนี้ เราจะเห็น ส.ส. ในพรรคต่าง ๆ ย้ายพรรคกันอย่างสนุกสนาน เพื่ออนาคตหลังการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนต่างก็หวังจะได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฟากฝั่งของรัฐบาล โดยเฉพาะได้อยู่ในพรรคอันดับหนึ่งที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคใหญ่อันดับรอง ๆ ที่มีโอกาสต่อรองสูง 

แต่หากย้อนกลับไปในอดีต มีพรรคขนาดเล็กที่มี ส.ส.เพียง 18คน ที่สามารถเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ ส.ส. ทั้งสภามีที่นั่งรวม 296 คน 

ผมนั่งเขียนเรื่องนี้แล้วก็คิดตามว่า...มันต้องมีพลังในการประสานประโยชน์เบอร์ไหนถึงทำได้ ว่าแล้วก็ลองไปติดตามกันดูครับ 

ในการเลือกตั้งเมื่อ วันที่ 26 มกราคม 2518 เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 10 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการปกครองของระบอบเผด็จการทหาร พร้อมเปลี่ยนจากการเลือกตั้งจากเขตจังหวัด มาเป็นหลายอำเภอรวมกันเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง และมีจำนวน ส.ส. ได้เขตละ 3 คน 

การเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทำให้ประชาธิปไตยมีความเบ่งบานอย่างมาก จึงทำให้มีพรรคเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเป็นประวัติการณ์ และผลจากการเลือกตั้งก็ได้พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. เข้าสภาฯ ถึง 22 พรรค โดยชัยชนะตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค โดยได้ ส.ส. ไป 72 คน ตามมาด้วยพรรคธรรมสังคม 45 คน, พรรคชาติไทย 28 คน, พรรคเกษตรสังคม 19 คน, พรรคกิจสังคม 18 คน ทั้งนี้มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่าพรรคต่ำสิบอีก 13 พรรค และมีพรรคที่ได้เพียง 1 คน อีก 5 พรรค ซึ่งหากจะตั้งรัฐบาลได้จะต้องมี ส.ส. 135 คน จาก ส.ส. ทั้งหมด 269 คน 

ในฐานะพรรคอันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ได้สิทธิ์รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองคือ คำสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงว่าพรรคจะไม่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ ‘อดีตสมาชิกพรรคสหประชาไทย’ ซึ่งเคยเป็นพรรคของ จอมพล ถนอม กิตติขจร โดยเด็ดขาดเพราะเป็นพรรคเชื้อสายทรราช (คุ้น ๆ อีกแล้ว) ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้ไม่สามารถจับมือกับพรรคธรรมสังคมซึ่งมี ส.ส. 45 คน รวมไปถึงพรรคสังคมชาตินิยมอีก 16 คน นอกจากนี้ ยังไม่สามารถตกลงจับมือกับพรรคชาติไทยซึ่งนำโดย พล.ต.อ. ประมาณ อดิเรกสาร ได้ เพราะพรรคชาติไทยเรียกร้อง 3 กระทรวงใหญ่คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ถ้ามองกันรวม ๆ แล้ว ที่การตกลงกันไม่ได้นั้น น่าจะเกิดจากความไม่ตั้งใจจริงที่จะเจรจากันมากกว่า รวมถึงความไม่สนใจที่จะไปเจรจาจับมือกับกลุ่มพรรคต่ำสิบ 

ทำให้สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปรวมกับพรรคเกษตรสังคมที่มี 19 คน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยม รวมมีคะแนนเสียงสนับสนุน 103 คน ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภาที่ต้องมี 135 คน เลยต้องพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยขึ้น แต่ก็ล้มเหลว เพราะเมื่อ เมื่อถึงวันแถลงนโยบายเพื่อขอความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาลต่อสภา ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 ปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 111 เสียง ไม่ได้รับการไว้วางใจให้จัดตั้งรัฐบาล จึงต้องสละสิทธิ์การจัดตั้งรัฐบาลไป แม้ประชาธิปัตย์จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่ก็ล้มเหลวในการรวมเสียงตั้งรัฐบาล แท้งตั้งแต่ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นช่องที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมี ส.ส.เพียง 18 คน ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ‘สหพรรค’ ขึ้น

หลังความล้มเหลวของ ‘หม่อมพี่’ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ ก็ถึงคิวของ ‘หม่อมน้อง’ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยเริ่มต้นการเจรจาไปที่พรรคการเมืองที่มีอดีตสมาชิกพรรคสหประชาไทย (ซึ่งหม่อมพี่ไม่เอา) รวมกลุ่มกันในชื่อ ‘กลุ่มรวมชาติ’ เป็นแกนนำของ ‘พรรคธรรมสังคม’ ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 มี ส.ส. 45 คน ได้เจรจากับพรรคกิจสังคม โดยหวังใช้ชื่อเสียงและบารมีของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มาช่วยเรื่องภาพลักษณ์ในอดีตของกลุ่มตน

แม้พรรคกิจสังคมจะมี ส.ส. เพียง 18 ที่นั่งในสภา แต่ด้วยกลวิธีการเจรจาต่อรอง สร้างแรงจูงใจจากความสามารถของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรค ทำให้สามารถตั้งรัฐบาลได้ !!! โดยมีพรรคหลัก ๆ อย่าง พรรคกิจสังคม พรรคไท พรรคพลังประชาชนและพรรคอื่น ๆ ที่เรียกกันอย่างสุภาพว่า ‘รัฐบาลสหพรรค’ หรือฉายาที่มีคนตั้งให้ว่า ‘รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่’ เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นจาก 12 พรรค ได้ 135 เสียง เท่ากับครึ่งหนึ่งพอดี (ก่อนจะดึงพรรคอื่นมารวมเบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่า 16 พรรค) 

ที่สุดแล้วการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2518 ผลการลงมติออกเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2518 ปรากฏว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียง ส.ส. 135 คน และ พ.อ. สมคิด ศรีสังคม ได้ 59 คน งดออกเสียง 88 คน และคณะรัฐบาลได้รับการไว้วางใจไปด้วยคะแนน 140 ต่อ 124 เสียง ไม่มาก ไม่น้อย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top