Thursday, 9 July 2026
Hard News Team

'ลุงแมว' หนุ่มวิ่งพิสูจน์รักแท้ ลงใต้หาสาวสตูล ถึงที่หมายแล้ว เตรียมจดทะเบียนวันวาเลนไทน์

(14 ก.พ. 66) นายสุเทพ ล้อมจิตร อายุ 52 ปี หนุ่มใหญ่ชาวยโสธร วิ่งพิสูจน์รักแท้หาสาวสตูล ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นที่จังหวัดนครนายก ตั้งแต่ 14 ม.ค. 2566 และวิ่งเข้าสู่บริเวณด่านคีรีวง อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 13 ก.พ. 2566 โดยมีตำรวจ สภ.ทุ่งหว้า และชาวบ้านในพื้นที่มารอรับที่ชายแดน เขตรอยต่อระหว่างจังหวัดสตูลและจังหวัดตรัง เมื่อเข้าเขตจังหวัดสตูล พี่แมวยิ้มด้วยความดีใจว่าเข้าเขตจังหวัดสตูลแล้ว และเตรียมเข้าพักบ้านเพื่อนที่ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู

และจะเริ่มต้นวิ่งในวันที่ 14 ก.พ. จากบ้านสะพานวา ตำบลป่าแก่บ่อหิน อำเภอทุ่งหว้า เพื่อจดทะเบียนสมรสกับพี่ยุ ซึ่งรออยู่ที่อำเภอในวันเดียวกัน ถือเป็นการพบกันครั้งแรก

'พี่แมว' หรือ 'ลุงแมว' เปิดใจว่า "ตลอด 1 เดือนที่วิ่งจากภาคกลางลงสู่ภาคใต้ ได้สัมผัสถึงมิตรภาพ ความมีน้ำใจของพี่น้องชาวใต้ ที่บอกว่าคนใต้ใจดำนั้นไม่จริงเลย ขอบคุณน้ำใจที่ให้ทั้งที่พัก อาหารน้ำดื่ม กราบขอบคุณน้ำใจของทุกคน ตอนนี้น้ำหนักลดไปกว่า 10 กิโลกรัม เปลี่ยนรองเท้าไปหลายคู่ ตื่นเต้นที่จะได้พบคุณยุ

สวนนงนุชพัทยา จัดงานจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 รับวันแห่งความรัก 14 กุมภาวันวาเลนไทน์

(14 ก.พ. 66) เวลา 09.09 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบหมายให้นางพัทธนันท์ ขันติสุขพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปสวนนงนุชพัทยา จัดกิจกรรมจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง โดยมีนายสุนทร มูเนาวาเราะ นายอำเภอสัตหีบ และนายวันชาติ วรรณพราหมณ์ ปลัดอำเภอสัตหีบ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และทางอำเภอสัตหีบ ได้จัดส่งหน่วยเคลื่อนที่เพื่อรับจดทะเบียนสมรส สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างในวันที่ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ โดยจัดขึ้นบริเวณสวนลอยฟ้าซึ่งเป็นสวนที่แปลกและใหม่ล่าสุดล่าหนึ่งเดียวในโลก

ในวันนี้สวนนงนุชพัทยา ได้จัดขบวนแห่ขันหมากขึ้น อย่างยิ่งใหญ่ โดยนำคู่สมรส 9 คู่แรก นั่งบนหลังช้างเพื่อร่วมขบวนแห่ขันหมาก สร้างความตื่นตา ตื่นใจให้กับคู่บ่าวสาวที่มาร่วมงาน และในกิจกรรมจดทะเบียนสมรสวันนี้ ทุกคู่ที่ร่วมกิจกรรม จะได้ขึ้นบนหลังช้างเพื่อรับทะเบียนสมรสทุกคู่ พร้อมกับรับของที่ระลึกเป็นไม้มงคล จากสวนนงนุชพัทยา ทุกคู่

'พระพยอม' ให้ข้อคิดเนื่องใน 'วันวาเลนไทน์' เตือนสติวัยรุ่น ระวังถูกหลอก แนะรักอย่างถูกวิธี

(13 ก.พ. 66) เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าสู่เทศกาล 'วันแห่งความรัก' หรือ 'วันวาเลนไทน์เดย์' (Valentine's Day) เป็นวันที่ 14 ก.พ. 66 นี้ ของทุก ๆ ปี ที่จะมีหนุ่มสาวและอีกหลายผู้คนทั่วโลก ออกมาแสดงสื่อถึงการบอกรักกัน หรือมอบสิ่งที่ดี ๆ ให้แก่กันและกัน เพื่อเเสดงออกถึงวันแห่งความรัก เป็นสากลกันทั่วโลกในวันนี้

'พระราชธรรมนิเทศ' หรือ 'พระพยอม กัลยาโณ' พระนักเทศน์ชื่อดัง เจ้าอาวาสแห่งวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ได้เทศน์ฝากเตือนสติหนุ่มสาวในวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์เดย์นี้ 

"ช่วงวาเลนไทน์ อยากจะเตือน น้อง ๆ สาว ๆ รุ่น ๆ อย่าหมกหมุ่นกับวันวาเลนไทน์ แบบเสื่ยมเสีย แบบเสียหาย เขาเรียกว่า วันหิวกระหายเสียตัว อย่าให้กิเลสตัณหา ความเป็นเสือหิว เรื่องเพศนี้เข้ามาผลักไส จนเราเข้าสู่มุมอับของชีวิต สุดท้ายถูกหลอก จากภาพหนุ่มหล่อ ๆ สาวสวย ๆ หรือของแบรนด์เนมฝรั่งหรู ๆ อะไรแบบเนี่ย มาล่อลวงติดต่อเรา ทั้งที่จริงบางทีคนติดต่อลวงเรา อาจไม่สวย หล่อ ตรงปกเหมือนภาพที่ส่งให้เราดูแต่แรก ในเมื่อก่อนวันวาเลนไทน์ ผลเสียมีไม่มาก 

แต่ช่วงนี้มีการเปลี่ยนมาจับทิศทางการหลอกลวงทางเทคโนโลยี มันวิวัฒนการไปสู่ความวินาศทางเพศ ข้อสำคัญฝากไว้ อย่าลืมหลัก ถ้าคิดจะมีรัก ต้องมีรู้ มีรักค่อยมีลูก ถ้าเรียนยังไม่ถึงไหนเลย ม.1-ม.2 ไปมีรักแล้ว รู้ก็ยังไม่รู้เลย หากพลาดพลั้งมีลูก ต้องดรอปเรียนอีก ระวังกันด้วยพวกที่อยู่ในวัยเรียน ควรจะพรากเพียรศึกษาก่อน รักรอได้ แต่ระวังอย่าให้รักเป็นต่อขึ้นตา ที่เขาว่ากัน รักทำให้คนตาบอด

ผบ.ตร.สั่งจเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี นายพล จ. เอี่ยวพนันออนไลน์และน้ำมันเถื่อน รายงานผลภายใน 15 วัน ย้ำหากเชื่อมโยงใคร พร้อมฟันเอาผิดทุกรายอย่างเด็ดขาดทั้งอาญา วินัย

(14 ก.พ. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า “พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ได้มีหนังสือที่ 0001(ผบ)/32 ลง 13 กุมภาพันธ์ 2566 สั่งการไปยังจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฎตามข่าวสื่อสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ กล่าวถึงข้าราชการตำรวจที่ชื่อ “สารวัตรซัว” ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ และยังกล่าวถึงข้าราชการตำรวจนามว่า “นายพล จ” ว่ามีการจัดระเบียบการพนันออนไลน์ เรียกรับผลประโยชน์ แบ่งประเภทการจ่ายต่อเดือน นอกจากนั้นยังมีการพาดพิงถึงการเรียกรับผลประโยชน์น้ำมันเถื่อน”    

“ผบ.ตร.จึงสั่งการให้ จตช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวเพื่อให้ปรากฎข้อเท็จจริง ทั้งพฤติการณ์การกระทำผิดและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีข้าราชการตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทั้งทางอาญา วินัย หรือไม่อย่างไร แล้วรายงานให้ทราบภายใน 15 วัน โดยหากมีข่าวหรือข้อมูลทางสื่อมวลชนหรือสื่อออนไลน์ในเรื่องเดียวกันเพิ่มเติม หรือมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มไปในคราวเดียวกันด้วย” โฆษก ตร.ระบุเพิ่ม

สรุปสถานการณ์ตลาดน้ำมันสัปดาห์ที่ 6 - 10 ก.พ. 66 จับตาปัจจัย ‘บวก-ลบ’ พร้อมแนวโน้ม 13 - 17 ก.พ.66

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent และ NYMEX WTI เฉลี่ยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัว หลังนาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เผยแผนลดการผลิตน้ำมันดิบในเดือน มี.ค. 66 ลง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 5% ของปริมาณการผลิตของรัสเซีย เพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกที่ออกมาตรการตั้งเพดานราคาน้ำมัน (Price Cap) จากรัสเซียซึ่งขนส่งทางทะเล ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. 65 พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่าจะไม่จำหน่ายน้ำมันให้แก่ชาติที่เข้าร่วมมาตรการ Price Cap น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากรัสเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ รัสเซียผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ. 66 อยู่ที่ 10.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ผลิตคอนเดนเสทประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน)

ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยธนาคาร Australia and New Zealand Banking Group Ltd. (ANZ) ของออสเตรเลียชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนที่ฟื้นตัว หลังยกเลิกมาตรการ Zero-COVID ที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดมานานกว่า 3 ปี จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันโลกในปีนี้ ทั้งนี้ ANZ คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันของจีนในปี 66 จะเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า หรือประมาณ 50% ของอุปสงค์โลกซึ่งจะเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า ขณะที่เลขาธิการ OPEC นาย Haitham al-Ghais คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 66 จะอยู่ที่ 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 และจะเติบโตสู่ 110 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 68

สัปดาห์นี้คาดว่าราคา ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 83 - 88 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยนาย Haitham al-Ghais คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 66 ขณะที่นาย Afshin Javan ผู้แทนอิหร่านประจำ OPEC คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงครึ่งหลังของปี 66

มสส.ร่วมกับสสส.ถก 'สางปม บุหรี่ไฟฟ้า' ชี้สุดอันตรายและไม่ช่วยเลิกบุหรี่มวน

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปเรื่อง 'สางปม บุหรี่ไฟฟ้า... หลากปัญหา รอวันแก้'

(13 ก.พ.66) มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปเรื่อง "สางปม บุหรี่ไฟฟ้า... หลากปัญหา รอวันแก้" ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพ รัชดา โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการส่วนบังคับคดี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมพูดคุย พร้อมด้วยนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่ากฎหมายไทยกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามทั้งการนำเข้า จำหน่ายหรือให้บริการ ในปี 2564 มี 32 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศใช้กฎหมายห้ามเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจากที่ในปี 2557 มีเพียง 13 ประเทศ เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าเพราะมีข้อมูลชัดเจน เช่น เด็กมัธยมปลายอเมริกันสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 1.5%ในปี2554 เป็น19.6%ในปี 2563 ประเทศนิวซีแลนด์เด็กอายุ14-15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 1.9%ในปี 2560เป็น9.6 %ในปี 2564 ส่วนเด็กมัธยมต้นของไทยอายุ13-15 ปีสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก3.3% ในปี2558 เป็น8.1%ในปี 2564 

รายงานการวิจัยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลกส่วนใหญ่สรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดและระบบทางเดินหายใจเพราะละอองลอยมีสารโลหะหนักหลายชนิด เช่น เหล็ก ทองแดง นิกเกิล สังกะสี โครเมี่ยม และตะกั่วที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังพบว่าสารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่น บุหรี่ไฟฟ้าหลายยี่ห้อมีสารนิโคตินเท่ากับสูบบุหรี่ 20 มวน และบางยี่ห้อมีสารนิโคตินเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง50 มวน          

ส่วนข้ออ้างที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ในการช่วยเลิกบุหรี่มวนนั้น ก็ไม่เป็นความจริง ในปี 2564 องค์การอนามัยโลกระบุว่าหลักฐานที่บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ยังสรุปไม่ได้ ส่วนองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกายืนยันเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาว่าไม่เคยรับรองให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียก็ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2564-2565 ไม่มีข้อสรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ หนำซ้ำยังพบว่า 60 %ของคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่กลับมาสูบบุหรี่ชนิดมวนใหม่ 

ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่าปัญหาใหญ่สุดของบุหรี่ไฟฟ้าคือทำให้เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่เข้ามาสูบบุหรี่ไฟฟ้าและเด็กที่เริ่มต้นสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ธรรมดามากกว่าเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 2-4 เท่า รวมทั้งคนที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาไปแล้วจะกลับมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน ดังนั้นสื่อมวลชนต้องช่วยกันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้อง หาแนวทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆที่เข้าถึงเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคุมการโฆษณาในสื่อสมัยใหม่ทุกรูปแบบเพราะบริษัทบุหรี่ไฟฟ้ามักใช้สื่อออนไลน์และสนับสนุนเงินในการจัดกิจกรรมดึงดูดกลุ่มเยาวชน

นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการส่วนบังคับคดี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ สคบ. กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคมีหมวดที่ว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการทำให้มีการออกคำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” ดังนั้น ผู้ใดขายหรือให้บริการ โดยมีค่าตอบแทนรวมถึงการซื้อมาเพื่อขายต่อ มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  นอกจากนี้ผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้ายังมีความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กับให้ริบบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งที่ใช้บรรจุและพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้าบุหรี่ไฟฟ้านั้นด้วย และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

พี่ยุ สาวรอรักแท้ ลุ้นนอนไม่หลับ รอหนุ่มอีสานด้วยความตื่นเต้น มาขอความรัก 1,200 กก. พรุ่งนี้ ขณะนักข่าวญี่ปุ่นขอสัมภาษณ์ งานอีเว้นท์ติดต่อ เพียบ

(13 ก.พ. 66) สาวสตูลผู้รอรักแท้จากหนุ่มอีสานที่เดินทางไกลด้วยเท้า 1,200 กิโลโดยใช้เวลา 1 เดือนเพื่อมาขอรับรักสาวในวันพรุ่งนี้ที่จะครบตามคำมั่นสัญญานั้น โดยสาวสตูลหรือที่รู้จักในนามพี่ยุ หม้ายสาวใหญ่แม่ค้าออนไลน์ (นางสาวธนาภา เขียวอ่อน) อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ยอมรับกับสื่อมวลชนว่าได้เฝ้ารอวันเวลาที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้อย่างตื่นเต้น เพราะตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมาทางติ๊กต็อกไม่เคยพบหน้าเห็นตากันมาก่อน ยอมรับว่าต้องรู้สึกเขินและอายเหมือนกัน พี่ก็จะบอกอาการไม่ถูก

ซึ่งในวันพรุ่งนี้ก็มีเซอร์ไพรเล็ก ๆ ต้อนรับพี่แมว หรือ (นายสุเทพ พร้อมจิต อายุ 52 ปี ชาวยโสธร) โดยมีการทำเสื้อสีชมพู ข้อความ “พิสูจน์รักแท้ 1,200 กก.” สวมใส่ภายในงาน โดยคนที่มาร่วมงานในวันดังกล่าวจะสวมเสื้อสีชมพูกันทุกคนให้พี่แมว ที่เดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภอทุ่งหว้า ตามหาว่าคนไหนคนพี่ยุ (พูดพลางหัวเราะ) พี่ยุ บอกด้วยว่า การพิสูจน์รักในครั้งนี้ของพี่แมว ทำให้ตนยอมรับและรับรักเพราะนี่คือบทพิสูจน์ที่ใครหลายคนมักมองว่า การคบหรือรู้จักกันผ่านโซเซียลสุดท้ายอยู่ที่การกระทำมากกว่า ว่าเขารักและจริงใจกับเรามากแค่ไหน หลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้ว มีคนติดต่อให้มาออกงานอีเว้น ในอำเภอทุ่งหว้า และอำเภอละงู เพื่อโปรโมทรักแท้จังหวัดสตูลให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งความรักในครั้งนี้ยังได้รับความสนใจนอกจากสื่อในประเทศแล้ว สื่อต่างแดนอย่างประเทศญี่ปุ่นก็ติดต่อมาขอสัมภาษณ์ ที่จะบอกรักให้คนทั่วโลกรับรู้ว่านี่คือการพิสูจน์รักแท้ ของคนไทยที่มีต่อกัน ส่วนอนาคตวางแผนจะมีบุตรด้วยกันหรือไม่นั้น  พี่ยุ บอกด้วยน้ำเสียงตกใจและหัวเราะลั่นว่า ไม่เอาบุตรแน่นอน เพราะพี่ยุก็มีลูกติดแล้วถึง 4 คนเช่นเดียวกันกับพี่แมวก็มีลูกติดเหมือนกัน ซึ่งอนาคตหลังจากนี้จะไปจัดงานแต่งที่บ้านของพี่แมว และจะตระเวนท่องเที่ยวอย่างที่ใจของเราทั้งสองวางแผนไว้

'วราวุธ ศิลปอาชา' รมต.ผู้ Speak English ชนิดไฟแล่บ! กับผลงานโบแดง 'ลดถุงพลาสติก' เปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคม

เป็น รมต.อีกคนที่มีผลงาน 'ตึง' ไม่แพ้ใครๆ สำหรับ 'วราวุธ ศิลปอาชา' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถมที่ผ่านมา ถ้ายังจำกันได้ รมต.ท็อป-วราวุธ ยังโชว์ทักษะด้านภาษาอังกฤษแบบตึงเป๊ะ ตอบคำถามสื่อต่างประเทศ เมื่อคราวเกิดปัญหาน้ำท่วมเดือนกันยายนปีก่อน งานนั้นเล่นเอากลายเป็นไวรัลให้ถูกพูดถึงกันไปทั้งเมือง

แต่หากว่าจะหยิบยกเอาผลงานที่เรียกว่าเป็น 'ชิ้นโบแดง' ของ รมต.แห่งเมืองสุพรรณคนนี้ คงต้องยกให้กับแคมเปญ 'การลดถุงพลาสติก' ซึ่งกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึง และส่งผลต่อพฤติกรรมผู้คนในประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไป เพียงไม่กี่เดือน หลังการเข้ามารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ 'วราวุธ ศิลปอาชา' เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 62  เจ้าตัวประกาศหนึ่งเป้าหมายสำคัญต่อสาธารณะ คือการเดินหน้าโรดแมป การจัดการ 'ขยะพลาสติก'  ตั้งเป้าลดและเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด คือ ถุงพลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และหลอดพลาสติกภายในปี 2565

แต่ที่ฮือฮาคือการประกาศดีเดย์ 'งดแจกถุงพลาสติก' ในเครือห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อ กว่า 43 ราย  เริ่มทันที วันที่ 1 มกราคม 2563 การประกาศหักดิบ งดแจกถุงพลาสติกในห้าง และร้านสะดวกซื้อครั้งนั้น มาพร้อมกับเสียงหนุนและต้าน โดยเฉพาะจากผู้คนที่คุ้นชินกับความสะดวกสบายแบบเดิม แต่ก็เป็นการนับหนึ่งให้ 'สังคมไทย' เริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคครั้งใหญ่ นับแต่นั้นมา 

แม้จะมีเสียงบ่น จากมาตรการหักดิบ แต่กระแสตอบรับก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพของคนหิ้วถุงผ้าเข้าไปใส่ของในห้างร้าน การใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติก หรือการพกแก้วแบบที่ใช้ซ้ำได้ เริ่มเป็นภาพชินตา

แต่น่าเสียดาย ที่ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน โลก และไทยต้องเผชิญการรุกรานของศัตรูที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อย่าง 'โควิด-19' ความต่อเนื่องของการลด เลิกใช้พลาสติก ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง มีอันต้องสะดุดลง

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ เผยว่า ในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด ตลอดปี 2562 คนไทยสร้าง 'ขยะพลาสติก' เฉลี่ย 96 กรัม/คน/วัน ขณะที่ช่วง 'โควิด-19' ปี 2563 ปริมาณขยะพลาสติก กลับเพิ่มขึ้นกว่า 40% และเพิ่มขึ้นเป็น 45% ในช่วงกลางปี 2564

รมว.พิพัฒน์ เปิดงาน'Amazing Ruk Rim Lay'

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(รมว.กก.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน "Amazing Ruk Rim Lay" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง ซึ่งเปรียบเสมือนดินแดนแห่งความรัก และมีชื่อเสียงด้านการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และมีความหมาย (Meaningful Travel) ให้กับนักท่องเที่ยว โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล), นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง, นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายสุรัตน์  จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ หาดราชมงคล จังหวัดตรัง

ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดกัญชา ริมฝั่งแม่น้ำโขง 420 กก. ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00น. มว.ปล.ที่ 2 ร้อย.กกล.สุรศักดิ์มนตรี, ชปข.กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดนำข้ามมาฝั่งไทย ที่บริเวณบ้านบางทรายน้อยฯ จึงได้จัดกำลังพลออกเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.บางทรายน้อย ม.2 ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร พิกัด 48 QVD 721391

ครั้นเมื่อ 12 ก.พ. 66 เวลา 0630 จนท. ได้ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์ข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งตรงมาที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.บางทรายน้อย ม.2 ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร พิกัด 48 QVD 721391 ห่างจากจุดซุ่มประมาณ 100 เมตร จากนั้นมีกลุ่มคนประมาณ 6-7 คน เดินลงมาที่เรือและได้แบกกระสอบสีดำขึ้นฝั่งไป จึงได้แสดงตัวว่าเป็น จนท. เพื่อขอตรวจค้น กลุ่มคนดังกล่าวเมื่อเห็น จนท. จึงได้ทิ้งกระสอบและอาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ ส่วนคนขับเรือได้ขับเรือข้ามกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว จากนั้นจึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงตรวจพบกระสอบห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำจำนวน 20 กระสอบ จึงได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นกัญชาอัดแท่งและช่อดอกกัญชาตากแห้ง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top