Saturday, 11 July 2026
Hard News Team

อีกหนึ่งเรื่อง ที่เมื่อไรที่นึกถึง “ลุงตู่” นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ลุงตู่ให้ความสำคัญเรื่องของ “กีฬา” เป็นอย่างมาก

เหตุผลประกอบส่วนหนึ่ง เนื่องจากในอดีต ลุงตู่เป็นผู้ที่ชื่นชอบในการเล่นกีฬาเป็นเดิมทุน ครั้งหนึ่งในการจัดรายการ Government Weekly EP.19 เทปนั้นได้เชิญนักกีฬาทีมชาติสองคน คือ กันตภณ หวังเจริญ นักแบดมินตันทีมชาติไทย และ วิชาสิรี รัตนนัย นักฮอกกี้น้ำแข็งทีมชาติไทย โดยบางช่วงบางตอน ลุงตู่ได้ย้อนเล่าเรื่องราวความชอบกีฬาให้ฟังว่า...

“ชอบกีฬาทุกอย่าง เพราะเป็นทหารมาก่อน ตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อย เขาก็ฝึกให้เรียนรู้กีฬาทุกประเภท สมัยเป็นเด็กก็ชอบฟุตบอล ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนสมัยมัธยม เมื่อโตขึ้นเคยเล่นรักบี้ด้วย เมื่อเป็นผู้บัญชาการก็เล่นตระกร้อกับลูกน้อง เล่นกีฬาได้หลากหลาย วอลเลย์บอลก็เล่นได้ คือไม่เก่ง แต่เล่นได้ คือสิ่งที่เราได้ออกกำลังกาย และได้พบปะกับลูกน้อง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือผู้คนทั่วไป”

ไม่ใช่แค่ชอบเล่น แต่ลุงตู่ยังชื่นชอบในการดูกีฬาอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องติดตามและให้ความสำคัญกับนักกีฬาไทยทุกชนิด ลองสังเกตได้ว่า หากมีรายการกีฬาสำคัญ ๆ หรือทัวร์นาเมนต์กีฬาที่คนไทยให้ความสนใจ ลุงตู่มักจะไปปรากฏตัวร่วมงานอยู่บ่อย ๆ  

พร้อมทั้งตอกย้ำอีกด้วยว่า กีฬาในยุคสมัยนี้ กลายเป็น soft power ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง รัฐบาลที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ให้การส่งเสริมกีฬาอีสปอร์ต จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

อาจเป็นภาพปกติ ยามเมื่อเหล่านักกีฬาทีมชาติ ที่กำลังเตรียมตัวเดินทางไปแข่งขันในรายการสำคัญ ๆ มักจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี เพื่อรับคำอวยพร แต่สำหรับ “ลุงตู่” ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ชื่นชอบกีฬา มากกว่าการมอบคำอวยพร คือการมอบแรงใจ ในฐานะคนชื่นชอบกีฬาเหมือน ๆ กัน เพื่อให้เหล่านักกีฬาได้นำไปต่อสู้ในเกมการแข่งขันต่อไป

 

ไขมันตัวร้าย ‘แพทย์’ แนะเลิกใช้น้ำมันหมู หันใช้น้ำมันพืชแทน ชี้!! เสี่ยง ‘เส้นเลือดหัวใจตีบ-อัมพาต-กล้ามเนื้อหัวใจตาย’

คนไข้รอดหวุดหวิด หลังคุณหมอบอกให้เปลี่ยนจากใช้น้ำมันหมู มาเป็นน้ำมันพืช ค่าไขมันบ่งชัด ต่างกันขนาดนี้เลย

คนไข้รอดหวุดหวิด หลังหมอบอกให้เปลี่ยนจากใช้น้ำมันหมู มาเป็นน้ำมันพืช  เดี๋ยวนี้ผู้คนมักป่วยกันง่ายขึ้น ไม่ใช่เพราะดูแลตัวเองไม่ดี แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษที่หนักหนาขึ้น จึงทำให้หลายคนป่วยง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องอาหารการกิน เพราะจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีก็คืออาหาร 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุด นพ.วรุตม์ พิสุทธินนทกุล หมอผ่าตัดที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้เผยภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นภาพการตรวจสุขภาพของคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไข้ที่เคยผ่าตัดบายพาสหัวใจ จากอดีตที่คนไข้มีไขมันเลวถึง 215 ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงขนาดที่ว่าอาจเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบอีกรอบ ลงมาเหลือแค่ 103

ทั้งนี้ คนไข้คนดังกล่าว เคยเข้ารับการผ่าตัดมาหลายปี ผลเลือดดีมาตลอด แต่คนไข้ได้รับความรู้มาผิด ๆ จากการพยายามหาความรู้ด้านการรักษาสุขภาพ โดยบอกว่า ให้เปลี่ยนจากน้ำมันพืชมาใช้น้ำมันหมู จากที่คุมค่าเลือดได้ กลายเป็นค่าไขมันทะลุ 200 คุณหมอเลยบอกว่าต้องเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำมันพืชตามเดิม และค่าไขมันก็ลดลงมา

"ขอเหอะ หยุดใช้น้ำมันหมู มันหมูปรุงอาหาร มันทำลายสุขภาพทั้งเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองตีบอัมพฤกษ์ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจตายและอีกมากมาย สรุป น้ำมันหมูทำไขมันตัวร้ายพุ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ให้ใช้น้ำมันพืชตามปกติ"
 

การเลือกตั้งไทย ครั้งที่ ‘สกปรกที่สุด’ ในประวัติศาสตร์

26 ก.พ. 2500 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยมีจัดการเลือกตั้งใหญ่ แต่เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากล อาทิ การใช้เวลานับคะแนนนานถึง 7 วัน 7 คืน เกิดกรณีใช้ความรุนแรงทำร้ายคู่แข่งการเมือง ตรวจพบบัตรเลือกตั้งที่ถูกกามาตั้งแต่โรงพิมพ์ การเวียนเทียนคนใช้สิทธิเลือกตั้ง และอีกหลากปรากฏการณ์ด้านลบที่เกิดขึ้น ทำให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 กลายเป็นภาพจำในประวัติศาสตร์การเมืองว่าเป็น "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" 

ที่มาของเหตุการณ์ครั้งนั้น ต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2498  หลังจากการเดินสายรอบโลก เยือนสหรัฐอเมริกา ตามด้วยหลายประเทศในยุโรป ซึ่งล้วนยึดโยงกับแนวคิดเสรีประชาธิปไตย ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีแนวคิดกลับมาเริ่มรณรงค์ “ประชาธิปไตย” และให้สัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2500 โดยหมายมั่นให้เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

จึงเป็นที่มาของการออกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498  และการประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500โดยมีพรรคเสรีมนังคศิลา ที่จอมพล ป. เป็นหัวหน้าพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่งสำคัญ และพรรคการเมืองอื่น รวมทั้งสิ้น จำนวน 23 พรรค

หลังเลือกตั้ง ปรากฏว่าชัยชนะเป็นของพรรคเสรีมนังคศิลา ได้ 86ที่นั่งจากทั้งหมด 160 ที่นั่ง แต่ผลการเลือกตั้งกลับไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งและพบการโกงการเลือกตั้งหลายรูปแบบ

การเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยคำถาม นำมาสู่การก่อตัวของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ ขณะที่สื่อมวลชนได้ประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าเป็น "การเลือกตั้งที่สกปรก" แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้แถลงผ่านสื่อว่าควรเรียกเป็น “การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย”

นอกจากกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้ชุมชุม และสื่อมวลชนแล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากฟากพรรคการเมือง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ โดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เขียนคำฟ้องต่อศาลในนามนายควง อภัยวงศ์ และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์รวม 9 คน กล่าวหาว่าการเลือกตั้งมีความไม่ชอบธรรมในหลายเรื่อง 

ทั้งช่วงก่อน และระหว่างเลือกตั้ง ที่พบว่ามีการจัดเลี้ยงผู้กว้างขวาง และนายตำรวจผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือพรรคเสรีมนังคศิลา มีการเพิ่มชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างผิดปกติ รวมถึงมีการตรวจพบบัตรเลือกตั้งที่เรียกว่า ‘ไพ่ไฟ’ คือบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์จากโรงพิมพ์โดยมีการกาเลือกผู้สมัครไว้แล้วเป็นจำนวนมาก และมีการใช้ ‘พลร่ม’ คือใช้กลุ่มคนเวียนลงคะแนนให้พรรคเสรีมนังคศิลาหลายรอบ

ขณะที่วันเลือกตั้งก็พบการก่อกวน มีการใช้ความรุนแรงในหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงบางหน่วยเลือกตั้งที่เปิดให้ลงคะแนนช้า หรือยืดเวลาลงคะแนนออกไปหลังเวลาปิดหีบ และการนับคะแนนในหลายเขตที่ไม่โปร่งใส 

ตำรวจไซเบอร์ เตือนระวังเพจปลอมเลียนแบบเพจจริงหลอกขายสินค้าออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัย กรณีการหลอกลวงขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ระวังเจอเพจในเฟซบุ๊กปลอม ลอกเลียนแบบของเพจในเฟซบุ๊กจริง ดังนี้


ที่ผ่านมาได้รับรายงานจากกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) พบว่ามีประชาชนตกเป็นเหยื่อจากการซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้าเฉลี่ยกว่า 1,900 รายต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่สินค้าที่มักถูกหลอกลวง ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ ผลไม้ บัตรคอนเสิร์ต รถจักรยานยนต์มือสอง และปลาแซลมอน เป็นต้น โดยภัยจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า หรือซื้อสินค้าแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ หรือได้ไม่ตรงปก หรือซื้อสินค้าแต่ได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ไปจนถึงการใช้หลักฐานการโอนเงินปลอมเพื่อหลอกลวงผู้ขาย เป็นต้น โดยส่วนใหญ่มิจฉาชีพมักจะสร้างความน่าเชื่อถือของร้านค้า การการันตีสินค้า การรีวิวสินค้าปลอม รวมไปถึงการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเพจในเฟซบุ๊กปลอมตั้งชื่อลอกเลียนแบบให้เหมือน หรือคล้ายคลึงกับเพจในเฟซบุ๊กที่มีการซื้อขายสินค้าจริง โดยการคัดลอกรูปภาพสินค้า และเนื้อหาจากเพจจริงมาใช้ เมื่อหลอกลวงผู้เสียหายได้หลายรายก็จะเปลี่ยนชื่อเพจ หรือสินค้าไปเรื่อยๆ หรือสร้างเพจปลอมขึ้นมาใหม่ ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงซื้อโทรศัพท์มือถือโทรศัพท์ซิมเน็ตรายปี ผ่านเพจปลอม Moblie2you ซึ่งเพจจริงคือ Mobile2youmbk หรือกรณีปลอมเพจหลายเพจขายทุเรียนของดาราท่านหนึ่ง เป็นต้น


ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบงานในด้านการป้องกันปราบปราม ได้ให้ความสำคัญ และมีความห่วงใยต่อภัยการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง

ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบ มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ


โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. ได้เร่งปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง มีปฏิบัติการสำคัญเมื่อต้นเดือน มี.ค.66 ระดมตรวจค้นกว่า 40 จุด ทั่วประเทศภายใต้ยุทธการ “ ปิด Job - Shop ทิพย์ ” หลอกขายสินค้าและบริการผ่านโลกออนไลน์ มีประชาชนหลายรายได้ความเสียหายหลายล้านบาท สามารถทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับกว่า 30 ราย ตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก


อย่างไรก็ตามการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงแม้จะมีข้อดีหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะสะดวกสบาย มีให้เลือกหลากหลาย สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าแต่ละแหล่งได้ ติดตามโปรโมชันต่างๆ ได้ ที่สำคัญสามารถสั่งซื้อได้ตลอดเวลา แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนโดยมิชอบ

สหรัฐฯ หวั่น!! ธนาคารหลายแห่งกำลังเจอวิกฤต คาด!! อาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ครั้งวิกฤตการเงินโลก

(11 มี.ค. 66) World Maker ได้รายงานเรื่องของ Bank Run ในธนาคารบางแห่ง ซึ่งก็คือ SVB Financial Group, First Republic และ PacWest Bancorp ที่ราคาหุ้นร่วงหนักกว่า -50% ภายในวันเดียว ขณะที่ลูกค้าของ SVB แห่ถอนเงินออกไปเป็นจำนวนมากเกือบ -1.5 ล้านล้านบาทเมื่อวาน จนทำให้ต้องโดนสั่งปิดธนาคารไปแล้วชั่วคราว

เรื่องนี้เปรียบเทียบง่าย ๆ ว่าจำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่าเกือบเท่ากับ AOT + PTT ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของไทย 2 แห่งรวมกัน !!! แล้วคิดดูว่าจำนวนเงินดังกล่าวกำลังโดนสั่งถอนภายในวันเดียว มันคือวิกฤตที่รุนแรงแค่ไหน ?

คำตอบก็คือ มันคือวิกฤตที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008 หรือที่เรารู้จักกันในชื่ออื่นๆ ว่า Hamburger Crisis ที่ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลาย

ทั้งนี้ ธนาคาร SVB นั้น ไม่ใช่ธนาคารหน้าใหม่ที่มีขนาดเล็กแต่อย่างใด เพราะก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1983 และมีอิทธิพลสำคัญต่อบริษัท Startup หลายแห่ง ! สาเหตุที่ทำให้หุ้นของธนาคารเหล่านี้ร่วงลงนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาสะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ! โดยเฉพาะเมื่อโลกเกิด COVID และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในขณะที่ภาคการเงินตึงตัวจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จึงอธิบายได้เป็นลำดับดังนี้

1.) โดยส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มธนาคารจะมีการถือครองพันธบัตรเอาไว้เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งเมื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย หมายความว่าราคาพันธบัตรเก่า ๆ จะลดลง เนื่องจากพันธบัตรใหม่ที่ออกมาจะให้ Bond Yield สูงกว่า จึงทำให้มูลค่าและการประเมินราคาของพันธบัตรเก่า ๆ ที่สามารถนำไปขายใน Secondary Market จะลดลงนั่นเอง

2.) เมื่อ FED ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ กลุ่มธนาคารที่ถือพันธบัตรอยู่มากมายจึงเริ่มขาดทุนเงินในพอร์ตอย่างมหาศาลมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่ปัญหายังไม่เกิด เพราะว่ายังไม่มี Panic Sell จนลูกค้าแห่ถอนเงิน ซึ่งทำให้ก่อนหน้านี้เป็นการขาดทุนเชิงตัวเลขในพอร์ตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

3.) อย่างไรก็ตาม เมื่อปัญหาสภาพคล่องต่าง ๆ เริ่มลุกลาม กลายเป็นว่าลูกค้าแห่ถอนเงินออก จนทำให้ธนาคารขาดแคลนเงินสด และต้องเทขายพันธบัตรเหล่านี้ออกไปในราคาขาดทุน กลายเป็นว่าธนาคารได้บันทึกผลขาดทุนไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ และนั่นกลายเป็น Reflexivity Effect ตามทฤษฎีของ George Soros หรือจะเรียกว่า Painful Vortex ก็ได้ กล่าวคือลูกค้ายิ่งเห็นการขาดทุนก็ยิ่ง Panic Sell หรือแห่ถอนเงินออกมา ทำให้กลายเป็นโดมิโนต่อไปเรื่อย ๆ

4.) ตอนนี้ SVB สาขาอังกฤษก็จะถูกประกาศล้มละลายแล้ว แม้ว่า SVB ในจีนจะยันว่าสภาพคล่องอยู่ในสถานะดีก็ตาม ขณะที่การร่วงลงของ First Republic และ PacWest Bancorp ก็ได้เกิดขึ้นด้วยปัญหาคล้าย ๆ กัน นั่นทำให้หลายคนกังวลว่า Domino Effect จะไม่จบลงแค่นี้ !

5.) โดยเฉพาะเมื่อ FED ยังยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก !!! นั่นยิ่งทำให้ความตึงเครียดหลาย ๆ อย่างมีอยู่สูงมาก และเราจะต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเลยว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นกับ SVB และอีกหลายธนาคารในช่วงสัปดาห์นี้ จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของ FED เรื่องดอกเบี้ยได้หรือไม่ ? เพราะถ้า FED กล่าวว่าไม่สนและจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไป เราอาจได้เห็น Recession ของจริง แต่ถ้า FED ยอมผ่อนคลายนโยบายการเงิน และเข้าอุ้ม เราก็อาจได้เห็นการบรรเทาลงด้วยความเสียหายบางส่วน

ประเด็นสำคัญก็คือหลายคนยังไม่รู้ว่าธนาคารต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ 3 แห่งที่กล่าวมา แต่รวมไปถึงธนาคารยักษ์ใหญ่ใน Wall Street กำลังขาดทุนค้างพอร์ตอยู่ถึง -21.5 ล้านล้านบาทหรือ -6.2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งอย่างที่บอกไปว่ามันคือการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะธนาคารยังไม่ได้ขายหลักทรัพย์ที่มูลค่าร่วงออกมา

แต่มันจะกลายเป็นการขาดทุนจริง ๆ ทันทีหากวิกฤตนี้ลุกลามต่อไปเรื่อย ๆ และมีผู้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารต่าง ๆ เนื่องจากการแห่ถอนเงินนี้ เป็นลักษณะคล้าย ๆ กับตอนเกิดวิกฤตการเงินในทุก ๆ ครั้ง จนทำให้ธนาคารมีเงินสดไม่เพียงพอจะรองรับการถอนของลูกค้า และสุดท้ายก็ต้องจำใจขายหลักทรัพย์ในพอร์ตออกมาแบบขาดทุนจนเกิดเป็น Reflexivity กันไปในเชิงระบบ

และมันอาจไม่ใช่แค่ในตลาดตราสารหนี้ขนาดใหญ่ !!! เพราะอย่างที่ World Maker อธิบายไปในบทความเมื่อวานนี้ (ใครยังไม่อ่านลองเลื่อนอ่านดูได้หน้าเพจ) ว่าตลาดการเงินโลกล้วนมีการเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ ในหลายสินทรัพย์อย่างแยกกันไม่ออก !

โดยล่าสุดพบว่า Circle บริษัทผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDC มีเงินสำรองฝากอยู่ที่ SVB ราว 1.15 แสนล้านบาท ! จากทั้งหมด 1.4 ล้านล้านบาท ! หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของปริมาณเงินสำรองที่ติดอยู่ใน SVB

ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นสัดส่วนที่สูง แต่เรื่องของ Panic Sell อาจมี Effect มากกว่านั้น เพราะทันทีที่ข่าวออกมา พบว่ามูลค่าของเหรียญ USDC ร่วงยับหลุด Peg กับค่าเงินดอลลาร์ไปแล้ว ! จาก 1:1 ดอลลาร์ตอนนี้ร่วงยับมา 0.89:1 ดอลลาร์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าใครถือ USDC จะขาดทุนทันที -11% เมื่อแลกกลับเป็นดอลลาร์ !!!

ปัญหาคือ พวกเราคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้จะเกิดการ Panic Selling หรือไม่ ? ความหนักหน่วงของมันอยู่ที่ว่า ในเมื่อ Stablecoin คือเหรียญที่สร้างมาเพื่อผูกกับดอลลาร์ในอัตรา 1 ต่อ 1 แต่เมื่อมันรักษามูลค่าไว้ไม่ได้ มันจะออกทรงแบบวิกฤต TerraUSD จนลุกลามไปใหญ่โตเหมือนวิกฤต FTX อีกหรือไม่ ? นั่นคือความเสี่ยงที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ !!!

และเมื่อเรากลับมาพูดถึงการขาดทุนค้างพอร์ตอีก -21.5 ล้านล้านบาท (-6.2 แสนล้านดอลลาร์) นั้น แปลว่าหากมีลูกค้าถอนเงินจนธนาคารขาดสภาพคล่อง แปลว่าจะต้องมีการเทขายหลักทรัพย์ เช่น พันธบัตร หุ้น หรืออื่น ๆ ออกมาอีกในราคาขาดทุน และอาจกระตุ้นให้พันธบัตรหรือราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ร่วงลงได้อีกในระยะสั้น

ทั้งหมดนี้จะเป็นไปตาม Reflexivity Theory ทันทีหากไม่มีใครเข้ามาอุ้มและมีการ Panic Sell ต่อ ๆ ไป จนสุดท้ายอาจลุกลามเป็น Financial Crisis เหมือนในปี 2008 ได้ !!! แม้ว่าปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งจะมีประสบการณ์แล้วจากช่วงแฮมเบอร์เกอร์ทำให้มีความระมัดระวังและรัดกุมมากกว่าเดิม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ !

และที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ตลาดตราสารหนี้และธนาคารของสหรัฐฯ นั้นมักจะเชื่อมโยงกับภาคการเงินและสถาบันการเงินของหลายประเทศ ดังนั้นถ้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบเป็น Domino Effect ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อโดมิโนตัวหลัง แปลว่าผู้ที่น่าห่วงที่สุดไม่ใช่ต้นสาย แต่เป็นปลายน้ำอย่างเช่นตลาดเกิดใหม่ !

โดยรวมแล้ว World Maker มองว่า วิกฤตในครั้งนี้ถือเป็นจุดที่ธนาคารและสถาบันการเงินจะต้องหยุดชะล่าใจและควรหันมาตรวจสอบความยืดหยุ่นและกลยุทธ์ทางการเงินของบริษัทโดยด่วน เพราะ Stress Test ครั้งใหญ่ดูเหมือนจะมี Timeline ที่รอเกิดขึ้นเรียงๆ กันมา ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่าใครบ้างที่จะได้อยู่ต่อในอนาคต ซึ่งเป็นโลกที่อุตสาหกรรมจะถูกยกระดับไปอีกขั้น !

‘นิพนธ์’ หนุน!! เพิ่มค่าตอบแทน ‘อบต.-ผู้นำท้องถิ่น’ ชี้เป็นกลไกที่มุ่งไปสู่การทำงาน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ปชช.

(11 มี.ค. 65) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องที่ ในช่วงที่ผ่านมาหลังสถานการณ์โควิดผ่านพ้นไปว่า การทำงานทั้งสองส่วนคือทั้งท้องถิ่นและท้องที่นั้นถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด ทั้งสองส่วนก็มีส่วนสำคัญในการดูแลป้องกันความปลอดภัยในชีวิตให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่จะต้องดูแลแก้ไข เช่น ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม และความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกหลายอย่าง ซึ่งรัฐบาลรวมถึงประชาชนต่างต้องพึ่งพิงการทำงานภายใต้ความรับผิดชอบของทั้งอบต. เทศบาล อบจ. รวมไปถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรฯ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มาตลอด ซึ่งช่วยให้วิกฤตการณ์ต่าง ๆในประเทศได้คลี่คลาย ผ่านพ้นไปในทางที่ดี

'หม่อมปลื้ม' ยก 'เสี่ยเฮ้ง' คว้าความสำเร็จได้ในสังคมปากกัดตีนถีบ เกิดมาโดยไม่มี 'สิทธิพิเศษ' แต่ดิ้นรนจนก้าวถึง 'รัฐมนตรี'

จากรายการ The Daily Dose โลกการเมือง ดำเนินรายการโดย หม่อมหลวง ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้มีการพูดถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ว่า...

'สุชาติ' เกิดมาโดยไม่มี 'สิทธิพิเศษ'
เค้าดิ้นรนเรียน ทำงาน
และวันนี้ ได้เป็น 'รัฐมนตรี'

ผมคิดว่า 'สุชาติ ชมกลิ่น' เป็นเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องราวของการเติบโตขึ้นมาในสังคม ในการทำธุรกิจ ในการไต่เต้าทางการเมือง ที่น่าเป็นต้นแบบ

'คณะผู้แทนรัฐสภาไทย' เข้าร่วมประชุม สมัชชาสหภาพรัฐสภาเสวนาของ รัฐสภา เกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตปีที่ 20 ณ กรุงโดฮารัฐกาตาร์ (ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์)

วันนี้ (11 มี.ค. 66)เวลา14:00-16:30 น. ณ กรุงโดฮารัฐกาตาร์ ตัวแทนสภารัฐบาลไทยประเทศไทย ได้เข้าร่วมประชุมเสวนาเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตปี2556 โอกาสนี้ นายสุทา ประทีป ณ ถลาง รอง.กมธ.ปปช.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานหัวหน้าคณะรัฐสภาไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงในนาม คณะผู้แทนรัฐสภาไทย ต่อที่ประชุมสมัชชา มีสาระสาคัญว่า 

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกัน และต่อต้านการทุจริตและให้ความร่วมมือ องค์การระหว่างประเทศ และระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมและพัฒนาโดยเป็นไปตามหลักการพื้นฐานของระบบกฎหมาย ความร่วมมือดังกล่าว อาจรวมถึงการมีส่วนร่วมในแผนการดำเนินงานและโครงการระหว่างประเทศ ในโอกาสนี้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามอนุสัญญา UNCAC นับตั้งแต่ประเทศไทยให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา UNCAC เมื่อปี พ.ศ. 2554 ได้มีความคืบ หน้าในความพยายามต่อต้านการทุจริตที่สอดคล้องกับอนุสัญญา UNCAC โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางกรอบทางกฎหมาย ของประเทศซึ่งประเทศไทยได้ตรากฎหมายเพื่อต่อต้านการทุจริต ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551และ พระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตดั่งกล่าว

‘กรณ์’ นำทีมลุยพื้นที่หาดใหญ่ ชี้นำแนวทางให้ชาวบ้าน ปชช. ต้อนรับคึกคัก ขอฝาก ‘ประเทศไทย’ ไว้ในมือกรณ์

(11 มี.ค. 66) ที่ จ.สงขลา นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 4 เขต ได้แก่ นายกัณฑ์ นวกัณฑ์ เขต 1 นายจูรี นุ่มแก้ว เขต 2 ผศ.ดร.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ เขต 3 และ ทนายอาร์ม -นายพงศธร สุวรรณรักษา เขต 9 ร่วมทำกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวสงขลา เป็นวันที่สอง โดยในช่วงเช้า นายกรณ์ และนายจูรี ลงพื้นที่หาดใหญ่บริเวณตลาดคลองเรียน เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ส่งเสียงร้องทัก กันอย่างคึกคัก และขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง พร้อมกับบอกว่า เป็นแฟนคลับทั้งจูรี ที่สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับชาวสงขลา และคนภาคใต้ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยชาวบ้านขายของสร้างรายได้ให้ชุมชน ส่วนนายกรณ์ รู้จักและเห็นฝีมือการทำงานมาแล้วและเชื่อว่าถ้าได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในรัฐบาล จะสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน 

ต่อมานายกรณ์ พร้อมด้วย ทนายอาร์มนายพงศธร ผศ.ดร.ประสิทธิ์ และ นายกัณฑ์ พบกลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตามคำเชิญของ ยูนิกิฟาร์ม โดยมีชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก โดยทางผู้ประกอบการต้องการให้พรรคชาติพัฒนากล้า ผลักดันนโยบายเพื่อเกษตรกรรายย่อย และอยากให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำสมาร์ทฟาร์ม ซึ่งแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่าแต่ราคาผลผลิตดีกว่าหลายเท่า และยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก ตอนนี้ทางยูนิกิฟาร์มมีออเดอร์จากประเทศมาเลเซีย แต่ไม่สามารถผลิตได้ทันทำให้เสียโอกาสไป 

ซึ่งนายกรณ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร คือการแปรรูป และการจะแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร หัวใจก็อยู่ที่ วิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ชุมชน ยกตัวอย่าง ที่ตนเคยลงไปทำข้าวอิ่มที่ จ.มหาสารคามปีนี้เข้าปีที่ 10 ชาวบ้านขยายผลจากการทำข้าวเกษตรอินทรีย์ ไปสู่การนำปลายข้าว ผลิตเป็นเครื่องสำอาง ขนมอบกรอบหลายชนิด เหล่านี้ล้วนทำได้ หากมีการส่งเสริมกระบวนการแปรรูปอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญต้องปฏิรูปสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนเกษตรกรอย่างจริงจัง วันนี้ชาวบ้านแบกราคาปุ๋ยที่สูงมาก เราควรมีนโยบายลดต้นทุนโดยการสรรหาวัตถุดิบมาผลิตปุ๋ย ประเทศไทยมีเหมืองแร่โปแตสอยู่หลายแห่ง สามารถนำมาใช้เพื่อลดการใช้ปุ๋ยลงได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ระบบสมาร์ทฟาร์มคือการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำก็จะสามารถลดต้นทุนลงมาได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องได้คนที่เข้าใจเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ความจนไม่ใช่การส่งต่อข้ามรุ่น แต่แก้ได้ ถ้าได้รับโอกาสที่ดี 

“วันนี้เกษตรกรแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงมาก หากมีการต่อสู้เรื่องพลังงานได้จะลดต้นทุนไปได้มาก  พรรคชาติพัฒนากล้า ต่อสู้เรื่องการรื้อโครงสร้างพลังงาน ชนกับทุนใหญ่ เหตุผลที่เรากล้าทำเพราะคิดว่า การทะเลาะกับทุนใหญ่เพื่อพี่น้องประชาชน คุ้มกว่าทะเลาะกันเองโดยที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว 

นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังได้นำเสนอนโยบายเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งนโยบายสูงวัยไฟแรง จ้างผู้สูงอายุทำงาน 5 แสนตำแหน่ง รวมไปถึง นโยบายสร้างบ้านให้ผู้สูงอายุหรือ อารยสถาปัตย์  50,000 บาทต่อครัวเรือน ลดปัญหาผู้สูงอายุล้มในบ้านที่มีมากถึงปีละ 4 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ โดยตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือนต่อปี และยังมีกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับคนทุกวัย เพื่อสร้างธุรกิจสร้างสรรค์ สูงสุด 1 ล้านบาทไม่จำกัดวุฒิการศึกษา 

'อิ๊งค์' อ้อน 'คนพิจิตร' ขอแลนด์สไลด์ 310 เสียง ฟาก 'ชลน่าน' ย้ำไม่จับมือ 'ลุงป้อม' หลังเลือกตั้ง

(11 มี.ค.66) ที่เวทีปราศรัยวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดย น.ส.แพทองธาร แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย ร่วมเวที มีประชาชนรอรับฟังคำปราศรัยจนเต็มหน้าลานวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า วันนี้เราต้องชูธง ปักชัย เพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน 310 เสียง ถ้าเราไม่ได้ 310 พี่น้องชาวพิจิตรจะต้องอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไปอีก 4 ปี ตอนแรกเราต้องการ 250 เสียงเพื่อชนะ ส.ว.ก่อน แต่จากการลงพื้นที่ประชาชนให้มาเกิน 250 เสียงแล้ว เมื่อมีคนออกมาบอกว่าพรรค พท.ได้ส.ส. 270 เสียงก็จะดันพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ถ้าเราไม่ได้คะแนนจากพี่น้องชาวพิจิตร เสียง 310 อาจเป็นไปไม่ได้เลยต้องมาขอคำมั่นสัญญาจากพี่น้องชาวพิจิตรจะเลือกพท.ทั้ง 2 ใบ มีคนออกมาตั้งข้อสังเกตหลังเลือกตั้งพรรคพท.จะจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ยืนยันหลังการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะไม่จับมือกับลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคพรรคพลังประชารัฐ) พรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ถ้าเราได้ 310 เสียงจะได้นายกฯจากประชาชนและเราจะได้ผลักดันนโยบายที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้ 

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า ดีใจได้มาเจอคนพิจิตรด้วยตัวเอง คนที่พรรคพูดกันว่าตนจะเดินทางได้ถึงเมื่อไหร่ แต่พอบอกมาพิจิตรจึงต้องมา ถ้าพิจิตรแลนด์สไลด์นายกฯ มาจากพท.แน่นอน ทั้งนี้ จ.พิจิตรมีปัญหามากมาย การเกษตร เราจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดียกแผง ข่าวราคาดี ปุ๋ยต้องถูกลง พรรคพท.จะมีนโยบายใช้เทคโนโลยีมาช่วยประชาชน พรรคพท.จะทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียมกัน ตนขอฝากผู้สมัครทั้ง 3 เขตของจ.พิจิตร ให้แลนด์สไลด์ เลือกพท.ทั้งคนทั้งพรรค และพิเศษที่สุดที่ จ.พิจิตร ตนขอแนะนำนายเศรษฐาที่เป็นประธานที่ปรึกษาของพรรค และอยู่ในทีมเศรษฐกิจ มั่นใจได้เลยว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top