Monday, 13 July 2026
Hard News Team

นราธิวาส-ศานติ สานต่อ "เจาะไอร้อง" เป็น "เจาะไอรัก" เชื่อมสัมพันธ์ผ่านกีฬา ต้อนรับเดือนรอมฎอนแห่งสันติสุข ฮ.ศ1444 

ณ สนามที่ว่าการอำเภอเจาะไอร้อง ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส  พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาภายใต้โครงการเจาะไอร้องเจาะไอรักคัพ ครั้งที่ 1 กีฬาสัมพันธ์ สู่รอมฎอนสันติ ประจำปี 2566 โดยชมรมเยาวชน BKM127 ร่วมกับคณะประสานงานระดับพื้นที่(สล.3) และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ส่วนราชการทุกภาคส่วนในพื้นที่ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการต้อนรับเข้าสู่เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช1444 ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม

เปิดการแข่งขันฟุตบอลชาย 7 คน และการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เพื่อเตรียมสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย และห่างไกลจากยาเสพติด อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ชิงถ้วยรางวัลและเงินรางวัล จากพลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ซึ่งภายในงาน มีการแสดงปันจักสีลัตของเยาวชนจากโรงเรียนบ้านบูเก๊ะตาโมง มิตรภาพที่ 128 และการแสดงศิลปะวัฒนธรรมมโนราห์ สร้างสีสันความสนุกสนานพร้อมกับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา ท่ามกลางประชาชนชาวอำเภอเจาะไอร้องที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

‘มิลลิ’ โพสต์ถึงความเหลื่อมล้ำ ยกเคสเก็บเงินเที่ยวตปท. ทำ‘ชาวโซเชียล’ เสียงแตก!! ย้อนถาม “ใช้ตรรกะอะไร”

มิลลิโพสต์ความเหลื่อมล้ำ เทียบความลำบาก เก็บเงินเที่ยวตปท. ของคนเราไม่เท่ากัน ทำชาวเน็ตเสียงแตก

เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา มิลลิ หรือ ดนุภา คณาธีรกุล หนึ่งในศิลปินผู้ออกมา ‘Call Out’ เสมอได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทย

สาวมิลลิ โพสต์ในทวิตเตอร์ @millimdk ระบุข้อความว่า “เข้าใจคำว่า แกไปจะไปเที่ยวตปท บินเลยวันพรุ่งนี้ได้ทันที กับฉันที่ต้องเก็บตังค์ให้พอดีเพื่อไปเที่ยวป่ะ ความเหลื่อมล้ำที่แกไม่เคยมองเห็นมันอ่ะ แกช่วยเข้าใจทีเตง”

แต่ทว่างานนี้ ทำชาวเน็ตแตกออกมาเป็นหลายมุมมองพากันโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน บางคนเผยว่า ความเหลื่อมล้ำมันไม่ใช่เรื่องของฐานะทางการเงิน แต่ความเหลื่อมล้ำมันคือการที่ปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเข้าถึงได้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน

บางคนเผยว่า การได้ไปเที่ยวต่างประเทศวัดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ชาวต่างชาติหลาย ๆ ประเทศก็ต้องมีการวางแผนการเก็บเงินเดินทางทั้งนั้น ต่อให้เศรษฐกิจดี พื้นฐานการใช้ชีวิตหรือพื้นฐานทางการเงินของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอยู่ดี

‘อนุทิน’ แจงทานข้าว ‘ลุงป้อม’ ปัดขอช่วยเหลือคดี ‘ศักดิ์สยาม’ รับดัล ‘ภท.-พปชร.’ ลงตัว หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง

หัวหน้าภท.ปัดกินข้าว ‘บิ๊กป้อม’ ขอช่วยคดี ‘ศักดิ์สยาม’ รับคุยการเมือง ปิดดีลจับขั้ว ‘ภท.-พปชร.’ หากไม่มีอุบัติเหตุการณ์การเมือง ย้ำพร้อมนั่งนายกฯ ในฐานะพรรค 70 บวก

วันนี้ (19 มี.ค.66) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารรสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการชั่วโมงข่าวเสาร์อาทิตย์ ทางไทยพีบีเอส โดยยอมรับว่า วงรับประทานอาหารระหว่างแกนนำพรคภูมิใจไทย และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นการนัดหมายเพื่อพบปะพูดคุยในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ประสานขอเข้าพบพลเอกประวิตร

โดยในวงอาหาร ได้มีการพูดคุยและประเมินสถานการณ์การเมืองร่วมกัน และอาจจะเรียกได้ว่า ดีลระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐลงตัวแล้ว เพราะการทำงานร่วมกันมาตลอด 4 ปี ไม่มีปัญหาใด ๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ภูมิใจไทย กับ พลังประชารัฐ ทำงานร่วมกันมา 4 ปี ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ หรือ เหตุจำเป็นยิ่งยวด เราไม่มีปัญหา สิ่งใดไม่เข้าใจก็เคลียร์กันครบทุกเรื่อง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้ดำเนินรายการ ถามถึงความสัมพันธ์กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังมีข้อสังเกตความไม่ลงรอย จากการสั่งพักโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม นายอนุทิน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์กับพลเอกประยุทธ์ยังคงเดิม ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีความแข็งแรง มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

โฆษก ตร.แจ้งกฎหมายใหม่ พ.ร.ก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ

จัดหนักเอาผิดบัญชีม้าจำคุกไม่เกิน 3 ปี ส่วนคนจัดหาจำคุก 2-5 ปี พร้อมให้อำนาจสถานบันการเงินอายัด แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทันที  กำชับพนักงานสอบสวนทั่วประเทศรับคดี ไม่ว่าเหตุเกิดที่ใด ส่วนระบบแจ้งความออนไลน์พร้อมเปิดระบบ 20 มี.ค. 66

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.66 พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. กล่าวว่า “ตามที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแผ่ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีผลบังคับไปแล้วเมื่อ 17มี.ค.66  โดยกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จากการถูกหลอกหลวงฉ้อโกงออนไลน์ ตามดำริของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.สั่งการตำรวจทั่วประเทศ ในฐานะหน่วยหลักการบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว พร้อมกับแจ้งข้อกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติให้ประชาชนรับทราบ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ แจ้งให้ประชาชนรับทราบ เข้าใจหลักการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ดังนี้
1) อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คดีออนไลน์เพื่อฉ้อโกง กรรโชก และรีดเอาทรัพย์ ถือเป็นคดีที่ต้องอยู่บังคับของกฎหมายฉบับนี้ 

2) กรณีเพื่อการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ มีเหตุสงสัยว่าอาจจะมีการทำผิดทางเทคโนโลยี สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าผ่านระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยไม่ถือว่าบัญชีม้าเป็นข้อมูลที่ได้รับรองตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ดังนั้นข้อมูลบัญชีม้า จะถูกธนาคารและเจ้าหน้าที่ส่งต่อให้กัน เพื่อระงับช่องทางการทำธุรกรรมและอายัดบัญชีด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยระงับความเสียหายของผู้เสียหายได้

3) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนได้

4) ผู้เสียหายสามารถแจ้งข้อมูลไปยังสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจเพื่อแจ้งให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับโอนระงับการทำธุรกรรมไว้ทันทีเป็นการชั่วคราว จากนั้นให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในเวลา 72 ชั่วโมง โดยมีการระบุขั้นตอนในการระงับการทำธุรกรรม ไว้ชัดเจน และรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายทำธุรกรรมได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน และเมื่อผู้เสียหายไปร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินการกับบัญชีธนาคารดังกล่าวภายใน 7 วัน        

5) มีการเพิ่มช่องทางการแจ้งเหตุ โดยกำหนดให้ผู้เสียหายแจ้งข้อมูลโดยง่ายและเร็ว สามารถแจ้งข้อมูลหรือหลักฐาน ทางโทรศัพท์หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์กับสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจได้

6) ผู้เสียหาย สามารถแจ้งความร้องทุกข์กับ พงส.ที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องถามว่าเหตุเกิดที่ใดในประเทศไทย หรือแจ้งผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ถือว่าเป็นการร้องทุกข์ และ พงส.นั้นมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ อาญา 

ซึ่ง ตร.ได้มีวิทยุสั่งการไปยังพนักงานสอบสวนทั่วประเทศให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ จากพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยถือว่าเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าเหตุจะเกิดที่ไหน ต้องอำนวยความสะดวกผู้เสียหาย เร่งช่วยเหลือ

7) มีบทลงโทษเครือข่ายอาจจะทำที่รุนแรงขึ้นทั้งบัญชีม้า คนจัดหาบัญชีม้า  
7.1 ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดบัญชี บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตน และห้ามไม่ให้ผู้ใดยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้ซิมโทรศัพท์ของตนในทั้งที่รู้หรือควรจะรู้ ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการทุจริตหรือทำผิดกฎหมาย  ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (บัญชีม้า) 

7.2 ห้ามไม่ให้ผู้ใดเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายบัญชี บัตรอิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือซิมโทรศัพท์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกระทำความผิดอาญา ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,0000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (คนจัดหาบัญชีม้า) “ 

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า “ ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำ กำชับหน่วยในการปฏิบัติตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566  เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากอาชญากรรมคดีออนไลน์

‘กรณ์’ นำ ‘นที’ ลุยพญาไท ชูผลงาน ‘กล้าปลดหนี้’ ชี้!! คุณสมบัติครบ อ้อนขอโอกาสให้คนรุ่นใหม่

‘กรณ์’ ฟิตลงพื้นที่ ‘พญาไท’ ช่วย ‘นที ศิริธรรมวัฒน์’ ขวัญใจชุมชน หลังทำโครงการกล้าปลดหนี้ มีผลงานชัด อ้อนฝากคนรุ่นใหม่ 

(19 มี.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่พญาไท เพื่อช่วยนายนที ศิริธรรมวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หาเสียง โดยมีนายธาม สมุทรานนท์ และนางสาววิเวียน จุลมนต์ ร่วมให้กำลังใจ โดยในวันนี้ นายกรณ์ และทีมงานได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ชุมชนวัดไผ่ตันและเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดไผ่ตัน  

นายกรณ์ กล่าวว่า อีกไม่ถึง 2 เดือน ประชาชนก็จะได้ใช้สิทธิของตัวเองเลือกผู้แทนราษฎรแล้ว วันนี้ยังมีเวลาศึกษาเพื่อตัดสินใจว่า วันที่เราเข้าคูหา เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจะเลือกคนแบบไหน พรรคไหน แล้วตัวเราจะได้อะไร บางคนอาจจะมีครบทุกอย่างแล้ว แต่สิ่งที่อยากได้คือ สิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้ที่ดีที่สามารถเป็นผู้แทนไปเจรจากับผู้นำต่างประเทศแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า เรามั่นใจว่าเรามีนโยบายที่ดีที่จะตอบโจทย์ความต้องการ และว่าที่ผู้สมัครของเรามีคุณสมบัติครบที่จะทำให้ทุกท่านภาคภูมิใจ อยากให้ทุกท่านให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ของพรรคชาติพัฒนากล้า  

นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังได้นำเสนอนโยบาย ช่วยเหลือแม่และเด็กตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ขวบ โดยมองเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการพัฒนาการทางสมอง แม่และเด็กควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และมีงบประมาณที่เพียงพอในการใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจะจัดงบประมาณส่วนนี้เพิ่มจาก 600 บาท เป็น 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ยังจะจัดสรรงบประมาณ 500 บาทต่อหัวเด็ก สำหรับศูนย์เด็กเล็กที่รับดูแลเด็กเล็กจนถึง 2 ขวบครึ่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ พรรคชาติพัฒนากล้า ได้คิดและคำนวณอย่างละเอียด จนเป็นนโยบายแล้วว่าเราจะหาเงินจากไหน 

‘พุทธิพงษ์’ เผย ‘ภท.’ แบ่งพื้นที่กทม. 4 กลุ่ม แก้ปัญหาตรงจุด มั่นใจ 8 ส.ส.แชมป์เก่า พร้อมดึง ‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ ร่วมทัพ

‘พุทธิพงษ์’ ชี้ นโยบาย กทม.พรรคภูมิใจไทย แบ่งกลุ่ม 4 พื้นที่แก้ปัญหาเฉพาะที่ ตรงจุด ถ้าคิดและทำแบบเดิม ก็ได้เหมือนเดิม มั่นใจ 8 ส.ส.แชมป์เก่าครองใจคนกรุงเทพฯ ได้ เพราะพูดแล้วทำทุกนโยบาย ดึง “เอก สายไหมต้องรอด” ร่วมทัพ
(19 มี.ค.66) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครกว้างใหญ่ เป็นเมืองหลวงและเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ ถ้าคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็ได้แบบเดิม หากจะพัฒนากรุงเทพฯ ไปข้างหน้า พรรคภูมิใจไทยจึงขอแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ โดยมองจากสภาพแวดล้อมและปัญหา มีกรุงเทพฯชั้นใน, กรุงเทพฯเหนือ, กรุงเทพฯตะวันออก และกรุงเทพฯฝั่งธน เพื่อเอื้อต่อการแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์และความต้องการของพี่น้องประชาชน

ซึ่งจากการลงไปติดตาม รวมรวบรับฟังปัญหาจากพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน โดยต้องมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันด้วยนโยบาย ซึ่งพรรคเตรียมพร้อมไว้แล้ว พร้อมระบุด้วยว่า พรรคภูมิใจไทย คัดเลือกคนทำงานจริงมาจากในพื้นที่ ที่สำคัญมีอดีต ส.ส.กทม.ถึง 8 เขต พร้อมจะทำงานให้คนกรุงเทพฯอย่างจริงจังต่อเนื่อง และทั้ง 33 ว่าที่ผู้สมัครล้วนเป็นคนที่พร้อม คิด พูดและลงมือทำจริง ทุกนโยบาย

‘ส.ส.โต้ง’ ป้อง ‘สมศักดิ์-สุริยะ’ หลัง ‘สันติ’ โจมตีเหตุย้ายซบ ‘พท.’ ลั่น!! อาการออกเพราะกลัวแพ้พื้นที่ภาคเหนือ หลังโพลนิด้าพุ่งสูง

‘ส.ส.โต้ง’ ป้อง ‘สมศักดิ์-สุริยะ’ ปม ‘สันติ’ ออกมาโจมตี หลังย้ายซบเพื่อไทย ซัดควรเคารพการตัดสินใจให้เกียรติอดีตแกนนำพรรค เตือนอย่ากวนน้ำให้ขุ่น ทั้งที่ไปมาลาไหว้ดี ห่วง ถูกปลดพ้นเลขาฯพรรค ไม่ทำตามนโยบาย ‘บิ๊กป้อม’ ก้าวข้ามความขัดแย้ง เหน็บ อาการออก อาจกลัวแพ้พื้นที่ภาคเหนือ หลังนิด้าโพลพุ่งสูง

(19 มี.ค.66) นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ส.ส.จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีแกนนำกลุ่มสามมิตร หลังย้ายเข้าพรรคเพื่อไทยว่า การออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงอดีตแกนนำพรรค ควรให้เกียรติ และเคารพการตัดสินใจ ที่เป็นสิทธิส่วนตัว ไม่ควรนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะทั้งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.ยุติธรรม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.อุตสาหกรรม ก็ได้มีการลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบรรยากาศ ก็เป็นไปด้วยดี โดยพล.อ.ประวิตร เวลาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก็ให้เกียรติเป็นไปในทิศทางที่ดี

“ดังนั้น นายสันติ ไม่ควรกวนน้ำให้ขุ่น ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้สร้างสรรค์ เพราะท่านสมศักดิ์ ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงสาเหตุการย้ายพรรคไปแล้วว่า การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้การขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งจากที่ผมติดตาม ก็เห็นชัดเจนว่า หลายโครงการยังสะดุดอยู่ อาจมีการขัดแข้งขัดขาแย่งผลงาน เช่น การปลดล็อกพืชกระท่อม ที่ยังไม่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากพืชกระท่อมได้ เนื่องจากติดระเบียบ อย.ที่กำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเรื่องนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ เรื่องส่งเสริมวัวชน ที่ยังขับเคลื่อนได้ล่าช้าอยู่ ทั้งที่ล้วนเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน” นายจิรพงษ์ กล่าว

นายจิรพงษ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย ในหลายรัฐบาล จึงได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทั้งรัฐบาลผสม และรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งก็ได้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน ในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ โดยถือว่า เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง จึงไม่แปลกที่เลือกมาทำงานกับพรรคเพื่อไทย เพื่อต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ดังนั้น การย้ายมาพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ผิดอะไร เพราะออกมาอย่างถูกต้อง ไม่มีการรักษาการเก้าอี้รมต.ด้วย รวมถึงขณะที่อยู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ จนมีผลงานอย่างชัดเจน ไม่เคยเอาเปรียบพรรคตามที่ถูกกล่าวหา

‘เด็กจีน’ ตั้งคำถาม “คนรุ่นใหม่ควรทำอะไรให้แก่โลกบ้าง” ตอบ “อย่าเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเคยรังเกียจในสมัยเด็ก”

(19 มี ค.66) ‘อ.ต่อตระกูล’ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกบ้าง’ ซึ่งได้นำเสนอสุนทรพจน์ของ นักศึกษาหญิง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่เข้าประกวดสุนทรพจน์ในรายการทีวี สั้น ๆ เพียง 3 นาที ที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ที่น่ายกย่อง

โดย อ.ต่อตระกูล กล่าวว่า สุนทรพจน์นี้ ทาง ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร์ อาจารย์ที่นิติศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ซึ่งจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่เดียวกัน แปลมา บอกว่าอยากให้ คนไทยได้อ่านกัน ความว่า...

ฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ทุกคนของฉันเคยพูดว่า “กฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติในชีวิตความเป็นจริง…” ชีวิตความเป็นจริง เป็นโลกที่น่าพิศวง ในชีวิตความเป็นจริง คนซื่อ ๆ ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มักใช้ชีวิตเงียบ ๆ ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ส่วนคนที่มากเล่ห์เพทุบาย สุดท้ายกลับมีทั้งชื่อเสียง มีลาภสมบัติ เพราะฉะนั้น เด็กไร้เดียงสาอย่างฉัน จึงมักมีรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์มาตบไหล่ฉันเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู และบอกฉันว่า “เด็กน้อย รอจนเธอเข้าใจโลกเสียก่อน”

สิ่งที่ฉันอยากถามก็คือ คนหนุ่มสาวอย่างฉัน สามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง วันหนึ่งข้างหน้า ผู้ว่าการแบงก์ชาติ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 นักธุรกิจชั้นนำ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 แม้กระทั่ง ประธานาธิบดี ก็จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990 ในวันที่สังคมเป็นที่ยืนของคนที่เกิดหลังปี 1990 ฉันอยากถามเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนว่า พวกเราอยากให้สังคมเป็นเช่นไร ฉันรู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนสามารถก้าวขึ้นมาฝ่าฟันพายุและคลื่นลม จนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ ฉันและคุณ ล้วนเป็นคนเล็กๆธรรมดา ๆ ภายในกลไกเครื่องจักรสังคมอันมหึมา พวกเราเป็นเพียงหมุดตะปูตัวเล็ก ๆ

สมัยเรียนหนังสือ พ่อแม่พูดทุกวันว่า ให้ตั้งใจเรียนเป็นอันดับแรก อย่าเพิ่งสนใจอย่างอื่น พอถึงวันจบการศึกษา พวกเราก็เที่ยวเอาจดหมายสมัครงานหว่านไปทั่ว ด้วยความหวังว่าจะมีบริษัทรับเข้าทำงาน ผ่านไปไม่กี่ปี ก็ถูกกดดันให้แต่งงาน ซื้อบ้าน แล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปีแรกของชีวิตการทำงาน ช่วงที่มีกำลังเต็มที่ หาเงินมาใช้หนี้ จนทำให้คนหนุ่มสาวยุ่งกับการใช้ชีวิต จนไม่เหลือความฝัน ไม่มีเวลาสนใจการเมือง ไม่มีเวลาสนใจสิ่งแวดล้อม ไม่มีเวลาสนใจชะตากรรมบ้านเมือง แล้วจะยังเหลือกำลังวังชา ทำอะไรให้แก่สังคมส่วนรวมได้อีก

แต่ภายหลังฉันพบว่า มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันและคุณทำได้ สิ่งนั้นคือ คนรุ่นเรา ไม่ว่าจะเดินไปในเส้นทางใด ขออย่าได้ทำชั่ว ขอแค่ อย่าเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเคยรังเกียจในสมัยเด็ก ถ้าต่อไปเราเป็นคนขายของแผงลอย ก็อย่าเอาน้ำมันทิ้งแล้วมาทอดของขาย ถ้าขายผลไม้ ก็อย่าโกงน้ำหนักตาชั่ง ถ้าเปิดโรงงาน เป็นเจ้านายคน ก็อย่ากดค่าแรงลดคุณภาพวัตถุดิบ ผลิตของด้อยคุณภาพ คนธรรมดาหนึ่งคน ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่แสนธรรมดา ถ้าทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะเราทุกคน ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา ก็มีผลเปลี่ยนแปลงโลกฉันเป็นนักศึกษากฎหมาย ถ้าในภายภาคหน้า ฉันสามารถเป็นผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรม สังคมเราก็จะมีผู้พิพากษาที่ดีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ย่อมเป็นสังคมที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็นิดหนึ่ง

‘จตุพร’ ถอดรหัสคำปราศรัย ‘เศรษฐา’​ จวก ทั้งชีวิตอยู่กับความร่ำรวย จะเข้าใจคนจนได้อย่างไร

(19 มี.ค. 66) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน ‘ประชาชนอยู่ตรงไหน?’ โดยถามนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยว่า คนไทยยากจน ทั้งชีวิตได้แต่เสาะแสวงหาความสุขและการอยู่รอด ดังนั้น ประชาชนผู้ทุกข์ยาก มากความเดือดร้อนอยู่ตรงไหนในหัวใจว่าที่ผู้นำที่จะมาเป็นผู้ปกครองมือใหม่ ผู้ยังไม่ปรากฎความเสียสละแก่สังคม แต่ทั้งชีวิตความสำเร็จอยู่กับความร่ำรวย อาจไม่เคยเห็นคุณค่าการเสาะแสวงหาใด ๆ เลย เพราะไม่เคยเสาะหา อยากได้สิ่งใดก็มีคนเอามาให้ แล้วจะเข้าใจประชาชนยากจนที่อยู่ปกครองได้อย่างไร

นายจตุพร ยกคำพูดตอนหนึ่งของนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ระบุบนเวทีจัดงาน ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน’ เพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้ง 400 เขต มาวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของผู้ปกครองมือใหม่ถอดด้ามที่อาสามาเป็นผู้นำของประเทศไทยที่มากด้วยคนยากไร้ เดือดร้อนทุกข์

พร้อมระบุคำพูดของนายเศรษฐา ว่า คนมีอภิสิทธิ์ ใหญ่คับฟ้าทำผิดไม่ผิด เห็นผู้นำไร้หัวใจไล่ประชาชนที่มีศักยภาพให้ออกจากแผ่นดินที่เขาเกิด เพียงแค่คนเหล่านี้ไม่อยู่ใต้โอวาท ประชาชนที่ได้ผลกระทบทุกคนต่างฝากความหวังไว้ในการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ เขาอยากเลือกพรรคการเมืองที่จะสร้างโอกาสให้ชีวิตเขาดีขึ้น

นายจตุพร เริ่มกล่าวด้วยการยกคำพูดท่อนหนึ่งที่ระบุถึง ‘ผู้นำไร้หัวใจ’ มาวิพากษ์วิจารณ์ ว่า ผู้นำโลกและผู้นำไทยที่ผ่านมา ล้วนไม่เคยมีหัวใจ พร้อมถามนายเศรษฐา เมื่อช่วงเป็นซีอีโอ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ สร้างบ้านขายกลุ่มคนรวยมาทั้งชีวิต

“คุณมีหัวใจหรือไม่ และเคยเห็นผู้ปกครองไทย ใครบ้าง เคยมีหัวใจ” นายจตุพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หัวใจคนจะเกิดก่อนที่มาเป็นผู้นำ หรือระหว่างวางแผนที่จะเข้าไปเป็นผู้นำ จากนั้นเมื่อมาเป็นผู้นำแล้ว หัวใจจะถูกเอาออกตามลำดับ จนอยู่ในสภาพคนไร้หัวใจ 

อีกทั้งกล่าวว่า ในระหว่างช่วงชิงอำนาจ หัวใจจะเริ่มดำสนิท แต่เมื่อมีอำนาจหัวใจจะไม่มี แล้วกลายเป็นมนุษย์พิเศษที่ไม่มีหัวใจในการทำงาน เพราะตลอดเวลาถ้าผู้นำมีหัวใจ ประเทศจะไม่อยู่ในสภาพแบบนี้ การตัดสินใจระหว่างผลประโยชน์ชาติกับประโยชน์ตัวเอง ถ้าผู้นำมีหัวใจทำไม่ได้ มือล้างได้ แต่ใจยากที่จะล้างออก ดังนั้น ที่บอกว่า ผู้นำไร้หัวใจ หวังว่านายเศรษฐา จะรักษาหัวใจเอาไว้ได้ จนถึงวันใฝ่ฝัน เพราะต้องการเป็นนายกฯ ตำแหน่งเดียว

ส่วนนายเศรษฐา กล่าวถึงผู้นำไร้หัวใจไล่คนไทยออกนอกประเทศนั้น นายจตุพร เห็นว่า ขึ้นอยู่กับการเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ต้องรู้ให้ตรงกันก่อนว่า ไม่มีใครสามารถไล่คนไทยออกนอกประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีคนไทยคนใดที่จะห้ามคนไทย ไม่ให้กลับเข้าแผ่นดินไทยได้เช่นกัน อีกทั้งไม่มีกฎหมายห้ามคนไทยเข้าประเทศด้วย ดังนั้น การออกนอกประเทศคงเป็นเพราะเขาไม่ให้อยู่ หรือไม่อยู่เอง

อย่างไรก็ตาม ในอดีต ช่วงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ตัดสินใจออกนอกประเทศเอง โดยประชาชนขับไล่ แค่ต้องการให้ออกจากตำแหน่งเท่านั้น รวมทั้งนายปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม ล้วนแต่เป็นการตัดสินใจออกนอกประเทศเองทั้งสิ้น แต่การไม่กลับมาแผ่นดินไทยนั้น ไม่มีใครห้ามปรามได้เลย

นายจตุพร กล่าวว่า เจตนาของนายเศรษฐา ที่พูดถึงการไล่คนออกนอกประเทศนั้น คงต้องการสื่อให้คนในห้องประชุมนึกถึงหน้าทักษิณ ชินวัตร หรือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พี่น้อง อย่างไรก็ตาม ควรต้องยึดหลักสำคัญว่า คนไทยไม่มีสิทธิ์ไล่ใครออกนอกประเทศ แม้จะมีการพูดจริง แต่ไม่มีอำนาจ ดังนั้น การไม่อยู่ในประเทศจึงเป็นเรื่องของแต่ละคนจะตัดสินใจ และถึงที่สุดแล้ว เมื่อนายเศรษฐาอาจได้เป็นนายกฯ ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า แผ่นดินนี้ไม่มีใครบังคับให้คนไทยออกนอกประเทศได้ นอกจากจะออกไปเอง

“เมื่อคนไทยมีศักยภาพที่นายเศรษฐา บอกว่า เขาไม่อยู่ใต้โอวาท จึงถามว่า ใต้โอวาทของผู้นำคนไหน ที่ไม่ฟัง จึงต้องออกกันไป ซึ่งคำนี้เป็นคำละเอียดอ่อน ใช้ปลุกใจได้ ถ้าไม่เข้าใจบริบทแล้ว จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากมาย” นายจตุพร กล่าว

รวมทั้ง เสนอว่า วันนี้ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ กลับบ้านในไทยได้ตลอดเวลา และไม่มีใครขับไล่ออกนอกประเทศ ตลอดจนไม่มีใครห้ามทักษิณกลับไทยด้วย ดังนั้น คำพูดของนายเศรษฐา จึงเป็นการสร้างจินตนาการที่ใหญ่โตมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top