Monday, 13 July 2026
Hard News Team

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เจ้านายที่ 'คณะราษฎร-ปรีดี-จอมพล ป.' ชื่นชอบ

ในตอนนี้ผมจะมาเล่าถึง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เจ้านายพระองค์หนึ่งที่สามารถทำงานร่วมกับคณะราษฎรได้ อย่างกลมกลืน และขึ้นถึงจุดสูงสุดโดยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ด้วยพระชนมายุเพียง 31 พรรษา สามารถฝ่ามรสุมทางการเมืองภายในคณะราษฎรมาได้อย่างตลอดรอดฝั่ง แถมเป็นที่ 'ปลาบปลื้ม' ของคณะราษฎรอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ผู้นำฝ่ายพลเรือนอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ มาถึงผู้นำฝ่ายทหารอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา ก่อนที่คณะราษฎรจะกลายเป็นคณะของข้าพเจ้าภายใต้การปกครองของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม พระองค์ทำได้ยังไง ? 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติแต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 มีพระนามแรกประสูติว่า หม่อมเจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 4 พรรษา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ พระมารดาได้ปลงพระชนม์ชีพพระองค์เองด้วยการเสวยยาพิษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับหม่อมเจ้าอาทิตย์ทิพอาภาไปทรงเลี้ยงดู ต่อมาไม่กี่ปี หม่อมเจ้าอาทิตย์ทิพอาภาตามเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปพระราชวังบางปะอิน วันหนึ่งทรงเล่นน้ำแล้วพลาดจมน้ำ เผชิญมีผู้ช่วยเหลือไว้ได้ พระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงทำขวัญ พระราชทานน้ำมหาสังข์ ทรงเจิม และผูกข้อพระกร แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น 'พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา' เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 นับว่าได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษต่างจาก เจ้าพี่ เจ้าน้อง 

เมื่อ พ.ศ. 2460 พระชนมายุได้ 13 พรรษา เข้าศึกษาที่โรงเรียน Fessenden สหรัฐอเมริกา ต่อมาจึงย้ายมาศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ โดยแรกเริ่มราว ๆ 2 ปี พระองค์ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ จากนั้นพระองค์ทรงมีอาการประชวร จึงลาออก แล้วเข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จนทรงจบหลักสูตรวิชาปกครองในปี พ.ศ. 2470 ได้ปริญญา B.A. และ M.A. จึงเสด็จกลับประเทศสยาม ซึ่งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นี่เอง ที่พระองค์ได้ศึกษากับศาสตราจารย์จอห์น ฮอลแลนด์-โรส ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสและนโปเลียน หลังทรงสำเร็จการศึกษาแล้วก็ทรงกลับมารับราชการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ในยุคที่มีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์เป็นเสนาบดี โดยตำแหน่งเจริญก้าวในการทรงงานจนได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ พ.ศ. 2473 นอกจากนี้ยังทรงเป็นสมาชิกของราชบัณฑิตสภา ซึ่งก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2470

ณ ราชบัณฑิตยสภานี้เองที่พระองค์ได้ทรงรู้จักกับนักเรียนนอกสายฝรั่งเศสที่ชื่อ 'ปรีดี พนมยงค์' ด้วยความที่ทั้งสองต่างสนใจในเรื่องฝรั่งเศส จึงค่อนข้างให้ความเคารพและมีความสนิทกันพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทรงเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างที่เป็นพระอาจารย์อยู่นี้ พระองค์ได้ทรงนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสและชีวประวัติของนโปเลียนเป็นภาษาไทยใน พ.ศ. 2477 เพื่อใช้เป็นตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งคนที่ผลักดันให้เกิดหนังสือเล่มนี้พร้อมเขียนคำนำให้ก็คือ 'ปรีดี พนมยงค์' นั่นเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เล่าเรื่องเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมทางการเมืองของไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองกับประเทศฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนังสือที่ 'สร้างความชอบธรรม' ให้เกิดขึ้นกับคณะราษฎรนั่นเอง ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ 'ปรีดี' จะใช้โอกาสอันงามนี้ในการทั้งผลัก ทั้งดัน ให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น และเกิดขึ้นโดยฝีมือของเจ้านายชั้นสูงในราชวงศ์ !!! 

ย้อนกลับนิดนึงในวันที่คณะราษฎรยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้ทรงเรียกข้าราชการทั้งหมดอาณัติมาประชุมหารือ โดยได้ข้อสรุปว่าพระองค์และข้าราชการจังหวัดนครปฐม ตัดสินใจ 'สนับสนุนคณะราษฎร' ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือยืนข้างคณะราษฎรเลยล่ะ 

แต่การอยู่ฝั่งคณะราษฎรก็ใช่จะไม่โดนจัดหนัก เพราะในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ 'เจ้านาย' ที่คณะราษฎรชื่นชอบพระองค์นี้ถูกชาวคณะจัดหนัก กราบบังคมทูลฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาเป็นเจ้านายที่ 'ได้ใช้ถ้อยคำอันเป็นเสี้ยนหนามแก่ความสงบ…เสียดสีคณราษฎรด้วยอาการอันไม่สมควร' งง พอสมควร ยึดอำนาจมาแล้ว แต่เวลามีปัญหาก็ไปกราบบังคมทูลฟ้อง สุดยอดความย้อนแย้งจริง ๆ แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านก็ทรงมีพระเมตตา ทรงเรียกให้มาปรับความเข้าใจกัน 

พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา จึงเสด็จฯ มารีบมอบพระองค์และให้คำมั่นว่าจะไม่คิดร้ายต่อคณะราษฎร และได้ส่งสุนทรพจน์เรื่อง 'การปกครองในระบอบใหม่' ที่พระองค์ประทานแก่ราษฎรจังหวัดนครปฐมให้คณะราษฎรทราบ ซึ่งได้รับความชื่นชอบอย่างมาก จนคณะราษฎรถึงกับกล่าวสรรเสริญพระองค์ว่า 'เป็นเจ้าที่รักชาติพระองค์หนึ่ง สมควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าอื่นๆ ได้' ถึงขนาดที่ พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร มีหนังสือชมเชยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยยึดแนวทางของพระองค์ไปใช้ในการอบรมข้าราชการและประชาชนเพื่อให้เข้าใจในระบบการปกครองใหม่ด้วย เอาสิ !!! 

ซึ่งการแสดงพระองค์ลักษณะนี้ก็ทำให้พระองค์ทรงได้รับความไว้วางใจ จากนครปฐมพระองค์ก็ได้ย้ายไปทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และรักษาการแทนสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ซึ่งในช่วงนั้นได้เกิดเหตุกบฏบวรเดชขึ้น หลังจากพระองค์ทรงได้รับหนังสือเตือนจากรัฐบาล พระองค์ทรงสั่งให้หน่วยความมั่นคงของจังหวัด จัดเตรียมการลาดตระเวนและจับทหารของกลุ่มกบฏ อย่างเข้มแข็ง รัฐบาลก็เลยได้โอกาสปราบปรามกบฏทางฝั่งอีสานโดยไม่ต้องห่วงภาคใต้เลย หลังจากเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้มอบ 'เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ' ให้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และประชาชนที่มีส่วนร่วมในการปราบกบฏ ซึ่งพระองค์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์เพียงพระองค์เดียวที่ได้รับทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญดังกล่าว เรียกว่าคณะราษฎรไว้วางใจมาก สุด สุด 

ความไว้ใจนี้ยังไปต่อครับทุกท่าน เมื่อจบเหตุกบฏบวรเดชแล้ว จากภูเก็ตพระองค์ก็ได้รับตำแหน่งเป็น 'ราชเลขานุการในพระองค์' พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แทน ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ที่ถูกปลด ด้วยพระชันษาเพียง 29 เท่านั้นเอง แต่ตรงนี้ก็พอจะเข้าใจ เพราะ 'หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา' หม่อม ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นนางพระกำนัลใน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งตรงนี้ส่งผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งคณะราษฎรยังมั่นใจได้ว่าพระองค์เจ้าอาทิตย์นั้นจะไม่หันกลับไปสนับสนุนสถาบันฯ เหมือนเจ้านายพระองค์อื่น ๆ แต่การเป็นราชเลขานุการในพระองค์เป็นแต่เพียงไม่นานเพราะในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จ ฯ ไปต่างประเทศ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ เข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะราษฎรได้เลือก 'พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์' ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และสมาชิกอีก 2 ท่านคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ก่อนที่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา 'กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์' ได้ทรงปลงพระชนมชีพเนื่องจากความกดดันจากทั้งพระราชวงศ์และคณะราษฎรที่ถาโถมใส่พระองค์ หลังจากนั้นคณะราษฎรตัดสินใจเลือก พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาให้ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว พร้อมกับการแต่งตั้ง นายเสวก นิรันดร หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรซึ่งใกล้ชิดกับ จอมพล ป. ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (นายเสวกนี่เองคือตัวเบียดบังทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เลยขอบอก) และนายเสวกก็ยังเป็นเลขาส่วนพระองค์ในพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาไปพร้อมๆ กัน

‘สี จิ้นผิง’ เดินทางถึง ‘มอสโก’ แล้ว ‘จนท.ระดับสูงรัสเซีย’ ให้การต้อนรับอบอุ่น

(21 มี.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘สีจิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน เดินทางถึงกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ในช่วงบ่ายวันจันทร์ (20 มี.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ หลังมีคำเชิญจากวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

เครื่องบินของสีจิ้นผิงลงจอดที่ท่าอากาศยานนูโคโวเมื่อราว 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเมื่อก้าวออกจากเครื่องบิน สีจิ้นผิงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิตรี เชอร์นีเชนโก และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ ของรัสเซีย ณ ลานจอดเครื่องบิน

‘ปิยบุตร’ ลั่น ‘ก้าวไกล’ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน หากรัฐบาลหน้ามีชื่อ ‘ประยุทธ์-ประวิตร’

‘ปิยบุตร’ ประกาศกร้าว ถ้ารัฐบาลหน้ามีชื่อ ‘ประยุทธ์-ประวิตร’ พรรคก้าวไกลพร้อมเป็นฝ่ายค้าน

(21 มี.ค.66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก 'Piyabutr Saengkanokkul-ปิยบุตร แสงกนกกุล' ว่า “ทุกพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งก็ต้องอยากเป็นรัฐบาลทั้งนั้น แต่การจะมาเป็นรัฐบาลได้ต้องมาอย่างสง่างามด้วย ไม่ใช่แค่คิดถึงจำนวนอย่างเดียวจนลืมดูอุดมการณ์ ย้ายพรรคกันไปมาตามสภาพดินฟ้าอากาศ”

20 โปรเจกต์ หนุน EEC เดินหน้า

#จดหมายเหตุลุงตู่ #8ปีที่เปลี่ยนไป #ยุบสภา

โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) ซึ่งมีอีกชื่อเป็นภาษาไทยว่า ‘โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก’ อีกหนึ่งความหวังใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยปัจจุบันมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเงื่อนไขในการเอื้อต่อการลงทุนแล้วหลายประการ

1. พัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา)
2. พัฒนารถไฟทางคู่ (ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย)
3. พัฒนาท่าเรือมาบตาพุด / ท่าเรือแหลมฉบัง เป็น ‘ประตูการค้า’ เชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียน
4. พัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ หรือท่าเรือจุกเสม็ด รองรับนิคมอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวทางทะเล
5. ปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก แห่งที่ 3

6. ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี, พัทยา-มาบตาพุด และแหลมฉบัง-นครราชสีมา
7. ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม (ยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร)

8. ผลักดัน 5 NEW S-curve อุตสาหกรรมใหม่ (หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม, การแพทย์ครบวงจร, ขนส่งและการบิน, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, ดิจิทัล)

รบ. ปลื้ม ‘แกงพะแนง’ ติดอันดับที่ 1 ของโลก เดินหน้าพัฒนา 5F ต่อยอด Soft Power ไทย

‘แกงพะแนง’ ของไทย ติดอันดับที่ 1 แกง/สตูว์ ที่สุดในโลก รัฐบาล-ทุกภาคส่วน พัฒนา 5F ต่อยอด Soft power 

(21 มี.ค.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ แกงพะแนง ของไทยได้รับการจัดเป็นอันดับ 1 แกง/สตูว์ ที่ได้คะแนนดีที่สุดในโลก

นายอนุชา กล่าวว่า เว็บไซต์ tasteatlas ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมร้านอาหาร สูตรอาหาร เมนู วัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วโลก รวมถึงรีวิวจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ได้ทำการจัดอันดับ แกง/สตูว์ ที่มีคะแนนที่ดีสุดในโลก ซึ่ง แกงพะแนง ของไทย ได้อันดับ 1 ด้วยคะแนน 4.8 พร้อมระบุว่า แกงพะแนงเป็นแกงประเภทหนึ่งของไทยที่มีเนื้อสัมผัสเข้มข้น ใส่ถั่วลิสงที่มีรสเค็มหวาน และใส่เนื้อสัตว์ที่ตุ๋นกับวัตถุดิบอื่น ๆ อาทิ พริกแห้ง ใบมะกรูด กะทิ ผักชี ยี่หร่า กระเทียม ตะไคร้ และหอมแดง โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้มักจะเป็นเนื้อวัว ไก่ และเป็ด โดยเว็บไซต์ยังอธิบายว่า คำว่า พะแนง แปลว่า กากบาท ซึ่งหมายถึงวิธีการเตรียมไก่แบบโบราณโดยการไขว้ขาไก่ และตั้งไก่ให้ตรง โดยสูตรแกงพะแนงที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบในตำรากับข้าวของหม่อมซ่มจีน ในปี พ.ศ. 2433 (https://www.tasteatlas.com/best-rated-stews-in-the-world

‘ฟินแลนด์’ ยืนหนึ่งมีความสุขที่สุดในโลก 6 ปีติด ขณะที่ ‘ประเทศไทย’ รั้งอันดับที่ 60

ฟินแลนด์ ยังคงเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่อัฟกานิสถาน และเลบานอน เป็นประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุด ส่วนประเทศไทย รั้งอันดับที่ 60

รายงานความสุขโลกประจำปี 2023 ที่เผยแพร่เนื่องในวันความสุขสากล วันที่ 20 มี.ค. ตามประกาศของสหประชาชาติ มาตั้งแต่ปี 2012 ระบุว่า ฟินแลนด์ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 6 รองลงมา คือ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และนิวซีแลนด์ โดยประชากรราว 5.5 ล้านคน ในฟินแลนด์ ถือได้ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกด้าน ทั้งความเป็นอยู่ การศึกษา ความปลอดภัย และสวัสดิการด้านต่างๆ มีอัตราคดีอาชญากรรม ความไม่เท่าเทียม และความยากจน ต่ำที่สุดในโลก

รายงานความสุขโลกซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network-SDSN) เป็นการจัดอันดับความสุขในกว่า 150 ประเทศ อาศัยข้อมูลผลสำรวจของแกลลัป เวิลด์ โพลล์ ที่ให้ประชาชนประเมินความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง วัดด้วยปัจจัยสำคัญ 6 ข้อ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม รายได้ สุขภาพ เสรีภาพ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน

เปิด 18 ผลงาน 'รัฐบาลลุงตู่' 8 ปีพัฒนา 'ภาคกลาง'

#จดหมายเหตุลุงตู่ #8ปีที่เปลี่ยนไป #ยุบสภา

ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ เกิดการพัฒนาทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปคุณภาพชีวิตในชุมชน แก้ไขปัญหาสะสมเรื่องความไม่สงบในประเทศ ออกมาตรการทางเศรษฐกิจ มีการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  มารดาประชารัฐ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการชิมช็อปใช้ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนจับต้องได้ทั้งสิ้น และคนที่ได้รับประโยชน์คือประชาชนไทยทุกคน

ในส่วนภาคกลาง มีการประกาศระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง-ตะวันตก ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อผลักดันการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นศูนย์กลางขนส่งและโลจิสติกส์ เชื่อมโยงระหว่างภาคตะวันออกและตะวันตก และภาคตะวันตกกับภาคใต้ตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปอาการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยสามารถพัฒนาศักยภาพในการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC  มีโครงการที่สามารถจับต้องและเอื้อประโยชน์ต่อชาวภาคกลางดังนี้

1. โครงการทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหาคร เพื่อขยายโครงข่ายทางพิเศษไปทางตะวันตกของ กทม

2. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – นครราชสีมา

3. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี

4. โครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท สาย ฉ และ ค ผังเมือง รวมเมืองชัยนาท จ.ชัยนาท 

5. โครงการถนนสาย ค ผังเมืองรวมเมืองนครสวรรค์ (บริเวณถนนมหาเทพ) 

6. โครงการขยายถนนราชพฤกษ์ระยะที่ 2 (ตอนที่ 2) ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 - คลองมหาสวัสดิ์)

7. โครงการถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ - ใต้) ตอน NS1

8. โครงการถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ - ใต้) ตอน NS2

14 เรื่อง ดี๊ดี ที่ 'บิ๊กตู่' มีให้ ภาคตะวันตก

#จดหมายเหตุลุงตู่ #8ปีที่เปลี่ยนไป #ยุบสภา

ไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ สำหรับภาคตะวันตก อันประกอบไปด้วยจังหวัด กาญจนบุรี, ตาก, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี และราชบุรี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้ มีหลากโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวทางต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากมาย

>> จังหวัดกาญจนบุรี

1. Skywalk กาญจนบุรี แลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำแคว บนความสูง 12 เมตรจากพื้นถนน และความยาวของ Skywalk กาญจนบุรี อยู่ที่ 150 เมตร ตลอดริมแม่น้ำ ตัวพื้นของ Skywalk กาญจนบุรี ทำจากกระจกใสแข็งแรง ตลอดทางเดินสามารถมองเห็นแม่น้ำด้านล่าง

2. จัดระเบียบเรือนแพและปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำแคว เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

3. แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ตำบลห้วยกระเจา อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี 

4. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี มีพื้นที่ผ่าน 3 จังหวัด คือ จ.นนทบุรี จ.นครปฐม และ จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร 

>> จังหวัดตาก

5. มอบสิทธิมอบสุขในที่ดินทำกิน หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 5 ป่า ประกอบด้วย ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน / ป่าแม่ละเมา / ป่าแม่สอด / ป่าท่าสองยาง และ ป่าแม่ระกา พร้อมทั้งมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดตาก ให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน จำนวน 1,231 เล่ม 

6. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันผลักดัน ให้ ‘ไม้กลายเป็นหิน’ ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย จังหวัดตาก ถูกบันทึกสถิติโลกว่าเป็น ‘ไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลก’ ลง Guinness World Records ได้สำเร็จ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเยาวชน ตลอดจนผู้ที่มีความสนใจด้านแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญในประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top