Monday, 13 July 2026
Hard News Team

World's Biggest Liar เทศกาล 'แข่งโกหกคำโต' ให้สาธารณชนเชื่อ ข้อแม้!! ห้าม 'นักการเมือง' และ 'ทนายความ' ลงแข่ง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีงานแบบนี้บนโลก

งาน 'World's Biggest Liar' คือเทศกาลประจำปีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคัมเบรีย (Cumbria) ประเทศอังกฤษ โดยรับสมัครผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก ซึ่งกำหนดให้ทุกคนมีเวลา 5 นาทีสำหรับการ 'แต่งเรื่องโกหกและน่าเชื่อถือที่สุด' ออกมา โดยมีกฏเพียงห้ามใช้อุปกรณ์ประกอบฉาก หรือสคริปต์ใดๆ อาศัยเพียงการเตรียมตัวและด้นสดตามสถานการณ์ตรงหน้า

ที่ผ่านมาพวกเขามีเรื่องอะไรซึ่งเป็นเรื่อง 'โกหกที่สุดในโลก' กันบ้าง

ในปี ค.ศ. 2003 'แอบรีย์ ครูเกอร์' (Abrie Krueger) จากดินแดนแอฟริกาใต้ ได้รับเลือกให้เป็น 'นักโกหกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก' หลังเขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเองได้รับตำแหน่งราชาแห่งหุบเขาวาสเดล (Wasdale) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวต่างชาติ (นอกเกาะอังกฤษ) ชนะการแข่งขัน ท่ามกลางคำกล่าวหาว่าครูเกอร์นั้น 'โกง' ด้วยเนื้อหาคล้ายกับเรื่อง 'บิชอปแห่งคาร์ไลล์' ในอดีต

นักแสดงตลกสาวใหญ่ 'ซู เพอร์กินส์' ชนะการแข่งขันโกหกในปี 2006 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สตรีชนะการแข่งขัน โดยเรื่องเล่าของเธอคือ "ชั้นโอโซนเสียหาย น้ำแข็งละลาย และผู้คนต้องถูกพาไปทำงานกับอูฐ"

หลายเรื่องหลายพล็อตที่ถูกนำมาเล่าแข่งขันกันส่วนใหญ่จะมีความเสียดสี เล่าอย่างหน้าตาย บ้างก็ใส่อารมณ์ของแสตนด์อัพคอมมิดี้ ตามสไตล์ผู้ดีอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่มองทุกอย่างรอบตัวเป็นเรื่องขำขัน ไม่เว้นแม้แต่มุมมองทางการเมือง การปกครอง

ครั้งหนึ่งมีผู้เข้าประชันการโกหกที่ควรเป็นผู้ชนะการแข่งขันด้วยสุนทรพจน์สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครั้งนั้นเขาขึ้นพูดง่าย ๆ ว่า "ฉันไม่เคยโกหกมาก่อนเลยในชีวิตนี้" (ฮา)

ปี ค.ศ. 2008 จอห์น 'ไลเออร์' เกรแฮม ผู้ซึ่งมากประสบการณ์บนเวทีนี้จนได้รับฉายา 'จอห์นตอแหล' ชนะการแข่งขันเป็นครั้งที่ 7 หลังเล่าเรื่องการนั่งรถมหัศจรรย์ไปยังสกอตแลนด์ด้วยถังขยะที่ล่องไปภายใต้ท้องทะเล และเรื่องโกหกที่ชนะของจอห์น เกรแฮม ที่ว่า อ้างอิงมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่เรือดำน้ำเยอรมันนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บุกอังกฤษเพื่อจับตัวถอดรหัสโทรเลข

ยังมีเรื่องโม้ของ Paul Burrows จากเมือง Essex ในปี 2010 ว่าทะเลสาบและภูเขาปัจจุบันในชนบทของ Cumbrian นั้น ก่อนหน้านี้ถูกขโมยไปจากเทศมณฑล Essex บ้านเขาเอง จนทุกวันนี้เมืองเอสเส็กซ์มีสภาพเป็นพื้นที่ราบเรียบสุดลูกหูลูกตา

มีเรื่องราวมากมายที่เล่าออกมากี่ครั้ง ๆ ก็รู้ว่าคือคำ 'โกหก' แต่ผู้ชม กรรมการผู้ตัดสิน รวมถึงกองเชียร์ก็ยังติดตามกันอย่างเหนียวแน่นและดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงเพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นคือสันทนาการ คือการพบปะเพื่อเอาเรื่องตลกไร้สาระ (แต่หลายครั้งมีสาระมากกว่านักวิชาการพูดเสียอีก) จบท้ายที่การมอบรางวัลและเฉลิมฉลองด้วยการดื่มกิน

นายเกล็น บอยแลน (2011) เล่าว่าเขาเคยเดิมพันแข่งหอยทากกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) โดยพระองค์ยังทรงแนะนำให้เกล็นถอดเปลือก (หอยทาก) ออก ตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้หอยคลานเร็วขึ้น แต่ในท้านที่สุดหอยทากของเกล็นก็แพ้หอยของพระเจ้าชาร์ลส เพราะพระองค์ใช้หอยทากที่เดินเครื่องด้วยแบตเตอรี่ - นี่เป็นอีกตัวอย่างของเรื่องตอหลดตอแหลอย่างคนอังกฤษนิยม

‘พาที’ คัมแบ็ก!! เปิดตัวสายการบินใหม่ ‘Really Cool Airlines’ ชู จุดขายฟูลเซอร์วิส เตรียมเปิดบินปลายปีนี้

คัมแบ็กกลับมาสร้างความฮือฮาในแวดวงการบินเมืองไทยอีกครั้ง สำหรับ "พาที สารสิน" อดีต CEO นกแอร์ ล่าสุด ได้ฤกษ์ เปิดตัว Really Cool Airlines สายการบินเทียบชั้นการบินไทย พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 66

(22 มี.ค.66) หลังจากที่ "พาที สารสิน" ได้โบยบินออกจากบ้านนกแอร์ ก็ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในชื่อ บริษัท เรียลลี เรียลลี คูล จำกัด หรือ Really Really Cool ล่าสุดเตรียมประกาศคัมแบ็กธุรกิจสายการบินอีกครั้ง ด้วยการปั้นสายการบิน Really Cool Airlines โดยเป็นการวางจุดยืนเป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิสเทียบชั้นกับการบินไทย เน้นใช้เครื่องบินลำใหญ่ เน้นเที่ยวบินต่างประเทศ โดยเฉพาะระยะทางไกล เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดเอเชียตะวันออกอย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นด้วย คาดว่าจะเริ่มบินได้ช่วงไตรมาส 4 ของปี

นายพาที สารสิน แถลงข่าวเปิดตัว Really Cool Airlines อย่างเป็นทางการ โดยเปิดเผยว่ามีความตั้งใจจะให้สายการบินใหม่นี้เป็นสายการบินที่แตกต่างมีจุดเด่น และตรงกับแนวคิดตามชื่อสายการบินคือ Really Cool และยังหวังว่าสายการบินใหม่นี้จะเป็นสายการบินที่ช่วยยกระดับการเดินทางของผู้โดยสาร มอบประสบการณ์ที่ประทับใจ และช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ฟื้นตัวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด

สำหรับการดำเนินงานสายการบินใหม่นี้ แนวคิดเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา มีการเริ่มคุยกับภาคส่วนต่างๆ และดำเนินการโดยตลอด จนกระทั่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ โดยแนวคิดของสายการบินนั้นจะเป็นสายการบินไลฟ์สไตล์ ฟูลเซอร์วิส เน้นการใช้เทคโนโลยีมาผสานกับการบินทำให้เกิดการบริการรูปแบบใหม่ ใช้เครื่องบินลำตัวกว้างที่มีพิสัยการให้บริการได้ไกล สามารถให้บริการเส้นทางทั้งระยะไกลได้

โดยสายการบิน Really Cool Airlines วางแผนที่จะประกาศรุ่นของเครื่องบิน จุดหมายปลายทาง และเครือข่ายเส้นทางภายใน 8-10 เดือนข้างหน้า และคาดว่าจะเริ่มทำการบินได้ภายในสิ้นปี 2566

‘เทพ โพธิ์งาม’ โต้หนีไปลาว ทิ้งหนี้ให้ ‘หม่ำ’ รับเครียดปัญหาหนี้สิน โดนภาษีย้อนหลังกว่า 2 ล้าน

(22 มี.ค. 66) ต้องออกมาเคลียร์ข่าวยกใหญ่ หลังจากที่มีคนมาถามตลกดัง ‘เทพ โพธิ์งาม’ จะย้ายไปอยู่ประเทศลาวเหรอ รวมทั้งยังมีข่าวลือออกมาว่า ป๋าเทพ หมดต้วจนต้องไปขอให้ ‘หม่ำ จ๊กมก’ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา ใช้หนี้ให้ และเตรียมจะหนีไปอยู่ที่ลาว ล่าสุด เทพ โพธิ์งาม ก็ได้ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ โดยเผยว่า…,

“เนื่องจากมีแฟนๆ ป๋าหลายท่านแจ้งถามมาว่าป๋าจะย้ายไปอยู่ลาวแล้วเหรอ? เพราะไปเห็นข่าวเพจออนไลน์ลงข่าวมา ป๋าจะบอกว่าข่าวนี้เป็นข่าวนานมาแล้วนะครับ บางครั้งเพจข่าวออนไลน์บางเพจก็เชื่อถือไม่ได้ครับ อาจจะต้องพิจารณาว่าเพจนั้นน่าเชื่อถือเพียงใดครับ เพราะบางทีเขาอาศัยใช้ข้อมูลข่าวเก่ามาลงโพสต์แล้วก็แขวนโพสต์เพื่อเรียกยอดวิวครับ

เข้าใจครับว่าเราห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่บางครั้งสิ่งพวกนี้ถ้ามันมากเกินไปก็มีผลกระทบกับความรู้สึกคนรอบข้างอยู่เหมือนกันครับ อย่างเช่นครอบครัวป๋าครับ ทีมงานได้ประสานงานไปยังเพจที่โพสต์เรียบร้อยแล้วครับ แต่เขาไม่อ่านโพสต์และไม่ยอมลบโพสต์ครับ

สวนนงนุชพัทยา ปรับภูมิทัศน์สถานทูตภูฏาน 1 ใน 13 สวนมิตรภาพฉันพี่น้อง

วันนี้ 22 มี.ค.66  สวนนงนุชพัทยา นำโดย นายกัมพล ตันสัจจา  ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้นำทีมนักจัดสวนมากกว่า 100 คน เข้าปรับปรุงภูมิทัศน์สถานเอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งที่ 2 บนเนื้อที่ 3 ไร่ ในแนวคิด Friendship Garden จัดสวนแห่งมิตรภาพ ฉันพี่น้อง โดยมี นายคินซัง ดอร์จี (H.E.Mr. Kinzang Dorji) เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ

 

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่าไทยกับภูฏาน มีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนาน ที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2561 สวนนงนุชพัทยา ได้เข้ามาปรับภูมิทัศน์ภายในสถานทูตแห่งนี้มาแล้ว และในวันนี้ได้เข้ามาปรับภูมิทัศน์อีกครั้ง ภายใต้แนวคิด Friendship Garden ในการจัดสวนแห่งมิตรภาพ ฉันพี่น้อง ที่เจริญเติบโตและมั่นคง ดั่งต้นไม้ที่ปลูกขึ้นทุกต้นในสถานที่แห่งนี้ สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์ในครั้งนี้ นับเป็นสถานทูตแห่งที่ 2 ของปี 2566

 

ทั้งนี้สวนนงนุชพัทยา ได้เริ่มดำเนินการจัดสวนในสถานทูต ตั้งแต่ปี 2560 รวมเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี และยังคงมุ่งมั่นในการจัดสวนแห่งมิตรภาพตลอดไป

 

โดยมี 13 สวนสถานทูตประจำประเทศไทย ที่ทางสวนนงนุชพัทยา เข้าไปดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ ได้แก่ สถานทูตฝรั่งเศส,สถานทูตอินโดนีเซีย,สถานทูตภูฎาน ,สถานทูตปากีสถาน,สถานทูตลาว,สถานทูตเนปาล,สถานทูตกัมพูชา,สถานทูตพม่า,สถานทูตรัสเซีย,สถานทูตเบลเยียม,สถานทูตอุซเบกิสถาน, สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์และสถานทูตอิหร่าน
 

เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดข่าว 'กัมมันตภาพรังสี' 1.4 ล้านลิตร รั่ว!! ปนเปื้อนในน้ำที่รัฐมินนิโซตา ตั้งแต่เดือน 11 ปี 2022

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางการรัฐมินนิโซตา รายงานเหตุน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีกว่า 4 แสนแกลลอน (1.4 ล้านลิตร) รั่วออกจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของบริษัท Xcel Energy ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมอนติเซลโล ในรัฐมินนิโซตา 

การรั่วไหลเกิดขึ้นภายในท่อส่งน้ำใต้ดินที่เชื่อมต่อระหว่าง 2 อาคาร หลังผ่านกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์และมีปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของไฮโดรเจน และ ทริเทียม ซึ่งน้ำกัมมันตรังสีที่รั่วไหลนี้มีปริมาณเท่ากับน้ำในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกกว่าครึ่งสระ 

แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว (2565) โดยบริษัท Xcel Energy ได้ทำรายงานส่งไปถึงรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 65 แต่ทว่ารัฐบาลกลางสหรัฐสั่งให้ปิดข่าวก่อนจนกว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งชาวอเมริกันก็เพิ่งทราบข่าวการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีนี้เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เองผ่านสื่อของสหรัฐฯ

Xcel Energy มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในรัฐมินนิโซตาถึง 2 แห่ง ส่วนโรงงานที่มีปัญหา ตั้งอยู่ในเมืองมอนติเซลโลที่มีประชากรมากถึง 15,000 คน และอยู่ห่างจากเมือง มินนีแอโพลิส เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐเพียง 40 ไมล์เท่านั้น แถมโรงงานยังตั้งอยู่บนต้นแม่น้ำมิสซิสสิปปี ที่ไหลผ่านด้านหลังโรงงานอีกด้วย ทำให้ชาวเมืองกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยิ่งหวาดวิตกที่ทราบว่าทางรัฐบาลกลางตั้งใจที่จะปิดข่าวไม่ให้สาธารณชนรับรู้ 

แต่ทางโรงไฟฟ้า Xcel ได้ให้เหตุผลว่าการที่ปกปิดข่าวการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้า Xcel เพราะน้ำที่รั่วไหลไม่ได้มีปริมาณมากจนถึงเกณฑ์ที่ต้องประกาศออกสื่อ 

นอกจากนี้ทางบริษัทยังทำงานร่วมกับ คณะกรรมการกำกับกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการติดตามข้อมูล จัดเก็บน้ำที่รั่วซึมสู่ชั้นบาดาล แล้วนำมาแปรรูปกลับมาใช้ใหม่แล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีรังสีปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต 

แต่เหตุที่ทำให้การรั่วไหลของน้ำกัมมันตรังสีกลายเป็นข่าว เนื่องจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐมินนิโซตา เคยเข้าไปสุ่มตรวจน้ำในบ่อน้ำแห่งหนึ่งของเมือง และพบสารทริเทียมปนเปื้อนอยู่ในบ่อน้ำ ซึ่งตอนนั้นทาง Xcel ยังไม่ได้แถลงข่าวเรื่องการรั่วไหลของน้ำเสียดังกล่าว หลังจากที่ปิดข้อมูลมานานกว่า 4 เดือน 

‘ภูมิใจไทย’ ชูนโยบาย ‘ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์’ มั่นใจ!! ช่วยลดค่าไฟ 450 บาท/หลังคาเรือน

(22 มี.ค.66) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ : ล้านหลังคา ล้านโซล่าเซลล์ จัดโดย สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยนำเสนอว่า พรรคภูมิใจไทย มี ‘นโยบายพลังงานสะอาด ลดรายจ่ายประชาชน ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อน เดือนละ 100 บาท 60 งวด’ โดยคาดว่าจะมีการติด โซล่าเซลล์ 21 ล้านหลังคาเรือน เราคิดว่าจะติดให้ฟรีทุกครัวเรือน เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริง โดยแหล่งเงินจะมาจากการทำกองทุนขายพันธบัตร ระดมทุนให้สามารถติดโซล่าเซลล์ ได้ทุกหลังคาเรือน

“ทำเหมือนกับการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์จากระบบอนาล็อก ไปเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิตอล เมื่อไม่นานที่ผ่านมา  เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ให้สามารถทำฐานการผลิตโซล่าเซลล์ ในประเทศไทย คิดดูว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมหาศาล คิดดูว่า 21 ล้านหลังคาเรือน จะมีการจ้างงานเท่าไหร่ ในปีที่ผ่านมา เรื่องหลังคาโซล่าเซลล์ เติบโตเพียง 1% ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตโซล่าเซลล์ หากการติดโซล่าเซลล์ 20 ล้านหลังคาเรือน เกิดขึ้น เราจะเป็นฐานโรงงานผลิตโซล่าเซลล์ และเกิดกาจ้างงานมหาศาล และผลิตไฟฟ้า ได้ประมาณครึ่ง ของพลังงานที่ผลิตในประเทศ เป็นพลังงานสะอาด” นายสิริพงศ์ กล่าว

‘ศธ.’ สั่ง เฝ้าสังเกตอาการนักเรียน-ครู ในพื้นที่เสี่ยง หวั่น ‘สารซีเซียม-137’ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว

(22 มี.ค. 66) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  ได้เสนอแนะต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีเหตุการณ์ที่วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 หายไปจากโรงไฟฟ้าในจังหวัดปราจีนบุรี และได้ตรวจพบสารปนเปื้อนชนิดเดียวกันนี้ไปอยู่ที่โรงงานหลอมเหล็กในรูปแบบฝุ่นโลหะ โดยมีความเป็นห่วงอย่างมากและต้องการให้เกิดมาตราการที่เข้มงวด ชัดเจน และเริ่มตั้งแต่ต้นทาง คือ การควบคุมสารกัมมันตรังสีจะต้องมีการตรวจเช็กอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่มีการสูญหาย หรือกรณีที่เกิดสูญหายขึ้นมา ระหว่างทางต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าพื้นที่ไหน สถานที่ไหน และบุคคลไหนเกี่ยวข้องและมีความเสี่ยงบ้าง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ขบวนการทำงานของภาครัฐไปมุ่งเน้นที่ปลายเหตุ เช่น ไปตรวจสอบซีเซียมยังไม่ฟุ้งกระจายในอากาศ ยังไม่พบปริมาณรังสีในคนงาน เป็นต้น

รวมไปถึงผู้ที่ได้รับใบอนุญาตครอบครองหรือใช้สารกัมมันตรังสี ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจตราสารกัมมันตรังสีที่ใช้ไม่ให้เกิดการสูญหาย และหากตรวจพบว่าสูญหาย ต้องมีมาตรการหรือแผนเผชิญเหตุ ว่าจะกระจายไปที่ไหน อย่างไร จากการเคลื่อนย้าย และต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับประชาชน เพื่อให้เขาได้รู้เข้าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเปล่า เพราะคุณสมบัติของสารกัมมันตรังสี คือ มีครึ่งชีวิต (Half Life) ที่ยาวนานเป็นเวลา 30 ปี และอยู่ได้นับ 100 ปี เพราะฉะนั้น มีอันตรายมากหากไม่สามารถตรวจสอบได้

“ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ ทุกคนไปมองที่ปลายเหตุหมด เพราะฉะนั้น ภาครัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตราการที่เข้มงวดไม่เฉพาะกรณีซีเซียม-137 แต่รวมถึงสารกัมมันตรังสีที่มีอันตรายทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่ผู้ที่รับใบอนุญาตมา และวันนี้ที่ซีเซียม-137 สูญหายระหว่างทางจนไปถึงโรงหลอม ระหว่างทางไปตรงไหนบ้าง ต้องตรวจสอบให้หมด ไม่ใช่ไปดูแค่ปลายทางว่าพบแล้ว และยังไม่มีผู้ได้รับอันตราย ดังนั้นย้ำ ว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนต้องให้ความสำคัญกับต้นเหตุ และต้นตอให้มากที่สุด” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

‘จีน - รัสเซีย’ 2 มหาอำนาจกระชากหน้ากากโจร ชี้ โลกต้องได้รู้ ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ล้มแผนเจรจา ‘รัสเซีย - ยูเครน’

(22 มี.ค.66) Proactive PR : Strategy to win the game สองมหาอำนาจจับมือมั่นเพื่อกลยุทธ์ใช้สื่อกระชากหน้ากากโจร

หากใครได้ติดตามข่าวใหญ่สัปดาห์นี้เรื่องการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พบปะหารือกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย เรื่องความร่วมมือระหว่างทั้งสองมหาอำนาจในหลากมิติและหลายเรื่องที่จะทำให้ทั้งสองประเทศกระชับมิตรภาพให้แน่นแฟ้นมากขึ้น แต่ไฮไลท์สำคัญของการหารือคือ การเสนอแผนเจรจาสันติภาพและการหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยจีนจะเป็นคนกลางในการเจรจา ภาพการสนทนาของผู้นำทั้งสองคนมีนัยสำคัญในเชิงบวก ทั้งสารัตถะในการเจรจา การจัดสถานที่ในการจัดเจรจาที่ให้เกียรติเสมอกันและดูถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

ตัดภาพไปอีกภาพอีกคนละทวีป เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายหลายระดับของสหรัฐอเมริกาได้แถลงข่าวในทำนองเดียวกันทุกส่วนว่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของจีนในการเสนอแผนเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทุกหน่วยออกข่าวออกมาในเชิงกร้าวร้าว ไม่เห็นด้วย และจะไม่ยอมให้เกิดการเจรจาได้อย่างแน่นอน

ในมุมมองของการประชาสัมพันธ์ ตัวแสดงในเรื่องนี้มี 2 ฝั่ง

ฝั่งระเบียบโลกเก่า ที่มีอเมริกาเป็นคนสั่งซ้ายหันขวาหันมาตลอดหลายสิบปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง อีกฝั่งคือผู้ท้าทายที่จะกำหนดให้มีระเบียบโลกหลายขั้ว เพื่อความเสมอภาคและเพื่อความร่วมมือทางความมั่นคงและเศรษฐกิจการค้าที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและไม่อยู่ในความควบคุมจากระเบียบโลกขั้วเดียวแบบเดิม ๆ 

เฉพาะในกรณีของการทำข่าวในช่วงเวลาเดียวกันและประเด็นข่าวเดียวกันคือ #แผนเจรจาสันติภาพ

ทางฝ่ายรัสเซีย เป็นคู่กรณีโดยตรงกับยูเครน โดยมีจีนเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นเสนอตัวเป็นตัวกลางในการเสนอกรอบการเจรจาสันติภาพ ในขณะที่อีกฝ่ายนั้นคือ ยูเครนที่เป็นคู่กรณีโดยตรงในกรณีพิพาท โดยมีนาโต้หลายสิบชาติที่มีเขตแดนติดกันและร่วมทวีปยุโรปด้วยกันทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินกู้ยืมเพื่อการสนับสนุน โดยมีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นผู้คุมเกม ที่ก่อนหน้าแสดงตัวอยู่เบื้องหลัง แต่จากกรณีนี้จำเป็นต้องมาแสดงเบื้องหน้าอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นหัวโจกตัวจริง ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอแผนเจรจาสันติภาพโดยจีนเด็ดขาด จะเจรจาหรือไม่ฝ่ายที่จะต้องเป็นผู้กำหนดกติกาต่างๆ คือ อเมริกา (ที่ไม่ใช่เจ้าของดินแดน และไม่ใช่สมาชิกของทวีปยุโรปแต่อย่างใด)

ในมุมการออกข่าวให้สาธารณชนรับรู้และให้โลกได้คำนึงถึงว่า คู่กรณีตัวจริงฝ่ายหนึ่งที่พร้อมจะเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพ กับอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ไม่ใช่เจ้าของดินแดน และไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง แต่พยายามจะรับบทผู้นำในการเจรจา ในที่สุดก็ทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการทำสงครามกันคือ ผู้ที่ต้องการกุมอำนาจในการกำหนดทิศทางโลกแต่เพียงผู้เดียว

‘สกลธี’ เผย ‘สุวัฒน์ ม่วงศิริ’ ทิ้ง พลังประชารัฐ ยอมรับ!! กระทบฐานเสียง - เร่งหาผู้สมัครลงแทน

(22 มี.ค.66) นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมรับว่า นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ได้ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ แล้ว หลังจากเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส. กทม. ของพรรคไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแจ้งกระชั้นชิดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพราะตอนที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพลังประชารัฐทั้ง 33 คน ก็คิดว่าทุกคนลงตัวหมดแล้ว และเตรียมเข้าสู่กระบวนการไพรมารีของของพรรค และเตรียมไปสมัคร

“หลังการยุบสภาเปิดช่องให้ย้ายพรรค จึงคิดว่าได้มีการพูดจา หรือเจรจาโดยบางคนอาจได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า จึงตัดสินใจย้ายพรรค ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เสียดาย เพราะจะกระทบต่อฐานเสียง เนื่องจากเป็นพื้นที่เป้าหมาย และเห็นว่าควรจะบอกกันตั้งแต่เนิ่น ๆ การมาบอกกระชั้นชิดถึงแม้จะหาตัวคนใหม่มาแทนได้ แต่จะเหนื่อยหน่อย ซึ่งพรรคพลังประชารัฐกำลังพูดคุยเพื่อหาตัวว่าที่ผู้สมัครมาแทน โดยจะพิจารณาจากคนที่อยู่ในบัญชีสำรอง” นายสกลธี กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่านายสุวัฒน์ น่าจะไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
 

‘แพทย์’ ห่วง ปชช. กังวล เหตุซีเซียม-137 แนะใช้สมุนไพรไทย สร้างเกราะป้องกันสารพิษ

หลังจากมีข่าวว่าซีเซียม-137 หายจากโรงไฟฟ้าไอน้ำ ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีรายงานจากภาครัฐว่า วัตถุดังกล่าวถูกหลอมจนกลายเป็นฝุ่นเล็กปนเปื้อนกัมมันตรังสีไปแล้ว สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และหลายคนเกรงว่าอาจมีผลกระทบต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม

ทางทีมข่าว THE STATES TIMES ได้เข้าสัมภาษณ์ ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยระบุว่า…ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะอุบัติเหตุในลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทย เคยเกิดเหตุเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ที่ไม่ใช้แล้วถูกแยกชิ้นส่วนออกมา ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ และการดูแลสุขภาพเมื่อมีความจำเป็น

ดังนั้นการสัมผัสสารอันตราย จำเป็นต้องรู้ว่าเราสัมผัสที่ตัวสารกัมมันตรังสี หรือสัมผัสรังสี ซึ่งผลจะต่างกัน หากสัมผัสสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 อาการที่พบ อาจมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว  ส่วนผิวหนังบริเวณที่โดนรังสีจะเกิดแผลไหม้พุพอง กรณีได้รับในปริมาณมาก จะส่งผลกระทบต่อระบบเลือด กดไขกระดูก ระบบประสาท ชักเกร็ง และอาจเสียชีวิตได้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top