Monday, 13 July 2026
Hard News Team

‘บิ๊กอู๊ด-ศปอส.ตร.’ย้ำกฎหมายใหม่ฟาดแก๊งโจรไซเบอร์ ตกเป็นเหยื่อทำอย่างไรได้บ้าง

25 มีนาคม 2566 พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้างานบริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีกฎหมายใหม่ออกมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ช่วยเหลือในการถูกโกงถูกหลอกลวงของเหล่ามิจฉาชีพ ซึ่งเป็นปัญหารูปแบบใหม่สำหรับอาชญากรรมในสังคมปัจจุบันคืออาชญากรรมทางไซเบอร์หรือทางเทคโนโลยี ซึ่งการหลอกลวงของวิชาชีพได้เปลี่ยนรูปแบบไปไม่ได้เป็นการจี้ ชิง ปล้นซึ่งหน้าแต่อย่างใด แต่เป็นการหลอกลวงทางโทรศัพท์ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในโลกปัจจุบัน

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชน โดยให้เร่งประชาสัมพันธ์กฎหมายคลอดใหม่ช่วยเหลือประชาชนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงโอนเงินทางมือถือ คือ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่

สำหรับสาระสำคัญคือเมื่อประชาชนถูกฉ้อโกงทางออนไลน์ สามารถโทร.อายัดเงินธนาคารเจ้าของบัญชีม้าได้ทันที รวมทั้งธนาคารตรวจพบการโอนถอนเงินผิดปกติ สามารถอายัดได้เอง โดยไม่ต้องร้องขอ และให้ธนาคารแห่งแรกแจ้งธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ ต้องอายัดต่อทุกทอด จากนั้นให้ท่านเดินทางไปสถานีตำรวจที่สะดวก เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ ภายใน 72 ชม. เพื่อให้มีการสอบสวน และมีหมายอายัดเงินกับทางธนาคารต่อไป ให้ธนาคารอายัดไว้ 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน หากไม่มีหมายอายัดจากพนักงานสอบสวน ให้ธนาคารถอนการอายัดทันที

ทั้งนี้ ผู้เปิดบัญชีม้า ต้องระวางโทษ จำคุก ไม่เกิน 3 ปี /ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ธุระจัดหา โฆษณา ไขข่าว เพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย ให้เช่า ให้ยืม บัญชีม้า ต้องระวางโทษ จำคุก 2-5 ปี และปรับ 2-5 แสนบาท

ธุระจัดหา โฆษณา ไขข่าว เพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ผี ต้องระวางโทษ จำคุก 2-5 ปี และปรับ 2-5 แสนบาท

‘ก้าวไกล’ ผุดไอเดียค่าไฟ ปลดล็อกสายส่ง ตัดวงจรนายทุน เปิดเสรีให้ ปชช.เลือกซื้อไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดได้เอง

‘วรภพ’ ชี้ รัฐบาลประยุทธ์ขึ้นค่าไฟ-ทิ้งทวนอนุมัติโรงไฟฟ้าอีก 763 เมกะวัตต์ เยอะเกินจำเป็น ยิ่งปล่อยให้มีรัฐบาลเอื้อทุนพลังงาน ยิ่งสร้างภาระประชาชน ชูนโยบายก้าวไกล ‘ปลดล็อกสายส่ง’ ประชาชนซื้อไฟฟ้าราคาถูกได้เอง-ลดค่าไฟ 70 สตางค์/หน่วย ภายใน 1 ปี

(25 มี.ค.66) นายวรภพ วิริยะโรจน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล กล่าวถึงปัญหาค่าไฟแพงว่า รัฐบาลเพิ่งประกาศขึ้นค่าไฟบ้านเรือนงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2566 อีก 5 สตางค์/หน่วย ทั้ง ๆ ที่ ราคาก๊าซ LNG นำเข้าที่รัฐบาลชอบอ้าง จะลดลงมาแล้ว 60% จากเมื่อสิ้นปี อีกทั้งปัญหาเดิมเรื่องประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าเยอะเกินความต้องการ 60% ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลชุดนี้กลับทิ้งทวนก่อนหมดอำนาจด้วยการอนุมัติโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 763 เมกะวัตต์ และทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนยาวไปถึง 29 ปี ตามเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์ของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

นายวรภพ กล่าวว่า ตนต้องทวนย้ำอีกครั้ง เมื่อปี 2562 ก่อนการเลือกตั้ง 2 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งประเคนสัญญาโรงไฟฟ้าให้เอกชนเพิ่ม 1,940 เมกะวัตต์ มาคราวนี้เลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลเร่งอนุมัติโรงไฟฟ้าให้เอกชนเพิ่มแบบทิ้งทวนอีก ทั้ง ๆ ที่ปี 2561 และปี 2565 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไป 58% จนกล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 12 โรง แต่ 7 โรง ไม่ได้เดินเครื่องเลยแม้แต่วันเดียว

นายวรภพ กล่าวอีกว่า โรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็จะเป็นประชาชนที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจากสัญญาที่รัฐบาลทำไว้กับเอกชนตลอดระยะเวลา 29 ปี และยังเป็นการอนุมัติสัญญาโรงไฟฟ้าทิ้งทวนแบบเร่งรีบ โดยที่รัฐบาลเตะถ่วงการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) ให้ล่าช้ามาแล้ว 1 ปี จากที่ควรออกมาตั้งแต่ปี 2565 เพราะถ้านำข้อมูลจริงมาทบทวนก็จะรู้ว่ายังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องอนุมัติโรงไฟฟ้าเพิ่มในวันนี้

ยังไม่นับแผนรับซื้อพลังงานทางเลือกจากเอกชนเพิ่มอีก 5,203 เมกะวัตต์ โดยรับซื้อจากเอกชนที่ทำโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งเป็นโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่ของเอกชน ไม่ใช่บนหลังคาชาวบ้าน ที่ 2.2 บาท/หน่วย รัฐบาลยังใจดีที่จะรับซื้อแพงกว่าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตได้เองที่ 1.5 บาท/หน่วย ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ต้นทุนของค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นในระยะยาว

บิ๊กป้อม’ วิดีโอคอล พูดคุย-รับกำลังใจจาก นศ.ม.สยาม เด็ก ๆ อ้อนอยากเจอตัวจริง ชวนลุงป้อมมาร่วมพิธีเปิดกีฬาสี

(25 มี.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก ‘FC ลุงป้อม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ วิดีโอคอลคุยกับตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม เขตบางกอกใหญ่ กทม. โดยตัวแทนนักศึกษาได้กล่าว สวัสดี พล.อ.ประวิตร และให้กำลังใจในการทำงานทางการเมือง

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “สวัสดีทุกคน สบายดีจ้ะ ขอบคุณนะคะ ที่มาให้กำลังใจ”

ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ตอนนี้ฝุ่น PM 2.5 และปัญหาสารซีเซียมรั่วไหล ขอให้ พล.อ.ประวิตร รักษาสุขภาพ เพื่อให้ก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ และทุกปัญหาย่อมมีทางออก เพื่อจะได้ก้าวไปเป็นนายกฯ ทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ และวันที่ 1 เม.ย. 66 จะมีพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสีหูกวางเกมส์ ซึ่งเป็นกีฬาภายในของมหาวิทยาลัยสยาม ทั้ง 13 คณะ ซึ่งได้งดจัดการแข่งขันมา 2 ปีจากภาวะโควิด-19 จึงขอเชิญ พล.อ.ประวิตร ให้เกียรติมาร่วมงานด้วย

“พวกเราอยากเห็นลุงป้อมตัวเป็น ๆ จะได้ไปขอกอด เพราะจากการได้พูดคุยรู้สึกว่าลุงป้อมใจดี และขอเป็นกำลังใจให้ลุงป้อมด้วย” ตัวแทนนักศึกษา ระบุ

พล.อ.ประวิตร กล่าวตอบว่า การจะก้าวความขัดแย้งได้นั้นก็อยู่ที่ลูกหลานด้วย ส่วนตนจะทำให้ดีที่สุด และวันที่ 1 เม.ย.66 ตนรับปากจะไปเป็นประธานเปิดพิธีกีฬาสีของมหาวิทยาลัยให้ และขอให้ทุกคนโชคดี เรียนหนังสือเก่ง ๆ

จับตา!! แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ‘พล.อ.ประยุทธ์’ หรือ ‘พีระพันธุ์’

‘รทสช.’ จัดสัมมนา ชวนผู้สมัคร ส.ส. 400 เขตทั่วประเทศ ทำความเข้าใจกติกา กกต. ขอระวังถูกกลั่นแกล้ง สั่งจับตาฝ่ายตรงข้ามทำผิดด้วย ‘ไม่สน’ คำปรามาสตั้งพรรค

(25 มี.ค. 66) ที่อาคารเดอะพอร์ทอล ไลฟ์สไตล์ คอมแพล็กซ์ อิมแพค เมืองทองธานี ในการสัมมนาผู้สมัคร ส.ส. 400 เขต และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.และแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเปิดสัมนา ว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้จัดกิจกรรมร่วมกับสมาชิกพรรคที่พร้อมจะลงเลือกตั้ง ซึ่งจะนำชัยชนะมาให้คนไทย ยืนยันว่า ที่ทำพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมาตั้งใจให้เป็นพรรคของคนธรรมดา ไม่ใช่เป็นพรรคของคนยิ่งใหญ่ เป็นพรรคที่ช่วยกันทำงานแบบเพื่อนพี่น้อง กฎหมายบอกให้มีตำแหน่งก็มีไป แต่ในการทำงานของพวกเราไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้า ทุกคนทำงานเป็นเบ้ของพรรคทั้งหมด เราตั้งใจที่จะให้มีพรรคการเมืองแบบใหม่เป็นพรรคของประชาชนที่สามารถลดความหลื่อมล้ำในสังคมและความเป็นอยู่ต่าง ๆ รวมทั้งมีความรักความสามัคคี ถ้าไม่เริ่มต้นจากพรรคของพวกเราก็จะไปทำให้ประเทศเป็นแบบนี้ไม่ได้ 

“ในพรรคครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพรรคที่ทุกคนเท่ากันช่วยกันทำงาน จึงขอให้ทุกคนช่วยกันทำงานและนำไปสู่ความสำเร็จ เพื่อนำมาช่วยเหลือประเทศไทยให้มีความสุขในการอยู่กับแผ่นดินนี้ ช่วยกันสร้างอนาคตให้กับลูกหลานต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เลขาธิการพรรคกล่าวว่าตนเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและอยู่เบื้องหน้าอีกหลายเรื่อง แต่ความสำเร็จที่ตนพยายามผลักดันให้พรรค เติบโตขึ้นมาไม่มีวันจะเป็นไปได้เลยถ้าขาดบุคคลสำคัญอย่าง นายเสกสกล อัตถาวงศ์ คณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคฯ อย่างไรตนก็ต้องขอขอบคุณ พรรครวมไทยสร้างชาติเริ่มต้นจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค ที่ไม่ใช่เป็นผู้จดทะเบียนตั้งพรรคแต่มีมอตโตขึ้นมาระหว่างที่ประเทศกำลังเผชิญโควิด 19 โดยบอกว่าคนไทยต้องช่วยกันทำงานให้ชาติบ้านเมือง คนไทยต้องร่วมมือกัน รวมไทยสร้างชาติ พอได้ยินคำนี้ก็รู้สึกปิ๊ง

“ผมเคยคิดว่าจะพักแล้ว แต่พอเห็น พล.อ.ประยุทธ์ทำงานเลยเกิดความคิดว่าแล้วเราจะทิ้งบ้านเมืองไปได้อย่างไร และชอบคำที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด คิดว่าเป็นคำทางการเมืองที่ถูกต้อง รวมไทยสร้างชาติ เพราะไม่ว่าจะประเทศไทยเราหยุดคิดและเดินไม่ได้ เราหยุดการพัฒนาประเทศไม่ได้เราจึงต้องร่วมกันสร้าง คนไทยที่อยู่บนแผ่นดินนี้ไม่ร่วมใจ ไม่ร่วมกันสร้างแล้วเราจะเดินกันไปได้อย่างไร แต่นึกได้ไม่นานนายเสกสกล ก็แอบไปจดทะเบียนพรรค ซึ่งผมรู้จักกับคุณแรมโบ้มานาน ตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรก ซึ่งท่านบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะไปทำพรรคการเมือง แต่ผมชอบคำว่ารวมไทยสร้างชาติ และเชื่อว่าจะมีคนเอาไปจดทะเบียนพรรคจึงชิงจดไว้ก่อน เวลาผ่านไปจนถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ที่จะเดินหน้าทางการเมืองที่ฝันไว้ว่าจะมีพรรคที่ไม่ได้คิดแต่เรื่องการเมืองแต่คิดเพื่อประชาชน และสามารถเป็นที่พึ่งได้ จึงได้หารือกับ นายเอกนัฏ จึงลองทำดู ดีกว่าพูดแล้วไม่ทำ เอาแต่พูด จึงตัดสินใจเดินหน้าตั้งแต่มีกันอยู่แค่ 2 คน จนมีมากขึ้น เมื่อเป็นรูปธรรมจึงกลับไปหานายเสกสกลและขอเอาพรรครวมไทยสร้างชาติไปทำได้หรือไม่ ท่านก็บอกว่าถ้าพี่จะทำเอาไปเลยยกให้ ต้องขอบคุณและนี่คือจุดเริ่มต้นของพรรค” นายพีระพันธุ์ กล่าว

‘กัมพูชา’ โวย ‘ไทย’ ก๊อปท่ามวย ‘หนุมานข้ามลงกา’ งัดหลักฐานโชว์ ลั่น!! นครวัดมีมาเป็น 1,000 ปีแล้ว

(25 มี.ค. 66) เริ่มต้นจากการที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Thai Fight : King Of Muay Thai’ โพสต์ภาพ ‘หนุมานข้ามลงกา’ โดยเป็นงานประติมากรรมมวยไทยคาดเชือกของ นายสุริศักดิ์ พ้นภัยพาล ภายใต้แนวคิด มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทย มาตั้งแต่โบราณนานนม เดือดร้อนถึงเฟซบุ๊กแฟนเพจกัมพูชาที่ชื่อว่า ‘WORLD KUN KHMER Promotion’ ได้นำภาพดังกล่าว มาเปรียบเทียบกับประติมากรรมบนกำแพงวัด พร้อมกล่าวว่า ‘หนุมานกุนขแมร์’ นั้นมีมานานกว่า 1,000 ปี เท่ากับจะบอกว่า ไทยนั้นไปขโมยของพวกเขามา

โดยทางเพจ WORLD KUN KHMER Promotion อ้างเหตุผล 4 ข้อ แปลเป็นไทยได้ดังต่อไปนี้

1.) ทั้งหมดมาจากพราหมณ์ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดรัฐไทยในปี 1238 ไทยนับถือศาสนาพุทธ ไม่เคยนับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีเพียงกษัตริย์ขอมแห่งอาณาจักรเขมรเท่านั้นที่นับถือศาสนาพราหมณ์ก่อนศาสนาพุทธด้วยซ้ำ
2.) ประเทศไทยไม่เคยมีประติมากรรมหนุมาน ที่แสดงศิลปะการต่อสู้และสงคราม ยกเว้นประติมากรรมวัดในอาณาจักรเขมร
3.) ไทยเคยรุกรานและยึดครองนครวัด ดังนั้น ไทยจึงได้จำลองแบบประติมากรรมในเมืองพระนคร ทั้งหมดมาจากประติมากรรมขอม
4.) ที่ผ่านมามีนักปราชญ์ชาวเขมรจำนวนมากมายังสยาม ชาวเขมรดั้งเดิมที่นั่นได้ฝึกฝนพวกเขาจนพัฒนาศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่า ‘มวยไทย’ จนถึงทุกวันนี้


ที่มา : https://www.facebook.com/MGR.SPORT/posts/pfbid066eNRxVLeseCB22QaYE3jRfwog8KrAPxBfkphC373ck6qniubkTvCbwv5UBQFEPtl

กรมอุทยานแห่งชาติฯ แถลงข่าวจับกุมขบวนการลักลอบทำไม้กฤษณาข้ามชาติ หลังติดตามนาน ๒ เดือน

 วันที่ 22 มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา 10.30 น. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงข่าวการจับกุมขบวนการลักลอบทำไม้กฤษณาข้ามชาติ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 


 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดี
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 21.30 น. เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ได้ทำการจับกุมกลุ่มขบวนการต่างชาติลักลอบทำไม้กฤษณา ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ผู้ต้องหาเป็นชายชาวเวียดนามจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 1. นาย Dang Hiep 2. นาย Tran Cao Cuong 3. นาย Nguyen Van Binh4. นาย Hoang Van Ba 5. นาย Hoang Van An 6. นาย Hoang Xuan Van ของกลางเป็นชิ้นไม้กฤษณาจำนวน 171 กิโลกรัม รถยนต์ 2 คัน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิด 9 ข้อหา ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบสวนและขยายผลการจับกุมเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 โดยเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ ตามที่ได้รับการข่าวว่ามีกลุ่มบุคคลชาวเวียดนามเข้ามาลักลอบหาไม้กฤษณาในพื้นที่ ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นคงทางระบบนิเวศ จากการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มชายจำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าตรวจค้นกลุ่มชายดังกล่าว แต่ผู้ต้องสงสัยได้หลบหนี เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ พบชิ้นไม้กฤษณาจำนวน 64.8 กิโลกรัม และหนังสือเดินทางของชาวเวียดนาม จากจังหวัดก๋วงบินห์ 1 เล่ม และเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2565 เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนฯ ได้ลาดตระเวนในพื้นที่พบแคมป์ที่พักและร่องรอยการทำไม้กฤษณา จึงได้ทำการดักซุ่มรอจนพบกับกลุ่มชายจำนวน 4 คน และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ 1 คน ที่เหลืออีก 3 คน หลบหนีไปได้ พร้อมชิ้นไม้กฤษณาจำนวน 20 กิโลกรัม และหนังสือเดินทาง พบว่าเป็นชาวเวียดนามจากจังหวัดก๋วงบินห์เช่นกัน เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนฯ จึงได้เพิ่มการลาดตระเวนให้ครอบคลุมในพื้นที่มากขึ้น เพื่อติดตามกลุ่มชายดังกล่าว และรายงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชทราบ 


อธิบดีอรรถพล รรท.ออส.กล่าวต่อว่า การจับกุมขบวนการลักลอบค้าไม้กฤษณาในครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงมีนโยบายในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรด้านป่าไม้และสัตว์ป่า โดยตั้งชุดปฏิบัติการร่วมกัน ระหว่างสำนักงานต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่าและพืชป่า (ชุดเหยี่ยวดง) หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (หน่วยเฉพาะกิจพญาเสือ) โดยการสนับสนุนจากกรมบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำและสัตว์ป่า สหรัฐอเมริกา (United States Fish and Wildlife Service หรือ FWS) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (wcs) ประเทศไทย และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

‘กรณ์’ งัดหลักฐาน จวก ‘รัฐฯ’ เข้าข้างนายทุน เอาเปรียบ ปชช. ขึ้นค่าไฟแพงมหาโหด ในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดของปี

(25 มี.ค. 66) ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ รัชดาภิเษก นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย 3 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตเศรษฐกิจชั้นใน ได้แก่ นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน เขตสาทร ปทุมวัน-ราชเทวี, นายปรัชญา อึ้งรังษี เขตยานนาวา-บางคอแหลม และ นายปรินต์ ทองปุสสะ เขตวัฒนา-คลองเตย ร่วมกันแถลงข่าว กรณีจะมีการขึ้นค่าไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคมนี้ ว่า ทุกคนรู้ดีว่าในช่วงหน้าร้อนคนไทยใช้ไฟเพิ่มสูงมากกว่าปกติ ค่าไฟโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นพีคทุกครัวเรือน แต่รัฐฯ ยังประกาศจะขึ้นค่าไฟ ถือเป็นการซ้ำเติมประชาชน

นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้า เราต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง ซึ่งหนึ่งในต้นตอสำคัญทำให้สินค้าราคาสูงขึ้นคือ ต้นทุนพลังงาน เราเสนอแนวนโยบายที่ชัดเจนที่จะแก้ปัญหา คือต้องรื้อโครงสร้างพลังงาน แต่ล่าสุดสิ่งที่ทำให้เราตกใจมาก กับการประกาศขึ้นค่าไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งพิจารณาภายใต้นโยบายที่ส่งต่อมาจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติจะปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในภาคครัวเรือนจากหน่วยละ 4.72 บาท เพิ่มเป็นหน่วยละ 4.77 บาท แต่กลับลดราคาให้ภาคอุตสาหกรรมจากหน่วยละ 5.33 บาท ลดลง เหลือ 4.77 บาท

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุของการปรับค่าไฟฟ้าครั้งนี้คือ การปรับค่าเอฟที โดยภาคประชาชนมีการปรับค่าเอฟทีขึ้น 5% แต่กลับลดให้ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 30กว่า% จากตัวเลขดังกล่าว พวกเราเห็นแล้วถึงกับอึ้งกับแนวนโยบายการกำหนดค่าไฟแบบนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่กลับลำเอียงเข้าข้างภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป

นอกจากนี้ เรายังไม่เห็นตรรกะความจำเป็น ที่ต้องปรับค่าไฟแบบนี้ เพราะหากดูตามข้อเท็จจริง ต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้า คือ ราคาก๊าซ LNG ในอดีต เราไม่เดือดร้อนมากเพราะสามารถใช้ก๊าซจากอ่าวไทยได้ แต่ปัจจุบันปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลง เราจึงต้องนำเข้าก๊าซ LNG  ซึ่งราคาก็ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากที่พีคสุด 70 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ลดลงเหลือ 11 เหรียญ ต่อล้านบีทียู หรืออย่างมากไม่เกิน 30 เหรียญต่อล้านบีทียู

คำถามคือ แล้วทำไมต้องปรับเพิ่ม หรือถ้ามองในมิติของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งท่านก็ทราบว่าการนำเข้า บาทยิ่งแข็งยิ่งทำให้สามารถนำเข้าในอัตราที่ถูกลง และปัจจุบันค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 34 บาท ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยของต้นทุนก๊าซ หรืออัตราแลกเปลี่ยน ก็ล้วนแต่มีภาระลดลง

‘อัษฎางค์’ เผย ‘ลุงป้อม’ ก้าวข้ามความขัดแย้งสำเร็จ หลัง ‘มายด์ คณะราษฎร’ เข้าพบ-ได้พูดคุย

(25 มี.ค. 66) สืบเนื่องจากกรณี น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ ‘มายด์’ แกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 หรือ ‘ชาวสามนิ้ว’ เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. เพื่อสอบถามถึงจุดยืนทางการเมือง

ล่าสุด นายอัษฎางค์ ยมนาค นักเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียล ได้ทำการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค” ระบุว่า…

I don't mind.
ลุงป้อมทำสำเร็จ
ประสานทุกฝ่าย ละลายความบาดหมาง
เด็กสามนิ้วเปลี่ยนมานิยมการหมอบคลานและกราบไหว้


โดยหลังจากนั้น ได้มีการเผยแพร่ส่งต่อ และได้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก


ที่มา : https://www.thaipost.net/x-cite-news/348347/

โซเชียลแห่ชื่นชม ‘หมวดต้น’ ทหารฮีโร่แห่ง ร.1 พัน.3 ช่วยปั้มหัวใจชายหมดสติจากโรคประจำตัวกลางงานแต่ง

(25 มี.ค. 66) กลายเป็นที่ฮือฮาและเป็นที่ชื่นชมของประชาชนที่ติดตามข่าวการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตรีอดิเทพ พลวงศ์ษา หรือ ‘หมวดต้น’ ผู้บังคับหมวดปืนเล็กกองร้อยอาวุธเบาที่ 2 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 (ร.1 พัน.3) ค่ายกฤษณ์สีวะรา จังหวัดสกลนคร หลังมีภาพเหตุการณ์นาทีชีวิต เผยแพร่ออกไปตามสื่อต่าง ๆ กรณีได้ทำการช่วยเหลือปั๊มหัวใจ CPR ผู้ป่วยหมดสติกลางงานแต่ง จากอาการป่วยด้วยโรคประจำตัว เกิดหัวใจหยุดต้นเฉียบพลัน ขณะมาร่วมงานแต่งบ่าวสาวคู่หนึ่งที่บ้านโพนสว่าง ตำบลโคกสว่าง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม

ซึ่งเป็นจังหวะที่หมวดต้นพบเห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตา จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้น จนผู้ป่วยมีชีพจรกลับมาเป็นปกติ และประสานรถกู้ชีพ 1669 โรงพยาบาลปลาปาก ส่งตัวไปอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 ล่าสุดอาการปลอดภัย ทราบชื่อผู้ป่วยภายหลัง คือ นายทองพลู สูญราช อายุ 67 ปี ชาว อ.ปลาปาก จ.นครพนม

โดยช่วงเกิดเหตุนั้นมีผู้ที่มาร่วมงานแต่ง ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ ก่อนนำไปเผยแพร่ชื่นชมยกย่องว่าเป็น ‘ทหารฮีโร่’ สร้างความประทับใจให้กับประชาชนและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานมงคล เนื่องจากทำให้เห็นถึงภารกิจหน้าที่ของทหารไม่เพียงเป็นนักรบเท่านั้น ยังนำทักษะการเรียนรู้การฝึกเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถนำมาช่วยเหลือสังคมได้

ทั้งนี้ จากการสอบถาม ร้อยตรีอดิเทพ พลวงศ์ษา หรือ ‘หมวดต้น’ ผู้บังคับหมวดปืนเล็กกองร้อยอาวุธเบาที่ 2 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 จ.สกลนคร เปิดเผยว่าวันดังกล่าว ตนและแฟนสาวได้ไปร่วมพิธีมงคลสมรส คู่รักบ่าวสาวที่รู้จักกัน ขณะนั้น พิธีการได้ดำเนินไปตามลำดับ จู่ ๆ เสียงสู่ขวัญให้คู่บ่าวสาวเงียบลงกลางคัน

ปิยบุตร’ ชง เสนอรื้อคดี ‘ทักษิณ’ ใหม่ทั้งหมด ชี้ โทษไม่เป็นธรรม หากต้องติดคุกด้วยผลพวงรัฐประหาร

(25 มี.ค. 66) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวเกียวโด สื่อดังจากญี่ปุ่น ว่าเขาพร้อมที่จะรับโทษจำคุกในไทยแลกกับการที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัว โดยกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมกลับประเทศไทย ไม่ว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะออกมาอย่างไรก็ตาม

ล่าสุด นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้เผยแพร่ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า…

เรื่อง [กรณีคุณทักษิณ : ไม่ติดคุก ไม่นิรโทษ ต้องลบล้างผลพวงรัฐประหาร ดำเนินคดีใหม่อย่างเป็นธรรม]

สำนักข่าวจากประเทศญี่ปุ่น รายงานข่าว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ความว่า คุณทักษิณ ชินวัตร พร้อมกลับมาติดคุก และไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง

ประเด็นปัญหา ‘กลับบ้าน’ ของคุณทักษิณอยู่ในสังคมไทยมาเกือบสองทศวรรษ เมื่อไรที่มีการเลือกตั้ง เมื่อไรได้รัฐบาลใหม่จากขั้วเพื่อไทย ก็จะมีผู้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเสมอ

หากใครได้ติดตามการแสดงความเห็นของผมตั้งแต่ปี 2548/49 คงจำได้ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้อง งนายกพระราชทาน มาตรา 7’ ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ผมและเพื่อนอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. รวม 5 คน ในเวลานั้นได้ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ในเวลาต่อมา พวกเรายังได้แถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยและวิจารณ์การดำเนินคดีคุณทักษิณในหลายกรณี รวมทั้งคำพิพากษากรณียึดทรัพย์ด้วย

หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 53 พวกเราได้รวมตัวก่อตั้ง ‘คณะนิติราษฎร์’

18 กันยายน 2554 คณะนิติราษฎร์ เสนอข้อเสนอ ‘ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549’ ดังนี้

หนึ่ง ให้รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการกระทำของ คปค. ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ถึง 30 กันยายน 2549 เป็นโมฆะ

สอง ให้รัฐธรรมนูญ 49 มาตรา 36 (ซึ่งรับรองให้การกระทำทั้งหลายของคณะรัฐประหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย) ตกเป็นโมฆะ ทำให้การกระทำทั้งหลายของคณะรัฐประหารถูกโต้แย้งได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

สาม ให้รัฐธรรมนูญ 49 มาตรา 37 (ซึ่งนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร) ตกเป็นโมฆะ ทำให้ การนิรโทษกรรมรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นโมฆะ สิ้นผลไป เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อไม่มีการนิรโทษกรรมการรัฐประหาร ทำให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ยังคงมีความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมย่อมสามารถดำเนินคดีเอาคณะรัฐประหารมาลงโทษได้

สี่ ให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตกเป็นโมฆะ

ห้า ให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณา ที่เกิดจากการริเริ่มของ คตส. ยุติลง

ข้อเสนอทั้งหมดนี้ ต้องทำโดยผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากข้อเสนอเหล่านี้สำเร็จ ผลที่ตามมา คือ ดำเนินคณะรัฐประหารได้ทันที

ส่วนคดีความของคุณทักษิณและนักการเมืองอีกหลายคน ที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร 49 ก็ไม่ได้นิรโทษหรืออภัยโทษแต่อย่างใด เพียงแต่ลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นทิ้ง และสามารถดำเนินคดีต่อไปตามกระบวนการปกติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาและจำเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top