Tuesday, 14 July 2026
Hard News Team

'โซเชียล' แชร์!! บริการจาก รพ.รัฐ เปลี่ยนไปมาก รวดเร็ว สุภาพ สะอาด โละภาพจำเดิม ๆ จนหมดสิ้น

(30 มี.ค.66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'สม ดำรงสิริรัช' ได้แชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กหลังได้ไปใช้บริการสถานพยาบาลของรัฐไว้ว่า...

มาตามหมอนัด....เราไม่ได้นัดหมอ
รพ.ราชพิพัฒน์ (สังกัด กทม.)
คนเยอะมาก...แต่บริการเป็นระบบ
รวดเร็ว เจ้าหน้าที่สุภาพ น่ารัก
สถานที่สะอาด ทำให้ภาพจำของ
รพ.รัฐฯ ที่เคยน่าเบื่อ น่ากลัว หายไป

ขอบคุณบุคคลากรทางการแพทย์
ขอบคุณระบบสาธารณะสุขของไทย

ที่มา: เฟซบุ๊ก สม ดำรงสิริรัช

เชียงใหม่-ระดม!! อากาศยานทุกรูปแบบ ปฏิบัติภารกิจเข้าควบคุมไฟป่า

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 เวลา 13.00 น. ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 บูรณาการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ภาคเหนือ

พล.ต.วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 3 /รองผู้อำนวย การศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้ คงทราบกันดีว่า สภาพอากาศมีคุณภาพที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วแล้วก็ค่อนข้างแย่ นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใย พี่น้องประชาชนประกอบกับ เราทำงานปฏิบัติการทางอากาศ เพื่อควบคุมไฟป่า ภาคเหนืออยู่ทุกวันแล้ว แต่ว่า ประชาชนไม่ค่อยจะทราบเลยว่าเราทำอะไร  

ถือโอกาสที่วันนี้ มีจุดความร้อนค่อนข้างเยอะแล้วก็ชัดเจนว่าจะต้องมาร่วมกันดับไฟป่า โดยใช้อากาศยานเข้าไปช่วยหน่วยภาคพื้น ถือโอกาสรวมอากาศยาน ที่ปกติจอดกระจายอยู่ ในที่ต่างๆ เอามารวมกัน แล้วเชิญสื่อมวลชนมา ให้เห็นว่าจริงๆเรามียุทโธปกรณ์มากขนาดไหน พร้อมทั้งสื่อมวลชนขึ้น เฮลิคอปเตอร์ MI-17 เพื่อติดตามทำการใช้เฮลิคอปเตอร์ KA-32 กรม ปภ. ดับไฟป่า อ.เชียงดาว 

ในขณะเดียวกันวันนี้ ยังได้เชิญภาคประชาชนมาร่วมดูข้อเท็จจริงที่การทำงานของเราด้วย มีทั้งผู้นำชุมชน และภาคส่วนที่กำลังทำเรื่องการจัดการเชื้อเพลิง ที่จะช่วยเราทในำโครงการแก้ปัญหาระยะยาว ในการเก็บรวบรวมเชื้อเพลิง ต้นเหตุ  ไฟป่า หมอกควัน ออกจากป่า ออกมาใช้ประโยชน์ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เลยเป็นที่มาของการรวมอากาศยานในวันนี้ 

พระพยอม’ เตือน พระสงฆ์ที่ทำพิธีลงนะหน้าทองให้สีกา หากแตะเนื้อต้องตัวสีกา ถือเป็น ‘ศิษย์นอกครู-อาบัติ’

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพพระสงฆ์ทำพิธีลงนะหน้าทองให้กับสีกาจำนวนหลายท่าน โดยมีพฤติกรรมการแตะเนื้อต้องตัว ใช้นิ้วแตะหน้าผาก และจับมือ ทำให้เกิดกระแสดราม่าในโลกโซลเชี่ยลว่าไม่เหมาะสม

(30 มี.ค.66) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566  ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวกับทาง พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม จั่นเพชร กลฺยาโณ กล่าวว่า การลงนะหน้าทองโดยปกติแล้วจะต้องใช้ธูปและเทียนในการทำพิธี แต่จากกรณีนี้เห็นว่าเป็นการจับด้วยมือแตะหน้าผากสีกา ตนพึ่งเห็นเป็นรายแรก แต่จะมีที่อื่นอีกหรือไม่ตนไม่ทราบแต่ครั้งนี้เห็นชัดเจน ตนจึงขอใช้คำว่าศิษย์นอกครู

พระพยอม กล่าวว่า ธรรมดาแล้วพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมครู ครูเสก ครูสวด ครูเจิม ครูสัก เป็นครูที่นอกเหนือจากพระบรมครู ใครที่ไม่เอาพระพุทธเจ้าเป็นบรมครู แต่ไปนักถือครูอื่นแทน และมาอ้างว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าทำได้ตนมองว่าไม่ควรทำ ถ้าทำลงไปแล้วจับสีกาไปแล้วถือว่าอาบัติ ถือว่าโลกวัชชะ แต่ละวัดที่คิดจะทำแบบนี้ขอให้รักษาประเพณีเดิม เอาดอกไม้ธูปเทียน เอาดอกบัวเคาะ ก็ว่ากันไป ซึ่งทางวัดตนก็ไม่มีการทำพิธีเช่นนี้เพราะเป็นการหากิน ถ้าจะเป็นพระแค่บิณฑบาตก็ควรพอแล้ว ให้หาวิธีอื่นมาทำแทนดีกว่าจะไปจับไปแตะขนาดนั้น จะไม่มีอะไรครอบงำบุรุษนอกจากสตรี ทั้งกลิ่นเนื้อหนังและการสัมผัส และก็ไม่มีอะไรครอบงำสตรีได้นอกจากรูปงามของบุรุษเช่นเดียวกัน

"ในการที่พระสงฆ์ทำเช่นนี้เป็นการผิด ถ้าไม่เอาพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูไปนับถือครูอื่นก็จะมีแต่ตกต่ำ จะต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง เพราะจากที่ดูแล้วพระสงฆ์ที่ทำพิธีอายุก็ยังไม่มาก ซึ่งการทำพิธีลงนะหน้าทองมีหลายแบบและมีเยอะ อย่าเป็นผีเน่ากับโลงผุ เป็นผู้หญิงก็อย่ายื่นหน้ายื่นตาไปให้พระ เป็นพระก็อย่าหมิ่นเหม่ไปเกี่ยวข้องกับพรหมจรรย์ ทุกอย่างจะได้บริสุทธิ์และสมบรูณ์แบบ"พระพยอม กล่าว


ที่มา : https://www.naewna.com/likesara/720850

‘เอมี่’ เผยความในใจถึง ‘เจเจ’ น้องคือที่หนึ่งในทุก ๆ อย่าง พร้อมเซ็นพินัยกรรมยกสมบัติให้น้องชายทั้งหมด!!

(30 มี.ค.66) นักแสดงสาวเอมี่ กลิ่นประทุม ควงน้องชาย เจเจ เจตต์ และว่าที่น้องสะใภ้ แพร เอมเมอรี่ เผยโมเมนท์คุกเข่าขอแต่งงานที่สาวเอมมี่เป็นคนจัดแจงทุกอย่าง และเล่าถึงรัก 9 ปีพี่สาวก็เป็นคนจัดให้ และเพราะอะไรเอมี่จึงเซ็นพินัยกรรมยกสมบัติให้น้องชาย ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บshow ทางช่องOne31 ที่มี ธัญญ่า ธัญเรศ หนิง ปณิตา และพีเค ปิยวัฒน์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
 

แพร สนิทกับเอมี่?
เอมี่ : เคยเล่นละครด้วยกัน 10 กว่าปีแล้ว ตอนที่แต่งงานเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย
 

โมเมนท์ขอแต่งงาน?
เจเจ : ที่กระบี่ พี่เอมี่จัดให้ทุกอย่าง ก่อนที่จะจัดบอกพี่เอมมี่ว่าอยากได้โมเมนท์ริมทะเล สบายๆพอวันนั้นออกมาจริงๆค่อนข้างเพอร์เฟคทุกอย่างที่ชอบเลยครับ อยากขอมานานแล้วตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ปรึกษาพี่มี่ แต่อยากให้มันดีจริงๆที่เราอยากได้เลยอดทนรอไปเรื่อยๆ
แพร : ไม่รู้เลยเป็นสิ่งสุดท้ายที่นึดถึงว่ามีคนอื่นมาด้วย เพราะเป็นทริปที่เราคุยกันว่าอยากไปเที่ยวกันสองคน ไปพักผ่อน เราเซอร์ไพรส์เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย

เอมี่วางแผน?
เอมี่ : เจเจเค้าพูดว่าอยากแต่งแล้วจะไปขอที่ทะเล เค้าเลือกสถานที่เราก็ดิลโรงแรม เค้าอยากให้พี่ซีกับพี่มี่อยู่ในโมเมนท์ด้วย ก็เลยต้องจัดคิวพี่ซี จัดคิวเค้า เพื่อนๆด้วย แหวานแต่งงานก็ไปเป็นเพื่อนเค้า ขนาดนิ้วเท่ากับแพรพอดี
มีสงสัยบางมั้ย?
แพร : เค้าดูสติไม่อยู่กับตัว อยู่กับมือถือตลอดเวลา เราก็หงุดหงิดนิดนึงว่าเรามาเที่ยวด้วยกัน

เกือบโป๊ะแตกเพราะขอยืมชุด?
แพร : เวลาเราไปทริปพิเศษๆเค้าจะคอยให้ยืมเสื้อผ้า
เจเจ : เราแอบไปเตรียมกับพี่ว่าอยากให้ชุดยังไง ให้ภาพออกมาเป็นยังไง
เอมี่ : เราเลือกสีขาวทั้งหมดมาให้เค้าเลือก
แพร : เราก็เริ่มเอะใจว่าทำไมให้ยืมชุดสีขาว แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเค้าไปลองชุดบ้างดีกว่า แล้วชุดเค้าก็เป็นโทนขาวเหมือนกัน เราก็อ้าว

ตอนคุกเข่าพูดว่าอะไร?
เจเจ : จริงๆเตรียมไว้แล้วเขียนไว้ เพราะคิดว่าถ้าถึงโมเมนท์นั้นน่าจะลืมไปหมดเลย พูดว่าอยู่กับเจมีความสุขมั้ย อยู่ด้วยกันตลอดไปมั้ย
แพร : เค้าพูดประมาณนี้แหละ แต่พอถึงเวลาจริงตื่นเต้นมาก มันเกิดขึ้นจริงๆ หัววิ้งไปหมด

แหวนกล่องใหญ่มาก?
เจเจ : ตอนนั้นไม่คิดถึงเรื่องซ่อนแหวนเลย จนกระทั่งเดินไปดินเนอร์ เดี๋ยวซ่อนข้างหลัง
แพร : ซึ่งไม่เนียนเลยนะ เราเห็นแล้วว่าเค้าพยายามยัดอะไรไว้ข้างหลัง คิดอยู่ในใจจะทักดีมั้ยว่าทำอะไร

ร้องไห้มั้ย?
เจเจ : ไม่ได้ร้อง น้ำตาซึม
แพร : น้ำตาซึม ตอนโดนขอเราก็ซึ้ง พอเห็นทุกคนวิ่งกรูออกมาเราก็ร้องไห้น้ำตาแตกเลย มันตกใจ ทุกคนตั้งใจมาถึงกระบี่
เอมี่ : กะว่าต้องร้องไห้แน่เลยแต่ดันไม่ร้อง เราเห็นน้องเงอะงะ พอตอนคุกเข่าเราต้องวิ่งออกไป ร้องไห้อีกวันนึงตอนดูวีดีโอ

รักน้องชายมาก?
เอมี่ : ก็คือที่หนึ่งในทุกๆอย่าง พี่ซีไม่ใช่ที่หนึ่ง รักแหละ แต่ห้ามแตะน้อง แต่เรากับน้องตีกันเองตลอด

'ชพก.' เตรียมเผยโฉม 33 ขุนพลสู้ศึก กทม. 31 มี.ค.นี้ ชูสโลแกน “กล้า FIGHT : ชาติพัฒนากล้า เราสู้เพื่อคุณ”

(30 มี.ค.66) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วย ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค และ นายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเตรียมแถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขต ในวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2566 เวลา 14.15 น. ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ 

โดยว่าที่ผู้สมัครทุกคนเป็นนักสู้ที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนแปลงประเทศไทย รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้คนไทยมีโอกาสลืมตาอ้าปาก หลุดพ้นจากความยากจนได้ ภายใต้สโลแกน  “กล้า FIGHT : ชาติพัฒนากล้า เราสู้เพื่อคุณ” เพื่อนำพาประชาชนคนไทยสู่เป้าหมาย งานดี มีเงิน และของไม่แพง 

ทั้งนี้ภายในงานจะใช้ธีมเวทีมวยในการเปิดตัว มีการแบ่งผู้สมัครเป็น 7 กลุ่มที่พร้อมมา ทุบ ฟัน ฟาด ต่อย ลุยกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน 

"ผู้สมัครกทม.ของเรา หลากหลาย มีทั้งผู้บริหารธุรกิจมืออาชีพ ประสบการณ์แน่น มีทั้งสตาร์ตอัปไฟแรง มีแนวลงพื้นที่คลุกชาวบ้านเข้มข้น ขอให้จับตาดูผู้สมัครของเรา ที่พร้อมชนทุกปัญหาเศรษฐกิจ ไม่กลัวพรรคไหนในเวทีเลือกตั้งครั้งนี้แน่นอน" หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว

‘ถนอม สามโทน’ เจ้าของเสียงเพลงเจ้าภาพจงเจริญ เสียชีวิตแล้วด้วยโรค ‘มะเร็งตับ’

(30 มี.ค.66) มีรายงานว่า นายวิทยา เจตะภัย หรือ ถนอม สามโทน ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ วานนี้ (29 มีนาคม) ราว 23.00 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยครอบครัวจะนำร่างไปบำเพ็ญกุศลที่วัดนวลจันทร์ กทม.

สำหรับ วิทยา เจตะภัย ชื่อเล่น ถนอม หรือที่รู้จักในชื่อ ถนอม สามโทน เป็นนักร้อง นักแสดงชาวไทย เป็นหนึ่งในสมาชิกวง ‘สามโทน’ ศิลปินวงชายล้วนวงแรกของค่ายคีตา เรคคอร์ดส (Kita Records) ร่วมกับ สุธีรัชย์ ชาญนุกูล (บุ๋มบิ๋ม สามโทน), ธงชัย ประสงค์สันติ (ธง สามโทน) มีเพลงดัง อาทิ เจ้าภาพจงเจริญ, น้ำตาฟ้า, ขบวนการโป๊ง โป๊ง ชึ่ง

ขณะที่มิตรสหายของครอบครัวเจตะภัย ก็ได้แสดงความอาลัย โดยระบุว่า “เพื่อนไม่ได้อยู่กับเรา ตลอดไป…รักกันไว้นะ ถ้าคุณ​ยังมีเพื่อน การพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เกิดก็เพื่อตาย ก่อนไปฝากดีเอาไว้ให้โลกจำ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวเพื่อนนะคะ ขอให้เพื่อนไปสู่ภพภูมิที่ดีค่ะ ด้วยความอาลัย”


ที่มา : https://www.matichon.co.th/entertainment/thai-entertainment/news_3900614

คดีคนต่างด้าวถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

สืบเนื่องจากปรากฏข้อมูลบนสื่อออนไลน์ว่า มีบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในประเทศไทย ซื้ออสังหาริมทรัพย์และถือครองที่ดิน ใน จ.เชียงใหม่ เป็นจำนวนมาก 


พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ. รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ บก.ตม.5 ร่วมกับ ภ.จว.เชียงใหม่ ตรวจสอบบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยที่ใช้ช่องว่างของกฎหมายในการถือครองตรวจสอบการถือครองที่ดินอสังหาริมทรัพย์และประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พบว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พงส.สภ.สันกำแพง 


ภ.จว.เชียงใหม่ จึงเร่งรัดให้รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการขอหมายจับต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 8 หมาย ได้แก่ นิติบุคคล 1 หมาย คนจีน จำนวน 3 หมาย และคนไทย จำนวน 4 หมาย 


ต่อมาวันที่ 28 มี.ค.66  ภ.จว.เชียงใหม่ , บก.ตม.5 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการปิดล้อมและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 5 ราย ดังนี้

1.บริษัท ฟ้าหลวงการเกษตร จำกัด แจ้งข้อกล่าวหา Mrs.Qingfang Li (นางชิ่งฟาง หลี่) ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต”


2.Mrs.Qingfang Li (นางชิ่งฟาง หลี่) สัญชาติจีน เป็นผู้ที่ใช้ชื่อ นางปาริชาติฯ ถือหุ้นแทนตนและเป็นกรรมการ(Nominee)  ข้อหา “เป็นคนต่างด้าว ยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าว ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นหรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย”


3.นางปาริชาติ  เป็นผู้ที่ถูก Mrs.Qingfang Li (นางชิ่งฟาง หลี่)   ใช้ชื่อถือหุ้นแทนตนและเป็นกรรมการ(Nominee)ข้อหา “เป็นผู้ช่วยเหลือ หรือสนับสนุน ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์ โดยการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์นี้เป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ลำดับที่ 9 การค้าที่ดิน , เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นหรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย”

‘อนุทิน’ เปิด 5 อันดับแรกปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย 'น้องเพลง' นั่งเบอร์ 5 ในฐานะลูกสาว

(30 มี.ค.66) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 ที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยถึงลำดับผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 5 ลำดับแรกของพรรค คือ 1.นายอนุทิน 2.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค 3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรค 4.กลุ่มของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งยังไม่ระบุตัวบุคคล และ 5.น.ส.ชนม์ทิดา อัศวเหม หรือน้องเพลง ซึ่งนายอนุทิน ระบุว่า ต้องอยู่ในลำดับที่ 5 เพราะเป็นลูกสาว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3900515

‘สภาทนายความฯ’ แถลง ให้คำปรึกษากฎหมายประชาชน ฟรี! ชี้ ติดต่อมาที่ช่องทางต่าง ๆ ของสภาทนายความฯ ได้เลย

จากกรณีที่ทนายความดัง ชี้แจงค่าจัดแถลงข่าวราคา 300,000 บาท  เพราะมีความเสี่ยงถูกฟ้อง ตลอดจนเปิดเรตค่าปรึกษาทนาย ระหว่าง 1,000-3,000 บาทนั้น

(30 มี.ค.66) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงการณ์ เรื่องการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนฟรี ความว่า สภาทนายความในพระบรมราชปถัมภ์ ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ประชาชนที่ต้องการขอรับคำปรึกษาทางกฎหมายจากสภาทนายความ สามารถติดต่อมายังช่องทางต่าง ๆ ของสภาทนายความ ฯ ได้แก่ สายด่วน 1167,โทรศัพท์ 0-25227124-27 ต่อ 135,ปรึกษาทางไลน์ @lct249, ที่ทำการสภาทนายความ (ส่วนกลาง), ที่ทำการประธานสภาทนายความจังหวัดทั่วประเทศ, ที่ทำการกรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 1-9, ศาล (ส่วนกลาง 15 แห่ง ภูมิภาค 106 แห่ง), สถานีตำรวจนครบาล 1-9 จำนวน 50 สถานี และสถานีตำรวจภูธร ภาค 1-9 (153 สถานี)


ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/news_3900456

พิษยุบพรรค

นับจากวันนี้ ถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ 14 พฤษภาคม 2566 หลายพรรคการเมืองเริ่มทยอยเปิดตัวผู้สมัคร  ชูนโยบายหาเสียง และเริ่มลงพื้นที่ปราศัยกันมากขึ้น แต่หนึ่งสิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องระแวดระวัง คือการดำเนินการใดๆ ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จนอาจนำไปสู่โทษสูงสุด คือการถูก "ยุบพรรค" ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ ที่ชวนให้ย้อนกลับไปดูเพื่อทวนความจำและนำเป็นบทเรีบนให้กับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

จุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูปการเมืองร่วมสมัย คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่มีการออกแบบให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พร้อมกับเกิดองค์กรอิสระต่างๆ  รวมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ  และเมื่อมีบทบัญญัติที่ให้เสรีภาพบุคคลในการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองได้แล้ว อีกด้านก็มีกลไกที่นำไปสู่การ "ยุบพรรค" ได้ หากพรรคการเมืองมีการดำเนินการที่ขัดต่อหลักการตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้  ซึ่งที่ผ่านมามีหลายกรณียุบพรรค ที่กลายเป็นบันทึกหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง

เริ่มจากกรณี "จ้างพรรคเล็ก" นำมาสู่การยุบ "พรรคไทยรักไทย" จนเกิดเป็นตำนานบ้านเลขที่ 111

ย้อนไปเมื่อต้นปี 2549  ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ก่อนกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เมษายน แต่อีก 3 พรรคการเมือง ที่เป็นคู่แข่งในสภา คือประชาธิปัตย์  ชาติไทย และมหาชน ประกาศ "บอยคอต" เหลือเพียงพรรคไทยรักไทยที่เดินหน้าส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง บนเงื่อนไขกฎหมายที่กำหนดว่า ในเขตที่มีผู้สมัครพรรคเดียว ไร้คู่แข่ง จะต้องได้คะแนนเสียง มากกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นจึงจะได้เก้าอี้ ส.ส. ซึ่งต่อมาเกิดการร้องเรียนว่า พรรคไทยรักไทยทำผิดกฎหมายจากการ "จ้างพรรคเล็ก" ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนี "เกณฑ์ร้อยละ 20"  

เมื่อกกต.ตรวจสอบหลักฐาน ชี้มูลความผิด จึงนำไปสู่การยื่นร้องให้ยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ระหว่างนั้นเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. ทำให้ต่อมาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งขึ้น มีมติ ในวันที่ 30 พ.ค. 2550 ให้ "ยุบพรรค" ไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผลที่ตามมาคือกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค รวม 111 คน ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี  เป็นที่มาของ "บ้านเลขที่ 111"

วิบากกรรมยังมีต่อเนื่อง เมื่อบรรดาขุนพลไทยรักไทยเดิมที่ยังเหลือรอด พากันย้ายบ้านมาที่ "พรรคพลังประชาชน" ลงสู้ศึกเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550  แต่กลับเกิดกรณี "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ส.ส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถูก กกต.ให้ใบแดง เนื่องจากพบการกระทำที่น่าเชื่อได้ว่า "ทุจริตเลือกตั้ง" เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่กรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเช่นกัน กรณีดังกล่าวนำมาสู่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 สั่งให้ทั้งยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารทั้ง 3 พรรค รวม 109 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในจำนวนนั้น มีนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยที่ต้องเว้นวรรคทางการเมืองไปด้วย

กาลล่วงมาจนถึงยุคของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 60 ผลจากการกำหนดการเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ป้องกันการผูกขาดในสภา ทำให้พรรคใหญ่อย่าง "เพื่อไทย" ต้องปรับกลยุทธ์ แตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองเครือข่ายเพื่อเรียกจำนวน ส.ส. ในสภา หนึ่งในนั้นคือ "พรรคไทยรักษาชาติ"

นอกจากถูกจับตาเพราะกรรมการบริหารพรรคเป็นอดีตรัฐมนตรี และ ส.ส. คนรุ่นใหม่ในเครือข่ายพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมึประเด็นที่ถูกจับตาที่สุดคือการ ยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เป็นเหตุให้ กกต. มีมติยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top