Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘องอาจ-มาดามเดียร์’ ลุยช่วย ‘ชยิน’ เขตราษฎร์บูรณะ-​ทุ่งครุ  พบปะเกษตรกร ชู นโยบายด้านชุมชน-แก้ปัญหาน้ำท่วมเบ็ดเสร็จ

(19 เม.ย.66) ที่ตลาดใหม่ทุ่งครุ นายองอาจ​ คล้ามไพบูลย์​ รองหัวหน้า​พรรค​ประชาธิปัต​ย์ (ปชป.) ดูแลกทม. พร้อมด้วย น.ส.วทันยา บุนนาค​ ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง​ ลงพื้นที่หาเสียงสนับสนุนให้​ นายชยิน​ พึ่งสาย ผู้สมัคร ส.ส. ​กทม​ เขตราษฎร์บูรณะ ​-​ ทุ่งครุ หมายเลข 7 โดยบรรยากาศขณะลงพื้นที่ตลาดใหม่ทุ่งครุ​ เป็นไปอย่างคึกคักมีบรรดาแฟนคลับขอถ่ายภาพ​ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง​ ก่อนขึ้นขบวนรถแห่ ไปตามถนนพุทธบูชา ไปยังวัดพุทธบูชา​ เพื่อนั่งเรือจากวัดพุทธบูชาตามคลองบางมด​​ เพื่อมาพบปะกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม​ ซึ่งแต่เดิมปลูกส้ม​ บางมด ​แต่ได้รับผลกระทบจากการหนุนของน้ำเค็ม​ จึงต้องเปลี่ยนเป็นการปลูกมะพร้าวแทน​ รวมถึงได้ล่องเรือไปเยี่ยมชมการรวมกลุ่มของชุมชนกลุ่มกำปงในดงปรือ​ และดารุลอิบาดะห์​ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของคนในชุมชน​ แปรรูป​ผลิตภัณฑ์​จากนมแพะ​

‘ตงตง’ เคลื่อนไหว!! หลังโดนดรามา ‘สมรักษ์’ แฉพฤติกรรม เจ้าตัวโพสต์ภาพชู 2 นิ้ว พร้อมแคปชัน “ไม่ต้องห่วงนะครับ กินข้าวได้ปกติ”

(19 เม.ย.66) ว๊าย!! บอกเลยว่ามีประเด็นร้อนๆ ไม่เผื่อหน้าร้อนเลย หลังจากมีข่าวลือเลิกราสำหรับ สาวเบสท์และหนุ่มตงตง แต่ก็ชัวร์แล้วเพราะว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา สาวเบสท์ได้โพสต์รูปพร้อมแคปชั่นโสด!

ต่อมาเมื่อวานนี้ (18 เม.ย. 2566) สมรักษ์ พ่อของสาวเบสท์ ได้ออกมาแฉเดือดถึง ตงตง พร้อมเล่าหมดเปลือกว่าหนุ่มตงตงมีทั้งเรื่องผู้หญิง เรื่องความไม่แมน รวมไปถึงปัญหาซ้ำซากเพราะผู้หญิงและความเกรงใจ ความสปอร์ตความเป็นลูกผู้ชายไม่มี มาอยู่บ้านเบสท์ 2 ปี ค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าอะไรไม่ออก

‘คนเมืองคอน-สงขลา’ เฮ!! รับเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2565 พร้อมขอบคุณ ‘บิ๊กตู่’ เล็งเห็นความทุกข์-แก้ปัญหารวดเร็ว

(19 เม.ย.66) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเวลาช่วงเช้าของวันเดียวกันนี้ ชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย เริ่มทยอยได้รับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2565 ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลาประสบกับปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก โดยการช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม. (28 ก.พ.66) อนุมัติให้จ่ายเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2565 เพิ่มเติม ในพื้นที่ กทม. และ 15 จังหวัด 

โดยผู้ประสบภัย จ.นครศรีธรรมราช คิดเป็นจำนวน 237,048 ครัวเรือน วงเงิน 1,190.46 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 39,704 ครัวเรือน รวมเป็นวงเงินช่วยเหลือ 199,510,000 บาท แบ่งเป็นดังนี้ 

อำเภอร่อนพิบูลย์ จำนวน 73 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 365,000 บาท 
อำเภอปากพนัง จำนวน 29,483 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 147,427,000 บาท 
อำเภอเชียรใหญ่ จำนวน 5,610 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 17,480,000 บาท 
อำเภอชะอวด จำนวน 2,406 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 13,008,000 บาท 
อำเภอหัวไทร จำนวน 517 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 2,585,000 บาท 
อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จำนวน 1,615 ครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือ 18,645,000 บาท 
ขณะที่ พี่น้องชาวสงขลา ใน 15 อำเภอที่รับผลกระทบ จำนวน 112,043 ครัวเรือน ได้รับวงเงินช่วยเหลือรวม 560,215,000 บาท

จุดยืน 7 แคนดิเดตนายกฯ ต่อประเด็นสังคมไทยที่ต้องชัด ใครชัดเจน - ลังเล - ไม่เทใจ มาชม!!

หลากประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมไทย ถูกฟันธงผ่าน 7 แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ ที่ประกาศชัดว่า 'เอาด้วย' หรือ 'ไม่เอาด้วย' มีอะไรบ้าง? เชิญชม

‘จุรินทร์’ พร้อมคณะ บุก ‘บ้านโป่ง’ ขอคะแนนเสียงกา ปชป. เผย เสียดายคนเก่าออกไป แต่ไม่ท้อ ยังมีคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง

(19 เม.ย.66) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี รองโฆษกพรรค พร้อมคณะ เดินทางไปขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้นายธนากร เลี้ยงฤทัย ผู้สมัครส.ส. เขต 4 หมายเลข 4 ที่บริเวณหอนาฬิกาบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่าเชื่อว่าคะแนนที่จังหวัดราชบุรีเราจะได้ดีมาก และเราสู้ทุกเขตทั้ง 5 เขต ซึ่งผู้สมัครทุกคนล้วนมีคุณสมบัติที่ดี มีศักยภาพสูง สู้กับคู่แข่งของพรรคการเมืองอื่นได้ ขอฝากทั้งคนทั้งพรรค และขอฝากสมาชิกพรรคทุกคนที่เป็นฐานกำลังสำคัญที่จังหวัดราชบุรี ช่วยกันหนักแน่นมั่นคง ยืนหยัดอยู่กับพรรค แล้วช่วยกันหาเสียงพาคนใหม่ๆ มาช่วยกันลงคะแนนให้กับพรรคด้วย

“ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งซ่อมประชาธิปัตย์ก็ชนะ แต่เสียดายที่คนของเราจากไป ย้ายไปอยู่พรรคอื่น แต่พรรคก็ไม่ท้อแท้ ท้อถอย ไม่เป็นไร เรามีคนรุ่นใหม่ สิ่งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญให้ ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์ และของพี่น้องชาวบ้านโป่ง ที่จะได้ผู้แทนคนใหม่ที่มีศักยภาพไม่แพ้ใคร” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

‘ชัยวุฒิ’ ชี้ ‘ลุงป้อม’ เป็น Soft Power ที่จะทำให้ทุกคนสามัคคีกัน ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อก้าวข้ามความยากจน 

“ทุกวันนี้สังคมไทยมีการขัดแย้งทางการเมืองกันแบบสุดโต่ง ทั้งซ้ายจัด ขวาจัด บางคนอยากเปลี่ยนประเทศ คนไทยก็รับไม่ได้ และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต และบางคนก็คิดแต่เรื่องที่เป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัวมากเกินไป ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน 

ผมคิดว่าความขัดแย้งต่างๆ มีโอกาสเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นหลังเลือกตั้ง ผมว่าจะส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ และทำให้บ้านเมืองมีปัญหาได้ในอนาคต 

ลุงป้อมจะเป็น Soft Power ที่ทำให้ทุกคนทำงานร่วมกัน รักกัน สามัคคีกันได้ สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติเราเดินหน้าไปได้ ประชาชนก็จะอยู่ดีกินดี ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อก้าวข้ามความยากจน 

'เพื่อไทย' ผวา 'แลนด์ไถล' หลัง 'คะแนนนิยมนิ่ง-คู่แข่งจ่อ' ต้องออกใบเตือนผู้สมัคร 'เสาไฟฟ้า' ให้ทำงาน-ลงพื้นที่

อาการของพรรคเพื่อไทยยามนี้ไม่สู้ดีนัก..ประมาณว่า 'พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก' ก็มิปาน

วันที่ 5 เม.ย.2566 จัดบิ๊กแคมเปญ เปิด 3 แคนดิเดทฝตนายกฯ ภายใต้ธีม 'ONE TEAM FOR ALL THAIS' และให้หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ 'เศรษฐา ทวีสิน'   ประกาศนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กะว่าจะเปรี้ยงปร้างระเบิดเถิดเทิงสมราคาคุย...คิดใหญ่ทำเป็น

แต่อนิจจา...ที่ไหนได้ นโยบายนี้กลายเป็นบั้งไฟที่ไปไม่สุด เกิดอาการแป๊ก...เสียฟอร์ม เสียรังวัดไม่น้อย...ว่ากันว่าถ้าเป็นโค้ง 7 วันสุดท้ายคงหวิดตายหมู่...แบบว่าคงแลนด์ไถลเหลืออย่างมากแค่ 170 ที่นั่งเหมือนที่โพลลับฝ่ายความมั่นคงเขาทำไว้เป็นแน่แท้...

ตอนนี้บรรดาเสนาธิการ และนักรบในห้องแอร์ทั้งหลายต้องช่วยกันแก้เกมเรื่องนโยบายหมื่นบาท ทั้งในส่วนคำชี้แจงต่อ กกต.และคำอธิบายต่อสาธารณชน ซึ่งอย่าว่าแต่ชนชั้นกลางเลยที่มีคำถามเลย ระดับรากหญ้าเองก็เริ่มมีคำถาม เพราะผู้บริหารพรรคบางคนพูดชัดเจนว่า...ใครที่มารับบริการเงินดิจิทัลหมื่นบาท ต้องสละสิทธิ์การรับสวัสดิการจากบัตรคนจน...

ร้อนจนวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้ง 'ภูมิธรรม เวชชชัย' รองหัวหน้าพรรค และตัวนายเศรษฐาเอง ต้องรีบออกมาดับไฟเสียแต่ต้นลมว่า...นโยบายนี้จะเดินหน้าโดยไม่ยกเลิกบัตรคนจน...

จะเป็นเพราะนโยบายแจกเงินหมื่นบาทด้วยหรือเปล่าก็มิทราบได้...ผลปรากฏว่าการทำโพลของค่ายต่างๆ ระบุว่า แม้คะแนนของแพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง และพรรคเพิ่อไทยจะยังคงนำ แต่เป็นการนำในลักษณะหยุดนิ่ง ในขณะที่คู่แข่งดีวันดีคืน โดยเฉพาะคู่ต่อสู้อย่างพรรคก้าวไกลเริ่มหายใจรดต้นคอ...

ไม่แต่เท่านั้น โพลของค่ายมติชน-เดลินิวส์ ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-14 เม.ย.ระบุชัดว่าคะแนนตำแหน่งว่าที่นายกฯ นั้น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แห่งก้าวไกล แซงอุ๊งอิ๊ง ห่างในระดับ 29 ต่อ 23 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว...

ขณะเดียวกันบรรดา FC ของพรรคได้ร้องเรียนไปยังพรรคว่า มีผู้สมัครจำนวนไม่น้อยที่ไม่ลงพื้นที่ หวังโหนกระแสพรรคเป็นหลัก...ทำให้เมื่อวันที่ 16 เม.ย. กองอำนวยการเลือกตั้งต้อง ทำจดหมายน้อยกระตุกเตือนบรรดาผู้สมัคร ทั้งที่เป็นอดีตส.ส.และผู้สมัครหน้าใหม่ที่ทำตัวเป็นพวก 'เสาไฟฟ้า' แบบประชาธิปัตย์ภาคใต้เมื่อหลายปีก่อนโน้น คือไม่หาเสียง โหนกระแสพรรค อาศัยยี่ห้อพรรคเข้าสภา...

“...ถ้าพวกท่านยังขยันไม่พอและไม่เข้าหาประชาชน..เราคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการแลนด์สไลด์ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยวดยิ่ง...” ตอนหนึ่งของจดหมายเตือนระบุ

‘อนุชา’ เผย ส่งออก ‘ข้าวไทย’ 2 เดือนแรก ส่งออกได้ 1.4 ล้านตัน มูลค่า 25,404.15 ลบ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.2% คาดปี 66 มีโอกาสขยายตัวตามเป้า

(19 เม.ย.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย 2 เดือนแรกของปี 2566 ยังคงอยู่อันดับ 2 ประเทศผู้ส่งออกข้าวของโลก ปริมาณการส่งออกกว่า 1.4 ล้านตัน โดยส่งออกมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดการณ์แนวโน้มการส่งออกยังคงเพิ่มต่อเนื่อง จากความต้องการข้าวในตลาดโลก โดยตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยจากกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากรพบว่า ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 ประเทศไทยส่งออกข้าวคิดเป็นมูลค่า 25,404.15 ล้านบาท หรือ 753.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตรามูลค่าการส่งออกขยายตัวมากขึ้นร้อยละ 38.2 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2565 ที่มีการส่งออกข้าวมูลค่า 18,376.8 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ อินโดนีเซีย อิรัก บังคลาเทศ และเซเนกัล เป็นต้น โดยประเทศไทยยังคงอยู่อันดับ 2 ประเทศผู้ส่งออกข้าวของโลก ตามหลังอินเดียที่ยังคงครองอันดับ 1 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้านสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ว่า การส่งออกข้าวในเดือนมีนาคม 2566 ปริมาณส่งออกข้าวจะอยู่ที่ระดับประมาณ 700,000-730,000 ตัน เนื่องจากความต้องการนำเข้าข้าวในตลาดโลกมีมากขึ้นจากการที่อุปทานข้าวของประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่สำคัญ ส่วนผู้นำเข้าที่สำคัญของไทยยังคงนำเข้าทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยสต็อกข้าวในประเทศที่มีปริมาณลดลง

‘จุรินทร์’ ปัดหนุนจับขั้วการเมืองทั้งที่ยังไม่ลงคะแนน  ยัน!! ประชาธิปัตย์ ขอให้เกียรติคะแนนเสียงคนไทย 

‘จุรินทร์’ นำประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 ลุยหาเสียงราชบุรี ชาวบ้านตะโกน ปาฏิหาริย์มีจริง! ช่วยเลือกธนากร เบอร์ 4 เป็นผู้แทนบ้านโป่ง

(19 เม.ย.66) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี รองโฆษกพรรค และคณะเดินทางไปขอคะแนนเสียงสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 นายธนากร เลี้ยงฤทัย เบอร์ 4 ที่บริเวณหอนาฬิกาบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 

โดยนายจุรินทร์ ได้แนะนำผู้สมัคร ส.ส. ที่ตนมาช่วยหาเสียงในวันนี้ว่า จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมาก และมีฐานเสียงที่ดีมาทุกยุคทุกสมัยกระจายอยู่ทุกอำเภอ จากการเลือกตั้งหลายครั้งทำให้คะแนนพรรคมาเป็นที่ 1 เสมอ สำหรับการเลือกตั้งเที่ยวนี้ตนก็หวังว่าพี่น้องชาวราชบุรีก็จะไม่ทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะสมาชิกพรรคยังมีความหนักแน่น มั่นคงกับพรรค ซึ่งสิ่งนี้เป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับผู้สมัครของพรรค รวมทั้งบัตรใบที่ 2 ที่ใช้เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคด้วย หากทุกอย่างเป็นไปตามนี้ ตนก็เชื่อว่าคะแนนที่จังหวัดราชบุรีเราจะได้ดีมาก และเราสู้ทุกเขตทั้ง 5 เขต ซึ่งผู้สมัครทุกคนล้วนมีคุณสมบัติที่ดี มีศักยภาพสูง สู้กับคู่แข่งของพรรคการเมืองอื่นได้ 

“ขอฝากทั้งคนทั้งพรรค และขอฝากสมาชิกพรรคทุกคนที่เป็นฐานกำลังสำคัญที่จังหวัดราชบุรี ช่วยกันหนักแน่นมั่นคง ยืนหยัดอยู่กับพรรค แล้วช่วยกันหาเสียงพาคนใหม่ๆ มาช่วยกันลงคะแนนให้กับพรรคด้วย ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งซ่อมประชาธิปัตย์ก็ชนะ แต่เสียดายที่คนของเราจากไป ย้ายไปอยู่พรรคอื่น แต่พรรคก็ไม่ท้อแท้ ท้อถอย ไม่เป็นไร เรามีคนรุ่นใหม่ สิ่งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญให้ ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์ และของพี่น้องชาวบ้านโป่ง ที่จะได้ผู้แทนคนใหม่ที่มีศักยภาพไม่แพ้ใคร” นายจุรินทร์กล่าว 

พร้อมกับระบุว่า วันนี้ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ มีการแถลงนโยบายพลังงานจากที่ทำการพรรค และยืนยันว่าประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานเป็นพิเศษ รวมถึงการมีนโยบายเกี่ยวกับการปรับลดค่าไฟฟ้า แก๊ส น้ำมัน และพลังงานทดแทน นอกเหนือจากการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน สตาร์ตอัป เอสเอ็มอี และพี่น้องประชาชน

ส่วนการที่มีหลายพรรคการเมืองพยายามพูดถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลในช่วงนี้ นายจุรินทร์กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ขอให้ประชาชนตอบก่อน เพราะประชาธิปัตย์ให้เกียรติประชาชน และเคารพเสียงประชาชน เราไม่สนับสนุนการไปจับขั้วกันตั้งรัฐบาล เพราะประชาชนยังไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ ไม่อย่างนั้นเราจะมีเลือกตั้งไปทำไม 

“การเลือกตั้งมีไว้ก็เพื่อนับหนึ่งให้กับพรรคการเมืองต่างๆ ว่าประชาชนจะเลือกให้ไปทำหน้าที่อะไร เขาให้มากี่เสียง เพราะหลักของระบบนี้คือ ใครรวมเสียงข้างมากได้ คนนั้นก็เป็นรัฐบาล การไปรวมเสียงก่อนการเลือกตั้ง มันไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะเป็นจริงได้หรือเป็นจริงไม่ได้ แต่ประชาธิปัตย์ถือหลักว่าขอให้มีการเลือกตั้งก่อน และเป็นหลักสำคัญที่ผมได้ประกาศมาตลอด พรรคไหนจะไปประกาศรวมกับพรรคไหนก็รวมได้ แต่ประชาธิปัตย์ยังไม่ได้คุยกับใครว่าจะไปรวมกับใครไม่รวมกับใคร” นายจุรินทร์กล่าว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางเกี่ยวกับมาตรา 112 ของพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ตอบว่า เรื่องนี้ประชาธิปัตย์มีความชัดเจนว่า เราไม่สนับสนุนให้ยกเลิก เพราะมาตรา 112 นั้น ว่าด้วยบทของการคุ้มครองประมุขของประเทศ ที่หลายประเทศในโลกก็มีกันทั้งนั้น เราจึงเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องมีไว้ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายก็ไปแก้ไขที่การบังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นธรรม แต่ไม่ใช่การยกเลิกตัวบทกฎหมาย 

๓ ข้าหลวงต่างพระองค์ ที่ ร.๕ วางพระราชหฤทัย มอบให้ดูแลบ้านเมือง ‘ต่างพระเนตร-พระกรรณ’

ตอนที่ผมกำลังเขียนบทความเรื่องนี้ ผมกลับมาอยู่บ้านในภาคอีสานพร้อมกับตระเวนไปตามจังหวัดใกล้เคียงบ้านเกิดของผม ซึ่งในอีสานจะมีถนนและสถานที่รำลึกถึงข้าหลวงต่างพระองค์อยู่หลายแห่ง อาทิ หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี ถนนสรรพสิทธิ์ จ.นครราชสีมา หรืออย่าง ถนนพิชิตรังสรรค์ จ.อุบลราชธานี ข้าหลวงต่างพระองค์คือตำแหน่งอะไร สำคัญอย่างไร แล้วมีกี่ท่านที่นับได้ว่าเป็น ‘ข้าหลวงต่างพระองค์’ 

‘ข้าหลวงต่างพระองค์’ นั้นเป็นตำแหน่งสำคัญที่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าข้าหลวงปกติ ข้าหลวงเทศาภิบาลหรือสมุหเทศาภิบาล เพราะคำว่า ‘ต่างพระองค์’ มีความหมายว่าเป็นตัวแทนดูแลราษฎรและพื้นที่ ‘ต่างพระเนตรพระกรรณ’ และมีฐานะเป็น ‘ผู้สำเร็จราชการ’ ตีความได้รับมอบความสำเร็จเด็ดขาดมาจากองค์พระเจ้าแผ่นดิน เพื่อดูแลทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร ตำแหน่ง ‘ข้าหลวงต่างพระองค์’ เท่าที่ปรากฏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีทั้งสิ้น 3 พระองค์ คือ… 

๑.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร 
๒.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
และ ๓.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม 

ซึ่งพระประวัติและพระกรณียกิจของทั้ง ๓ พระองค์ผมจะนำเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าโดยสังเขปดังนี้นะครับ

๑.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นพระเจ้าลูกยาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพึ่ง มีพระนามเดิมว่า ‘พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล’ เป็นต้นราชสกุล ‘คัคณางค์’ ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๕ เป็นหนึ่งในพระเจ้าน้องยาเธอที่ ‘เก่ง’ ทั้งทางการปกครอง ทางกฎหมาย และการประพันธ์ ทรงเป็นอธิบดีศาลฎีกา พระองค์แรก มีหนังสือหลายเล่มโจมตีในหลวงรัชกาลที่ ๕ ว่าทรงกริ้ว จึงทรงให้ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ไปดูแลพื้นที่ห่างไกล แต่ถ้าหากมองจากบริบทของการปกครองแบบรวมศูนย์ในยุคนั้น การให้เชื้อพระวงศ์ระดับสูงไปดูแลภูมิภาคต่างๆ นั้นแสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอย่างยิ่ง โดยกรมหลวงพิชิตปรีชากรนั้นได้ไปดูแลภูมิภาค ‘ต่างพระเนตรพระกรรณ’ อยู่หลายแห่ง เริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเป็น ‘ข้าหลวงต่างพระองค์’ ไปรักษาเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับปรับปรุงการศาลต่างประเทศ และจัดระเบียบการปกครองภาคเหนือใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ‘ข้าหลวงใหญ่’ หัวเมืองลาวกาว ประจำอยู่ที่เมืองจำปาศักดิ์ ทรงปรับปรุงการปกครองหัวเมืองทางภาคอีสาน ประมาณ ๒๐ หัวเมือง โดยขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้รวมเป็นมณฑล 

ต้องบอกว่าพระองค์มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านชายแดนลาว และกัมพูชาเป็นอย่างดี คือเรียกว่า เสด็จ ฯ ไปทั่วทุกพื้นที่ในหัวเมือง นอกจากนี้พระองค์ยังมีความชำนาญด้านภาษาอังกฤษ มีความเชี่ยวชาญด้านยาทรงเป็นคนไทยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ปรุงยาไทยผสมกับยาต่างประเทศ เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้พิพากษาฝ่ายไทยร่วมกันพิจารณาคดีความร่วมกับฝรั่งเศส ในกรณี ‘พระยอดเมืองขวาง’ ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ‘เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม’ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ สิริพระชันษาได้ ๕๔ ปีโดยการเป็น ‘ข้าหลวงต่างพระองค์’ ของพระองค์นั้นคือการดำเนินการปรับระบบการปกครองและระบบการพิจารณาคดีความให้เป็นเนื้อเดียวกันกับกรุงเทพฯ เป็นหลัก 

๒.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพึ่ง เช่นเดียวกับ กรมหลวงพิชิตปรีชากร มีพระนามเดิมว่า ‘พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช’ เป็นต้นราชสกุล ‘ชุมพล’ ทรงเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งแรกทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรมหลวงพิชิตปรีชากร ซึ่งทรงเป็นอธิบดีศาลฎีกาและศาลแพ่งก่อนจะดำรงตำแหน่งอธิบดีในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนกระทั้งในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นตามหัวเมืองทางตะวันออก ตั้งแต่เมืองนครราชสีมาลงไปจนถึงเมืองปราจีนฯ เจ้าเมือง กรมการเมือง ไม่สามารถที่จะปราบปรามให้สงบเรียบร้อยลงได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงพิเศษเสด็จขึ้นไปทรงบัญชาการปราบปรามโจรผู้ร้ายที่เมืองนครราชสีมา ซึ่งก็ทรงสามารถทำได้เป็นผลดีตามพระราชประสงค์ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ไปเป็นข้าหลวงใหญ่เมืองนครราชสีมาจนถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการว่างลง จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กลับเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ แต่ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งใหม่นี้อยู่ได้ไม่นานนัก ก็เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ จำเป็นต้องมี ‘ข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ’ ไปดูแลพื้นที่มณฑลลาวกาว
และมณฑลอุดร กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้รับราชการสนอง พระเดชพระคุณในตำแหน่งข้าหลวงต่างประเทศสำเร็จราชการมณฑลลาวกาวอยู่เป็นเวลานานถึง ๑๗ ปี โดยประทับและตั้งกองบัญชาการข้าหลวงอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี 

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงปรับปรุง พัฒนามณฑลลาวกาว ซึ่งต่อมาคือ มณฑลอีสาน อย่างต่อเนื่อง ปรับรูปแบบ การปกครอง จากตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมือง ตำแหน่งอุปฮาดเป็นปลัดเมือง ฯลฯ จัดตั้งกองทหารในเมืองอุบลราชธานี เรียกคนเข้ารับราชการเป็นตำรวจ พ.ศ.๒๔๕๑ ทรงตั้งศาลยุติธรรมขึ้นที่เมืองอุบลราชธานี มีฐานะเป็นศาลเมืองอุบลราชธานี และศาลมณฑลอีสานอีกด้วย  โดยเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเป็นข้าหลวงต่างพระองค์นั้นก็คือ ‘การปราบกบฏผีบุญ’ โดยเริ่มต้นจาก โนนโพขององค์มั่นก่อนจะดำเนินการอย่างราบคาบเรียบร้อย ซึ่งมีนักเขียนหลายสำนักโจมตีเรื่องการปราบผีบุญนี้ว่าเป็นการปราบที่โหดร้ายป่าเถื่อน แต่เอาเข้าจริงๆ บริบทของยุคสมัยที่กบฏผีบุญกลายเป็นลัทธิแห่งความขี้เกียจ การมั่วสุมไม่ทำงาน ผิดลูกผิดเมีย และชิงเอาของชาวบ้านดื้อๆ ไม่ผิดกับโจร ไม่ปราบ ก็ไม่รู้จะปล่อยไว้ทำขี้เกลืออะไร? จนมาถึง พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้เสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ และทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ พระชันษาได้ ๖๕ ปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top