Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

'บิ๊กป้อม' ชู!! นโยบายใหญ่ 'อีสานประชารัฐ'  ความเจริญทั่วอีสาน เชื่อมประสานสู่ทะเล

‘บิ๊กป้อม’ ชู ‘อีสานประชารัฐ’ สร้างรถไฟทางคู่ บึงกาฬ-EEC 480 กม. สร้างนิคมอุตสาหกรรม-อาชีวะ-ท่าเรือบก-ทางหลวงพิเศษ 8 เลน ลั่นจะทำให้อีสานเจริญ ‘สันติ’ เหน็บที่ผ่านมามีแต่พรรคขอแลนด์สไลด์ แต่ไม่เคยคิดพัฒนาให้ บอกถ้า พปชร.เป็นรัฐบาลทำจริงทำทันที ‘ไพบูลย์’ ยันยื่นแจงนโยบายต่อ กกต.แล้ว ย้ำนโยบาย พปชร.ทำมาเพื่อชนะแลนด์สไลด์

(20 เม.ย.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงเปิดนโยบาย ‘อีสานประชารัฐ’ พัฒนาภาคอีสานด้วยรถไฟทางคู่ บึงกาฬ-อู่ตะเภา

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวเปิดนโยบายว่า เราจะพัฒนาภาคอีสาน และภาคตะวันออก ให้เป็นรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ - ท่าเรือแหลมฉบัง - ท่าเรือมาบตาพุด - สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยเป็นการพัฒนาพื้นที่ 24 จังหวัดในภาคอีสาน และภาคตะวันออก สอดรับกับโครงการ EEC โดยทางรถไฟจะผ่าน 13 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ  อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และยังเชื่อมต่ออีก 11 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ศรีษะเกษ หนองคาย และหนองบัวลำภู ระยะทางรวมประมาณ 480 กม.โดยเราได้สำรวจเส้นทางมาเรียบร้อยแล้ว และจะสร้างเมื่อเราได้เป็นรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราทำเพื่อคนอีสานโดยเฉพาะ เพื่อจะได้มีงาน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนอีสาน เพราะน้ำเขาก็น้อย การเกษตรก็มีข้อขัดข้องเยอะ คนอีสานออกมาทำงานต่างจังหวัดทั้งนั้น เราทำโครงการนี้เพื่อชาวอีสานโดยเฉพาะ อย่าเพิ่งถามถึงภาคอื่น เอาให้ภาคอีสานเจริญ โดยภาคอีสานมีทั้งหมด 133 เขต คิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การมาทำโครงการใหญ่ในภาคอีสานจะเป็นการทำให้ภาคอื่นรู้สึกน้อยใจหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราทำอีสานก่อน จากนั้นจะทำภาคเหนือและใต้ต่อไป อันนี้คิดกันมาหลายปีแล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันจะเสร็จพรุ่งนี้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะส่งผลต่อคะแนนเสียง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่ต้องห่วง ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ตนไม่ห่วง ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะใช้นั้น ไม่ต้องห่วง ยังไม่ได้คิดแต่สามารถดำเนินการได้แน่นอน

ด้าน นายสันติ กล่าวว่า เราจะพัฒนาอีสาน เปิดภาคอีสานของเราให้ทันต่อโลก เนื่องจากดูแต่ละพรรคการเมืองแล้วมีแต่ที่จะขอให้ชาวภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด และภาคตะวันออก 5 จังหวัด ขอแต่แลนด์สไลด์ แต่ไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใดเลยที่คิดว่าจะพัฒนาภาคอีสานให้พ้นความยากจน หรือนำเงินลงทุนมหาศาลไปพัฒนา ซึ่งไม่มีเลย มีแต่ พปชร.ที่ให้ความสำคัญกับชาวอีสาน ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีภาคอีสานไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ เลย พปชร.จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ ที่อยู่บนสุดของอีสานวิ่งตรงลงมาผ่านภาคอีสานทางตะวันออกทั้งภาค มาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเปิดโลกให้ชาวอีสาน

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับรถไฟทางคู่แบบใหม่ที่เราจะทำนั้น จะมีรางขนาด 1.435 ม.ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับรถไฟความเร็วสูง จะมีการสร้างทางหลวงพิเศษ 8 ช่องจราจร ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ จะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ขนาด 20,000 ไร่ 6 แห่ง กว่า 6,000 โรงงาน โดยเป็นนิคมอุตสาหกรรมนำสมัย นอกจากนี้ จะมีการสร้างวิทยาลัยอาชีวะใกล้นิคมอุตสาหกรรม นิคมฯละ 2 แห่ง รวม 12 แห่ง เพื่อเตรียมแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือบก ซึ่งจะเป็นพื้นที่รองรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นก่อนที่จะมีการขนส่งไปยังท่าเรือน้ำลึกที่ภาคตะวันออก

“หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวอีสานได้รับการพัฒนาอย่างเชื่องช้า มีแต่คนไปขอให้แลนด์สไลด์ แต่ยังไม่เคยได้ยินพรรคใดที่ตั้งใจที่จะไปพัฒนาภาคอีสานเพื่อลูกหลานอยู่ดีกินดี เราจึงขอแรงใจทั้ง 133 เขตให้กับ พปชร.เพื่อ พปชร.จะได้มีอำนาจในการมาพัฒนาภาคอีสาน และเรามั่นใจว่าชาวอีสานจะต้องเลือก พปชร.ทั้ง 133 เขต เพื่อให้ พปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใน 133 เสียง ที่เลือกเราเข้าไปในสภาจะไปยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันว่าโครงการเหล่านี้ทำจริง ทำทันที แต่เราจะต้องมีนายกฯเป็นคนที่จะใช้อำนาจผลักดันโครงการดีๆ เหล่านี้ได้” นายสันติ กล่าว

‘ปชป.’ หนุนสันติภาพ พร้อมคุยฝ่ายเห็นต่าง  มุ่งสร้างสันติสุขให้เกิดในพื้นที่ชายแดนใต้ 

‘นิพนธ์’ ชี้ปชป. เดินหน้าสร้างสันติภาพ หนุนพูดคุยกับฝ่ายเห็นต่าง ควบคู่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้

(20 เม.ย.66) นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผอ.เลือกตั้ง ได้กล่าวในรายการ “Road to future เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” โดยสำนักข่าวเนชั่น ถึงการดำเนินนโยบายของพรรคปชป.เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่าจะเดินหน้าสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภาคใต้ให้ได้ เราจะต้องสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภาคใต้ให้ได้ นั่นก็คือเราการสนับสนุนการพูดคุยเปิดรับความเห็นต่าง อะไรที่สามารถพูดคุยกันได้ก็ดำเนินการ หากตราบใดที่ยังมีความเห็นต่างอยู่และยังมีการใช้ความรุนแรงอยู่ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความสงบสุขได้

'ดร.บลู' นำทัพเลือดอีสาน ชพก. หาเสียงแบบถึงตัว ปลื้ม!! ชาวบ้านถูกใจนโยบายแก้ปัญหาราคา 'ไฟฟ้า-น้ำมัน'

(20 เม ย.66) ผศ.ดร.เอราวัณ ทับพลี หรือ ดร.บลู รองเลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เบอร์ 14 ลงพื้นที่ภาคอีสาน ช่วยผู้สมัคร ส.ส. 'เอม อภัสรา' นักร้องหมอลำ เบอร์ 5 เขตเมืองร้อยเอ็ด, 'นุจรีภรณ์ อินทะสร้อย' เบอร์ 5 เขตเมืองมหาสารคาม ลูกชาวนา, 'ธัชชัย คมขำ' ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน เบอร์ 4 เขตเมืองอุบลราชธานี ลงติดป้ายและเดินพบพ่อแม่พี่น้องประชาชน

ละรุนแรงต่อ 'สตรีเพศ' ให้สมเกียรติเยี่ยง 'สุภาพบุรุษ'  ทิ้งกมลสันดานชั่วในร่าง 'บุรุษ' เตือนตนว่าอย่าหาทำ

เมื่อส่วนแรกพระคัมภีร์ หรือส่วนปฐมกาลเขียนไว้ว่า...

"...พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้คล้ายพระองค์ ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง" ทำให้นักวิชาการผู้ศึกษาไบเบิลหลายคนตั้งคำถาม "หรือพระเจ้าเองมีทั้งความเป็นชายและหญิงอยู่ในตัว?"

หากพระเจ้าได้สร้างมนุษย์ผู้ชายคนแรกขึ้นจากดิน ซึ่งนั้นก็คือ 'อดัม' และต่อมาก็ได้ใช้กระดูกซี่โครงของอดัมสร้าง 'อีฟ' นั่นจึงหมายความว่าทั้ง 'บุรุษ' และ 'สตรี' เคยเป็นหนึ่งเนื้อนาบุญเดียวกันมาก่อนใช่หรือไม่?

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องต้องกันกับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่สังฆอริยเจ้า 'พระพรหมคุณาภรณ์' (ป.อ. ปยุตฺโต) เคยเทศนาไว้ "...ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า แต่ละคนเกิดเป็นหญิงบ้าง เป็นชายบ้าง หมุนเวียนไป แล้วแต่กรรมของตน ในแง่นี้ทุกคนเป็นมนุษย์ จึงไม่มีอะไรต่างกัน เพราะฉะนั้น ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายจึงมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมเช่นเดียวกัน ส่วนการที่เรามามองแยกเป็นผู้หญิง เป็นผู้ชายนี้ เป็นการมองในช่วงเวลาสั้นๆ ระยะหนึ่งๆ หรือเฉพาะหน้า แต่ความจริงแต่ละคนก็มีทั้งความเป็นหญิงและความเป็นชาย ที่จะเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ"

เมื่อเป็นเช่นนั้นจริง ปัจจุบันใยบุรุษจึงตั้งตนเป็นใหญ่ในโลก!!

หลังผ่านพ้นยุคหิน โลกโบราณถูกปกครองโดยนักรบ (กษัตริย์) ตามกลไกธรรมชาติซึ่งผู้แข็งแรงกว่าย่อมมีอำนาจดูแล ปกป้อง ผู้ด้อยกว่า ซึ่งในที่นี้ก็คือ สตรี (และเด็ก) นั่นเอง จึงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าบุรุษยุคโน้นข่มเหงสตรี เพียงแต่เพศมีความสำคัญต่างกัน ชายออกรบ ล่า แสวงหาอาหาร (ความมั่นคง) ส่วนหญิงก็ดำรงบทบาทระดับสังคมย่อยลงมา อาทิ ดูแลบ้านช่องและกิจการภายในยามผู้นำออกศึกทุกกรณี

คาดว่าค่านิยมดูแคลนสตรีเพศเริ่มต้นมาจากการบิดเบือนคำสอนตามพระคัมภีร์ต่างๆ หลายกรรมหลากวาระ หวังสร้างความวุ่นวายเพื่อแย่งชิงอำนาจ แม้ในพระไตรปิฎกก็มีเป็นต้น "...ขึ้นชื่อว่าหญิงในโลกนี้ไม่น่ายินดี เพราะหญิงเหล่านั้นไม่มีเขตแดน มีแต่ความกำหนัด คึกคะนอง ไม่มีเลือก เหมือนกับไฟที่ไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง" ตรงข้ามกับความจริงจากพระพุทธโอษฐ์

‘เพื่อไทย’ จี้ กกต. เร่งสอบปมปาระเบิดรถหาเสียง ‘ประชา ประสพดี’ ชี้ ไม่ใช่แค่ข่มขวัญ แต่หวังเอาชีวิต ล่าสุดแจ้งผู้สมัครส.ส.ระวังในการลงพื้นที่

(20 เม.ย.66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีรถประชาสัมพันธ์หาเสียงของ นายประชา ประสพดี ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ ถูกปาระเบิดระหว่างหาเสียงเมื่อวันที่ 19 เม.ย.66

โดย นายภูมิธรรม กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว สรุปได้ใน 2 ประเด็น ดังนี้ 1.การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการใช้อำนาจอันมิชอบ ขณะนี้อยู่ในวาระของการเลือกตั้ง ภายใต้การบริหารจัดการในรัฐบาลนี้ และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องสืบสวนให้ชัดเจน เพราะผู้ปาระเบิดใส่รถหาเสียงประชาสัมพันธ์ของนายประชานั้น เป็นหัวคะแนนของพรรคที่มีความเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องสืบให้ทราบว่าเกิดปัญหานี้ได้อย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร แล้วจะจัดการปัญหานี้อย่างไร ส่วน กกต.ต้องเข้ามาดูแล เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง

2.มีประชาชนให้ข้อมูลกล่าวหาว่า มีการใช้อิทธิพลของรัฐ อำนาจรัฐ กลไกของรัฐไปใช้ในการช่วยหาคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองหนึ่ง ในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจ เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับผู้กำกับ ผู้การ สารวัตร ให้ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้พรรคการเมืองหนึ่งได้รับชัยชนะในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อมีข่าวนี้เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรสร้างความกระจ่าง ไม่ควรทำให้เกิดข้อครหา และทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ในบรรยากาศการเลือกตั้ง มิฉะนั้นอาจจะถูกมองได้ว่า ผู้นำของประเทศอยากสืบทอดอำนาจของตนเอง และจะใช้อำนาจทุกวิถีทางเพื่ออยู่ต่อ เพราะเราต่างขออาสามารับใช้ประชาชน ไม่ควรมีใครใช้กระบวนการของรัฐข่มขู่คุกคามผู้สมัครต่างพรรคต่างเบอร์กัน ซึ่งผิดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

"เราไม่ควรมีบรรยากาศการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่มีการข่มขู่ คุกคาม อันนำไปสู่การทำลายระบบประชาธิปไตย ทำให้เกิดการหวาดหวั่นในการเลือกตั้งที่จะถึงและหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นอีก ไม่ควรมีกระบวนการใด อิทธิพลใด หรือการกระทำใดๆ ที่กระบวนการของรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้องและข่มขู่ผู้สมัคร ที่ต่างพรรคต่างเบอร์ต่างความคิดกัน กกต.ไม่ต้องรอให้พรรคเพื่อไทยร้องเรียน สามารถดำเนินการสอบสวนได้เลย" นายภูมิธรรม กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าว ถือเป็นการคุกคาม ขู่เข็ญ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย และผู้สนับสนุนให้เกิดความหวาดกลัว ส่งผลต่อการได้เปรียบ เสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะส่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ตัวผู้กระทำผิดก็มีพฤติกรรมเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีมีความเกี่ยวข้องอีกด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องลงมารับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันอีก

ทั้งนี้ พฤติการณ์ของผู้กระทำผิด พรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมือง เพราะเป็นการคุกคามต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ข่มขวัญ แต่หวังเอาชีวิต ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเข้าไปตรวจสอบเพื่อเอาผิดพรรคการเมืองและนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ 1.สถานที่เกิดเหตุระเบิด และสถานีตำรวจอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่เมื่อผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ แจ้งไปยังสถานีตำรวจ กลับใช้เวลาเดินทางมาตรวจสอบนานถึง 30 นาที ทั้งที่ควรใช้เวลาแค่ 5 - 10 นาทีเท่านั้น 2.ภายหลังจับกุมผู้กระทำผิดทำการสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำผิดเบาเกินไป ไม่สมเหตุสมผล ได้แก่ ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว, ทำให้เสียทรัพย์, มีความพยายามทำร้ายร่างกาย และทำให้ส่งเสียงดังอื้ออึง โดยปกตินายประชาจะนั่งไปในรถหาเสียงคันดังกล่าวด้วย หากในวันนั้นนายประชาอยู่ในรถคันดังกล่าวในวันเกิดเหตุ โดนระเบิดหลบไม่ทัน หมายถึงการประสงค์ต่อชีวิต ดังนั้น การตั้งข้อหาที่เบาเกินไป จึงดูขาดน้ำหนัก

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า ในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะเป็นการใช้อำนาจคุกคาม ขู่ขวัญ ของพรรคการเมือง ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองใดอย่างชัดเจน ส่วน กกต.ไม่ต้องรอให้พรรคเพื่อไทยร้องเรียน เพราะเป็นประเด็นสาธารณะ สามารถเข้าไปตรวจสอบ เพื่อเอาผิดกับพรรคการเมือง และนักการเมือง ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าวได้ทันที เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ.เลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นโรคทางจิตเวช แต่ในข้อเท็จจริง ผู้กระทำความผิดเคยได้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 9 เดือนมาแล้ว ในระหว่างนั้นได้ยกเอาสาเหตุอาการป่วยทางจิตมาเป็นสาเหตุอ้างต่อศาล แต่ศาลไม่รับฟัง และได้ตัดสินจำคุกผู้ต้องหา 9 เดือน ในครั้งนี้ตนกังวลว่า ครั้งนี้จะมีการยกเอาเหตุผลทางจิตเวชขึ้นมาอีก แต่ในเมื่อมีบรรทัดฐานจากคดีการลักทรัพย์ที่ผู้ต้องหาถูกจำคุกแล้ว จึงไม่ควรอ้างเหตุนี้ต่อการดำเนินคดีอีก

‘สกลธี’ หาเสียงสะพานหัน ชู ‘กองทุนประชารัฐ 3 แสนล้าน’  ช่วยดูแล-สร้างแหล่งท่องเที่ยวย่านเศรษฐกิจใหม่ทั่วกรุงฯ

(20 เม.ย.66) นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ย่านสะพานหัน พร้อมกับ นายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 1 (ดุสิต พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์) หมายเลข 11 เพื่อพบปะประชาชน

นายสกลธี กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ได้สั่งให้พรรคคิดนโยบายด้านปากท้อง ลดค่าครองชีพ ออกมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งการลดราคาน้ำมันเบนซิน 18 บาท ลดดีเซล 6 บาท หรือการลดราคาแก๊สเหลือถังละ 250 บาท ซึ่งสามารถทำทันทีที่เป็นรัฐบาล และล่าสุดพรรคได้ออกนโยบายลดค่าไฟฟ้า โดยจะปรับโครงสร้างราคาที่มีการคิดเงินซ้ำซ้อนอยู่เยอะ ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงเกือบ 50% เหลือเพียงหน่วยละ 2.50 บาทเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะช่วยให้ทุกคนมีเงินเหลือไปใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

นายสกลธี กล่าวว่า วันนี้ตนและ นายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 1 หมายเลข 11 ได้มาลงพื้นที่ย่านสะพานหัน ซึ่งหลังโควิดมานี้กลายเป็นย่านเศรษฐกิจเชื่อมต่อเขตพระนครและสัมพันธวงศ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ แต่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐทั้งในด้านงบประมาณและการดูแลอื่นๆ แต่จะหวังพึ่งงบประมาณของ กทม.อย่างเดียวก็คงไม่พอ

‘ผู้กองมาร์ค’ ชู ‘แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน’ ลั่น!! หาก ‘บิ๊กป้อม’ ได้เป็นนายกฯ พร้อมขจัดทุกปัญหา

(20 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ - ดุสิต พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวในงานโครงการลมวิเศษ ณ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ว่า ทุกนโยบายของพรรคพลังประชารัฐสามารถทำได้ทันที โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 หยุดการเผาและลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หยุดเผาป่าเผาไร่นาและเศษวัสดุทางการเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวล ลดปัญหาหมอกควันในภาคเหนือและเมืองใหญ่ โดยจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ การอนุรักษ์ การป้องกัน บำบัดและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ อากาศ สัตว์ป่า พันธุ์พืช แร่ธาตุ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

‘ชนินทร์ ปชป.’ ชูนโยบายเฉพาะพื้นที่ ดันโครงการ “คลองสวย ฟ้าใส ใจสะอาด”  หวังพัฒนาพื้นที่เขตบางกอกน้อย-บางพลัด เป็นแหล่งท่องเที่ยว

(20 เม.ย.66) นายชนินทร์ รุ่งแสง ผู้สมัครส.ส.กทม. เขต 33 หมายเลข 7 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้ทยอยออกมาตามลำดับภายใต้แนวคิด สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ และขอยืนยันว่าแต่ละนโยบายของเราอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบไม่ขายฝัน ทำลายชาติ ไม่ก่อหนี้ให้ประเทศเพิ่มอย่างแน่นอน และยังจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต 5% โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ 1 ล้านล้านบาท ผลประโยชน์กระจายตรงสู่เศรษฐกิจรากหญ้า

“สิ่งที่จะต้องควบคู่ไปกับบริหารภาพใหญ่ของประเทศ คือนโยบายเฉพาะพื้นที่นั้นๆ สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 33 ครอบคลุมเขตบางกอกน้อย บางพลัด ผมขอเสนอโครงการ “เขตคลองสวย ฟ้าใส ใจสะอาด” ส่งเสริมพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯฝั่งธน เพราะในฐานะผมเป็นคนในพื้นที่นี้รู้ว่า ทั้งสองเขตมีคลองและศาสนสถานจำนวนมาก จึงต้องการดึงนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนแบบสบายๆ นั่งเรือ ทำบุญ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคลองสายต่างๆที่ทรุดโทรมจำเป็นจะต้องลอกคลองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นทางให้น้ำได้ระบายอย่างสะดวก และสวยงามโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้” นายชนินทร์ กล่าว

‘ธนาธร’ หวัง!! จนท.การบินไทยจะไม่โดนลงโทษ  ชี้!! แค่ให้กำลังใจ ไม่ได้ทำให้องค์กรเสียหาย 

‘ธนาธร’ ขออภัยทำการบินไทยกังวล หลังโพสต์ภาพข้อความบนสแน็คบอกซ์ไทยสไมล์เขียน “ขอให้โชคดีในการเลือกตั้ง”

(20 เม.ย.66) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล โพสต์ภาพประกาศบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 004/2566 เรื่อง นโยบายความเป็นกลางทางการเมือง ผ่านทวิตเตอร์ @thanathorn_fwp พร้อมระบุว่า…

“ขออภัยที่ทวีตของผมทำให้การบินไทยกังวลจนต้องมีแถลงนี้ออกมา หวังว่าเจ้าหน้าที่ที่ให้กำลังใจผมจะไม่โดนลงโทษ เพราะไม่ได้ทำให้องค์กรเสียหาย หรือนำองค์กรไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เหมือนตอนที่มีพนักงานการบินไทยบางกลุ่มออกหน้าสนับสนุนรัฐประหาร”

โดยภายหลังได้โพสต์ข้อความเพิ่มระบุว่า “*แก้ไขครับ* แถลงนี้มีขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ที่ผมทวีตขอบคุณเจ้าหน้าที่ไทยสไมล์ แต่มีผู้ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ท่านนั้นถูกพักงาน โดยองค์กรอ้างว่าได้เคยมีประกาศเตือนพนักงานไม่ให้แสดงออกทางการเมืองไปแล้ว ผมยืนยันอีกครั้งว่า ผมกังวลใจอย่างยิ่งหากจะมีการลงโทษพนักงานด้วยเหตุนี้”

ตำรวจไซเบอร์เฝ้าระวังและตรวจสอบ การลักลอบจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสมของยาเสพติด  ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์ชี้แจงกรณี ตำรวจไซเบอร์เฝ้าระวังตรวจสอบ การลักลอบจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสอมของยาเสพติด ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ดังนี้
ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสถาบันบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ได้ทำการตรวจสอบพบส่วนผสมของยาเสพติด ได้แก่ ยาอี ยาไอซ์ และยาเค บรรจุผสมอยู่ในซองคอลลาเจน และซองกาแฟ ถูกลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางสื่องสังคมออนไลน์ต่างๆ มีการโฆษณาชวนเชื่อ อวดอ้างสรรพคุณ ทำให้อยากรู้อยากลอง ซึ่งผู้เสพจะมีอาการทางจิตประสาท หูแว่ว หวาดระแวง มีพฤติกรรมก้าวร้าว โดยหากเสพในปริมาณมาก หรือเสพร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจจะทำให้ผู้เสพถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบมาโดยตลอด โดยเฉพาะการลักลอบจำหน่ายสิ่งของผิดกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยได้สั่งการให้ทุกกองบังคับการในสังกัด เฝ้าระวัง และตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสมของยาเสพติดในลักษณะดังกล่าว ตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ หากพบการกระทำผิดให้เร่งดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม รวมถึงขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ และไม่เพียงเเต่การลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในลักษณะดังกล่าวเท่านั้น ให้รวมถึงสิ่งของที่ผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top