Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘ผบ.ตร.’ สั่งสอบ!! ปม ‘ตร.ท่องเที่ยว’ ถือกระเป๋าให้ทนายดัง กำชับ!! การทำงานต้องชัดเจน-ไม่เลือกปฏิบัติ ป้องกันต่อภาพลักษณ์องค์กร

(23 เม.ย.66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า “ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารทางสื่อโซเชียล กรณีนี้ตำรวจท่องเที่ยวให้การต้อนรับ ช่วยเหลือ ขนกระเป๋า สัมภาระต่างๆ โดยมีการพาดพิงถึงทนายความรายหนึ่งที่มีผู้ใหญ่ให้การดูแลช่วยเหลือนั้น

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการด่วนให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยละเอียดว่า การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.ทท. หรือไม่ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือไม่ รวมทั้งการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าว มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร มีการสั่งการให้ดูแลอำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ หรือใช้อภิสิทธิ์ชน จนกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรหรือไม่ หากพบว่าเป็นความผิดให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยรายงานผลให้ทราบโดยเร็ว” 

‘พิธา-อภิสิทธิ์’ ลั่น!! พร้อมดันกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปลดล็อก 'เสรีภาพ-สวัสดิการ-สนับสนุน' งานครีเอทีฟ

‘พิธา-อภิสิทธิ์’ ชู ‘6 เปลี่ยน’ รัฐบาลก้าวไกลดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทุกมิติ เปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปลดล็อกเสรีภาพ-สวัสดิการ-การสนับสนุน ศิลปินหลายแวดวงร่วมแลกเปลี่ยน

(23 เม.ย.66) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเวที 'Future of Creative Economy เปิดอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์' ที่ชั้น 5 Creative Space สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บางรัก

พิธา กล่าวว่า ตนเคยมีประสบการณ์สั้นๆ ในวงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ลองทำมาแล้วหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น งานดนตรี งานโฆษณา งานภาพยนตร์ หรืองานเขียนหนังสือ พบว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้กว่านี้อีกมาก คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก แต่มีบางสิ่งที่เป็นข้อจำกัดทำให้ศักยภาพเหล่านั้นไม่ถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องสวัสดิการของคนทำงานในกองถ่าย การสนับสนุนจากรัฐ และสิทธิเสรีภาพของผู้ผลิตผลงาน

“งบประมาณของประเทศกว่า 3.3 ล้านล้านบาท มีคำว่าซอฟต์พาวเวอร์อยู่ในงบประมาณเพียง 80 ล้านบาทเท่านั้น จากงบกระทรวงวัฒนธรรม 7,000 ล้านบาท มีเพียง 150 ล้านบาทเท่านั้นที่มีไว้สำหรับศิลปะร่วมสมัย สรุปว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยคนที่ทำงานสร้างสรรค์ แต่ขาด 3 ส. ได้แก่ เสรีภาพ, สวัสดิการ และสนับสนุน การสร้างพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จริงๆ เราจึงต้องการพรรคการเมืองที่กล้าคิดนอกกรอบและเข้ามาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พิธากล่าว

จากนั้น อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกลได้ร่วม อภิปราย พร้อมยกแนวทาง 6 เปลี่ยนเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

1. เปลี่ยนกระทรวง ‘วัฒนธรรม’ เป็นกระทรวง ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นนโยบายระดับชาติ การปรับกลไกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำงานตอบโจทย์ของประเทศ
2. สร้างสวัสดิการแรงงานสร้างสรรค์ก้าวหน้า รัฐบาลสมทบเงินประกันสังคม และให้สิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานสร้างสรรค์
3. ตั้งกองทุนสร้างสรรค์เพื่อเปิดโอกาสในการทำงานใหม่ๆ ส่งเสริมและอุดหนุนส่งผลงานเข้าประกวด และมีทุนกู้ยืมเพื่อทดลองทำผลงาน รวมถึงมีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อประกอบธุรกิจตั้งต้น
4. คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก แก้ไข พ.ร.บ.เซ็นเซอร์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, และกฎหมายปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอื่นๆ รวมถึงทลายทุนผูกขาดในอุตสาหกรรมและผลักดันให้ขอใบอนุญาตได้รวดเร็วและเป็นธรรม
5. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ในระดับจังหวัด เปิดโอกาสให้ทำสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบในทุกพื้นที่ การสร้างห้องทดลองในการทดสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพของการผลิตสินค้าท้องถิ่น
6. เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ให้ได้คนที่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่จริงๆ ได้พัฒนาศักยภาพของบ้านเกิดตัวเอง

‘ปชป.’ ปราศรัยวงเวียนใหญ่ ประกาศยุทธศาสตร์ 20 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ชูนโยบาย ‘4 ทำ 3 ไม่’ มั่นใจ!! แลนด์สไลด์ไม่มีอยู่จริง

(23 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บัตรสีเขียว เบอร์ 26 จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมีแกนนำพรรค เข้าร่วมการปราศรัยเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค และอดีตประธานรัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พร้อมด้วยแกนนำและผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต เข้าร่วมเวทีอย่างคับคั่ง โดยมี นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค เป็นพิธีกร

สำหรับบรรยากาศรอบบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ มีพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทั้งจากฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี รวมถึงบรรดาแฟนคลับ และผู้สนับสนุนพรรคเดินทางร่วมรับฟังปราศรัยอย่างหนาแน่นคับคั่งเต็มพื้นที่

นายองอาจ ขึ้นเวทีเป็นคนแรก เริ่มปราศรัยว่า เหลือเวลาอีก 20 วันจะถึงวันเลือกตั้ง มีคนจากทั่วสารทิศบอกกับพวกเราว่า การเลือกตั้งปี 2562 จะไม่ได้เลือกประชาธิปัตย์ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้พี่น้องประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26

“จากการเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ พี่น้องจากทั่วสารทิศบอกว่า คราวนี้ประชาธิปัตย์นอนมา ขอให้นอนมาดีๆ อย่าให้มีพระนำหน้า แล้วขอให้มีพี่น้องประชาชนนำหน้าพวกเราเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร” นายองอาจ กล่าว

ขณะที่ นายจุรินทร์ ขึ้นปราศรัยประกาศยุทธศาสตร์ใน 20 วันสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง “4 ทำ 3 ไม่” มั่นใจแลนด์สไลด์ไม่มีอยู่จริง และขอให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง

สำหรับยุทธศาสตร์ 4 ทำ คือ 1.ประชาธิปัตย์จะทำประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความเข้มแข็งยั่งยืนต่อไป และสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ โดยไม่หมวด 1 และหมวด 2 ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีเงื่อนไข 2 ข้อ 

1 ต้องได้รับเสียงข้างมากในที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกัน เกิน 376 เสียงจาก 750 เสียง 

2 ต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วย เพื่อให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพราะถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากที่ประชุม 2 สภา แต่มีเสียงน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สุดท้ายก็จะบริหาร ประเทศไม่รอด

3.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และ 4.ประชาธิปัตย์จะจัดการกับปัญหายาเสพติดที่คุกคามสังคมไทยให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด ด้วยยุทธศาสตร์ตาต่อตาฟันต่อฟัน และประชาธิปัตย์สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์แต่ไม่เอากัญชาเสรี

‘โฆษกกระทรวงฯ’ เผย ‘บิ๊กตู่’ ไฟเขียว!! เตรียมใช้เครื่องบินกองทัพฯ อพยพ ‘คนไทย’ ในซูดาน เน้นช่วยเหลือให้รัดกุม-ปลอดภัยที่สุด

(23 เม.ย.66) นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทยในซูดาน ว่า ทางการไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีรวมทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสั่งการให้ดำเนินการช่วยเหลือคนไทยให้รัดกุมและปลอดภัยที่สุด

นางกาญจนากล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพอากาศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาดและสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ กำลังเร่งดำเนินงานอย่างแข็งขันเพื่อเตรียมการช่วยเหลือคนไทยให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งต้องเป็นไปโดยรอบคอบที่สุด เนื่องจากยังคงมีข้อห่วงกังวลด้านความปลอดภัย และสถานการณ์ยังคงมีความอ่อนไหว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติการใช้เครื่องบินกองทัพอากาศเพื่อการอพยพแล้ว ในชั้นนี้ ยังรอการยืนยันเรื่องท่าอากาศยานและวันที่แน่นอนอยู่ ซึ่งจะเป็นในโอกาสแรกที่ทุกปัจจัยเงื่อนไขลงตัว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำช่องทางการสื่อสาร หมายเลขฉุกเฉิน 09-6165-7120 / 09-6352-0513 / 09-6352-9015 สำหรับญาติของนักเรียนและคนไทยในซูดานที่ประสงค์จะสอบถามสถานการณ์ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้เปิดช่องทางการติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือที่หมายเลข +201019401243 หรืออีเมล์ [email protected] รวมทั้งได้ประสานงานกับคนไทยในซูดานผ่าน Chat group 5 กลุ่ม เพื่อความคล่องตัวด้วย


ที่มา : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3939500

'ดร.หิมาลัย' จวก 'นักข่าวต่างชาติ' ไร้มารยาท ยิงคำถามยั่วยุ 'บิ๊กตู่' ตอกกลับ!! แบบนี้คนไทยเรียก “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”

จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งได้ลาราชการเพื่อลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อขอเสียงสนับสนุนเลือกผู้สมัครของพรรค และเลือกพรรคเบอร์ 22 เมื่อ 21 เม.ย. 66 ที่ผ่านมา โดยช่วงหนึ่งมีกลุ่มนักข่าว ทราบภายหลังว่ามาจากสื่อต่างชาติ ได้พยายามถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า 8 ปี มีกระแสที่ต้องการให้นายกฯ ออกไป และยังสอบถามอีกว่าเลือกตั้งครั้งนี้มีกระแสข่าวว่านายกฯ ไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไม่ถึงไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว ก่อนเดินเลี่ยงไม่ตอบคำถาม
.
แต่กลุ่มนักข่าวต่างชาติดังกล่าว ยังไม่ยอมหยุด และวิ่งไล่ตาม ตะโกนโหวกเหวก ส่งเสียงดัง แบบไม่มีมารยาทแม้ว่าพลเอกประยุทธ์ได้พยายามเดินหลบแล้ว อาจมองได้ว่าเป็นการจงใจยั่วโมโห แถมยังถามย้ำ แบบจงใจให้เกิดปัญหา ด้วยคำถามว่า Many people said , it’s the time to change, this election is never change. Why you don’t let people have time to change? Prime Minister, Thai people wanna change, why don’t you let Thai people give a chance to chance in this country? 

พร้อมทั้งสุภาพสตรีท่านนึงใน กลุ่มนักข่าวต่างชาตินี้ ถามเป็นภาษาไทยใจความว่าเหมือนกับคำถามภาษาอังกฤษซ้ำ อีกครั้งว่า “คนไทยต้องการ การเปลี่ยนแปลง, มีคนอยากให้ท่านออก ทำไมไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

อย่างไรก็ดี ด้วยวุฒิภาวะ ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมากพอ จึงไม่ได้ตอบโต้ หรือทำให้เรื่องบานปลาย เดินหลีกเลี่ยง และเพียงแต่ตอบกลับไปเบาๆ ว่า “Election” เท่านั้น

ต่อเรื่องนี้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงทรรศนะว่า ในฐานะที่ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นด้วย โดยส่วนตัวมองว่า การถามคำถามดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากพลเอกประยุทธ์ อยู่ระหว่างการลงพื้นที่เพื่อช่วยหาเสียงตามแนวทางของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามของกลุ่มนักข่าวต่างชาติ กลุ่มนี้ เหมือนคนที่ไม่ยอมเข้าใจ หรือ ไม่รู้ว่าบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ว่ากำลังจะมีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ได้ยุบสภา และ ขณะนี้อยู่ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งคนไทย จะตัดสินใจกันเองได้ ในวันเลือกตั้งที่ 14 พ.ค. นี้ ซึ่งการถามแบบนี้ ถือว่า กลุ่มนักข่าวต่างชาติ ถามคำถามที่ ด้อยค่าตัวเอง แบบคนไม่มีความรู้

ผบ.ตร.สั่งด่วน ตรวจสอบทุกประเด็นคลิปตำรวจท่องเที่ยวอำนวยความสะดวก ขนกระเป๋า พร้อมสั่งทำ SOP การทำงานของตำรวจท่องเที่ยว ให้ชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ

วันนี้ (23 เม.ย.66 )ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า  “ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารทางสื่อโซเชียล กรณีนี้ตำรวจท่องเที่ยวให้การต้อนรับ ช่วยเหลือ ขนกระเป๋า สัมภาระต่างๆ โดยมีการพาดพิงถึงทนายความรายหนึ่งที่มีผู้ใหญ่ให้การดูแลช่วยเหลือนั้น

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการด่วนให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่เกิดขึ้นโดยละเอียดว่า การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.ทท. หรือไม่  เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือไม่ รวมทั้งการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าว มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร มีการสั่งการให้ดูแลอำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ หรือใช้อภิสิทธิ์ชน จนกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรหรือไม่  หากพบว่าเป็นความผิดให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยรายงานผลให้ทราบโดยเร็ว” 

‘บิ๊กตู่’ เตรียมนำทัพ รทสช. บุกอุดรฯ ตั้งเวทีปราศรัย 24 เม.ย. นี้ ก่อนลงใต้หาเสียง 29-30 เม.ย. จัดว่าตารางแน่น!!

(23 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เวลาลงพื้นที่หาเสียงติดต่อกัน ทั้งที่ จ.กรุงเทพมหานคร, จ.เชียงใหม่, จ.พิษณุโลก, จ.อุตรดิตถ์ และ จ.แพร่

ขณะที่วันที่ 24 เม.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.อุดรธานี โดยทันทีที่เดินทางถึง พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ากราบสักการะหลวงปู่แก้ว วัดอัมพวันวิทยาราม อ.กุดจับ เพื่อความสิริมงคล จากนั้นเดินทางไปเวทีปราศรัยจุดแรกที่หอประชุม อ.กุดจับ จากนั้นช่วงบ่ายจะเดินทางไปปราศรัยจุดที่ 2 ที่สวนสาธารณะหนองไผ่ ต.หนองเม็ก อ.หนองห่าน และปราศัยจุดที่ 3 ที่ห้องสยามมนตรา โรงแรมสยามแกรนด์ อ.เมือง และจะเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติอุดรธานี โดยจะมีประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจก่อนเดินทางกลับ กทม.ทั้งนี้ จ.อุดรธานี ถือเป็นฐานเสียงสำคัญพรรคเพื่อไทย (พท.)

ขณะที่ช่วงระหว่างวันที่ 29 - 30 เม.ย.ที่จะถึงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ โดยช่วงเช้าวันที่ 29 เม.ย. ลงพื้นที่ จ.ตรัง ช่วงบ่ายปราศรัยที่ จ.พัทลุง และพักค้างคืนที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากนั้นวันที่ 30 เม.ย.ช่วงเช้า ลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.สตูล ช่วงบ่าย จ.สงขลา และในช่วงเย็นปราศรัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


ที่มา : https://www.naewna.com/politic/726200

ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมหน่วยกองทัพเรือ พื้นที่รับผิดชอบของ กปช.จต.

วันนี้ (23 เมษายน 2566) เวลา 09.00 น. พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยกองทัพเรือ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ณ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ค่ายตากสิน อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมี พลเรือโท เผดิมชัย สุคนธมัต ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน/ผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะ ได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และให้โอวาทกำลังพล โดยเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในสภาวะที่ปกติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ประมาท รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบสุขของประชาชนเป็นสิ่งแรก และให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ เท่าที่จะสามารถกระทำได้

ต่อมา ผู้บัญชาการทหารเรือได้ ทักทายกำลังพล ก่อนเข้ารับฟังการบรรยายสรุป จากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เพื่อรับทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง ตลอดจนข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางไปยัง หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182 บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และหน่วยปฏิบัติการเกาะกูด  เพื่อตรวจเยี่ยมและบำรุงขวัญกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งให้โอวาท ทักทายกำลังพล และไต่ถามถึงความเป็นอยู่ของกำลังพล ด้วยความห่วงใย

สำหรับ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เกิดขึ้นตามที่กองบัญชาการทหารสูงสุด ในขณะนั้น ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพไทย ได้สั่งการให้กองทัพเรือรับผิดชอบในการป้องกันพื้นที่บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ด้านจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด รวมทั้งให้มีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองเรือประมงในน่านน้ำไทยและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการป้องกันมิให้เรือประมงไทยล้ำเขตน่านน้ำกัมพูชา เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด มีการตั้งหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่หลายหน่วยงาน โดยมีกองกำลังด้านจันทบุรี – ตราด ปฏิบัติภารกิจในการป้องกันชายแดน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 1/1 ปฏิบัติภารกิจในการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งกองทัพเรือเป็นหน่วยรับผิดชอบในการปฏิบัติของทั้งสองหน่วยงานดังกล่าว กองบัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น จึงสั่งการให้กองทัพเรือ จัดตั้งกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เมื่อ 3 พฤษภาคม 2522 เพื่อควบคุมบังคับบัญชากำลังที่ปฏิบัติในพื้นที่ ทั้งด้านการป้องกันชายแดนและการรักษาความมั่นคงภายใน ทั้งนี้ ภารกิจของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ในปัจจุบันคือการป้องกันชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล อำนวยการในการปกครองพื้นที่ ควบคุมรักษาระเบียบ/ข้อบังคับ และกฎหมายทั้งปวงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

เนื่องจากพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด มีระยะทางตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้านจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด มีระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร เพื่อให้การป้องกันชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จึงได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดขึ้น โดยมี ภารกิจในการปฏิบัติในเขตพื้นที่แต่ละจังหวัด ด้วยการป้องกันชายแดนทางบกและป้องกันการยกพลขึ้นบก ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

ตลอดจนให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในการป้องกันปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายทั้งปวงในพื้นที่รับผิดชอบ โดยในส่วนของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182 ที่ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมในวันนี้ เป็นหน่วยขึ้นตรงของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด

‘สืบนครบาล’ เผย รวบแล้ว ‘แก๊งอุ้มขแมร์’ ค้นบ้านขู่กรรโชกเงิน 3.1 ลบ. ชี้ ใช้วิธีแอบอ้างเป็น กอ.รมน.-เจ้าหน้าที่กองปราบ

(23 เม.ย.66) เพจ ‘สืบนครบาล’ โพสต์คลิปวิดีโอ ความยาว 51 วินาที เผยให้เห็นชายกลุ่มหนึ่ง เดินอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง โดยแต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งพบว่าหนึ่งในกลุ่มคนที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินถือถุงกระดาษที่ภายในบรรจุเงินกว่า 3 ล้านบาทออกมาจากบ้านด้วย

โดยได้ระบุข้อความว่า “คลิปวงจรปิด…มัดตัว! กองปราบเก๊ กับ กอ.รมน.ปลอม ร่วมกรรโชกเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท

สืบนครบาล สืบ บก.น.4 และ สน.หัวหมาก ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหากรรโชกเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท นำส่ง สน.หัวหมาก ดำเนินคดี

ผบช.น. สั่งประสานหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างขยายผลถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันเดียวกันนี้ ทางเพจสืบนครบาล ได้รายงานเพิ่มเติมว่าสามารถจับตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ระบุข้อความว่า

“สืบนครบาล ร่วม สืบ บก.น. 4 และ สืบ สน.หัวหมาก รวบ “แก๊งอุ้มขแมร์” แอบอ้างเป็น กอ.รมน. และกองปราบ ค้นบ้านกรรโชกเงิน 3.1 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 66 เวลาประมาณ 12.30 น. ขณะที่ผู้เสียหายได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักที่เกิดเหตุ ได้มีชายจำนวน 4 คน แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กอ.รมน. และเจ้าหน้าตำรวจกองปราบ มาขอทำการตรวจค้นบ้านหลังที่เกิดเหตุ และได้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่าได้กระทำความผิดฐาน ยักยอก ต่อมาได้เรียกรับเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวนเงิน 3,100,000 บาท หลังจากนั้นได้หลบหนีไป

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ร่วมกันก่อเหตุและทำการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ นาย นายยะฝาด (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี, นาย ธนพัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี, และ นาย ธนมงคล (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี พร้อมของกลางเป็นทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวม 9 บาท และเงินสด 250,000 บาท โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา”


ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000037453

‘รถหาเสียง’ ผู้สมัคร ส.ส. ‘ก้าวไกล’ นครปฐม เสียหลักพุ่งตกคลอง!! หลังมีรถตัดหน้ากะทันหัน โชคดี คนขับปลอดภัย

(23 เม.ย.66) ที่ จ.นครปฐม นายสาโรจน์ จุ้ยเจริญ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 5 นครปฐม พรรคก้าวไกล เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ว่าได้รับแจ้งจาก นางพีรยา หรือ เจ๊แต๋ว อายุ 62 ปี คนขับรถประชาสัมพันธ์พรรคก้าวไกลและผู้สมัคร ส.ส.ของตนว่าเกิดอุบัติเหตุรถกระบะที่ใช้เป็นรถประชาสัมพันธ์เสียหลักตกลงไปในคลองชลประทานบางปลา-ลำพญา ต.บางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้รับความเสียหาย จึงได้ประสานทีมงานเข้าไปช่วยดูแล เบื้องต้นทราบว่ารถยนต์ได้รับความเสียหาย น้ำเข้ารถและเครื่องยนต์ ส่วนคนขับปลอดภัย

ด้านนางพีรยา หรือเจ๊แต๋ว กล่าวว่า ขับรถคันดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ใช้เส้นทางเลียบคลองชลประทานบางปลา-บางระกำ จากบ้านเพื่อไปประชาสัมพันธ์หาเสียงให้พรรคก้าวไกลและนายสาโรจน์เป็นประจำ ซึ่งวันนี้เป็นวันอาทิตย์มีตลาดนัดเช้าที่วัดกลางบางพระจึงออกเช้ากว่าปกติ โดยใช้เส้นทางเลียบคลองชลประทาน

นางพีรยากล่าวว่า เมื่อมาถึงซอยลำพญา ซอย 6 ต.บางระกำ อ.บางเลน มีรถกระบะสีดำสภาพเก่าวิ่งพุ่งออกมาจากซอยกะทันหัน จึงตกใจเบรกอย่างแรงทำให้รถเสียหลักตกลงข้างทางไถลลงคลองชลประทานที่มีน้ำเต็มคลอง ขณะนั้นตกใจมากประตูเปิดไม่ออก หมุนกระจกลงอย่างเร็วแล้วรีบปีนออกทั้งที่น้ำก็พุ่งเข้ารถ โชคดีที่เป็นรถรุ่นเก่า เป็นระบบกระจกหมุนมือ ถ้าเป็นไฟฟ้าคงสบายไปแล้ว

นางพีรยากล่าวอีกว่า เมื่อออกจากรถได้รีบขึ้นมาบนคันคลอง มีชาวบ้านที่กลับจากนาผ่านมาบอกว่าโชคดีนะที่วันนี้น้ำเต็มคลอง ปกติน้ำไม่ค่อยมี หากตกลงไปตอนน้ำแห้งคงอันตรายมาก เพราะคลองนี้ลึก 2 เมตรกว่า และช่วยเรียกชาวบ้านมาช่วยกันนำรถขึ้นมา

“คิดว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุมากกว่า เขาอาจไม่เห็นเรา หรือรีบ ทำให้ออกมาแบบไม่ทันระวัง ส่วนเราก็เกรงว่าจะชนจึงเบรกอย่างแรงทำให้เสียหลัก ตอนนั้นตกใจมาก ช่างมัน ฟาดเคราะห์ รีบซ่อมรถออกทำงานต่อ” เจ๊แต๋ว กล่าว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3939626


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top