Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

ภูมิใจในความเป็นไทย!! ลิซ่า BLACKPINK เผย รู้สึกภูมิใจที่ได้สวมชุดไทย และชฎาไทย ในมิวสิกวิดีโอ LaLisa

เมื่อไม่นานมานี้ ‘ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า’ นักร้องวง BLACKPINK ขวัญใจคนไทยและทั่วโลก ได้ตอบคำถามพิธีกรที่ว่า “รู้สึกอย่างไรที่ทำให้ชุดไทย ชฎาไทยที่ลิซ่าสวมในมิวสิกวิดีโอ LaLisa ขายดีจนหมดเกลี้ยง?” ซึ่งลิซ่าได้ให้คำตอบว่า…

“มันเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ของหนูที่ได้ใส่ชุดไทยใน MV ของเรา แล้วทั่วโลกได้เห็น ภูมิใจค่ะ ภูมิใจจริงๆ และแฮปปี้มากๆ ที่ทุกคนชอบ”

โดยลิซ่าได้กล่าวไว้ในงานแฟนมีต What’s Lisa’s True ID จัดขึ้นที่ True ICON Hall ไอคอนสยาม เมื่อคืนวันที่ 26 พ.ค. 66 ซึ่งมีแฟนคลับมาให้กำลังใจแน่นขนัด รับแจกความสดใสจากลิซ่ากันไปเต็ม ๆ ก่อนที่ลิซ่าจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของ BlackPink ที่สนามรัชมังคลา 2 รอบ คือวันนี้และพรุ่งนี้

ปิดเกมส์ “ปาย-ปัดคู่แฝด หลังอาละวาดข่มขืนเด็ก ม.ต้น ทั่ว ราชบุรี อ้างหน้าเฉย"อยากเจอเมน ไม่อยากเจอหมาก "เน้นสาวพรหมจรรย์

“เตือนภัยชาวราชบุรีและใกล้เคียง” คู่แฝดออกตระเวนข่มขืนเด็กทั่ว จ.ราชบุรี โดยหลอกเหยื่อผ่านทางเฟสบุ๊ค และในระยะใกล้เคียง ล่าสุดมีผู้ปกครองเหยื่อเด็กหญิงกล้าเข้าแจ้งความ จำนวน 4 ราย  จากการสืบสวนล่าสุด พบว่ายังมีเหยื่ออีก “หลายราย” ที่ยังไม่กล้าเข้าแจ้งความเนื่องจากเกรงกลัวแฝดนรกคู่นี้

บางรายถึงกับเป็นโรคซึมเศร้าไม่กล้าออกจากบ้าน  บางรายพยายามทำร้ายตัวเอง เป็นที่หวาดผวาให้กับเหล่าผู้ปกครองในพื้นที่ จว.ราชบุรี จนได้มีล่าสุดเรื่องถึงหู พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ส่งชุด พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน. PCT ชุดที่ 5 นำกำลังติดตามจับกุมตัวแฝดนรกคู่นี้ได้โดยเร่งด่วน เพราะเกรงว่าเด็กผู้หญิงจะตกเป็นอันตรายเพิ่ม   เหยื่อรายหนึ่งให้ข้อมูลชุดสืบสวนว่า 2 แฝดบอกชอบเด็ก และไม่ชอบคนรุ่นเดียวกันชอบพูดว่า "อยากเจอเมน ไม่อยากเจอหมาก" และเด็ก ๆ น่ารักกว่า และคนร้ายชอบชุดนักเรียน”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.  พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. (PCT) , พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน.PCT ชุดที่ 5 , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น./รอง หน. PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ, พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ, ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น, ร.ต.อ.พลวัต นาคถมยา, ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ อันชูฤทธิ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.ดินแดง, ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ศรีมั่นมีชัย ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 และ ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) นำกำลังสืบสวนติดตามสามารถจับกุมตัว ผู้ต้องหาแฝด 2 ราย

1. นายยุทธนา ทูลศิริ หรือ ปาย(แฝดพี่)อ ายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 142/1 ม.6 ต.สระแก้ว อ.เมือง จว.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ จ.222/2566 ลงวันที่ 23 พ.ค. 66
2. นาย วันธนะ ทูลศิริ หรือ ปัด (แฝดน้อง)อายุ 19 ปีอยู่ที่บ้านเลขที่ 142/1 ม.6 ต.สระแก้ว อ.เมือง จว.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรีที่ จ.221 /2566 ลงวันที่ 23 พ.ค. 66

โดยกล่าวหาว่า  พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร, กระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกจับกุมได้ ณ บริเวณ ภายในแคมป์คนงานไม่มีเลขที่ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จว.ราชบุรี
ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 142/1 ม.6 ต.สระแก้ว อ.เมือง จว.สุพรรณบุรี

เบื้องต้นในชั้นจับกุม นายยุทธนาฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมทั้งได้โยนความผิดให้แฝดอีกคน  จากนั้นนายยุทธฯฯ สมัครใจพาเจ้าหน้าที่ไปชี้ยังบ้านพักซึ่งนายวันธนะฯ พักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนา จว.สุพรรณ เพื่อจับกุมอีกราย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนาย วันธนะ ทูลศิริ หรือ ปาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 หมายจับ

1.หมายจับศาลจังหวัดราชบุรีที่ จ.219/2566 ลงวันที่ 23 พ.ค. 66 ข้อหา “พรากและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม , เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น พาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม กระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนฯ”

2.หมายจับศาลจังหวัดราชบุรีที่ 221/2566 ลงวันที่ 23 พ.ค. 66 ข้อหา “โดยปราศจากเหตุอันควร พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล , เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น พาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม”
3.หมายจับศาลจังหวัดราชบุรีที่ จ.222/2566 ลงวันที่ 23 พ.ค. 66 ข้อหา “พราก และพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารฯ , กระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามฯ”

ในชั้นจับกุมนายวันธนะฯ ผู้ต้องหาที่ 2 ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำส่ง พงส.สภ.จอมบึง จว.ราชบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พฤติการณ์กล่าวคือ ช่วงเดือน ก.พ. 66 เป็นต้นมาได้เกิดเหตุ เด็กหญิงชั้น ม.ต้น อายุไม่เกิน 15 ปี ได้ถูก “แฝดนรก” ข่มขืนกระทำชำเรา โดยทั้งสองจะล่อลวงเด็กหญิงทางเฟสบุ๊ก ในระยะใกล้ ๆ โดยจะคัดเหยื่อชั้น “ม.ต้น” แล้วทำทีชวนไปเที่ยว “โรบินสัน” แต่สุดท้ายก็จะถูกพาไปข่มขืนในบ้านร้าง ซึ่งเป็นผู้ปกครองของเหยื่อได้พาเด็กหญิงที่ถูกกระทำชำเราเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ    

ซึ่งต่อมาภัยร้ายของสังคมทราบถึงหู พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. จึงสั่งการให้นักวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของ PCT ตรวจสอบแผนประทุษกรรมในระบบข้อมูลคดีที่มีลักษณะเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ก็ได้มีเหยื่ออีกอย่างน้อย 4 ราย ที่เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่และมีพฤติกรรมการก่อเหตุเช่นเดียวกัน และยังพบเบาะแสว่ายังมีเด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อมีอีกหลายรายที่ยังไม่กล้าเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพราะเกรงกลัว

โดยแผนประทุษกรรมของแฝดนรกรายนี้คือ จะหาเหยื่อจากช่องทาง Facebook โดยเลือกที่อยู่ใกล้ตนเองก่อน และต้องเป็น “สาว ม.ต้น” อายุไม่เกิน 15 ปี หรือที่ “ยังซิง” หรือเป็นสาวพรหมจรรย์      

จากนั้นจะล่อลวงนัดพบจากนั้นจะล่อลวงไปข่มขืน และไม่เพียงข่มขืนกระทำชำเรา แต่หลังลงมือแล้วจะข่มขู่เหยื่อว่าจะกลับมาทำร้ายอีกและให้เหยื่อกลัว ก่อนปล่อยเหยื่อไป โดยเหยื่อทั้งหมดล้วนเป็นเหล่าเด็กหญิง ม.ต้น ในพื้นที่ จ.ราชบุรี บางรายอายไม่กล้าไปโรงเรียน อยากลาออก บางรายถึงกับเป็นโรคซึมเศร้าไม่กล้าออกจากบ้าน และคิดฆ่าตัวตาย เรียกได้ว่า “ตายทั้งเป็น”


พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ฯ เห็นว่าพฤติกรรมของ “แฝดนรก” คู่นี้เป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หัวหน้าชุด PCT 5 นำกำลังชุด PCT5 ลงพื้นที่ตรวจสอบจนสืบทราบได้ว่าแฝดนรกคู่นี้คือ นายยุทธนา ทูลศิริ หรือ ปาย และ นาย วันธนะ ทูลศิริ หรือ ปัด อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับกว่า 4 หมายจับ ในคดีการข่มขืนกระทำชำเราเด็กลักษณะวิธีการกระทำความผิดเดียวกัน

จากการตรวจสอบผู้ถูกจับฝาแฝดทั้ง 2 ปรากฏพบว่า แฝดทั้ง 2 พบประวัติต้องโทษความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และความผิดเกี่ยวกับเพศโชกโซน โดย นายยุทธนาฯ (แฝดผู้พี่) พบประวัติต้องโทษจำนวน 6 คดี เป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์” ในพื้นที่ จว.สุพรรณบุรี จำนวน 3 คดี ความผิดเกี่ยวกับเพศในพื้นที่ จว.สุพรรณบุรี อีก 3 คดี  ส่วนนายวันธนะฯ (แฝดผู้น้อง)

ประวัติการต้องโทษก็ไม่ธรรมดา พบประวัติต้องโทษจำนวน 5 คดี เป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์” ในพื้นที่ จว.สุพรรณบุรี จำนวน 3 คดี ความผิดเกี่ยวกับเพศในพื้นที่ จว.สุพรรณบุรี และ กรุงเทพ จำนวน 4  คดี และความผิดเกี่ยวกับเพศในพื้นที่ จว.สุพรรณบุรี อีก 1 คดี

นาย วันธนะ ทูลศิริ หรือ ปาย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนขณะจับกุมว่า “ตนเองจบการศึกษาชั้น ป.5 และช่วงเป็นเยาวชน เคยอยู่ในแก๊งขโมยรถจักรยานยนต์ และโดนจับกุมในวัยเด็ก 3 ครั้งเรื่องลักทรัพย์ และเคยถูกจับคดีขายยาเสพติด 2,000 เม็ด ทั้งหมดโดยที่ จ.สุพรรณบุรี และพ้นโทษออกมาเมื่อเดือน เม.ย. 65 ปัจจุบันทำงานอยู่ที่อู่ซ่อมรถไม่ได้ศึกษาต่อ ตนเองชอบเด็กไม่ชอบคนแก่ อยากเจอเมน ไม่อยากเจอหมาก และเด็ก ๆ นั้นน่ารักกว่าผู้ใหญ่ โดยหลังเกิดเหตุมีญาติๆผู้เสียหายโทรมาหา มาขอเจรจา ได้ด่าไปว่า ลูกมึง ห. กลิ่นมะลิหรือไงถึงเรียกเงิน เงินไม่มีให้ มีแต่ ค. และลมหายใจจะเอามั้ย จึงน่าจะเป็นเหตุให้ทางผู้เสียหายติดใจเอาความ”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “นี้เป็นอีกหนึ่งภัยสังคมที่พี่น้องประชาชนในชุมชนและสังคมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ แผ่นดินสูงขึ้นเมื่อ คนร้ายทั้งคู่ถูกจับกุม  

จึงขอฝากผู้ปกครองบุตรหลาน รวมถึงบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว จำเป็นต้องช่วยกันสอดส่อง เตือนภัย และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน จากกลุ่มเพื่อนหรือบุคคลแปลกหน้าในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเข้ามาพูดคุย ตีสนิทและชักชวนอาจทำให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนร้ายหรือตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเหล่านี้ดังกรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อันจะส่งผลกระทบบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อตัวบุตรหลานในระยะยาว

ซึ่งผมจะเดินหน้าขจัดปัดเป่าภัยในรูปแบบดังกล่าวให้ถึงที่สุด ตามนโยบายของ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. หากใคร มีเบาะแสของเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่เพจ FACEBOOK “สืบนครบาล IDMB” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ความเดือดร้อนของท่าน คือ หน้าที่ของเรา”
 

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จัดโครงการ "พัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการจ้างงานคนพิการทางจิตอย่างยั่งยืน" สุดยิ่งใหญ่แห่งปี

วันที่ 27 พฤษภาคม 2566 ณ ชั้น 4  เดอะมอลล์งามวงศ์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ในงานนี้ "น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ" อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานโครงการ "พัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการจ้างงานคนพิการทางจิตอย่างยั่งยืน" และจัดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2565 ของสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20  AMIT 20 Th Anniversary โดย "นางสาวฐิติพร พริ้งเพลิด คณะกรรมการชมรมตะวันทอแสงกล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ทราบพอสังเขป  ดังนี้

1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจ้างงานคนพิการ การพัฒนาศักยภาพคนพิการ และการขับเคลื่อนงาน Job coach เพื่อให้คนพิการทางจิตมีความยั่งยืนในการทำงาน
2. เพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนงานของสมาคมรวมทั้งเครือข่ายภาคและชมรมตะวันทอแสงประจำปี 2567
3. จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 และรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมฯ ​​​​สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่  27 มีนาคม  2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา  20 ปี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปรึกษาและช่วยเหลือผู้บกพร่องทางจิตและครอบครัวให้สามารถดำรงชีวิตอิสระในสังคมได้เท่าเทียมกับทุกคน และเพื่อพิทักษ์สิทธิในด้านต่างๆของผู้บกพร่องทางจิต รวมทั้งรณรงค์ให้ครอบครัว ชุมชน สังคม มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติเชิงสร้างสรรค์และยอมรับผู้บกพร่องทางจิต ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของผู้บกพร่องทางจิต ปัจจุบันสมาคมฯ มีเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตทั่วประเทศ จำนวน  154 ชมรม มีทั้งชมรมเก่าและชมรมใหม่ และมีการรวมกลุ่มเครือข่ายระดับภาคและเขตอีก จำนวน 5 ภาค 1 เขตและอีก 1 ชมรม คือชมรมตะวันทอแสงซึ่งเป็นชมรมของคนพิการทางจิต โดยคนพิการ และเพื่อคนพิการ
 
ซึ่ง​การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  26 – 29 พฤษภาคม 2566  โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ มาจากแกนนำเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตระดับภาค/เขต คนพิการทางจิตและผู้ดูแล ผู้แทนจากศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนนทบุรี ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนจากบ้านกึ่งวิถีหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนจากหน่วยงานสาธารณสุข ผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนจากจัดหางานจังหวัดนนทบุรี ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ผู้แทนจาก สปสช. สสส. กอช. สวส. อาสาสมัครจากมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน บุคคลและองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ช่วยเหลือคนพิการ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 966 คน  

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 "คุณนุชจารี คล้ายสุวรรณ" นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย คุณณฐอร อินทร์ดีศรี (ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) ผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา) , นายแพทย์ไพฑูรย์ สมุทรสินธุ์ (ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และ รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายบริการ โรงพยาบาลศรีธัญญา , คุณรัตน์ จิรธรรม (ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ) และผู้แทนสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ คุณชัญญ์ญาณ์ ธำรงวินิจฉัย (ผู้จัดการใหญ่ กิจกรรมการตลาดศูนย์การค้า
 
“สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้ว่า ปัจจุบันผู้บกพร่องทางจิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป และมีความสุข อยากจะให้ทุกๆคนในสังคมหันกลับมาให้ความสำคัญและให้ความเท่าเทียมกันเกิดขึ้นในสังคมไทย”

​สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรอิสระ ที่ก่อตั้งขึ้นโดย ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมด้วย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ของผู้ทุพลภาพทางร่างกาย ในปี 2556 ปัจจุบันมีเครือข่ายองค์กรกว่า 200 องค์กร ทั้งในองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานองค์กรชมรม สมาคม ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ให้ผู้บกพร่องทางจิตได้รับการยอมรับจากสังคม ได้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข เท่าเทียม และให้ผู้บกพร่องทางจิตเกิดความเชื่อมั่นต่อตนเองภายในสังคมอย่างบูรณาการ สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 47 ตึกหญิง 10 โรงพยาบาลศรีธัญญา, กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

​โครงการ “โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการจ้างงานคนพิการทางจิตอย่างยั่งยืน" ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การออกบูธจำหน่ายสินค้าจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค และการออกบูธขององค์กรภาครัฐด้านสุขภาพจิต เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษาทางออกด้านสุขภาพจิตให้กับผู้ที่มาร่วมงานโดยมีทีมจิตเวช ที่จะคอยดูแลตลอดระยะเวลาให้คำปรึกษา ภายในงานมีการแสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บกพร่องทางจิตที่เข้ารับการรักษาฟื้นฟูจนหายกลับมาสู่การใช้ชีวิตปกติ ,การแสดงมากมายจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค ,พบกับศิลปินและอินฟูเลนเซอร์ที่มีชื่อเสียง และกิจกรรมอีกมากมายภายในการจัดงานครั้งนี้

นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “เป็นโอกาสดีที่สังคมจะได้หันมาให้ความสนใจกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เปิดโอกาสให้ผู้บกพร่องทางจิตได้กลับมาสู่สังคมบนเส้นทางที่พร้อมจะสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้และสร้างตัวตน ยืนยัดในสังคมด้วยความเท่าเทียม และเป็นมิตรกันทุกๆคน”

จากนั้น คุณชัญญ์ญาณ์ ธำรงวินิจฉัย (ผู้จัดการใหญ่ กิจกรรมการตลาดศูนย์การค้าบริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ปจำกัด) ได้กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “ในฐานองค์กรเอกชน ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาส สร้างพื้นที่ให้กับผู้บกพร่องทางจิตทั่วประเทศ และพร้อมจะสนับสนุนในทุกๆ ด้านทั้งการส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สังคมนี้ได้เปิดรับและอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม “

29 พฤษภาคมของทุกปี วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ รำลึกถึงเจ้าหน้าที่ ในภารกิจเพื่อสันติภาพ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” (International Day of United Nations Peacekeepers) เพื่อเป็นการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและพลเรือน ในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ เพื่อสันติภาพและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง บรรเทาความทุกข์ยากของผู้อื่นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

กู้ชีพฉุกเฉิน! ตำรวจและอาสาจราจรจันทุรีช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้น  “ผบ.ตร. - รอง ผบ.ตร.” ชมเชยเป็นตำรวจมืออาชีพ ยกเป็นตัวอย่าง “สุภาพบุรุษจราจร”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์  ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศจร.ตร. )  เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 27 พฤษภาคม 2566 ) ตำรวจจราจร สภ.เมืองจันทบุรี ร่วมกับหน่วยบริการทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้น บริเวณตลาดน้ำพุ ส่งตัวไปรักษาที่ รพ.พระปกเกล้า    

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เหตุเกิดเวลา 13.37 น. ของวานนี้ ขณะ ร.ต.อ.สมเกียรติ ลิมปิโชติกุล, จ.ส.ต. บรรเทิง ผกามาศ,  ด.ต.ศาสดา ยาวิไชย และ อส.จร.อำพล สุขศรี ตำรวจจราจร และอาสาจราจร สภ.เมืองจันทบุรี กำลังปฏิบัติหน้าที่ ได้มีหญิงสูงอายุที่เพิ่งออกจากคลินิคหมอจักวิดา ตลาดน้ำพุ มีอาการหัวใจหยุดเต้น หมดสติไปบริเวณหน้าคลินิก จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ ประเมินผู้ป่วยแล้วว่า หมดสติ น้ำลายฟูมปาก ไม่หายใจ คลำชีพจรไม่ได้ (ไม่มีชีพจร) จึงได้ช่วยทำการ CPR กับพยาบาลอีก 2 คน สลับกันเปิดทางเดินหายใจ เมื่อรถพยาบาลถึงที่เกิดเหตุ ได้ให้พยาบาลช่วยติด AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) และติด Defibrillator (เครื่องกระตุกหัวใจ) ตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนการช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกลับมาตรวจพบสัญญาณชีพจรได้ (มีชีพจรหลังหัวใจหยุดเต้น) จากนั้นได้อำนวยความสะดวกการจราจร นำผู้ป่วยฉุกเฉินส่งยังโรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย (ถึง ร.พ. ปัจจุบันเข้าสู่กระบวนการรักษาของแพทย์ในหอผู้ป่วยวิกฤตของ ร.พ.พระปกเกล้า ต่อไป)

“ตำรวจ และอาสาสมัครจราจร ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรปฏิบัติการแพทย์ขั้นพื้นฐานและช่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง EMT 2564 จึงเข้าให้การช่วยเหลือหญิงสูงอายุหัวใจหยุดเต้นอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการตรวจดูความปลอดภัยบริเวณรอบๆ ตัวผู้ป่วยว่ามีสิ่งที่อาจเกิดอันตรายหรือไม่ จากนั้นทำการยืนยันว่าผู้ป่วยหมดสติจริง โดยการตีที่ไหล่แล้วเรียกด้วยเสียงดัง 4-5 ครั้ง เมื่อไม่ได้สติและหยุดหายใจ จึงเริ่มทำการกดหน้าอกโดยจับผู้ป่วยนอนหงาย นั่งคุกเข่าข้างผู้ป่วย วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอกด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที จนผู้ป่วยกลับมามีชีพจรอีกครั้ง จึงนำขึ้นรถและนำส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย”  หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ ศจร.ตร. กล่าว  

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวด้วยว่า กรณีช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 2 แล้วที่ อส.จร.อำพล สุขศรี ได้เข้าช่วยเหลือ โดยก่อนหน้าได้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หน้ามหาวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี ซึ่ง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจรา สภ.เมืองจันทบุรี และอาสาจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ ได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง  “สุภาพบุรุษจราจร” ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน  สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด

หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ ศจร.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตำรวจจราจรทั่วประเทศ พร้อมดูแลให้การช่วยเหลือประชาชนที่เกิดเหตุฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทำคลอด ช่วยเหลือปฐมพยาบาล ช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตนำส่งแพทย์อย่างเร่งด่วน อำนวยความสะดวกเส้นทางผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งซ่อมรถฉุกเฉิน ฯลฯ ทั้งนี้หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อประสานงานได้ที่สายด่วนตำรวจจราจรโทร.1197  (ในกรุงเทพและปริมณฑล) หรือ โทร. 191 (ทั่วประเทศ)

ตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับ กสทช. สรรพสามิต ปูพรมค้นห้างดังกลางกรุง ยึดมือถือ และอุปกรณ์สื่อสารผิดกฎหมาย จำนวนมาก

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ กรมสรรพสามิต ร่วมกันตรวจค้นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมาย ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ย่านปทุมวัน เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ก่อคดีออนไลน์ โดยสามารถตรวจยึดอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวนมาก 

ตามที่ปัจจุบันได้มีการลักลอบนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยผิดกฎหมาย และลักลอบจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังเป็นช่องทางของกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ก่อคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและการขออนุญาตได้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.วิวัฒน์  คำชำนาญ และ พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้สืบสวนปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง โดยประสานข้อมูลกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. และ กรมสรรพสามิต ภายใต้การอำนวยการของ นายพยุง บุญสมสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกัน และปราบปราม

โดยในวันนี้ (26 พฤษภาคม 2566) เวลา 12.00 น. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.4 บก.สอท.1 ร่วมกับนายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และ นายวิโรจน์รัตน์ แจ่มวรรณา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการตรวจสอบสรรพสามิต และฝ่ายป้องกันและปราบปราม 4 สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม ได้ร่วมกันนำหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าตรวจค้นบริเวณชั้น 4 ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านปทุมวัน ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์มือถือและอุปกรณ์โทรคมนาคมขนาดใหญ่ โดยพบว่ามีการนำสินค้าเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร และไม่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน (Type Approval Test) เช่น โทรศัพท์มือถือ , เครื่องติดตาม (GPS Tracker) , อุปกรณ์ปล่อยสัญญาณ Wifi , เครื่องดักฟัง , วิทยุสื่อสาร , โดรนถ่ายภาพ มาวางจำหน่ายจำนวนมาก

โดยผลการตรวจค้น ได้ทำการจับกุมร้านค้าจำนวน 9 แห่ง  และตรวจยึดเครื่องโทรคมนาคมผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 157 รายการ มูลค่ากว่า 707,000 บาท

ทั้งนี้ร้านค้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมแต่อย่างใด เป็นการกระทำความผิดในข้อหา “มี และ ค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับจึงได้ทำการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดนำส่งพนักงานสอบสวน   สน.ปทุมวัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ฯ ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน “เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพมีการใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม ตลอดจนซิมการ์ดโทรศัพท์ผิดกฎหมายเป็นช่องทางในการหลอกลวงประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ กสทช. และ กรมสรรพสามิต จะมีการออกตรวจตรา และกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในการใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่ทางราชการกำหนด”

ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนมีปัญหาข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้วิทยุโทรคมนาคม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงาน กสทช. Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 1200

“เกษตร-พาณิชย์” รุกตลาด5ประเทศโปรโมทสินค้าเกษตรผลไม้ไทยจัดเต็มดึงเน็ตไอดอลติ๊กต็อกปาโกดาร่วมดันยอดขายไลฟ์สดทะลุ3แสน

นายอลงกรณ์ พลบุตรที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และสถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจัดกิจกรรมเชิงรุกส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรและผลไม้ในประเทศที่เป็นตลาดหลักตลาดใหม่ ครอบคลุม4ทวีป5ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย สหภาพยุโรปและออสเตรเลียตลอดเดือนพฤษภาคมประสบความสำเร็จได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

นายอลงกรณ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2566 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป เข้าร่วมการจัดงาน Discover Thailand in Brudges 2023 ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยกรุงบรัสเซลส์ ณ เมือง Brudges ประเทศเบลเยียม มีการนำผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์กาแฟแม่ลาน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการหลวง มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะ มังคุด มะพร้าว ข้าว ประชาสัมพันธ์ให้ผู้้เข้ารวมงานได้ทดลองชิมรสชาติและรับทราบคุณภาพมาตรฐานพร้อมกับนำเอกสารประชาสัมพันธ์ผัก ผลไม้ไทย รวมทั้งแผ่นพับรายชื่อผู้ประกอบการร้านค้าสินค้าเกษตรไทยในเบลเยียมและลักเซมเบิรก์ รายชื่อผู้จัดจำหน่าย แจกประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวท้องถิ่นทราบถึงแหล่งจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย เป็นการช่วยกระตุ้นการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรไทยของผู้บริโภคชาวยุโรปในอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากโดยมีนายเสข วรรณเมธี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ เข้าร่วมเปิดงานร่วมกับนายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

เทศกาลผลไม้ไทย ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในตลาดจีน ทางด้านสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ผนึกกำลังร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง บริษัทครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทเครือโต่วอิน (TikTok) จัดงานมหกรรมทุเรียนไทยประจำปี2023  ณ ห้าง Longfor ParadiseWalk DaXing และห้างSolana ในกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม- 11 มิถุนายน 2566 โดยนางสาว ปทุมวดี อิ่มทั่ว อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่ง ร่วมกล่าวเปิดงานมหกรรมทุเรียนไทย 2023 ได้เน้นย้ำความชื่นชอบในการบริโภคทุเรียนไทยในตลาดจีน ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าทุเรียนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใน ปี 2565 ขยายตัวจากปี 2562 กว่า30 เปอร์เซ็นต์

การจัดงานครั้งนี้เป็นปีที่2 ของการจัดมหกรรมทุเรียนในปักกิ่ง ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและจำหน่ายผลไม้อื่นๆได้แก่ ลำไย มังคุด มะม่วง ขนุน มะพร้าว และผลิตภัณฑ์ทุเรียน ซึ่งในวันที่10 มิถุนายน 2566  นางสาว ปทุมวดี อิ่มทั่ว จะร่วมกับKOL ชื่อดังทำการไลฟ์สด เพื่อนำเสนอทุเรียนคุณภาพของไทยบนแพลตฟอร์ม TikTok ของโต่วอิน 

ในขณะที่เมื่อวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2566 สำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมจัดงานเทศกาลไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ (Thai Festival in Shanghai 2023) ร่วมกับสถานกงสุลใหญ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สำนักงานพาณิชย์ BOI และ ททท. โดยมีกิจกรรมที่นำเสนอความเป็นไทยในมิติต่างๆ ให้แก่มิตรชาวจีนและชาวต่างชาติ และภายในงานฝ่ายเกษตรฯ ร่วมจัดซุ้มถ่ายรูปกับเรือผลไม้ใน Theme ตลาดน้ำ โดยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเปลี่ยนชุดไทยถ่ายรูปกับเรือผลไม้ไทยได้อย่างสนุกสนาน มีการเล่นเกมผลไม้ และมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งตลอดการจัดงาน 3 วันมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน

ในวันแรกของการจัดงาน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ มีการ Live streaming ผ่านช่องทาง weibo โดยได้เชิญเนตไอดอลชื่อดัง (KOL) นาย Wang You ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน มาเป็นพรีเซนเตอร์ นอกจากนี้ นางสาวอาทินันท์ อินทรพิมพ์ กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ได้ร่วมไลฟ์แนะนำจุดเด่นและรสชาติของผลไม้ไทยให้แก่ผู้ชมชาวจีน อีกทั้งยังให้ข้อมูลกรรมวิธีการแปรรูปมะพร้าวเผาของไทย นำเสนอความพิเศษของมะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะ และส้มโอ เป็นต้น โดยการถ่ายทอดสดครั้งนี้มียอดรีวิวมากถึง 127,000 ครั้ง 

นอกจากนี้ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง และบริษัท เสิ่นเจอ้นปาโกดา อินดีสตรี(Shenzhen Pagoda Industrial (Group) Co., Ltd. )ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าปลีกผลไม้รายใหญ่อันดับหนึ่งในประเทศจีน โดยปัจจุบันมีร้านค้าปลีกผลไม้ ภายใต้แบรนด์ Pagoda มากกว่า 5,645 สาขาทั่วประเทศจีน จัดงานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2566 (Thai Fruit Festival 2023) ณ ห้างสรรพสินค้า Hangyang City นครหนานหนิง ภายใต้ธีม “泰爱你” (ไทยรักคุณ) ระหว่างวันที่ 11 - 17 พฤษภาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผลไม้ไทยทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์

ในโอกาสนี้ นายปรัตถกร แท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำนครกว่างโจว ได้เข้าร่วมกิจกรรม Live Streaming ผ่านแพลตฟอร์ม DOUYIN (Tik Tok ) Pagoda แนะนำผลไม้ไทย ได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากชาวจีน มีผู้เข้าชมกว่า 300,000 คน

นอกจากนี้ ฝ่ายเกษตรฯ กว่างโจว ได้จัดกิจกรรม Durian tasting ภายใต้งานเทศกาลผลไม้ไทย ประจำปี 2566 ณ นครหนานหนิง โดยได้นำทุเรียนไทย จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณี และนวลทองจันทร์ มาให้แขกผู้ร่วมงาน สื่อมวลชน ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL) และผู้มีอิทธิพลในการตลาด (KOC) ได้ลิ้มลองรสชาติ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียของจีน ภายใต้แนวคิด “想到榴莲 想到泰国” (Think Durian Think Thailand)

ผลไม้ไทยกระหึ่มวอชิงตัน นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยต่อไปว่า 
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นางกฤษณา สุขุมพานิช อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) นางสาวธนัฏฐา สุวรรณไพบูลย์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  ร่วมจัดคูหาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและผลไม้ไทยในงาน THAI Open House 2023 ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Passport DC ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมสถานทูตของประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศรวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตไทย โดยได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของทุเรียน และมังคุด พร้อมแจกตัวอย่างทุเรียนสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้แก่ หมอนทอง และนกกระจิบ พร้อมกับมังคุดฉายรังสี (ได้รับการสนับสนุนจากกรมวิชาการเกษตร) ให้ผู้เข้าร่วมงานชิม นอกจากนี้ สำนักงาน ได้แจกน้ำมะพร้าวน้ำหอมคว้านทั้งลูกบรรจุถ้วยพร้อมดื่มและน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ พร้อมกับรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มจากลำไยกระป๋อง ชื่อ "Longan Ruby" ผสมผสานน้ำลำไยกระป๋อง น้ำเลม่อนเนด และน้ำแครนเบอร์รี่ ตกแต่งด้วยเนื้อลำไย  ซึ่งได้รับความสนใจและความนิยมจากแขกผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก 
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ยังได้จัดกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้แก่ การแสดงนาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ดนตรี Pop Jazz การสาธิตการทำอาหารไทย การเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยและผ้าไทย กิจกรรมวาดภาพ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตและทีมประเทศไทยพร้อมด้วยคู่สมรส ยังได้จัดอาหาร ขนมหวาน ของว่าง และเครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนที่เข้าร่วมตลอดงาน สร้างความสนุกสนานและประทับใจให้ผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน

ข้าวไทยบุกรัสเซีย ทางด้านสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายเกษตรฯ.ประจำกรุงมอสโกได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยในตลาดสุขภาพของรัสเซีย ภายใต้ชื่อ “ข้าวไทย เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า (Thai Rice Your Healthier Choice - Тайский рис Ваш здоровый выбор)” ระหว่างวันที่ 25-26 พ.ค. 2566  ในงาน Veg-Life 2023 ณ TVK Tishinka กรุงมอสโก ซึ่งมีบริษัทและผู้ประกอบการสินค้าเพื่อสุขภาพเข้าร่วมกว่า 170 ราย

เปิดตลาดเป็ดไทยสู่ออสเตรเลียสำเร็จ ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดเป็ดปรุงสุกในออสเตรเลีย ภายหลังการเจรจาเปิดตลาดเป็ดปรุงสุก ซึ่งดำเนินการภายใต้การประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ไทย - ออสเตรเลีย มาเป็นเวลา 7 ปี กว่า 
ในที่สุดประเทศไทยก็สามารถส่งออกเป็ดปรุงสุกไปยังประเทศออสเตรเลียได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
โดยผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าเป็ดปรุงสุกให้สอดคล้องและเป็นไปตามเงื่อนไขข้อกำหนดในการนำเข้าเป็ดปรุงสุกจากประเทศไทย ที่ออกโดยกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ ออสเตรเลีย อย่างเคร่งครัด

‘เต้ มงคลกิตติ์’ ชัดเจน ไม่เอา พิธา พรรคก้าวไกล  จากปมแก้ ม.112 เพื่อสงบสุขของบ้านเมือง

วันนี้ (28 พ.ค. 66) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ พี่เต้ อดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้โพสต์ข้อความ สร้างกระแสฮือฮาไปทั่วโซเชียล โดยมีใจความว่า ...

ถ้าให้ผมเลือก ระหว่าง พิธา แก้ ม.112 กับ ลุงตู่ ไม่แก้ ม.112 “ผมเลือกความสงบสุขของบ้านเมือง เลือก ลุงตู่ คับ”

หลังจากเผยแพร่ไปได้ข้อความดังกล่าวไปได้ไม่นาน ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้าแสดงความคิดเห็นมากว่า 1 พันครั้ง ในช่วงพริบตา ซึ่งหากใครที่ติดตามข่าวสารการเมืองมาเป็นอย่างดี ช่วงที่ เต้ มงคลกิตติ์ ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ก็มีท่าทีแสดงจุดยืนถึงการร่วมงานกับ ประยุทธ์ ที่ดูแล้วพี่เต้เองก็ไม่ได้เห็นด้วยสักเท่าไร อีกทั้งยังโหวตค้านเป็นประจำแต่กลับมาแสดงจุดยืนตอนนี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากจับตามอง

ซึ่งก่อนหน้านี้ เต้มงคลกิตติ์ หลังจากผลคะแนนการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา ชี้ชัดแล้วว่า พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้คะแนนน้อยกว่าที่คิด จนเต้เองถึงขั้นอยากเปลี่ยนอาชีพไปทำงานพิธีกรรายการดูบ้าง ซึ่งก็เคยได้เห็นการโชว์ฝีมือไปแล้วในรายการ ถกไม่เถียง ที่เป็นพิธีกรคู่กับ ป่อเปี๊ยะ โดยทางตัวเต้เองนั้นก็ทำผลงานออกมาได้ดีพอสมควร

ล่าสุด ก่อนที่เต้ มงคลกิตติ์ จะโพสต์เลือกข้างนี้ ก็เคยออกมาประกาศแล้วว่า ตนเองจะหยุดเรื่องการเมือง และขอลาออกจากหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ตั้งแต่ 26 พ.ค.2566 เวลา 14.39 น. แต่ในระยะเวลาหลังจากนั้น เต้ เองก็ยังมีการโพสต์เรื่องการเมืองอยู่เป็นระยะ จนทำให้ประชาชนที่เฝ้าติดตามมาเกิดความสงสัยว่า เหตุใดคนที่บอกจะพักกลับพูดถึงเรื่องการเมืองอยู่เป็นประจำ หนำซ้ำจู่ๆก็ออกมาโพสต์เลือกข้างว่าจะเลือก ลุงตู่ อีก

‘รศ.หริรักษ์’โพสต์ข้อความ ชวนให้คิด พรรคก้าวไกล มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr

เกี่ยวกับประเด็นที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าประเทศสหรัฐอเมริกาแทรกแซงการเมืองไทยด้วยการให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ยืนอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล โดยมีใจความว่า ...

5 ปีที่แล้วหากบอกว่า สหรัฐอเมริกาแทรกแซงการเมืองไทยด้วยการให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่ยืนอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีใครเชื่อ นอกจากไม่เชื่อแล้วยังมองว่าคนที่พูดบ้าไปแล้ว ดูหนังมากไปหรือไม่ แต่วันนี้ มีคนที่เชื่อเรื่องนี้มากขึ้นทุกวัน มากจนกระทั่งคุณรังสิมันต์ โรม มีความวิตก ออกมาชี้แจงและปฏิเสธว่า เป็น fake news เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลพรรคก้าวไกลจะยอมให้ต่างชาติมาตั้งฐานทัพในประเทศไทย คุณวิโรจน์ ลักณาอดิศรก็ตอบโต้ว่า เป็นนิทานหลอกเด็ก เป็นอุปทานหมู่

ระยะนี้ จึงมีคนถามกันมากว่า การแทรกแซงประเทศไทยโดยชาติมหาอำนาจด้วยการให้การสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งก็หมายถึงพรรคก้าวไกลให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อได้เป็นรัฐบาล เป็นความจริงหรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่

คำตอบคือ ไม่มีใครที่เป็นคนนอกบอกได้ 100% หลักฐานมีหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าหลักฐานแบบจับให้มั่นคั้นให้ตายคงไม่มี แต่มีเหตุการณ์ และข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้นเ จนทำให้มีความน่าเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่นี้จึงจะลองรวบรวมเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆเท่าที่ทำได้ โดยจะเลือกเฉพาะที่เป็นจริงเท่านั้นมาให้ลองพิจารณากัน

1. คุณธนาธรได้ว่าจ้าง APCO Worldwide ซึ่งเป็นบริษัทลอบบี้ยิสต์ ตั้งแต่วันที่ 1 กค ถึง 31 ธค 2562 เป็นเงินประมาณ 1.8 ล้านบาท โดยบอกว่าใช้เงินส่วนตัว เพื่อช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้บริการด้านกลยุทธ์การสื่อสารในประเทศสหรัฐอเมริกาให้กับผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ผู้คนในสหรัฐฯได้ตระหนักเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยดียิ่งขึ้น และให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และให้บริการด้านการสื่อสารในฐานะตัวแทนของผู้ว่าจ้าง ประสานงานกับสื่อมวลชนและองค์กรในสหรัฐฯเพื่อสร้างความตระหนักมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในประเทศไทย

คุณธนาธร เมื่อไปสหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สำนักข่าว NBC ยกย่องสหรัฐอเมริกาและแสดง ความต้องการให้สหรัฐอเมริกาช่วยสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น และเมื่อก่อนการเลือกตั้ง 2562 คุณธนาธรเสนอความคิดเรื่องการใช้ hyperloop แทนรถไฟความเร็วสูงซึ่งขณะนั้นรัฐบาลกำลังเจรจากับจีน คุณธนาธรให้ข่าวว่าจะออกเงินเองเพื่อศึกษาความเป็นไปได้(feasibility study)ของ hyperloop แต่ไม่มีใครเคยได้เห็นรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ฉบับนั้นแต่อย่างใด เมื่อมีการจัดแถลงข่าวเรื่อง hyperloop คุณธนาธรตอบคำถามนักข่าวต่างชาติว่า รัฐบาลไทยเอนเอียงไปทางจีนมากเกินไป จึงต้องการให้มีการปรับความสัมพันธ์กับต่างประเทศใหม่ ใช้คำว่า "realign"โดยให้หันไปทางประเทศอื่นเช่น สหรัฐอมเริกาและญี่ปุ่นให้มากขึ้น

2. เมื่อคุณธนาธรต้องไปรับทราบข้อกล่าวหากรณียุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ที่สน.ปทุมวัน มีเจ้าหน้าที่สถานทูตจากประเทศตะวันตกหลายประเทศ ต่างไปร่วมสังเกตการณ์กันอย่างเนืองแน่น ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

3. นาย Robert F. Godec ก่อนเดินทางมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาสหรัฐก่อนเดินทางมารับตำแหน่งว่า จะช่วยให้ประเทศไทยปรับปรุงในเรื่องสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ และจะให้ไทยร่วมกดดันเมียนมาร์ด้วย เมื่อมีวุฒิสมาชิกตั้งกระทู้ถามเรื่องมาตรา 112 ที่ส่งผลถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีผู้ถูกจับกุมคุมขังมากมาย นาย Godec กล่าวว่า

"สหรัฐให้ความเคารพต่อราชวงศ์ไทย และเข้าใจในความจงรักภักดีของคนไทยต่อราชวงศ์ แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเขาเคยเน้นย้ำต่อสาธารณะและโดยส่วนตัวว่า ที่ประชาชนจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องกลัวการถูกจับกุม และจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" และยังกล่าวต่อไปว่า

" ผมขอย้ำว่า คนที่ถูกจับกุมจะต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่ในระหว่างการดำเนินคดี"

นอกจากนี้นาย Godec ยังกล่าวว่า จะกดดันให้ไทยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำม้นจากพม่า และจะพยายามให้ไทยเพิ่มแรงกดดันต่อพม่า เพื่อหยุดการกระทำอันเหี้ยมโหดของรัฐบาลเมียนมาร์ อีกด้วย

4. คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีช่วงท้ายที่ว่า นายกรัฐมนตรีทำลายศักยภาพของประเทศไทยในต่างประเทศเพราะไม่เข้าไปกดดันรัฐบาลเมียนมาร์ และทำลายศักยภาพของประชาชน เนื่องจากใช้มาตรา 112 ดำเนินการจับกุมคุมขังผู้ที่แสดงออกทางความคิด อันเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีของประชาชนเหล่านั้น เนื้อหาในการอภิปราย 2 ข้อนี้ตรงกับที่ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแสดงความคิดเห็นก่อนเดินทางมารับตำแหน่งอย่างไม่ผิดเพี้ยน

5. เป็นที่น่าสังเกตว่า สื่อในประเทศไทยที่อยู่ข้างม็อบ 3 นิ้ว ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรจากต่างประเทศโดยเปิดเผย เช่น จาก NED หรือ National Endowment for Democracy, Open Society Foundation, USAID, Freedom House เป็นต้น องค์กรต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น Open Society foundation มี George Soros เป็นผู้ก่อตั้ง NED เป็นองค์กรที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่เดิมการให้การสนับสนุนทั้งเงิน และการสนับสนุนแบบอื่นๆให้แก่กลุ่มต่างๆในต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ หรือ national interest ของสหรัฐอเมริกา จะกระทำอย่างลับๆโดย Central Intelligent Agency หรือ CIA แต่ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon B Johnson ต้องการให้เป็นการสนับสนุนอย่างเปิดเผย จึงให้จัดตั้ง NED ขึ้นให้เป็นองค์กรเอกชนเพื่อให้การสนับสนุนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและการเติบโตของสถาบันทางประชาธิปไตยทั่วโลก

6. คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับเชิญไปพูดในการประชุมที่เรียกว่า Oslo Freedom Forum ที่ไต้หวัน ซึ่งคุณธนาธรได้เลือกที่จะพูดในหัวข้อ

"Why we must defend democracy" หรือทำไมเราต้องปกป้องประชาธิปไตย

Oslo Freedom Forum คือที่ประชุมที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009 ที่ Oslo เพื่อเป็นที่รวมตัวกันของนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน และนักประชาธิปไตย เพื่อต่อสู้กับเผด็จการ หลังจากนั้นก็ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่ไต้หวัน

ผู้จัดการประชุม Oslo Freedom Forum คือมูลนิธิสิทธิมนุษยชน( Human Rights Foundation) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ New York สหรัฐอเมริกา

แหล่งเงินทุนที่ให้การสนับสนุนมูลนิธิสิทธิมนุษยชน มาจากทั้งภาคเอกชน เช่น Twitter และ Amazon เป็นต้น และยังมาจากองค์กรที่เรียกว่า Freedom Fund ซึ่งหากค้นลึกลงไปก็จะพบว่าองค์กรแห่งนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลอังกฤษ นั่นเอง

Oslo Freedom Forum ไม่ใช่เพียงจัดประชุมปีละครั้ง แต่ยังจัดกิจกรรมต่างๆระหว่างปีด้วย หนึ่งในกิจกรรมก็คือ จัดอบรมวิธีการทำปฏิวัติ(ไม่ใช่รัฐประหาร) และการจัดการชุมนุม หรือจัดม็อบ การรับมือกับตำรวจควบคุมฝูงชนให้กับนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาลจากประเทศต่างๆ นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงที่ชื่อนาย โจชัว หว่อง ก็เคยเข้ารับอบรมดังกล่าวนี้

การประชุมครั้งนี้ที่ไต้หวัน ยังได้มีการนำภาพของผู้นำของประเทศที่ถูกคนกลุ่มนี้ตราหน้าว่าเป็นเผด็จการมาติดผนังไว้ให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมเขียนอะไรก็ได้บนภาพของผู้นำเหล่านี้

7. เมื่อมีการชุมประท้วงรัฐบาลประเทศอิหร่าน คุณธนาธรออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนผู้ประท้วง จนสถานทูตอิหร่านต้องโพสต์ข้อความเตือนคุณธนาธร แต่คุณธนาธรไม่เคยออกมาแสดงความเห็นต่อต้านอิสราเอล กรณีปาเลสไตน์เลยสักครั้ง

8. ม็อบชานม ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของม็อบ 3 นิ้ว เชียร์ไต้หวัน ฮ่องกง และอุยกูร์ ชัดแจ้งว่าต่อต้านจีน แต่สนับสนุนสหรัฐอเมริกา

9. Dr. Agnes Callamard เลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากลหรือ Amnesty International ชาวฝรั่งเศสมาเมืองไทย ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งทั่วไป และได้แสดงปาฐกถาเกี่ยวกับประเทศไทย เนื้อความที่สำคัญที่ Dr. Callamard กล่าวคือ

"ช่วงสำคัญของการมาเมืองไทยครั้งนี้ คือการพบกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง พวกเขาต้องการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งและเป็นธรรม แต่เมื่อได้ถามว่า พวกเขาได้มองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร เขาตอบว่า 'ไม่มีอนาคคสำหรับเราที่นี่' นั่นทำให้ดิฉันมีความกังวลอย่างมาก และคิดว่า ผู้นำประเทศควรมีความห่วงใยอย่างมาก เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีความรู้สึกว่า พวกเขาไม่มีอนาคตก็เพราะการถูกปราบปราม ความไม่เท่าเทียมกัน การทุจริตคอรัปชั่นและความไม่ยุติธรรม และสิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแปลง"

"เด็กๆและเยาวชนเป็นร้อยๆ รวมทั้งนักกิจกรรมทางการเมือง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กำลังเผชิญกับการถูกดำเนินคดีทางอาญาในประเทศไทย เพียงเพราะการใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก และการประท้วงอย่างสันติ จำนวนมากถูกลลิดรอนสิทธิเสรีภาพและอาจต้องเผชิญกับการถูกบันทึกลงประวัติอาชญากร รวมถึงเด็กอายุ 15 ปี ที่ยังคงถูกคุมตัวอยู่ในสถานพินิจมาเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์แล้ว"

เนื้อความเหล่านี้ล้วนสอดคล้องและเป็นชุดความคิดเดียวกันกับม็อบ 3 นิ้ว และพรรคก้าวไกลทั้งสิ้น

10. สว.สมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เชิญเอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริการประจำประเทศไทย นาย Robert F. Godec และคณะเข้าหารือที่วุฒิสภา กรณีมีคนไทยกลุ่มหนึ่งส่งเอกสารถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และวุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่งเป็นผลให้วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้เคลื่อนไหวเพื่อยื่นเรื่องให้วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาออกมติที่ 114 ซึ่งมีเนื้อหาข่มขู่ กล่าวหา สถาบันพระมหากษัตริย์ว่า แทรกแซงการเลือกตั้งทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง ตลอดจนเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 หากไม่ทำตามก็จะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา สว.สมชายพยายามชี้แจงให้ นาย Godec ว่าข้อมูลทั้งหมดที่คนไทยกลุ่มนั้นส่งไปไม่เป็นความจริง

กรณีนี้ ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่คนไทยกลุ่มหนึ่ง อยู่ดีๆก็ส่งเอกสารดังกล่าวไปให้วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา และวุฒิสมาชิกกลุ่มนี้ก็รับลูกไปดำเนินการต่อ โดยไม่มีการนัดแนะประสานกันล่วงหน้ามาก่อน

11. คุณพรรณิการ์ วาณิช กล่าวถึงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ว่า มีที่มาเป็นเผด็จการ ไม่สามารถเข้าคลับของประเทศตะวันตกได้ ได้แต่คบกับรัสเซีย จีน และซาอุดิอเรเบีย ที่มีที่มาคล้ายๆกัน รัฐบาลไทยจะต้องสร้างสมดุล โดยหันไปทางประเทศประชาธิปไตยให้มากขึ้น

12. นาย Robert F. Godec เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงความสนใจ และความกระตือรือล้นต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างออกนอกหน้า โดยไม่มีสถานทูตประเทศอื่นๆแม้แต่แห่งเดียวที่แสดงออกเช่นนาย Godec

13. ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์ข้อความใน social media เรียกร้องให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนโดยไม่มีเงื่อนไข และให้สัมภาษณ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประยุทธ์ว่า ไม่มีจุดยืน เป็นไผ่ลู่ลม ทำให้ไม่มีที่ยืนในเวทีโลก หากก้าวไกลเป็นรัฐบาลจะทวงคืนศักดิ์ศรีการต่างประเทศไทย และยืนยันว่าตนเองกดดันให้ประเทศเมียนม่าร์กลับมาเป็นประเทศประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการ ทั้งที่หลักการสำคัญของอาเซียนคือ การไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน

14. คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จบจาก John F. Kennedy School of Government มหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งสอนทางด้าน Public Policy, Public Administration เป็นสถาบันที่ปลูกฝังความเชื่ออย่างที่สหรัฐอเมริกาต้องการ ผู้ที่จบจากที่นี่ส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก และในระบอบทุนนิยม เสรีนิยม

โรงเรียนนี้มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับ World Economic Forum ซึ่งเป็น elite group ก่อตั้งโดยนาย Klaus Schwab มีสมาชิกประกอบด้วย นักการเมือง กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศต่างๆ ว่ากันว่าองค์กรนี้มีความพยายามที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของโลก คำว่า "New World Order" ก็เกิดขึ้นจากกล่ม elite กลุ่มนี้ และหลังจากสถานการณ์โควิดผ่อนคลาย ยังมีคำว่า " The Great Reset" ออกมาอีกซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะ reset อย่างไร

นาย Schwab ยังได้ก่อตั้งหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า Young Global Leaders ผู้ที่ผ่านการอบรมจากหลักสูตรนี้จำนวนมาก ได้ไปมีบทบาทเป็นผู้นำรัฐบาลในประเทศต่างๆทั่วโลก นาย Justin Trudeau นายกรัฐมนตรีของ Canada และอีกหลายคนในคณะรัฐมนตรี ก็ผ่านการอบรมจากหลักสูตรนี้ ผู้ที่ผ่านการอบรมจากหลักสูตรนี้ และจาก John F. Kennedy School of Government ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะดำเนินนโยบายเอนเอียงไปทางสหรัฐอเมริกาอย่างมาก

จะเห็นว่า หลังจากการเลือกตั้งไม่กี่วัน พรรคก้าวไกลยังไม่ทันได้เป็นรัฐบาล World Economic Forum ก็ส่งคณะผู้แทนเข้าพบคุณพิธา และเป็นที่น่าสังเกตว่า สื่อตะวันตก เช่น BBC Bloomberg Insider ต่างเผยแพร่ข่าวเชียร์คุณพิธาอย่างออกหน้าออกตา เห็นแล้วทำให้รู้สึกว่า ประเทศตะวันตกมึความพอใจที่จะได้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย มากกว่าคุณธนาธรเสียอีก ทำให้ขณะนี้คุณพิธามีความเจิดจรัสบดบังรัศมีของคุณธนาธร และอ.ปิยบุตรไปเกือบหมด

ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ และข้อเท็จจริงต่างที่พอรวบรวมได้ ที่ทำให้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากว่า ประเทศตะวันตก ไม่เพียงแต่สหรัฐอเมริกา กำลังแทรกแซงการเมืองไทย

เรื่องนี้หากไปถาม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่คร่ำหวอด ติดตาม และทำข่าวต่างประเทศมาอย่าวยาวนาน เขาจะตอบว่า ไม่น่าแปลกใจ และมีความเป็นไปได้สูง เพราะเขาทราบดีว่า สหรัฐอเมริกาแทรกแซงประเทศต่างๆในโลกมาแล้วมากมาย เช่น นิคารากัว อิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย ซีเรีย และอีกหลายประเทศในอาฟริกา

ข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ สหรัฐอเมริกาทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับประเทศจีนอย่างเปิดเผย และในทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่ง ทำให้สหรัฐอยากได้ไทยเป็นพวก ความจริงข้อนี้สามารถไปหาอ่านได้ในเอกสาร Indo-pacific Strategy ได้

การสร้างสถานกงสุลแห่งใหม่ที่ใช้เงินเกือบหมื่นล้านบาท มีชั้นที่อยู่ใต้ดินอีก 10 ชั้นต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่างที่เกี่ยวกับเมียนม่าร์และจีนที่เปิดเผยไม่ได้อย่างแน่นอน

ที่เมียนม่าร์ มีข่าวและรูปถ่ายเล็ดรอดออกมาว่า สหรัฐส่งอาวุธและคนไปฝึกอาวุธให้ชนกลุ่มน้อยและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเมียนม่าร์อย่างลับๆ เพื่อรบกับฝ่ายรัฐบาล เมื่อมีข่าวนี้ออกมา สหรัฐชี้แจงว่าผู้ที่ไปฝึกอาวุธเป็นอดีตนาวิกโยธิน จึงไม่เกี่ยวกับรัฐบาลสหรัฐแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เราก็คงคาดเดาได้ ดังนั้นจึงเชื่อได้อย่างยิ่ง ที่สหรัฐจะมีความต้องการที่จะเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยเช่นเดียวกับที่ประเทศ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

คำถามคือ หากคุณพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรีในอีก 2 เดือนข้างหน้า คุณพิธาจะทำตัวเป็นลูกรักของสหรัฐอเมริกาหรือไม่ และจะยินยอมให้สหรัฐอเมริกามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยหรือไม่

เราต้องติดตามดูต่อไป

CEO กลุ่มธุรกิจ TCP หวังการเมืองไทย มีเสถียรภาพ  มองการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ธุรกิจรายใหญ่สามารถปรับตัวได้

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 66 ในงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2023 นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงภาพรวมธุรกิจภายหลังการเลือกตั้งไว้ว่า...

"หากพูดถึงกลุ่มธุรกิจ TCP ก็ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ หลังจากการเลือกตั้ง เนื่องจากธุรกิจในกลุ่ม TCP ไม่ได้ทำธุรกิจหรือสัมปทานกับภาครัฐ ถ้าจะห่วงก็คงเป็นสถานการณ์ในต่างประเทศมากกว่า เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ของกลุ่ม TCP มีฐานลูกค้าอยู่ที่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากประเมินแล้วมีความเสี่ยงสูง ก็จะชะลอการดำเนินงานไปก่อน อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญที่อาจต้องจับตาในไทย คงเป็นเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า เพราะถ้าการเมืองมีเสถียรภาพ ธุรกิจต่าง ๆ ก็จะเดินหน้าไปได้ ฉะนั้นถ้าการเมืองตอนนี้เป็นไปตามกระบวนการ ก็ไม่น่ามีอะไรให้ต้องกังวล"

เมื่อถามถึงประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพรรคก้าวไกล นายสราวุฒิ กล่าวว่า "นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทนั้น จะกระทบหรือไม่ ต้องไปดูตามตัวบทกฎหมาย อีกทั้งทางภาคธุรกิจยังมีคณะไตรภาคีที่จะพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัว ผมมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากธุรกิจของ TCP ใช้เครื่องจักรในการผลิตสินค้าเป็นส่วนใหญ่จำนวนแรงงานที่ใช้จึงไม่ได้เยอะ แต่ปัญหาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะไปเป็นภาระหนักของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่า ส่วนธุรกิจรายใหญ่สามารถปรับตัวได้หมดเนื่องจากสามารถลงทุนด้านเครื่องจักรได้"

เมื่อถามถึงภาพรวมความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หลังพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล จะมีผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับประเทศจีนหรือไม่ นายสราวุฒิ มองว่า "ในแง่ของภาคเอกชนที่ได้ดำเนินธุรกิจในต่างแดน ย่อมต้องสร้างสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องกับประเทศต่าง ๆ ตลอดอยู่แล้ว กลับกันในส่วนของภาครัฐนั้นจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า แต่ก็แน่นอนว่า ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี ภาคเอกชนก็จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น"

เมื่อถามถึงเรื่องเร่งด่วนที่อยากฝากถึงรัฐบาลให้ดำเนินการ นายสราวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ผมอยากให้ช่วยเข้าไปพัฒนาในเรื่องของระบบการศึกษาให้ดีขึ้นกว่านี้ ทำให้เยาวชนไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่กระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีการเรียนรู้ของเยาวชนไทย เพราะภาคธุรกิจจะเดินหน้าไม่ได้ หากไม่มีทรัพยากรมนุษย์ที่เก่งและเชี่ยวชาญมารองรับธุรกิจต่าง ๆ ตนไม่อยากเห็นภาพที่คนต่างชาติเข้ามาทำงานในเมืองไทยมากกว่าที่จะเป็นคนไทยทำงานในเมืองไทยกันเอง"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top