Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ธัญญ่า’ ลั่น!! ขอฝากเนื้อฝากตัวในฐานะนักแสดง ‘หน้าใหม่’ หลังไปทำสวยที่เกาหลี ดีใจ!! ถูกทักเหมือน ‘ญาญ่า-เปาวลี’

(22 ก.ค. 66) ได้กลับมาเล่นละครอีกครั้งในรอบ 3 ปี สำหรับนักแสดง-พิธีกรสาว ‘ธัญญ่า ธัญญาเรศ เองตระกูล’ กับละครเรื่อง กรงดอกสร้อย ที่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวไปเรียบร้อย ณ ยูเนี่ยน โค อีเวนต์ สเปซ ชั้น G ศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ ซึ่งเจ้าตัวก็กลับมารับบทเมียหลวงแนวที่ถนัด แต่บอกว่ามาเล่นครั้งนี้ไม่ได้บอก ‘เป๊ก สัณณ์ชัย เองตระกูล’ เพราะสามีอยากให้มีเวลาดูแลลูกมากกว่า

“เราในฐานะเมียหลวง เราก็ต้องหวงสามี ถึงแม้เขาจะมาก่อน แต่เราเป็นเมียแต่ง เราก็ต้องดูแลทรัพย์สมบัติให้ลูกเราในเรื่อง ก็จะมีตบตีกันเบา ๆ อินเนอร์ยากมาก (เสียงสูง) ไม่รู้จะหาตรงไหนมาอินเนอร์ (หัวเราะ) จริง ๆ คืออ่านบทค่ะ ทำความเข้าใจในตัวละครตัวนี้เท่านั้นเองค่ะ ก็ลุ้นเหมือนกันว่าคนจะพูดถึงเรายังไง เพราะไม่ได้รับละครมา 2-3 ปีแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องแรกในระยะเวลา 3 ปีที่กลับมาเล่นละครค่ะ

ทำไมถึงใจอ่อนเหรอ เหมือนจริง ๆ เราก็คิดถึงละครนะคะ แต่ด้วยความที่งานเราค่อนข้างหลากหลาย ดูแลหลายสิ่งหลายอย่าง พิธีกรก็เยอะ แล้วลูกอีก ที่ผ่านมาก็เลยยังไม่ได้รับ แต่ด้วยความคิดถึง ก็เลยคุยกับเมย์ (เมย์ เฟื่องอารมย์) ว่าอาจจะต้องมีเรื่องเวลาที่อาจจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้นิดนึง ด้วยความรับผิดชอบมันเยอะ พอคุยกันได้ก็เลยรับ พี่เป๊กไม่ได้ห้ามเล่นเป็นบทไหนก็ตามนะคะ แต่ไม่ค่อยอยากให้เล่นละคร เพราะอยากให้มีเวลาให้กับลูกมากกว่า เพราะลูกกำลังเป็นวัยรุ่นด้วย แต่ที่เรามารับเรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกเขานะ (หัวเราะ) มารู้อีกทีก็ใกล้ปิดกล้องแล้ว เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ เพราะมารู้อีกทีก็ไม่ทันแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราก็วิ่งค่อนข้างจะเยอะ รายการโน่นนี่ รับส่งลูกเองด้วย”

เผยเพิ่งไปทำสวยที่เกาหลีมาได้ 3 เดือน หน้าอาจจะยังไม่เข้าที่มาก “นักแสดงหน้าใหม่ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ (หัวเราะ) ถามว่าเข้าที่หรือยัง หมอบอกประมาณ 6 เดือนนะ ตอนนี้ก็ 3 เดือนค่ะ ก็อาจจะยังมีบวม ๆ นิดหน่อย คนก็ทักว่าเหมือนญาญ่า (อุรัสยา เสปอร์บันด์) บ้าง เหมือนเปาวลี (เปาวลี พรพิมล) บ้าง ไม่มีใครทักว่าเป็นเราเลย (หัวเราะ) ก็ดีใจส่วนนึงที่คนทักเราเป็นดาราที่เด็กกว่าเรา ก็โอเค แสดงว่าการที่เราไปทำสวยเกาหลีก็มีส่วนช่วยให้เราดูเด็กลงนิดนึง พี่เป๊กก็บอกว่าหน้าเด็ก อยากไปทำบ้าง ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวไว้พาไป”

“ก็ปรึกษาคุณหมอว่าอยากที่จะทำให้หน้าตาสดใสขึ้น แต่ว่าไม่เปลี่ยนหน้าตา คุณหมอก็จัดเรียงไขมันใต้ตา และมีการดูดไขมันตรงเหนียงนิดนึง และลิฟติ้งยกกระชับค่ะ ซึ่งก็ทำเกี่ยวกับเรื่องผิวชุดใหญ่ พอเราอายุเยอะขึ้น ใกล้จะหลัก 5 แล้ว การเปลี่ยนแปลงของผิวก็ตามมา เราก็เลยไปดูแลชุดใหญ่สักนิดนึง ไปที่โรงพยาบาล DA ที่เกาหลี และมีการไปคุยธุรกิจกันด้วยค่ะ เหมือนทางบีบี คลินิกของเราก็มีการร่วมกัน เพราะเราก็มีคนไข้ที่อยากจะมาดูแลเรื่องความสวย อยากไปเกาหลี แต่ไม่กล้าไปเอง เราก็เลยคุยกันว่าทางเราจะดูแลพาไป เราก็เลยเป็นหนูทดลอง เป็นเคสตัวอย่างให้เห็นว่าเราไปทำแล้วเป็นยังไงบ้าง แต่ช่วงที่บวมคนก็อาจจะคิดว่าไปฉีดฟิลเลอร์เหรอ ไปทำจมูกเหรอ หลายคนคิดว่าเราไปทำโน่นทำนี่ แต่ไม่ได้เติมอะไรเลยค่ะ แค่เรื่องการยกกระชับให้มันดูสดใสขึ้นเท่านั้นเอง”

บอกสามีชม แต่ ‘ลียา’ ลูกสาวสุดที่รักบ่นอุบ “ก็ถือว่าพอใจนะคะ เพราะปัญหาที่เรามี ที่เรารู้สึกว่าอยากจัดการกับมันก็ได้ถูกจัดการออกไปแล้วค่ะ ก็อย่างเรื่องความหย่อนคล้อยค่ะ ก็ตามวัย ไม่ได้เติมอะไร แค่ยกกระชับ ผู้หญิงวัยใกล้เลข 5 ก็จะเข้าใจดี พี่เป๊กก็ชม แกก็พูดเหมือนกัน แซว ๆ กับเพื่อนบอกว่าเหมือนได้เมียใหม่ (หัวเราะ) ก็รู้สึกดี เพราะอุตส่าห์บินไปขนาดนั้น ถ้าบอกว่าไม่เปลี่ยนแปลงเลยนี่จะโกรธเลยนะ ก็อยากให้สดใสขึ้นแค่นั้นเอง ดีที่ทางคุณหมอที่เกาหลีไม่ได้ทำเยอะด้วย เรารู้สึกว่าตาเราเริ่มตก ก็เลยอยากไปเก็บนิดนึง แต่คุณหมอบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ก็เลยยังไม่ทำให้ เขาก็มีเหตุผลว่าทำแล้วมันจะยังไง เราก็โอเค ก็ดีใจที่หมอทำให้เรานิดเดียว เอาให้สดใสขึ้นและหน้าเราไม่เปลี่ยน

ส่วนลูกสาว โอ้ย ลูกสาวเห็นตอนหน้าบวมก็บ่นใหญ่ บอกไปทำมาแล้วหน้าบวม เมื่อก่อนสวยกว่า ก็บ่นใหญ่เลย (หัวเราะ) แต่พอตอนนี้ก็ไม่บ่นแล้ว ก็เลยบอกว่าลียาชอบว่าหม่ามี๊แก่ ม่ามี๊ก็ต้องไปดูแลตัวเองสิแต่ก็ไม่อยากทำอะไรแล้วค่ะ ไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไรในหน้าตาตัวเองอยู่แล้วค่ะ แค่อยากให้สดใสขึ้น ไม่ได้กลัวลูกโกรธหรอก แต่เราเองที่ไม่ได้อยากเป็นเจ้าแม่ศัลยกรรมที่ทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา อย่างที่บอกว่าแค่สดใสขึ้นก็พอใจแล้ว”

บอก ‘หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ’ ไม่ได้มาปรึกษาอะไรเพิ่ม เพราะน่าจะใจเย็นลงแล้ว “ช่วงหลังๆ เจอกันก็คุยแต่เรื่องงานค่ะ เมื่อวานก็เจอกัน หนิงมาเป็นกรรมการนางงาม เราก็ได้เชิญหนิงมา เราก็คุยกันแต่เรื่องงาน แต่ว่าเรื่องส่วนตัวไม่ได้คุยกันมาพักใหญ่แล้วค่ะ เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ตัวเขาเองก็เริ่มเย็นลงแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเป็นช่วงระยะใหม่ๆ อาจจะมีความรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงเหมือนต้องการที่ปรึกษา แต่ตอนนี้เขาเข้มแข็งแล้วค่ะ”

“ถามว่าเขามาอัปเดตอะไรบ้าง อันนี้ต้องรอเขาพูดเองดีกว่าว่ายังไง เพราะมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งเราเองก็ให้กำลังใจสู้ๆ ก่อนหน้านี้เราก็โดนทัวร์ลงว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม บางคนเข้าใจว่าเราเข้าข้างอีกฝั่งนึง ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ค่ะ มันแค่เป็นการรู้จักกัน พอเขาส่งสารมา เราก็ส่งสารไปแค่นั้นเองค่ะ ส่วนการตัดสินใจจะเป็นยังไงก็แล้วแต่หนิงเลย แต่ถามว่านอยด์ไหม ไม่นอยด์ค่ะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็มีแต่ความปรารถนาดี หวังดี จากนี้เรื่องราวเป็นยังไงก็ให้หนิงออกมาพูดเองดีกว่า”

ความสำเร็จรุ่น 2 'ใบห่อ' สยายปีกธุรกิจไกล เพราะยึดคำสอนพ่อ 'ซื่อสัตย์-รักษาสัญญา'

ห้างขายยาตราใบห่อ ตำนานยาสมุนไพรไทยที่ก้าวย่างสู่วัย 50 ยังแจ๋ว เพราะเป็นผู้นำด้านยาสมุนไพรไทย 1 ใน 5 ของประเทศ เดินหน้าแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ดันแนวคิด 'สมุนไพรไทยกลางใจบ้าน' ยึดหลักนายห้างประสิทธิ์ อัคคะประชา ผู้ก่อตั้งที่เน้นย้ำ ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า รักษาสัญญา ผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพ เห็นผลและราคาไม่แพง เพื่อให้ใบห่อเป็นยาสมุนไพรไทยที่ทุกบ้านพึ่งพาได้ และยกระดับให้คนไทยมีสุขภาพดี

คุณอิศรา อัคคะประชา กรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของการดำเนินธุรกิจในรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อว่า ห้างขายยาตราใบห่อ เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยคุณพ่อของผม นายห้างประสิทธิ์ อัคคะประชา ได้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างร้านสมุนไพรมาก่อน ซึ่งยาสมุนไพรในยุคนั้นจะเป็นรูปแบบชง ต้ม ดื่ม ทำให้มีรสชาติขมค่อนข้างไปทางยา ทานลำบาก คุณพ่อผมท่านมีความเป็นนักการตลาดอยู่ในตัวก็เลยมองเห็นช่องว่างทางการตลาด และหันมาเริ่มผลิตยาสมุนไพรในรูปแบบเม็ดเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ทำให้ยาสมุนไพรทานง่ายขึ้น โดยเฉพาะยาขมเม็ดตราใบห่อกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจากอดีตถึงปัจจุบัน 

ส่วนภาพรวมของตลาดสมุนไพรไทยในปัจจุบัน คุณอิศรา กล่าวว่า หลังจากช่วงโควิด19 ที่ผ่านมา เห็นว่าคนไทย หันมาสนใจในยาสมุนไพรไทยมากขึ้น ไว้วางใจมากขึ้น เช่น สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่มีสรรพคุณส่วนช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19 นอกจากนี้ยังเห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรไทยคึกคัก การแข่งขันค่อนข้างดุเดือดเนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดมากขึ้น มีการออกสินค้าใหม่ ๆนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน 

สำหรับกลยุทธ์การตลาด คุณอิศรา กล่าวว่า "ในปัจจุบันห้างขายยาตราใบห่อ เริ่มทำตลาดออนไลน์มากขึ้น โดยมีแนวคิด สมุนไพรไทยกลางใจบ้าน เรามองคำว่าบ้าน หมายถึงลูกค้า ร้านขายยา ตัวแทนจำหน่าย หรือกระทั่งคนที่ทานยาสมุนไพรของเรา มองว่า 'ทุกคนล้วนเป็นครอบครัวเรา' เราต้องการส่งมอบคุณค่าด้วยการผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพดีให้กับทุกคน โดยใช้นวัตกรรมในการผลิตที่เป็นมาตรฐานเน้นในเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ มีการทดลองใช้ในทุกรอบการผลิตเพื่อส่งมอบคุณภาพให้กับลูกค้า ทานแล้วต้องเห็นผล ราคาจับต้องได้ เข้าถึงได้สะดวกเวลาที่คนเจ็บป่วยด้วยโรคไม่รุนแรง เช่น ไข้หวัด ร้อนใน ท้องผูก สามารถพึ่งพายาสมุนไพรเราได้ เนื่องจากเป็นยาสามัญประจำบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานานเกือบ 50 ปี"

สำหรับผลิตภัณฑ์ใบห่อ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ยาขมเม็ดตราใบห่อ และยาระบายตราใบแก้ว เป็นต้น ส่วนกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ รองลงมาคือวัยทำงาน และวัยอื่นๆ ก็สามารถทานยาสมุนไพรของเราได้ ส่วนการตลาดที่สร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทางใบห่อได้มีการออกถุงผ้าแฟชั่นสกรีนแบรนด์ตราใบห่อ สีสันวินเทจ ซึ่งได้รับความนิยมมาก นอกจากนี้เรายังได้เปิดช่องทางให้ข้อมูลความรู้ โดยมีเภสัชกรแผนไทยและแพทย์แผนไทย คอยให้คำแนะนำในการใช้ยาสมุนไพร ให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถพูดคุยกันได้แบบ Real Time อีกด้วย

ด้านเป้าหมายการเติบโตของใบห่อ คุณอิศรา กล่าวว่า แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่...

ในระยะต้น จะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้นว่ามีสินค้าหลากหลายชนิดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 

ระยะที่สอง จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงคุณภาพและการผลิต พัฒนาโรงงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น และมีการขยับตลาดจากในประเทศไปต่างประเทศ 

และระยะที่ 3 ในระยะยาว มองว่าตราใบห่อไม่ได้ขายแค่ยาสมุนไพรแล้ว สามารถออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น อาหารเสริม โดยมองเป็นธุรกิจ Health Care เพิ่มเติม นอกจากเรื่องเป้าหมายผลกำไรของบริษัทฯ แล้วการส่งคืนกลับสู่สังคมก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่ใบห่อได้ส่งเสริมมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องกีฬามวย ใบห่อยังให้การสนับสนุนวงการมวยไทยที่สืบสานมาจากคุณพ่อ และได้ต่อยอดในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลเพิ่มเติม และการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้กับชุมชนที่ขาดแคลนมากขึ้น

ส่วนความท้าทายใหม่ๆ ของห้างขายยาตราใบห่อ คุณอิศรา กล่าวว่า เร็วๆ นี้ใบห่อจะมีการออกสินค้าเป็นชุดเครื่องหอมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย สอดรับกระแส Soft Power ที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะสมุนไพรไทยหลายตัวที่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยตอนนี้ใบห่อก็ส่งออกฟ้าทะลายโจรไปยังรัสเซียซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก  

นอกจากนี้ ใบห่อยังได้เตรียมเปิดร้านอาหารและคาเฟ่ ชื่อว่า 'หอมปรุง' ตั้งอยู่บริเวณถนนจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์จุดเด่นคือ เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่ใช้วัตถุดิบสมุนไพรเครื่องเทศ มาปรุงเป็นเมนูอาหารต่างๆ โดยเชฟฝีมือดี ทั้งเมนูหลัก ขนมหวาน และเครื่องดื่ม คาดว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติและสัมผัสบรรยากาศร้านย่านเมืองเก่าในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน

'รัฐบาล' เผยครึ่งปีแรก 66 มูลค่าการลงทุนต่างชาติแตะห้าหมื่นล้าน ส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตกว่า 3 เท่า จากยอดปี 65 ทั้งปี

(22 ก.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง ทำให้ใน 6 เดือนแรกของปี 2566 มีผู้สนใจเข้าลงทุนในประเทศเพิ่มต่อเนื่อง และได้มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2565 โดยอยู่ที่จำนวน 326 ราย รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 48,927 ล้านบาท สร้างการจ้างงาน 3,222 คน นักลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 74 ราย เงินลงทุน 17,527 ล้านบาท 2.สหรัฐอเมริกา 59 ราย เงินลงทุน 2,913 ล้านบาท 3. สิงคโปร์ 53 ราย เงินลงทุน 6,916 ล้านบาท 4.จีน 24 ราย เงินลงทุน 11,505 ล้านบาท และ 5. สมาพันธรัฐสวิส 14 ราย เงินลงทุน 1,857 ล้านบาท สำหรับการลงทุนจากชาติอื่น ๆ มีจำนวน 102 ราย เงินลงทุน 8,209 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นโยบายการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมแรงดันหลุมขุดเจาะปิโตรเลียม ขั้นตอนดำเนินการขุดสถานีใต้ดิน การออกแบบระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เป็นต้น

นอกจากนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความพยายามของรัฐบาลในการมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีแรก (เดือนมกราคม-มิถุนายน) ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีมากถึง 31,738 คัน โดยมากกว่าถึง 3 เท่าของจำนวนทั้งหมดในปี 2565 

และจากรายงานของ China Association of Automobile Manufacturers (CAAM) พบว่า ไทยถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคมีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มากขึ้น ประกอบกับภาครัฐได้มีการออกมาตรการสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภค รวมถึงมีมาตรการจูงใจให้นักลงทุนสามารถขยายธุรกิจ และใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนในภูมิภาค โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีศักยภาพ เข้าร่วมการเจรจาธุรกิจกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่างบริษัท BYD ซึ่งมีแผนลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ของ BYD แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ไทย นับเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างบริษัทผลิตรถยนต์โลกกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตในไทยได้มีส่วนร่วมอยู่ในซัพพลายเชนระดับโลก

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยนับได้ว่ามีศักยภาพและความได้เปรียบที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้ง มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล มีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประโยชน์กับการค้าการลงทุน ซึ่งเมื่อประกอบกับนโยบายของไทยที่เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี ตอบรับความท้าทายระดับโลก เช่น ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง” น.ส.รัชดากล่าว

‘เจ้าหน้าที่’ ฝ่ากระแสน้ำเจ้าพระยา ดำลึก 8 เมตร ค้นหา ‘ไอโฟน’ หลังได้รับเหตุขอความช่วยเหลือ งมหาจนเจอ!! ยังใช้งานได้ปกติ

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค. 66) เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำของมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจาก น.ส.น้ำ อายุ 38 ปี หลังทำโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน รุ่น 12 โปรแม็กซ์ ตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณโป๊ะท่าน้ำของอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ต.บางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี

ในที่เกิดเหตุพบ น.ส.น้ำ ชี้จุดที่ทำโทรศัพท์ตกลงไปบริเวณข้างโป๊ะพอดี ชุดประดาน้ำลงน้ำค้นหาโดยใช้เวลาเพียง 20 นาที ก็พบกับโทรศัพท์จมอยู่ในแม่น้ำ โดยที่เครื่องยังมีแสงไฟและสามารถใช้งานได้ตามปกติ ก่อนจะส่งมอบคืนให้กับ น.ส.น้ำ

น.ส.น้ำ กล่าวว่า ขณะที่ตนกำลังนั่งให้อาหารปลาอยู่ โดยถือโทรศัพท์มือถือไว้ด้วย ก่อนทำโทรศัพท์หลุดมือตกลงไปในแม่น้ำ รู้สึกตกใจมากจนคิดว่าอาจจะไม่ได้โทรศัพท์เครื่องนี้กลับคืน เนื่องจากกระแสน้ำค่อนข้างแรง แต่เจ้าหน้าที่มาช่วยดำน้ำค้นหาจนเจอ ตนดีใจมากเพราะซื้อโทรศัพท์เครื่องนี้มาในราคาเกือบ 50,000 บาท ตั้งแต่เริ่มเปิดวางจำหน่าย

ด้านนายฉัตรชัย แหวนทองคำ ทีมเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำของมูลนิธิร่วมกตัญญู รหัสบางรัก 28 กล่าวว่า การค้นหาโทรศัพท์มือถือที่ตกลงไปในแม่น้ำตรงจุดนี้มีอุปสรรคนิดหน่อย คือจุดที่ตกซึ่งเป็นหน้าโป๊ะมีความลึกประมาณ 8-9 เมตร และมีกระแสน้ำที่ค่อนข้างแรง เกรงว่ากระแสน้ำจะพัดโทรศัพท์ออกไปไกลจากจุดที่ตก แต่สุดท้ายก็สามารถดำน้ำงมจนเจอห่างจากจุดที่ตกออกไปประมาณ 3 เมตร

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ขอแจ้งไปยังประชาชนที่เดือดร้อนและต้องการขอความช่วยเหลือกับมูลนิธิร่วมกตัญญูในการช่วยค้นหาสิ่งของมีค่าต่างๆ ทางมูลนิธิยินดีช่วยเหลือให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สามารถติดต่อได้ที่ทางมูลนิธิร่วมกตัญญู โทร.02-751-0951-3 หรือทางเพจเฟซบุ๊ก นทีคลับ ชุดกู้ภัยทางน้ำ มูลนิธิร่วมกตัญญู

‘เพชร กรุณพล’ ลั่น!! ถ้าสุดโต่งแล้วเจริญ แล้วไม่อยากสุดโต่งกันเหรอ

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค. 66) ‘เพชร’ หรือนายกรุณพล เทียนสุวรรณ นักแสดง และพิธีกร และนักการเมืองในสังกัดพรรคก้าวไกล กล่าวถึงความสุดโต่งของพรรคก้าวไกล เช่น 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร-ม.112' ระหว่างออกรายการ 'แฉ' โดยระบุว่า…

“สุดโต่งแล้วเจริญแบบ อังกฤษ, ญี่ปุ่น, สวีเดน, เดนมาร์ก ไม่อยากสุดโต่งกันเหรอ คิดว่าเราเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป”

>> สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://vt.tiktok.com/ZSLmWRh2m/ 

'นักศึกษา มธ.' จี้!! คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. เบรก!! มือชี้ขาดชะตา 'พิธา' ห้ามมาเป็น อ.สอนพิเศษ

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค. 66) จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากที่มีชื่อถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น โดยมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

สำหรับ ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 เสียง ในกรณีให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือไม่นั้น ประกอบด้วย นายนภดล เทพพิทักษ์ กับ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

ขณะที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเสียงข้างมาก ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม, นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายปัญญา อุดชาชน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์ และ นายอุดม รัฐอมฤต

ล่าสุด สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และ คณะกรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีจดหมายเปิดผนึกถึง คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ขอให้ยุติการเชิญ นายอุดม รัฐอมฤต มาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ

‘หนึ่ง iMoD’ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในวัย 30 ปี ลูกเพจร่วมอาลัยกับการจากไปอย่างกะทันหัน

(22 ก.ค. 66) หนึ่ง iMoD อินฟลูเอนเซอร์ดังด้านไอที ถูกรถชนเสียชีวิตในวัย 30 ปี แฟนเพจร่วมอาลัยกับการจากไปอย่างกะทันหัน

เฟซบุ๊ก iMoD เพจด้านไอทีชื่อดัง โพสต์แจ้งข่าวเศร้าว่า หนึ่ง iMoD หรือ นายเกียรติศักดิ์ มูลรินทร์ อินฟลูเอนเซอร์วัย 30 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกรถชนเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 20 ก.ค. โดยระบุว่า

เป็นเรื่องที่เศร้าใจเป็นอย่างมากที่ต้องเรียนให้ทุกท่านได้ทราบถึงข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของ Keattisak Moonrin หรือ หนึ่ง iMoD จากอุบัติเหตุทางถนนเมื่อเช้าวันนี้ 20 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา

หนึ่งเป็นคนน่ารัก นิสัยดี ดูแลน้อง ๆ และเป็นห่วงน้อง ๆ อยู่เสมอ ใครที่ได้ดูคลิปของหนึ่งอาจจะเห็นว่าเป็นคนพูดเก่ง แต่จริง ๆ แล้วหนึ่งเป็นคนเรียบร้อยมากมีความเคารพนอบน้อมและพูดจาไพเราะเสมอ วันนี้หนึ่งจากไปแล้ว ขอให้หนึ่งไปอยู่ในที่ที่สวยงาม มีท้องฟ้าสวย ๆ มีน้องแมวน่ารักรายล้อม หนึ่งจะอยู่ในใจน้อง ๆ และพวกเราชาว iMoD ตลอดไป

ขอเรียนเชิญเพื่อน พี่น้องหรือแฟนเพจที่อยากร่วมส่งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย มาร่วมพิธีการสวดพระอภิธรรมซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 22 - 24 ก.ค. และพิธีฌาปนากิจ 25 ก.ค. 2566 นี้ ณ วัดป่าแพ่ง ถนน เมืองสมุทร ตำบล ช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่

สำหรับ หนึ่ง iMod เป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์และพิธีกรของช่อง iMod มีชื่อเสียงจากการทำรีวิวเทคโนโลยีและไอที ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, มือถือ รวมถึง Gadget ต่าง ๆ จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งหลังทราบข่าวก็ทำให้ผู้ที่ติดตามผลงานรวมถึงเพื่อน ๆ ต่างร่วมเข้ามาแสดงความอาลัย หลายคนใจหายกับการจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้

‘วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม’ แหล่งรวม ‘ท้าวเวสสุวรรณ’ กราบไหว้สักการะ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต

‘ท้าวเวสสุวรรณ’ เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านเป็นเจ้าแห่งอสูรทั้งปวง คนส่วนมากบูชา กราบไหว้ขอพรท้าวเวสสุวรรณให้แคล้วคลาด ให้ปลอดภัยจากอันตราย และท่านก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์ด้านอื่นๆด้วยเช่นเรื่องของ การเงิน ความเจริญในหน้าที่การงาน ความร่ำรวย ความมั่นคงมั่งคั่ง ถือได้ว่าเป็นเจ้าแห่งขุนทรัพย์เลยก็ว่าได้

ที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม หรือ วัดบางชัน วัดแห่งนี้ ถ้าพูดถึงท้าวเวสสุวรรณ ก็ดังไม่แพ้วัดจุฬามณีอย่างแน่นอน วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม วัดเก่าแก่ริมคลองบางชัน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 โดยตั้งอยู่ในซอยพระยาสุเรนทร์ 1 เป็นวัดที่สามารถเข้าไป สักการะท่านท้าวเวสสุวรรณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผู้คนส่วนใหญ่ที่ศรัทธา นิยมมาสักการะขอพร ขอโชคลาภ ขอความร่ำรวย ปลดหนี้สิน ให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ภายในวัดสามารถทำบุญไหว้พระได้ ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปที่จุดไหว้ขอพรท้าวเวสสุวรรณ วัดเป็นวัดไม่ใหญ่มาก แต่ด้านในงดงามมากๆ มีที่กราบไหว้ขอพรหลายจุด มีไอ้ไข่ มีพระราหู มาที่เดียวได้ครบเลย ไหว้พระเสร็จแล้วก็ไปบูชาดอกไม้ธูปเทียนและผ้า 3 สีมาไหว้ขอพรที่ด้านหน้าท้าวเวสสุวรรณ ค่าบูชาตามป้ายเลยคือตามกำลังศรัทธา ได้ดอกไม้ธูปเทียนแล้วเราก็นำมาไหว้ขอพรได้เลย

ก่อนจะขอพรเราก็ต้องท่องบทสวดเพื่อขอพรจากท้าวเวสสุวรรณกันก่อน โดยบทสวด มีดังนี้
ก่อนอื่นท่องนโม 3 จบ จุดธูปสักการะ 9 ดอก ดอกกุหลาบ 9 ดอก
แล้วท่องบทสวดตามนี้
อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะท้าวเวสสุวรรณโณ
จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโตเวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ
วิธีเรียกทรัพย์เข้ากระเป๋า
ให้นำกระเป๋าสตางค์ของท่าน วนทางขวารอบกระบองขององค์ท้าวเวสสุวรรณ 9 รอบ แล้วอธิฐานว่า
“ขอให้เงินทอง ไหลมาเทมา ขอให้กระเป๋าใบนี้เต็มไปด้วยเบี้ย ด้วยอัฐ ขอให้ข้าพเจ้า.....(ชื่อ-นามสกุล)… ทำอะไรให้ รวย รวย รวย” 

มีความเชื่อกันว่าหากใครที่บูชาท้าวเวสสุวรรณ ท่านนั้นก็จะมีความร่ำรวย ปลอดภัย มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ แก้ไขเรื่องของปีชงต่างๆ ได้ด้วย เชื่อกันว่าท้าวเวสสุวรรณ ยังช่วยป้องกันเรื่องของคุณไสยมนต์ดำด้วย ถือได้ว่าท่านช่วยได้ในทุกๆด้าน แต่บุคคลนั้น ที่มาไหว้ขอพรก็ต้องดำเนินชีวิตของตนด้วยความดีด้วย 

พอไหว้ขอพรท่านท้าวเวสสุวรรณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาเสี่ยงโชคโดยการจุดธูปเสี่ยงเลขกันได้เลย ใครได้เลขไหนก็ลองนำไปเสี่ยงดวงกันดูได้

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่ตั้ง : 2 ถนน พระยาสุเรนทร์ 1 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
พิกัด : https://goo.gl/maps/aL6wcWNc2XPwMTNNA
เวลาเปิด - ปิด : เปิด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ : 02-517-7677

22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

วันนี้เมื่อกว่า 105 ปีมาแล้ว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว 

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’

ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า...

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

ชื่นชมครอบครัว นร.ชาย ม.5 ถูกคู่อริยิงเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ-ไต-กระจกตา ช่วยคนหลายชีวิต

โลกโซเชียลแห่แสดงความเสียใจ พร้อมชื่นชมอนุโมทนาบุญกับครอบครัวนักเรียนชาย ม.5 ที่บริจาคอวัยวะหนึ่งชีวิตต่อลมหายใจอีกหลายชีวิต หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นคู่อริดักซุ่มยิง ขณะที่ตำรวจ สภ.กุฉินารายณ์ร่วมทีมสหวิชาชีพสอบปาก 4 โจ๋ร่วมกันก่อเหตุ พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก

จากกรณีนักเรียนชายชั้นม.5 วัย 16 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถูกกลุ่มวัยรุ่นต่างหมู่บ้านดักซุ่มยิงจนเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านคุย ต.สามขา อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เหตุเกิดเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดจับภาพขณะถูกยิงตกจากรถจักรยานยนต์ กระทั่งตำรวจสภ.กุฉินารายณ์ตามจับตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุได้รวม 4 คน อายุ 16-18 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืน 4 กระบอก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียล โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กข่าวประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายคน รวมทั้งประชาชนชาวกาฬสินธุ์ ต่างพากันแสดงความเสียใจ และแสดงความชื่นชมอนุโมทนาบุญกับครอบครัวนายปาริวรรธน์ พลเยี่ยม นักเรียนชั้น ม.5 อายุ 16 ปี ชาว ต.สามขา อ. กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นคู่อริยิงเสียชีวิต ซึ่งจากข้อมูลของโรงพยาบาลระบุว่า นายปาริวรรธน์ ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ ด้วยสาเหตุมีภาวะเลือดออกในสมอง โดยแพทย์รักษาอาการเบื้องต้น และส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ทีมแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ ก่อนอาการผู้ป่วยทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย ซึ่งครอบครัวจึงได้แจ้งเจตนารมณ์สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้ผู้เสียชีวิต

โดยการบริจาคอวัยวะทุกส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้ คือ ลิ้นหัวใจ ไต 2 ข้าง ตับ และกระจกตา 2 ข้าง ให้กับสภากาชาดไทย ผ่านศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งถือเป็นผู้บริจาคอวัยวะรายที่ 7 และบริจาคดวงตา รายที่ 8 ประจำปีของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

ทั้งนี้นายแพทย์ สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายแพทย์ถนอมศิลป์ ก้านมะลิ รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน นายแพทย์ศุภชัย ศรีจันทะ ประธาน Service Plan สาขารับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ คุณจิรารัตน์ ทรัพย์เกิด ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านลูกค้าสัมพันธ์ นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ คณะเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ร่วมมอบพวงหรีด และใบประกาศเกียรติคุณ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เพื่อแสดงความขอบคุณครอบครัวนายปาริวรรธน์ ที่มีเมตตาและเสียสละบริจาคอวัยวะ เพื่อต่อลมหายใจให้อีกหลายชีวิต พร้อมขออนุโมทนาในกุศลที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลยังประชาสัมพันธ์สำหรับท่านที่สนใจบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะสภากาชาดไทย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ 043-812714


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top