Monday, 9 November 2026
Hard News Team

เปิดสูตรใหม่ 312 ผสานเสียง 9 พรรค กึ่งรัฐบาลปรองดอง เชื่อ ‘ส.ว.’ หนุนพรึ่บ

หลังจากเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 66 ที่ทั้ง 8 พรรคนำโดย ‘พรรคก้าวไกล’ ลงนามในแถลงการณ์ร่วมหรือ ‘MOU’ จนถึงวันนี้ 22 ก.ค. 66 รวมสองเดือนพอดี… ก็ต้องฟันธงว่า MOU ที่ว่า กำลังจะถูกฉีกลงในไม่กี่เพลาข้างหน้านี้… ถูกฉีกลงพร้อมกับพรรคอย่างน้อย 2 ใน 8 พรรค คือ ‘ก้าวไกล’ และ ‘ไทยสร้างไทย’ ที่จะต้องออกจากสมการ

ถ้าทวนความทวนสถานการณ์สั้น ๆ จะพบว่า...

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 66 นายเศรษฐา ทวีสิน แสดงความพร้อมมากที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และเป็นครั้งแรกที่เขาพูดเสียงดังฟังชัดว่า… การแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะ ส.ว.ไม่เล่นด้วย

จนกระทั่ง ในวันศุกร์ที่ 21 ก.ค. 66 พรรคก้าวไกลยกธงขาวเลิกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โยนเผือกร้อนให้พรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวเองขอลงเรือร่วมรัฐบาลต่อไป ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์รับลูก 4 ข้อ โดยมีข้อสำคัญที่แสดงความเหนือชั้นว่า ถ้าหาเสียงจาก ส.ว.ไม่พอที่จะได้รับเลือกนายกฯ จะไปขอเสียงจากพรรคการเมืองอื่นเพิ่มเติม

วันเดียวกันกับที่ประชุม 8 พรรค… แถลงที่จะเดินหน้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลต่อไป พรรคก้าวไกลขอให้พรรคเพื่อไทยไปสอบถาม ส.ว.ว่าจะให้พรรคก้าวไกลลดเพดานเรื่องมาตรา 112 แค่ไหน อย่างไร… ขณะที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า คำตอบสุดท้าย หากดำเนินการอย่างเต็มที่แล้วยังไม่สำเร็จ อาจจะมีบางพรรคต้องออกจากสมการนี้… 

ไม่เพียงเท่านั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยยังแถลงตบท้าย… โดยมีสาระสำคัญฟังได้ว่า อยากให้พรรคก้าวไกล ‘เสียสละ’

เป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านผู้อ่านคุณผู้ฟัง มันชัดยิ่งกว่าชัดว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ไปด้วยกันลำบากแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากบอกเลิก เลยต้องลากลู่ถูกังกันไป เหมือนคู่รักหนุ่มสาวที่ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว แต่อยากให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อนเท่านั้นแหละ

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ก็ถึงจุดแยกทาง บนทาง 3 แพร่ง เหมือนที่นายสุทิน คลังแสง ขุนพลพรรคเพื่อไทยบอกกับบางสำนักนั่นแหละว่า… จำเป็นต้องตัดพรรคก้าวไกลออก เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ แบบว่า ‘เจ็บแต่จบ’ และพยายามจบให้ได้ภายในวันที่ 27 ก.ค.นี้

สายข่าวเปิดเผยกับ ‘เล็ก เลียบด่วน’ ว่า นาทีนี้สูตรรัฐบาลใหม่มีทั้งหมด 9 พรรค รวมกันได้ 312 เสียง โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

- พรรคเพื่อไทย 141 เสียง
- พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง
- พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง
- พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง
- พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง
- พรรคประชาชาติ 9 เสียง
- พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง
- พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง
- พรรคเสรีรวมไทย 1 

ส่วนผสมนี้ มีความเป็นไปได้มากที่สุด เป็นการผสมข้ามขั้ว ทุกพรรคไม่มีใครแตะต้องข้องแวะมาตรา 112 เป็นกึ่งๆ รัฐบาลปรองดอง สูตรนี้รับประกันซ่อมฟรีว่า ส.ว.หนุนพรึ่บ อย่างน้อย 200 เสียง เพราะมีทั้งพรรคลุงป้อมและพรรคลุงตู่ผสมอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าวันนี้ลุงตู่จะวางมือแล้ว และบางกระแสระบุว่าลุงป้อมเองอาจไม่รับตำแหน่งใด ๆ อีกก็ตาม

ทั้งนี้ เหตุที่ยังไม่นับพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสูตรผสม เพราะหากในวันที่ 6 ส.ค. 66 หัวหน้าพรรคคนใหม่เป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่เข้าร่วมรัฐบาล

แต่ก็นั่นแหละ สูตรนี้เกิดขึ้นวันไหน พรรคเพื่อไทยก็ต้องยอมเจ็บแต่จบเพื่อชาติ เพราะม็อบด้อมส้มคงจะพรึ่บหน้าพรรคเพื่อไทยหรือหน้ารัฐสภา

อย่างไรก็ตาม สายข่าวรายงานว่า หากพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ที่ประธานรัฐสภานัดประชุมไว้ ก็อาจจะประสานงานให้เลื่อนไปเป็นสัปดาห์ต่อไป ราว ๆ วันที่ 2 หรือ 3 ส.ค.

ซึ่งเมื่อได้ตัวนายกฯ คนใหม่แล้ว ก็เดินหน้าฟอร์มรัฐบาล...

ขณะที่ราว ๆ กลางเดือน ส.ค. เขาปิดกันให้แซ่ดว่า… ได้เวลา ‘คนแดนไกล’ จะเดินทางกลับบ้าน!!

รู้หรือไม่!? ‘ประเทศไทย’ ติดอันดับ 11 ของโลก ประเทศที่มี ‘ทอง’ และ ‘เงินทุนสำรอง’ มากที่สุด

🔍 รู้หรือไม่!? ‘ประเทศไทย’ ติดอันดับ 11 ของโลก ประเทศที่มี ‘ทอง’ และ ‘เงินทุนสำรอง’ มากที่สุด✨✨

พระพยอม แจง คนว่ามาเยอะ แต่ต้องทำใจให้เหมือน 'แผ่นดิน' ที่มันหนักแน่น ชี้ คำว่าแตะสถาบัน ตีโจทย์กันยังไง ถ้าแตะแบบ ‘แก้ไขปรับปรุง’ ควรแตะได้

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค. 66) พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้กล่าวชี้แจงผ่านรายการ อมรินทร์ทีวี โดยระบุว่า..

"มีคนว่ามาเยอะ แต่ต้องทำใจให้เหมือน 'แผ่นดิน' ที่มันหนักแน่น...ส่วนคำว่าแตะสถาบัน ตีโจทย์กันยังไง ถ้าแตะแบบ ‘แก้ไขปรับปรุง’ ควรแตะได้"

>> สามารถติดตามรายเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=C6fiKiPnX14#bottom-sheet

‘จันจิ’ ปลื้ม!! กระแส ‘มาตาลดา’ ดีเกินคาด จนคนจำตนได้ ลั่น!! “ทุกวันนี้ไม่มีใครเรียกชื่อแล้ว เรียกแต่คุณเพื่อนบ้าน”

(22 ก.ค. 66) เรียกว่าเป็นอีกแขกรับเชิญในละครมาตาลดา ที่ชาวเน็ตต่างพูดถึงสำหรับนักแสดงสาว ‘จันจิ จันจิรา’ ที่ไปไหนมาไหนก็มีคนตะโกนเรียกว่าเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้มีโอกาสเจอสาว ‘จันจิ’ เจ้าตัวก็เผยความรู้สึกว่า

“ทุกวันนี้ไม่มีใครเรียกจันจิแล้ว เรียกว่าคุณเพื่อนบ้าน ไม่คิดว่าคนจะจำได้ด้วย แต่บังเอิญมันเป็นฉากที่ค่อนข้างคนจำได้ ก็ขอบคุณคนที่ติดตามและนึกถึงเรา

บทนี้ก็มีแซวว่าเล่นเป็นตัวเองหรือเปล่า คือมันมีความแก่น ๆ เหมือนเรา แต่เราไม่ได้ทำอาหารให้เขากินหรอก ไม่ซื้อจดโต๊ะจีนดีกว่า

ทางด้านเรทติ้งดีมากละครเรื่องนี้มันกลมกล่อม ก็ยินดีกับพี่จ๋าด้วยที่ทำละครรู้สึกดีและให้คนหันมาใส่ใจครอบครัวมากขึ้น มันเกินความคาดหมายจริง ๆ เพราะตัวละครที่ตนเล่นเป็นแขกรับเชิญ ด้วยความที่มันน้อยตนเลยจัดเต็มให้ ทางด้านเรื่องนี้ ‘มาริโอ้’ ก็ไม่ได้ดู ไม่ได้ช็อตฟิวเป็นเรื่องปกติ

ทางด้านความรักก็แฮปปี้ เผยมาริโอ้ชอบรถไม่ใช่ปัญหาเป็นเรื่องปกติที่ดี เขาแต่งรถหมดไปเยอะก็ไม่เป็นไรเงินเขาเอาเลย ตนก็สนับสนุน รถนุ่ม แอร์เย็นฉ่ำ บอกต่อรถมาริโอ้เสียบ่อยกลางแยกอโศกก็เลยมาแล้ว ซึ่งตนก็เป็นคนเข็น ก่อนขึ้นรถฝ่ายชายก็มีภาวนาสวดมนต์ไม่ให้รถดับแต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นรถไม่ค่อยเสียแล้ว”

‘ชลน่าน’ ลุยหารือ ‘ภูมิใจไทย’ ร่วมรัฐบาล ส่วนพลังประชารัฐ ชี้!! ยังไม่ถึงขั้นนั้น

(22 ก.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคพท.เปิดเผยถึงการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในวันนี้ ว่า ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรมาก การพูดคุยเป็นการทำงานต่อเนื่องหลังจากที่ประชุม 8 พรรค ซึ่งมีทางเลือกให้ไปพูดคุยกับทาง ส.ว.และพรรคการเมืองเพื่อหาเสียงเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่การตกลงกัน กติกาคือแค่พูดคุยมีแนวโน้มจะได้เสียงจาก ส.ว. หรือพรรคการเมืองเพิ่มเติมหรือไม่ จากนั้นค่อยเอามาพูดคุยกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพราะที่ประชุมให้แนวทางเมื่อวาน ให้การบ้านไว้แบบนั้น ทั้งนี้ การติดต่อไปทางพรรคภท.เกิดขึ้นหลังจากคุยกับ 8 พรรคร่วมแล้ว โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเป็นผู้ติดต่อไป และเดิมทีพรรคพท.จะไปหาที่พรรคเองตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี ในฐานะแกนนำมักจะไปส่งเทียบเชิญ เพื่อให้มาร่วมงาน แต่พรรคภท.ประกาศว่าเมื่อพท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคภท.ก็ยินดีเดินทางมาหาเอง ซึ่งก็ต้องขอบคุณพรรคภท.ด้วย 

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ส่วนพรรคอื่น ๆ ยังไม่ได้พูดคุย เลือกติดต่อพรรคที่มีความเป็นไปได้ก่อน ไม่ติดต่อทั้งหมดพร้อม ๆ กัน เพราะการที่จะเพิ่มพรรคที่ 9 และ 10 มีเงื่อนไข ในการพูดคุยระหว่าง 8 พรรคร่วม ต้องดูพรรคที่เราไปส่งเทียบเชิญด้วยว่าเขารับเราได้หรือไม่ เพราะฟังจากแถลงการณ์แล้วเขาไม่เอา ซึ่งต้องไปพูดคุยเหตุและผลอีกที เชื่อว่าถ้าเอาประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้งก็คงมีความหวัง 

เมื่อถามว่าได้ติดต่อพรรคพลังประชารัฐด้วยหรือไม่  นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น

สื่อมวลชนภาคใต้สุดทนปัญหาสินค้าเถื่อน บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเกลื่อน

เมือง สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาสเป็นประตูทางเข้า แหล่งพักและขายปลีก แฉชาวบ้านรู้ขายตรงไหนแต่เจ้าหน้าที่แค่จับเอาหน้า แถมอมเงินรางวัลนำจับ เปิดช่องพ่อค้านำกลับมาขายใหม่ เสนอทางแก้ จับได้ให้ทำลายของกลางทันที ยกระดับเป็นปัญหาความมั่นคงแห่งรัฐ จังหวัดไหนแก้ปัญหาไม่ได้ให้ย้ายผู้ว่าฯออกนอกพื้นที่ ทำอย่างนี้จึงจะปกป้องเด็กและเยาวชนได้ 

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.)  ร่วมกับสื่อมวลชนในจังหวัดสงขลา จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ปัญหาบุหรี่เถื่อน-สินค้าผิดกฎหมาย ชายแดนใต้ ... แก้ไม่ได้จริงหรือ ?” เมื่อวันเสาร์ที่  22 กรกฎาคม 2566 ที่ โรงแรมดับเบิ้ลยู ทรี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีนายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโสเป็นผู้ดำเนินรายการ นายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สำนักงาน สาธารณสุข จังหวัดสงขลา เปิดเผยถึงสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทยพบว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ร้อยละ 17.4 คิดเป็นประมาณ 9.9 ล้านคน เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกเมื่อ อายุเฉลี่ย 18.5 ปี อายุต่ำสุด 6 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายคิดเป็น 26.7 เท่าของผู้หญิง ส่วนจังหวัดสงขลาอัตราการบริโภคยาสูบในปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 27.7 เป็นอันดับ 6 ของประเทศ สูงกว่าอัตราการบริโภคยาสูบของ ประเทศและเขตสุขภาพ ซึ่งจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 12 มีอัตราการบริโภคยาสูบสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศคือจังหวัดสงขลา สตูล พัทลุงและจังหวัดตรังและยังพบว่าอายุน้อยที่สุดที่เริ่มสูบบุรี่ของจังหวัดสงขลาคือ 12 ปี ส่วนข้อมูลล่าสุดในปี 2565  อำเภอที่สูบบุหรี่มากที่สุดคือ อ.สะบ้าย้อย ร้อยละ 30.63 รองลงมาคือ อ.คลองหอยโข่ง ร้อยละ 17.4 และอำเภอนาทวี ร้อยละ 16.93 จากรายงานภาวะโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2562 พบการบริโภคบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต โดยเป็นปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิตประมาณ 85,000 กว่าคน ซึ่ง 5 โรคร้ายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ได้แก่ มะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดบวม โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

ส่วนสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 มีการสำรวจคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปพบว่ามีคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 80,000 คน มากกว่าครึ่งเป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี  ปัจจุบันมีการนิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่น เนื่องจากพกพาและสูบง่ายกว่าบุหรี่มวน มีการแต่งกลิ่น และที่สำคัญคือความเข้าใจผิดคิดว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย สูบแล้วไม่ติด ซึงในความเป็นจริงแล้ว ในควันของบุหรี่ไฟฟ้ามีทั้งสารนิโคตินและโลหะหนักหลายชนิด ที่ส่งผลให้เกิดการเสพติดและเป็นพิษต่อร่างกาย และยังพบอีกว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้เลิกบุหรี่มวน แถมยังมีโอกาสที่จะเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ส่วนการเลิกสูบบุหรี่พบว่า ร้อยละ 80 สามารถเลิกได้ด้วยตนเอง สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น สร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองอาจเกิดจากบุคคลที่เรารัก ขอคำปรึกษาจากคนใกล้ตัวที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ
​
นายสถาพร เกียรติอนันต์ชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ จังหวัดสงขลา กล่าวถึงสถานการณ์บุหรี่เถื่อนทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ายังมีความรุนแรงอยู่ไม่ได้ลดลงเพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจเพิกเฉยไม่บังคับใช้กฎหมาย เห็นกันอยู่ชัดๆว่าบุหรี่เถื่อนมีขายที่ไหนบ้างเช่น อ.หาดใหญ่ แถว 4 แยกน้ำพุจะไปซื้อเมื่อไรก็ได้ มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนหรือสินค้าหนีภาษีมีเงินรางวัลนำจับด้วย แต่ในสภาพความเป็นจริงคนนำจับไม่ได้เงินตามที่กฎหมายกำหนดเช่นถ้ายอดเงิน 100,000 บาท คนนำจับได้แค่ 20,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 80,000 บาทไปตกอยู่ในมือของคนไม่เกี่ยวข้องทำให้ประชาชนไม่อยากจะแจ้งเบาะแส นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของกลางที่จับได้มักจะถูกวิ่งเต้นจากพ่อค้าหรือมาประมูลกลับไปแล้วนำกลับมาขายใหม่ จึงเป็นปัญหาทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่

ส่วนแนวทางแก้ไขควรทำอย่างไรนั้น  มีทั้งการปราบปรามบังคับใช้กฎหมาอย่างจริงจังรวมทั้งการแก้ไขกฎหมายอาญา กฎหมายศุลกากร เช่นกฎหมายศุลกากรเมื่อจับแล้วมาสารภาพแล้วยกของกลางให้รัฐพวกพ่อค้าก็จะไปซื้อกลับมา ดังนั้นสินค้าที่ยึดมาแล้วให้ทำลายเลยไม่ควรจะนำกลับมาขายทอดตลาด ตามกฎหมายสินค้าที่ยึดมาได้มีแนวปฏิบัติ 3 แนวทางคือ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ,ศาลสั่งให้ทำลายและศาลสั่งทำให้ใช้ไม่ได้ ดังนั้นควรจะใช้แนวทางศาลสั่งให้ทำลายสินค้าเหล่านี้ให้หมดจะดีที่สุด เช่นเดียวกันกับปัญหายาเสพติดที่จับได้ตามแนวชายแดนก็ควรจะเผาทำลายกันในพื้นที่ที่จับได้เพราะถ้าปล่อยให้นำเข้ามาที่ส่วนกลางมีโอกาสที่จะสูญหายหรือยักยอกไประหว่างทางได้ สำหรับคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบจังหวัดสงขลาควรจะมุ่งมั่นจริงจังทำงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ต้องมีข้อมูลให้เห็นผลการดำเนินงานด้วยเพราะถ้าจริงจังจะเห็นผลเป็นรูปธรรมแน่นอน จะส่งผลให้เด็กและเยาวชน ประชาชนเข้าถึงบุหรี่เถื่อน  บุหรี่ไฟฟ้าได้น้อยลงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทางควบคู่ไปกับการให้ความรู้และรณรงค์

นายภูวสิษฎ์  สุกใส บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ภาคใต้โฟกัส ในฐานะสื่อมวลชนที่เข้าไปมีบทบาทเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัดสงขลากล่าวว่าสถานการณ์ยังคงรุนแรงอยู่ทั้งจังหวัดสงขลา จังหวัดสตูลและจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะเป็นทั้งประตูทางเข้า เป็นทั้งแหล่งกระจายสินค้าและการขายสินค้าเถื่อน สินค้าหนีภาษีโดยเฉพาะบุหรี่ เมื่อไม่นานมานี้ได้พบปะกับผู้บริหารท้องถิ่นแห่งหนึ่งบอกว่าปัจจุบันรายได้จากภาษีท้องถิ่นลดลงเพราะสินค้าเถื่อนและสินค้าหนีภาษี ไปถามชาวบ้านใน อ.หาดใหญ่ก็รู้ว่าจะซื้อบุหรี่เถื่อนจากไหน ทั้งตลาดใหม่ ถ.นิพัทธ์สงเคราะห์ ถ.นวลแก้วอุทิศก็หาซื้อได้ ปัญหาอยู่ที่เจ้าหน้าที่ไม่บังคับใช้กฎหมาย ตามน้ำบ้างหลับตาข้างหนึ่งบ้าง เป็นความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ และเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน ลองไปถามดูได้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใครๆก็อยากจะมาอยู่สงขลา อ.หาดใหญ่  สะเดา ปาดังเบซาร์ อยู่จ.สตูลที่ด่าน วังประจัน อยู่ยะลา อ.เบตง  หรืออยู่นราธิวาส อ.สุไหงโกลก เพราะนี่คือประตูทางเข้าของสินค้าผิดกฎหมาย

ส่วนบทบาทของสื่อมวลชนในจังหวัดสงขลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาก็เคยเสนอทั้งข่าว รายงานและบทวิเคราะห์ในเรื่องเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตื่นตัวเป็นครั้งคราวทำกันแบบไฟไหม้ฟางสุดท้ายก็เป็นเหมือนเดิม ดังนั้นแนวทางที่ควรจะทำคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและจริงจังตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง ไม่รับผลประโยชน์ไม่ปากว่าตาขยิบปัญหาก็จบ และต้องยกระดับเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐเป็นวาระชัดเจนตั้งแต่ระดับชาติลงมาจนถึงจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัดก็ต้องเอาจริงถ้าพบว่ายังมีการค้าบุหรี่เถื่อนในพื้นที่หรือไปปกป้องพ่อค้าก็ต้องถูกย้ายอยู่ในจังหวัดไม่ได้ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องให้อำนาจผู้ว่าฯเสนอย้ายตำรวจ ย้ายสรรพสามิต หรือเจ้าหน้าที่ขอ

‘The Cassete’ ร้านฟรุ้งฟริ้ง โทนชมพูหวานแหวว เน้นแนวดนตรีสดย้อนยุค รับรองร้องตามได้ทุกฮุคแน่นอน

The Cassette Music Bar เอกมัย ร้านนี้อยู่บริเวณเวิ้งโบราณ เอกมัยซอย 10 เข้าซอยไปนิดเดียวก็จะเห็นร้านสีชมพูแล้ว ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแหล่งแฮงก์เอาท์สุดฮิตสำหรับใครหลายคน ร้านนี้เก๋มาก มาพร้อมคอนเซ็ปต์ เทปคาสเซ็ทที่อยากชวนทุกคนไปย้อนวัยกับเหล่าเพลงฮิตเก่า ๆ ในยุค 90’s

ร้านนี้โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่เริ่มจากด้านหน้ากับมุมที่ทุกคนต้องหยุดถ่ายรูป ด้วยเทปคาสเซ็ตต์ขนาดยักษ์สีชมพู รวมไปถึงเทปเก่าที่เรียงรายอยู่บนผนังกว่า 1,200 ชิ้น ส่วนด้านในร้านจะเน้นการตกแต่งด้วยไม้และเหล็ก พร้อมเสริมด้วยต้นไม้สีเขียว เพื่อเพิ่มความสบายตาและสดชื่น นอกจากร้านจะเป็นสีชมพูแล้ว เจ้าของร้านยังเลือกใช้ความชอบของตัวเองมาเป็นพร็อพในการแต่งร้าน แจกันเล็กๆ ที่วางอยู่ทุกโต๊ะ จะมีดอกกุหลาบสีชมพู เป็นกิมมิคเล็กๆ ให้เราได้ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูป 

เมนูที่น่าสนใจของร้านนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย เริ่มจาก  ข้อไก่แซ่บ (160 บาท) เมนูฮิตของทางร้านที่เพิ่มความน่าสนใจให้กับข้อไก่ทอดกรอบแบบเดิม ๆ ด้วยการปรุงรสให้เผ็ดแซ่บ ถัดมาที่เมนูเส้นอย่าง สปาเก็ตตี้หอยแมลงภู่อบโฮการ์เด้น (280 บาท) เส้นสปาเก็ตตี้นุ่ม ๆ ที่ผัดคลุกเคล้ากับเครื่อง หอยแมลงภู่ และใช้โฮการ์เด้นแทนไวน์ขาว ต่อด้วยเมนู สเต๊กหมูพอร์คชอปแอปเปิ้ลซินนาม่อน (340 บาท) สเต๊กหมูพอร์คชอปที่ถูกนำไปกริลล์จนสุกกำลังดี ก่อนนำไปอบพร้อมซอสแอปเปิ้ลชินนาม่อนจนเข้าเนื้อ หวานฉ่ำ ปิดท้ายกันที่เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านที่ไม่ควรพลาดอย่าง Pink Burger (320 บาท) แป้งเบอร์เกอร์สีชมพูสุดคิวท์ ที่สอดไส้ด้านในด้วยเนื้อ และชีสเยิ้ม ๆ พร้อมผักที่ราดด้วยซอสสูตรของทางร้าน 

เมนูเครื่องดื่มของทางร้านมีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ ขอแนะนำ เบียร์ลิ้นจี่กุหลาบ (150 บาท) เบียร์สดที่มาพร้อมกลิ่นหอม ๆ ของกุหลาบ และลิ้นจี่ ดื่มง่าย เหมาะสำหรับสาว ๆ  

ร้านนี้เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 17.00-01.00 น. คนแน่นมาก ถ้าจะไปแนะนำให้จองโต๊ะก่อน โดยสามารถติดต่อได้ที่โทร.061-654-6666

เรื่อง : กันย์ ฉันทภิญญา Content Manager

‘ดร.เสรี’ แจง 8 ข้อ เหตุใด 14 ล้านเสียง ถึงลงคะแนนให้ ‘ก้าวไกล’ ลั่น!! ไม่มีใครกลั่นแกล้ง ‘พิธา’ ขอถาม “จะเป็น ส.ส. แล้วถือหุ้นสื่อทำไม”

(22 ก.ค.66) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า…

พูดกันจังว่าการที่ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้คะแนนเยอะที่สุดนั้น แสดงว่าประชาชนสนับสนุนแนวทางของพรรคก้าวไกล ดังนั้นทุกฝ่ายต้องเคารพเสียงประชาชน ลองมาดูกันว่าคนลงคะแนนเสียงให้ พรรคก้าวไกลเพราะอะไร?

1. เบื่อลุง เพราะไปเชื่อวาทกรรมว่าลุงอยู่มา 8 ปีไม่มีอะไร ทั้ง ๆ ที่ผลงานลุงที่เป็นความจริงเชิงประจักษ์มีมากมาย
2. อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะดีหรือร้ายต่อประเทศอย่างไร
3. อยากได้สารพัดสวัสดิการในทางประชานิยมทั้งหลายที่พรรคก้าวไกลใช้หาเสียง แต่บัดนี้น่าจะรู้แล้วว่าหลายอย่างไม่ได้อย่างที่หาเสียงไว้
4. เด็ก ๆ จำนวนมากต้องการเสรีภาพแบบไร้ขอบเขต อยากให้พรรคก้าวไกลมาปลดแอกให้หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ที่เขามองว่ากดทับ
5. บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องการเกณฑ์ทหาร ทั้งตัวเด็กหนุ่ม พ่อแม่ของเขา แฟนสาวของเขาที่ไม่อยากให้มีการเกณฑ์ทหาร
6. บางคนหลงรักพิธาแบบไม่สนใจคุณสมบัติ นิสัยอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจว่าจุดยืนทางการเมืองบางเรื่องของพิธาเป็นเช่นไร
7. พ่อแม่บางคนเลือกตามที่ลูกบอก เพราะถูกลูกขู่จะทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมบางอย่าง จึงต้องเลือกตามที่ลูกบอก
8. มีจำนวนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเรื่องมาตรา 112 ตรงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งน่าจะมีจำนวนน้อยกว่าเหตุผล 7 ข้อข้างต้น

แต่พรรคก้าวไกลกลับมาเน้นเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งไม่น่าจะใช่เหตุผลหลักที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส. มากที่สุด 14 ล้านไม่ใช่เสียงข้างมาก และ 14 ล้านเสียงไม่ได้เลือกพรรคก้าวไกลเพราะต้องการให้พรรคก้าวไกลมาแก้มาตรา 112

บางคนถามว่าถ้าก้าวไกลชนะแล้ว ทำไมพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงว่าไม่เข้าใจว่าเราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เราเลือก ส.ส. มาเลือกนายกฯ คนที่ไม่เลือกก้าวไกลมีมากกว่าคนที่เลือกก้าวไกลถึง 2 เท่า แต่เอามาปั่นกันว่า ส.ว. ไม่ฟังประชาชน (หมายถึงประชาชน 14 ล้าน) แล้วเขาจะฟังประชาชนที่ไม่เลือกก้าวไกล ที่มีมากกว่าคนที่เลือกก้าวไกลถึง 2 เท่ากว่าล่ะ ไม่ใช่ประชาชนหรือไร ไม่มีใครกลั่นแกล้งพิธา อย่างที่สร้างวาทกรรมกัน และที่ถามให้ไปเลือกตั้งทำไม ก็อยากถามว่า แล้วจะเป็น ส.ส. ถือหุ้นสื่อไว้ทำไม

อย่าเอาแต่ใจเลยนะใช้สมองคิด วิเคราะห์ แยกแยะบ้างเถอะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะคนในพรรคก้าวไกลเองที่ทำผิดกฎหมาย และมีทัศนะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ยอมรับกระบวนการรัฐสภา กระบวนการทางกฎหมายหน่อยนะ 

‘ธัญญ่า’ ลั่น!! ขอฝากเนื้อฝากตัวในฐานะนักแสดง ‘หน้าใหม่’ หลังไปทำสวยที่เกาหลี ดีใจ!! ถูกทักเหมือน ‘ญาญ่า-เปาวลี’

(22 ก.ค. 66) ได้กลับมาเล่นละครอีกครั้งในรอบ 3 ปี สำหรับนักแสดง-พิธีกรสาว ‘ธัญญ่า ธัญญาเรศ เองตระกูล’ กับละครเรื่อง กรงดอกสร้อย ที่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวไปเรียบร้อย ณ ยูเนี่ยน โค อีเวนต์ สเปซ ชั้น G ศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ ซึ่งเจ้าตัวก็กลับมารับบทเมียหลวงแนวที่ถนัด แต่บอกว่ามาเล่นครั้งนี้ไม่ได้บอก ‘เป๊ก สัณณ์ชัย เองตระกูล’ เพราะสามีอยากให้มีเวลาดูแลลูกมากกว่า

“เราในฐานะเมียหลวง เราก็ต้องหวงสามี ถึงแม้เขาจะมาก่อน แต่เราเป็นเมียแต่ง เราก็ต้องดูแลทรัพย์สมบัติให้ลูกเราในเรื่อง ก็จะมีตบตีกันเบา ๆ อินเนอร์ยากมาก (เสียงสูง) ไม่รู้จะหาตรงไหนมาอินเนอร์ (หัวเราะ) จริง ๆ คืออ่านบทค่ะ ทำความเข้าใจในตัวละครตัวนี้เท่านั้นเองค่ะ ก็ลุ้นเหมือนกันว่าคนจะพูดถึงเรายังไง เพราะไม่ได้รับละครมา 2-3 ปีแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องแรกในระยะเวลา 3 ปีที่กลับมาเล่นละครค่ะ

ทำไมถึงใจอ่อนเหรอ เหมือนจริง ๆ เราก็คิดถึงละครนะคะ แต่ด้วยความที่งานเราค่อนข้างหลากหลาย ดูแลหลายสิ่งหลายอย่าง พิธีกรก็เยอะ แล้วลูกอีก ที่ผ่านมาก็เลยยังไม่ได้รับ แต่ด้วยความคิดถึง ก็เลยคุยกับเมย์ (เมย์ เฟื่องอารมย์) ว่าอาจจะต้องมีเรื่องเวลาที่อาจจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้นิดนึง ด้วยความรับผิดชอบมันเยอะ พอคุยกันได้ก็เลยรับ พี่เป๊กไม่ได้ห้ามเล่นเป็นบทไหนก็ตามนะคะ แต่ไม่ค่อยอยากให้เล่นละคร เพราะอยากให้มีเวลาให้กับลูกมากกว่า เพราะลูกกำลังเป็นวัยรุ่นด้วย แต่ที่เรามารับเรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกเขานะ (หัวเราะ) มารู้อีกทีก็ใกล้ปิดกล้องแล้ว เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ เพราะมารู้อีกทีก็ไม่ทันแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราก็วิ่งค่อนข้างจะเยอะ รายการโน่นนี่ รับส่งลูกเองด้วย”

เผยเพิ่งไปทำสวยที่เกาหลีมาได้ 3 เดือน หน้าอาจจะยังไม่เข้าที่มาก “นักแสดงหน้าใหม่ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ (หัวเราะ) ถามว่าเข้าที่หรือยัง หมอบอกประมาณ 6 เดือนนะ ตอนนี้ก็ 3 เดือนค่ะ ก็อาจจะยังมีบวม ๆ นิดหน่อย คนก็ทักว่าเหมือนญาญ่า (อุรัสยา เสปอร์บันด์) บ้าง เหมือนเปาวลี (เปาวลี พรพิมล) บ้าง ไม่มีใครทักว่าเป็นเราเลย (หัวเราะ) ก็ดีใจส่วนนึงที่คนทักเราเป็นดาราที่เด็กกว่าเรา ก็โอเค แสดงว่าการที่เราไปทำสวยเกาหลีก็มีส่วนช่วยให้เราดูเด็กลงนิดนึง พี่เป๊กก็บอกว่าหน้าเด็ก อยากไปทำบ้าง ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวไว้พาไป”

“ก็ปรึกษาคุณหมอว่าอยากที่จะทำให้หน้าตาสดใสขึ้น แต่ว่าไม่เปลี่ยนหน้าตา คุณหมอก็จัดเรียงไขมันใต้ตา และมีการดูดไขมันตรงเหนียงนิดนึง และลิฟติ้งยกกระชับค่ะ ซึ่งก็ทำเกี่ยวกับเรื่องผิวชุดใหญ่ พอเราอายุเยอะขึ้น ใกล้จะหลัก 5 แล้ว การเปลี่ยนแปลงของผิวก็ตามมา เราก็เลยไปดูแลชุดใหญ่สักนิดนึง ไปที่โรงพยาบาล DA ที่เกาหลี และมีการไปคุยธุรกิจกันด้วยค่ะ เหมือนทางบีบี คลินิกของเราก็มีการร่วมกัน เพราะเราก็มีคนไข้ที่อยากจะมาดูแลเรื่องความสวย อยากไปเกาหลี แต่ไม่กล้าไปเอง เราก็เลยคุยกันว่าทางเราจะดูแลพาไป เราก็เลยเป็นหนูทดลอง เป็นเคสตัวอย่างให้เห็นว่าเราไปทำแล้วเป็นยังไงบ้าง แต่ช่วงที่บวมคนก็อาจจะคิดว่าไปฉีดฟิลเลอร์เหรอ ไปทำจมูกเหรอ หลายคนคิดว่าเราไปทำโน่นทำนี่ แต่ไม่ได้เติมอะไรเลยค่ะ แค่เรื่องการยกกระชับให้มันดูสดใสขึ้นเท่านั้นเอง”

บอกสามีชม แต่ ‘ลียา’ ลูกสาวสุดที่รักบ่นอุบ “ก็ถือว่าพอใจนะคะ เพราะปัญหาที่เรามี ที่เรารู้สึกว่าอยากจัดการกับมันก็ได้ถูกจัดการออกไปแล้วค่ะ ก็อย่างเรื่องความหย่อนคล้อยค่ะ ก็ตามวัย ไม่ได้เติมอะไร แค่ยกกระชับ ผู้หญิงวัยใกล้เลข 5 ก็จะเข้าใจดี พี่เป๊กก็ชม แกก็พูดเหมือนกัน แซว ๆ กับเพื่อนบอกว่าเหมือนได้เมียใหม่ (หัวเราะ) ก็รู้สึกดี เพราะอุตส่าห์บินไปขนาดนั้น ถ้าบอกว่าไม่เปลี่ยนแปลงเลยนี่จะโกรธเลยนะ ก็อยากให้สดใสขึ้นแค่นั้นเอง ดีที่ทางคุณหมอที่เกาหลีไม่ได้ทำเยอะด้วย เรารู้สึกว่าตาเราเริ่มตก ก็เลยอยากไปเก็บนิดนึง แต่คุณหมอบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ก็เลยยังไม่ทำให้ เขาก็มีเหตุผลว่าทำแล้วมันจะยังไง เราก็โอเค ก็ดีใจที่หมอทำให้เรานิดเดียว เอาให้สดใสขึ้นและหน้าเราไม่เปลี่ยน

ส่วนลูกสาว โอ้ย ลูกสาวเห็นตอนหน้าบวมก็บ่นใหญ่ บอกไปทำมาแล้วหน้าบวม เมื่อก่อนสวยกว่า ก็บ่นใหญ่เลย (หัวเราะ) แต่พอตอนนี้ก็ไม่บ่นแล้ว ก็เลยบอกว่าลียาชอบว่าหม่ามี๊แก่ ม่ามี๊ก็ต้องไปดูแลตัวเองสิแต่ก็ไม่อยากทำอะไรแล้วค่ะ ไม่ได้อยากเปลี่ยนอะไรในหน้าตาตัวเองอยู่แล้วค่ะ แค่อยากให้สดใสขึ้น ไม่ได้กลัวลูกโกรธหรอก แต่เราเองที่ไม่ได้อยากเป็นเจ้าแม่ศัลยกรรมที่ทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา อย่างที่บอกว่าแค่สดใสขึ้นก็พอใจแล้ว”

บอก ‘หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ’ ไม่ได้มาปรึกษาอะไรเพิ่ม เพราะน่าจะใจเย็นลงแล้ว “ช่วงหลังๆ เจอกันก็คุยแต่เรื่องงานค่ะ เมื่อวานก็เจอกัน หนิงมาเป็นกรรมการนางงาม เราก็ได้เชิญหนิงมา เราก็คุยกันแต่เรื่องงาน แต่ว่าเรื่องส่วนตัวไม่ได้คุยกันมาพักใหญ่แล้วค่ะ เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ตัวเขาเองก็เริ่มเย็นลงแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเป็นช่วงระยะใหม่ๆ อาจจะมีความรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงเหมือนต้องการที่ปรึกษา แต่ตอนนี้เขาเข้มแข็งแล้วค่ะ”

“ถามว่าเขามาอัปเดตอะไรบ้าง อันนี้ต้องรอเขาพูดเองดีกว่าว่ายังไง เพราะมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งเราเองก็ให้กำลังใจสู้ๆ ก่อนหน้านี้เราก็โดนทัวร์ลงว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม บางคนเข้าใจว่าเราเข้าข้างอีกฝั่งนึง ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ค่ะ มันแค่เป็นการรู้จักกัน พอเขาส่งสารมา เราก็ส่งสารไปแค่นั้นเองค่ะ ส่วนการตัดสินใจจะเป็นยังไงก็แล้วแต่หนิงเลย แต่ถามว่านอยด์ไหม ไม่นอยด์ค่ะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็มีแต่ความปรารถนาดี หวังดี จากนี้เรื่องราวเป็นยังไงก็ให้หนิงออกมาพูดเองดีกว่า”

ความสำเร็จรุ่น 2 'ใบห่อ' สยายปีกธุรกิจไกล เพราะยึดคำสอนพ่อ 'ซื่อสัตย์-รักษาสัญญา'

ห้างขายยาตราใบห่อ ตำนานยาสมุนไพรไทยที่ก้าวย่างสู่วัย 50 ยังแจ๋ว เพราะเป็นผู้นำด้านยาสมุนไพรไทย 1 ใน 5 ของประเทศ เดินหน้าแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ดันแนวคิด 'สมุนไพรไทยกลางใจบ้าน' ยึดหลักนายห้างประสิทธิ์ อัคคะประชา ผู้ก่อตั้งที่เน้นย้ำ ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า รักษาสัญญา ผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพ เห็นผลและราคาไม่แพง เพื่อให้ใบห่อเป็นยาสมุนไพรไทยที่ทุกบ้านพึ่งพาได้ และยกระดับให้คนไทยมีสุขภาพดี

คุณอิศรา อัคคะประชา กรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของการดำเนินธุรกิจในรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อว่า ห้างขายยาตราใบห่อ เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยคุณพ่อของผม นายห้างประสิทธิ์ อัคคะประชา ได้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างร้านสมุนไพรมาก่อน ซึ่งยาสมุนไพรในยุคนั้นจะเป็นรูปแบบชง ต้ม ดื่ม ทำให้มีรสชาติขมค่อนข้างไปทางยา ทานลำบาก คุณพ่อผมท่านมีความเป็นนักการตลาดอยู่ในตัวก็เลยมองเห็นช่องว่างทางการตลาด และหันมาเริ่มผลิตยาสมุนไพรในรูปแบบเม็ดเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ทำให้ยาสมุนไพรทานง่ายขึ้น โดยเฉพาะยาขมเม็ดตราใบห่อกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจากอดีตถึงปัจจุบัน 

ส่วนภาพรวมของตลาดสมุนไพรไทยในปัจจุบัน คุณอิศรา กล่าวว่า หลังจากช่วงโควิด19 ที่ผ่านมา เห็นว่าคนไทย หันมาสนใจในยาสมุนไพรไทยมากขึ้น ไว้วางใจมากขึ้น เช่น สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่มีสรรพคุณส่วนช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19 นอกจากนี้ยังเห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรไทยคึกคัก การแข่งขันค่อนข้างดุเดือดเนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดมากขึ้น มีการออกสินค้าใหม่ ๆนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน 

สำหรับกลยุทธ์การตลาด คุณอิศรา กล่าวว่า "ในปัจจุบันห้างขายยาตราใบห่อ เริ่มทำตลาดออนไลน์มากขึ้น โดยมีแนวคิด สมุนไพรไทยกลางใจบ้าน เรามองคำว่าบ้าน หมายถึงลูกค้า ร้านขายยา ตัวแทนจำหน่าย หรือกระทั่งคนที่ทานยาสมุนไพรของเรา มองว่า 'ทุกคนล้วนเป็นครอบครัวเรา' เราต้องการส่งมอบคุณค่าด้วยการผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพดีให้กับทุกคน โดยใช้นวัตกรรมในการผลิตที่เป็นมาตรฐานเน้นในเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ มีการทดลองใช้ในทุกรอบการผลิตเพื่อส่งมอบคุณภาพให้กับลูกค้า ทานแล้วต้องเห็นผล ราคาจับต้องได้ เข้าถึงได้สะดวกเวลาที่คนเจ็บป่วยด้วยโรคไม่รุนแรง เช่น ไข้หวัด ร้อนใน ท้องผูก สามารถพึ่งพายาสมุนไพรเราได้ เนื่องจากเป็นยาสามัญประจำบ้านที่อยู่คู่คนไทยมานานเกือบ 50 ปี"

สำหรับผลิตภัณฑ์ใบห่อ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ยาขมเม็ดตราใบห่อ และยาระบายตราใบแก้ว เป็นต้น ส่วนกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ รองลงมาคือวัยทำงาน และวัยอื่นๆ ก็สามารถทานยาสมุนไพรของเราได้ ส่วนการตลาดที่สร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทางใบห่อได้มีการออกถุงผ้าแฟชั่นสกรีนแบรนด์ตราใบห่อ สีสันวินเทจ ซึ่งได้รับความนิยมมาก นอกจากนี้เรายังได้เปิดช่องทางให้ข้อมูลความรู้ โดยมีเภสัชกรแผนไทยและแพทย์แผนไทย คอยให้คำแนะนำในการใช้ยาสมุนไพร ให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถพูดคุยกันได้แบบ Real Time อีกด้วย

ด้านเป้าหมายการเติบโตของใบห่อ คุณอิศรา กล่าวว่า แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่...

ในระยะต้น จะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้นว่ามีสินค้าหลากหลายชนิดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 

ระยะที่สอง จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงคุณภาพและการผลิต พัฒนาโรงงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น และมีการขยับตลาดจากในประเทศไปต่างประเทศ 

และระยะที่ 3 ในระยะยาว มองว่าตราใบห่อไม่ได้ขายแค่ยาสมุนไพรแล้ว สามารถออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น อาหารเสริม โดยมองเป็นธุรกิจ Health Care เพิ่มเติม นอกจากเรื่องเป้าหมายผลกำไรของบริษัทฯ แล้วการส่งคืนกลับสู่สังคมก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่ใบห่อได้ส่งเสริมมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องกีฬามวย ใบห่อยังให้การสนับสนุนวงการมวยไทยที่สืบสานมาจากคุณพ่อ และได้ต่อยอดในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลเพิ่มเติม และการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้กับชุมชนที่ขาดแคลนมากขึ้น

ส่วนความท้าทายใหม่ๆ ของห้างขายยาตราใบห่อ คุณอิศรา กล่าวว่า เร็วๆ นี้ใบห่อจะมีการออกสินค้าเป็นชุดเครื่องหอมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย สอดรับกระแส Soft Power ที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะสมุนไพรไทยหลายตัวที่เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยตอนนี้ใบห่อก็ส่งออกฟ้าทะลายโจรไปยังรัสเซียซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก  

นอกจากนี้ ใบห่อยังได้เตรียมเปิดร้านอาหารและคาเฟ่ ชื่อว่า 'หอมปรุง' ตั้งอยู่บริเวณถนนจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์จุดเด่นคือ เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่ใช้วัตถุดิบสมุนไพรเครื่องเทศ มาปรุงเป็นเมนูอาหารต่างๆ โดยเชฟฝีมือดี ทั้งเมนูหลัก ขนมหวาน และเครื่องดื่ม คาดว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติและสัมผัสบรรยากาศร้านย่านเมืองเก่าในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top