Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมโทรคมนาคมฯ ชี้แจงการสวมซิม (SIM SWAP)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.  พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./หัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนกรณีมีการแชร์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการสวมซิม (SIM SWAP) เพื่อควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป จึงได้ร่วมกับสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าว เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2566 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่มีการแชร์ในโซเชียล  ว่าขณะนี้มีการหลอกลวงทางเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า SIM SWAP FRAUD เริ่มจากขณะใช้งานโทรศัพท์อยู่ตามปกติ เครือข่ายโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ (Zero Bar) เป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน มีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแจ้งว่ามีปัญหาเครือข่ายสัญญาณมือถือ จากนั้นแนะนำให้กด 1 เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายอีกครั้ง เมื่อกด 1 เครือข่ายจะปรากฏขึ้นทันทีชั่วคราวและจะไม่มีสัญญาณอีกครั้ง (Zero Bar) ช่วงนี้คนร้ายได้ควบคุมเครื่องโทรศัพท์และโอนเงินออกจากบัญชีไป ขณะที่เจ้าของโทรศัพท์จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนใด ๆ เนื่องจากซิมถูกเปลี่ยนขณะที่มือถือถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์

พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา  กิตติถิระพงษ์ รองผบก.ตอท.และ คุณเลิศรัตน์ รตะนานุกูล กรรมการบริหารและประชาสัมพันธ์  สมาคมโทรคมนาคมฯ ได้ชี้แจงว่า กรณีที่อาจโดนมิจฉาชีพสวมรอยหรือลักลอบการใช้ SIM นั้น ปัจจุบันผู้ให้บริการ และ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลได้มีมาตรการป้องกันกรณีการสวมสิทธิ์ออก SIM ทดแทน การแอบอ้าง รวมถึงในแง่เทคนิคซึ่งกรณีดังกล่าวจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้หรือมีความเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการตื่นตระหนก จึงขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกันว่า ข้อความที่ส่งต่อกันทางออนไลน์คือ Fake News หากมีผู้ใดได้รับความเสียหายจากการสวมซิม         (SIM SWAP SCAM) ดังกล่าว กรุณาแจ้งได้ที่เว็บไซต์สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ http://tct.or.th , http://www.facebook.com/tct.or.th  หรือโทร. 02-0033781-2 หรือมีข้อสงสัย ให้โทรแจ้งสายด่วน 1441 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com

ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้จาก เว็บไซต์ www.เตือนภัยออนไลน์.com หรือโทรสายด่วน 1441

‘โฟกัส จีระกุล’ ร่ายยาวอภิมหาปีชง ขายของไม่ดี ซ้ำ!! น้องแมวยังมาเสีย เผย “ร้องไห้ทุกวัน เครียดมาก ไม่เคยรับมือกับการตายของแมวได้เลย” 

(26 ก.ค. 66) ทำแฟนคลับส่งกำลังใจให้หนักมาก สำหรับนักแสดงวัยรุ่น ‘โฟกัส จีระกุล’ ที่ล่าสุดได้ออกมาโพสต์ชีวิตอภิมหาปีชง เจอหลายเรื่องราวในชีวิตมาก ถึงขั้นเจ้าตัวบอกว่าร้องไห้ทุกวัน ไม่มีแรงทำอะไรเลย โดยระบุว่า

“อภิมหาปีชง

– เริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจที่เหมือนจะใหญ่เกินตัวไปหน่อย
– ตามด้วยแมวทยอยป่วย เริ่มต้นที่แมวทั้งบ้านเป็นหวัด
– ขายของไม่ดี
– ตามด้วยแมวเป็นนิ่ว ค่าไตขึ้น เข้า-ออกโรงพยาบาลเกือบทุกวัน ระยะเวลาเกือบ 3 เดือน ท้ายสุดน้องต้องผ่าตัดย้ายท่อปัสสะวะมาที่ท้อง หมดเงินไปเกือบ 2 แสน
– น้องตัวเล็กที่รับมาล่าสุดเป็นพญาธิเม็ดเลือด ตัวซีดสุด ๆ ไม่มีแรง ต้องไปให้น้ำเกลือ ฉีดยาที่โรงพยาบาลทุกวัน
– ไป ตปท. โดนขโมยกระเป๋า
– กลับมาถึงไทย น้องตัวเล็กตาย เพราะไข้หัดแมว (ติดจากไหนไม่รู้)
– ผ่านไป 5 วัน แมวที่บ้านติดไข้หัดแมว ต้องส่งน้องไปนอนโรงพยาบาล หมอบอกมีโอกาสตาย 70%
– แมวที่บ้านทั้งหมดเสี่ยงติดไข้หัดแมว
– ทำความสะอาดบ้านทั้งบ้าน
– เมื่อวานเพิ่งไปเยี่ยมน้องมา 2 รอบ
– วันนี้แมวที่เป็นหัดตายแล้ว

ร้องไห้ทุกวัน เครียดมาก ไม่เคยรับมือกับการตายของแมวได้เลย…ไม่มีแรงจะทำอะไรเลย เศร้าอ่ะ”

ตำรวจ ปส.(NSB) ปฏิบัติการสกัดขบวนการค้ายา และปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่กว่า 67 จุดทั่วประเทศ ได้ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ยึดทรัพย์กว่า 135 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิตพุ่มวารี ผบก.ขส.พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติด รายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นโดยเร็ว ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถจับกุมผู้ต้องหา 20 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. และมีการเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น กว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 135 ล้านบาท และเร่งขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

รายแรก จากการขยายผลของตำรวจ บก.สกส. ในจับกุมเครือข่ายยาเสพติดพื้นที่ จ.ลพบุรี  พบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นชาติพันธุ์ (เผ่าม้ง) ซึ่งมีพฤติการณ์การรับจ้างลำเลียงยาเสพติด ให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ทราบชื่อว่านายจำรัส กับพวก โดยจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทาง จ.เชียงราย นำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคกลาง จึงวางแผนจับกุม จนกระทั่งวันที่ 9 ก.ค.66 เวลาประมาณ 12.30 น. พบรถยนต์ยี่ห้อ FORD RANGER  สีฟ้า ทะเบียน บพ 94XX พะเยา ใช้ในการซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด โดยมีนายจำรัส เป็นผู้ขับขี่ และ รถยนต์ ยี่ห้อ HONDA MOBILIO  สีขาว ทะเบียน 4 กพ 574 กทม. ใช้ในการคุ้มกัน/สำรวจด่าน โดยมี น.ส.ณกัญญาชนาภัทร และนางสุภาพ เป็นผู้ขับขี่ ตำรวจ ปส.ได้ติดตามรถทั้ง 2 คัน และสามารถจับกุม   ได้ที่บริเวณรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ม.6 ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย จากการตรวจค้นพบ ยาบ้า จำนวนประมาณ 3.9 ล้านเม็ด ได้ที่รถคันที่นายจำรัส ขับขี่ โดย น.ส.ณกัญชนาภัทร และนางสุภาพ รับว่าเป็นผู้ขับขี่รถนำสำรวจเส้นทาง จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับผู้บุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

รายที่ 2 ตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนทราบว่าเครือข่ายของ น.ส.อัญชนิสา มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือไปส่งให้ลูกค้า โดยผ่าน จ.นครสวรรค์ จึงทำการสืบสวนจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้น บริเวณถนนพหลโยธินขาเข้า ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.10 น. ได้พบรถยนต์กระบะบรรทุกข้าวโพด ยี่ห้อ โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน 3 ฒต 9xx กทม. ขับขี่เข้ามาบริเวณหน้าด่านตรวจ โดยมี น.ส.อัญชนิสา เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.บุญญิสา นั่งไปด้วย และแสดงอาการพิรุธ จึงได้เรียกตรวจค้น จากการสอบถามผู้ขับขี่แจ้งว่ารับข้าวโพดมาจาก จ.เชียงราย จะนำไปส่งที่ตลาดไทตำรวจชุดจับกุมสังเกตเห็นว่า ข้าวโพดไม่ได้เรียงทับถม และส่งกลิ่นเหม็น จึงได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าทำการเอ็กซ์เรย์ยาเสพติด ที่ตั้งอยู่ในด่านตรวจพยุหะคีรี ผลการเอ็กซ์เรย์และการตรวจค้นพบวัตถุสิ่งแปลกปลอมลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยม มากับข้าวโพดจึงได้นำรถรถยนต์คันดังกล่าวมาตรวจค้น ผลปรากฏว่าพบยาบ้า 1.5 ล้านเม็ด โดยมีข้าวโพดปิดทับอำพรางไว้แล้วปิดคลุมด้วยผ้าใบสีเข้ม จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 3 สืบเนื่องจาก ตำรวจ ปส.2 ร่วมกับ บก.ขส. ได้จับกุมเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่านายตะวันหรือเปียว กับพวก มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนภาคอีสานเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียน ฮง-77XX กทม. เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จึงได้ร่วมกันวางแผนการจับกุม วางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มนายตะวัน จะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จนกระทั่งวันที่ 18 ก.ค.66 เวลากลางคืน ต่อเนื่องวันที่ 19 ก.ค.66 พบรถคันเป้าหมายในเขตพื้นที่ จ.มหาสารคาม ขับมุ่งหน้ามุ่งหน้าไป จ.บุรีรัมย์ จนเข้าเขต จ.นครราชสีมา จึงได้สกัดจับกุมได้ที่บริเวณสถานีน้ำมันในพื้นที่ ต.หนองหัวแรต อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา โดยมีนายตะวันหรือเปียว (เป็นผู้ขับขี่)  นางสาวพัณณิตา หรือแป้ง (นั่งคู่คนขับ) และมีนายมาโนช หรือดิว    (นอนอยู่ด้านหลัง)  พร้อมของกลางเป็นยาเสพติด ไอซ์ 300 กก. บรรจุในกระสอบ จำนวน 8 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ และอาวุธปืนไรเฟิล 1 กระบอก และปืนสั้น 1 กระบอก จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่ง พงส.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4   ตำรวจ ปส.4 (นปส.ภูเก็ต) ได้สืบสวนขยายผลจากการตรวจยึดยาเสพติด ที่ส่งทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ ในภาคใต้ จนทราบว่านายเนติกร และ น.ส.พรนำภา มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต เป็นพาหนะ จึงได้ติดตามเฝ้าระวังบุคคลและรถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งทราบว่า นายเนติกร และ น.ส.พรนำภา ได้ขับรถยนต์ ทะเบียน กอ 1XXX ภูเก็ต จะไปรับยาเสพติดที่   จ.สมุทรสาคร จึงประสานให้ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สกัดจับรถคันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.66 ตำรวจ ปส.4 ประจำด่านยานพาหนะชุมพร สามารถสกัดจับกุมรถคันดังกล่าวได้ จากการตรวจค้น  พบยาบ้าประมาณ 200 เม็ด และไอซ์ประมาณ 38 กรัม และพบสลิปการส่งพัสดุ จากการสอบถามนายเนติกร และ น.ส.พรนำภา รับว่าไปรับยาเสพติดที่ จ.สมุทรสาคร โดยพัสดุได้ถูกส่งให้กับลูกค้าพื้นที่ จ.ระนอง,จ.สุราษฎร์ธานี ,จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต ตำรวจ ปส.4 จึงขยายผลไปตรวจยึดพัสดุที่ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท Flash Express จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 5 กล่อง ของกลางยาบ้า ประมาณ 160,000 เม็ด และ ไอซ์ 10 กก. จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินการขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 5   ตำรวจ ปส.4 ได้ทำการสืบสวนพบว่า มีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้ได้เดินทางไปรับยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลางและจะนำส่งผู้รับในพื้นที่จังหวัดภาคใต้โดยใช้รถยนต์ ทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. เป็นพาหนะ และได้ทำการเปลี่ยนทะเบียนรถคันเดียวกัน เป็น กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กท 8xxx ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณทางหลวงสาย 41 อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช จึงตั้งจุดสกัดบริเวณแยกหนองดี ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช จนกระทั่งวันที่ 15 ก.ค.66 รถยนต์เป้าหมาย ยังไม่เข้าจุดสกัด จากการสืบสวนติดตาม ทราบว่า รถคันดังกล่าวได้เปลี่ยนป้ายทะเบียน เป็นทะเบียน 3ขบ 4xxx กทม. และขับหลบหนีมุ่งหน้า อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจ ปส.4 จึงติดตามไปจนถึงพื้นที่ ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และพบรถคันดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น จากการตรวจค้นพบยาบ้า 1,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะหลัง ทราบชื่อนายจนุมาศ เป็นผู้ขับขี่ และ น.ส.เบญจวรรณ นั่งข้างคนขับ จากการสอบถาม ผู้ต้องหาทั้งสองรับว่าได้รับยาเสพติดมาจาก จ.สิงห์บุรี เพื่อนำส่งผู้รับที่ จ.สงขลา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.ปส.4 ดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ส่วนรายที่ 6   ก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.4 ทำการสืบสวนทราบว่า จะมีพัสดุบรรจุยาเสพติด ส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน(Kerry Express) จาก จ.เชียงราย ส่งไปยังผู้รับพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 1 กล่อง ตำรวจ ปส.4    จึงติดตามพัสดุ โดยประสานกับบริษัท Kerry Express สาขาเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา จากการตรวจสอบพัสดุ พบว่าหน้ากล่องระบุ ผู้ส่ง “ณัฐนันท์ ผู้รับ คุณเอกชัย ที่อยู่ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ระบุน้ำหนัก 16.350 กก. กำหนดส่งวันที่  20 ก.ค.66” จากการตรวจสอบชื่อผู้ส่งและผู้รับในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ไม่พบข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลที่น่าเชื่อว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องพัสดุจริง จึงได้ขอความร่วมมือให้เจ้าพนักงานบริษัท Kerry Express ตรวจสอบพัสดุดังกล่าว  ผลการตรวจสอบ พบยาบ้าประมาณ 100,000 เม็ด จึงทำการบันทึกตรวจยึดของกลาง นำส่ง พงส.ปส.4 เพื่อดำเนินคดีและจะขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงเดือน ก.ค.66 ตำรวจ ปส. ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น รวม 67 จุด ทั่วประเทศ ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี อุดรธานี ชลบุรี นครพนม เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ สงขลา ฯลฯ โดย บก.ปส. 3 ปิดล้อมตรวจค้น 31 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด 4 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ เช่น รถยนต์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่ากว่า 19 ล้านบาท และ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 36 จุด  สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ยึดอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ ได้แก่ รถยนต์ 7 คัน จยย. 2 คัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 5 แปลง ที่ดินพร้อมสวนยางพารา 1 แปลง โฉนดที่ดิน 9 ฉบับ บัญชีธนาคารยอดเงิน 1.1 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 116 ล้านบาท   

สรุปผลการจับกุม 6 ราย และปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น มีการจับกุมผู้ต้องหา 20 คน ยึดของกลาง ยาบ้า 6.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 310 กก. ปิดล้อมตรวจค้นกว่า 67 จุด ยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 135 ล้านบาท 

ทั้งนี้ตำรวจ ปส.(NSB) จะสอบสวนเพื่อขย¬ายผลหาผู้สั่งการขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป ขณะที่ยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้นพนักงานสอบสวนจะส่งไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยที่กำหนดไว้ อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส.,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นยาเสพติดของกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการทำลายต่อไป

4 เด็กไทยสร้างชื่อ!! แข่งขันเคมีโอลิมปิก 2023 ที่ซูริก คว้า 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง มีเหรียญกลับประเทศทุกคน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ค. 66) เพจ ‘IPST Thailand’ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับ 4 เยาวชนตัวแทนของประเทศไทยที่ได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ณ เมืองซูริก สมาพันธรัฐสวิส ระบุว่า…

จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2566 (55th IChO 2023) ระหว่างวันที่ 16 - 25 กรกฎาคม 2566 ณ เมืองซูริก สมาพันธรัฐสวิส โดยมีผู้เข้าแข่งขันจากประเทศไทย จำนวน 4 คน ผลปรากฎว่าเด็กไทยทั้ง 4 คนสามารถคว้าผลการแข่งขันกลับประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม ดังนี้...

1. นายจิรโรจน์ ชวนะสุนทรพจน์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ได้รับรางวัล เหรียญทอง 🥇
2. นายคณิศร กิรติพงษ์วุฒิ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รับรางวัล เหรียญเงิน 🥈
3. นายพีรดนย์ แซ่จึง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  ได้รับรางวัล เหรียญเงิน 🥈
4. นางสาวอมาษญา เลี้ยงบำรุง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้รับรางวัล เหรียญทองแดง 🥉

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย...

1. ผศ. ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีม
2. รศ. ดร.ไพบูลย์ เงินมีศรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองหัวหน้าทีม
3. ผศ. ดร.ไชยา ประสิทธิชัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. ผศ. ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้แทนศูนย์ สอวน.
5. นายกฤชพล นิตินัยวินิจ สสวท. ผู้จัดการทีม

ศรชล.สตูล จัดกิจกรรมโครงการ “รักษ์ทะเลบ้านเรา” เพื่อสร้างความรับรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดสตูล

อาคารเย็นศิระ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล พลเรือโท อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3  เป็นประธานกิจกรรมโครงการ “รักษ์ทะเลบ้านเรา” ปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในพื้นที่จังหวัดสตูล โดยมี นาวาเอกแสนย์ไท บัวเนียม รองผู้อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นักเรียนและกำลังพลจากหน่วยต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ร่วมกับ ทัพเรือภาคที่ 3ได้กำหนดจัดกิจกรรม โครงการ“รักษ์ทะเลบ้านเรา” ให้กับเยาวชนนักเรียนในพื้นที่จังหวัดสตูล สร้างความรับรู้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและปลูกฝังสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน ได้รู้จักและเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลรวมทั้งช่วยกันดูแลและรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไป ซึ่งมีเยาวชนนักเรียนในพื้นที่จังหวัดสตูลเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 คน มีกิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ ความสำคัญของทรัพยำกรธรรมชาติทางทะเลในท้องถิ่น เช่น ป่าชายเลนแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ทะเล เป็นต้น มีการเยี่ยมชมสถานเรียนรู้ต่างๆ  เช่น ศูนย์เรียนรู้ศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ล่องเรือชมนกอินทรีย์ทะเลบริเวณคลองตำมะลัง กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกุ้งกุลาดำ จำนวน 90,000 ตัว ศึกษาเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลนตำมะลังและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน และกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 24 อีกด้วย

ภาคตลาดทุนไทย ผสานมือทลายแก๊งต้มตุ๋นตลาดทุน หลังพบเพจอ้างคนดังหลอกลงทุนระบาดหนัก 

ภาคตลาดทุนไทย ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ‘ร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน’ รณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ หลังพบคดีหลอกลงทุนออนไลน์ระบาดหนักในนี้ ประเมินความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหามิจฉาชีพชักชวนลงทุนผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมีเป็นจำนวนมาก มีการแอบอ้างองค์กร ชื่อ ภาพ ผู้บริหารของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกลวงให้มาลงทุน สร้างความเสียหายแก่ประชาชน ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีความเสียหายสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนของประเทศ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาคตลาดทุน จัดทำโครงการ “ร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน” โดยในระยะแรก จะร่วมกันสื่อสารข้อเท็จจริง พร้อมชี้เป้าข่าวเท็จ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ผู้ลงทุนและประชาชนไม่ให้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และในระยะถัดไป จะทำงานร่วมกันทั้งภาคตลาดทุนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนากระบวนการในการจับปลอมหลอกลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญที่ทุกคนจะต้องตระหนัก ก่อนการตัดสินใจลงทุนกับใครก็ตาม จะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี ว่าบริษัทดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง ก็ต้องดูต่อไปว่า กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้กํากับดูแลได้อนุญาตให้มีการชักชวนแบบนี้หรือเปล่า? และหากพบว่าเป็นข่าวปลอม ขอให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อจะรวบรวมข้อมูลนำไปเปิดเผยให้กับประชาชนได้ทราบต่อไป”

นายภากร ย้ำว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้ โดยเฟสแรกสิ่งที่องค์กรพันธมิตรจะร่วมกันทําคือ การสื่อสารการตีแผ่ข้อเท็จจริง ชี้เป้าข่าวเท็จควบคู่ไปกับการเตือน เพื่อตอกย้ำให้ความรู้และ สร้างภูมิคุ้มครองให้กับนักลงทุน ส่วนในในเฟสที่สอง จะบูรณาการทํางานร่วมกันทั้งภาคตลาดทุนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนากระบวนการจับปลอมหล่อลงทุนให้ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การรับแจ้งเบาะแส การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การติดตามการตรวจสอบ การประกาศแจ้งเตือนและการดําเนินการทางกฎหมาย ซึ่งการทํางานในวิธีการป้องกันแบบนี้ เชื่อว่าจะเป็นทั้งการป้องกัน และเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างครบวงจร ซึ่งจะทําให้ประชาชนปลอดภัยจากการหลอกลวงประเภทนี้ได้มากขึ้นในอนาคต

ด้านดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2565 ถึงปัจจุบัน มีคดีเกี่ยวกับการหลอกลงทุนสูงถึง 20,667 คิดเป็นเม็ดเงินกว่าสองหมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาได้ดำเนินการจับกุมคนกระทำผิดมาแล้วหลายราย ล่าสุดอย่างกรณีของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ เคยจับไปแล้วก่อนหน้านี้ห้าสิบกว่าคน ครั้งเนี้ยก็จับอีกเกือบสิบคน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในประเทศไทย ส่วนคนที่เป็นมาสเตอร์มายด์ หรือหัวโจก ที่เป็นเจ้าของไอเดีย เจ้าของแก๊งตัวจริง ยังหลุดรอดอยู่ เพราะโดยมากจะเป็นชาวต่างชาติ และไม่ได้อยู่ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังไม่สามารถจับตัวการใหญ่ได้ แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น โดยหลักการ คือ เน้นเล่นงานบัญชีม้า ใครไปเปิดบัญชีม้าให้คนร้ายะมีโทษหนักขึ้น อาจจะติดคุกถึงห้าปีได้ ส่วนใครที่เป็นนายหน้าโทษก็จะหนักยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถจัดการปิดบัญชีม้าได้หมด ชาวต่างชาติจะมาโกง ก็ไม่สามารถจะมาทําได้ง่าย ๆ อีกต่อไป การโอนเงินต่างจะทําได้ยาก สุดท้ายเชื่อว่าจะลดอาชญากรรมได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและถูกมิจฉาชีพแอบอ้างมากที่สุดท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวนี้ ว่า จากการติดตามข้อมูลคิดว่าน่าจะมีคนเสียหายหลายร้อยล้านบาท เพราะฉะนั้นอยากจะขอย้ำเตือนให้นักลงทุนทุกท่านทราบว่า ทางบริษัทอมตะ และตัวผมเองไม่มีนโยบายชวนใครมาลงทุน ทั้งในด้านส่วนตัวหรือบริษัท ส่วนการลงทุนของอมตะฯ มีแค่แหล่งเดียวคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น อย่าไปซื้อผ่านที่อื่น

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถ ‘ร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน’ โดยช่วยกันตรวจสอบ หากพบเห็นการเชิญชวนลงทุนโดยให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงภายในระยะเวลาอันสั้น หรือแอบอ้างองค์กรและบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่าเพิ่งหลงเชื่อร่วมลงทุน และควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ให้สอบถามไปยังองค์กรที่ถูกอ้างถึงโดยตรง หรือตรวจสอบรายชื่อบุคคล ผู้ประกอบธุรกิจหรือบริการทางการเงินว่าได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล

"เชียงราย" หมายจับชายแดน ตม.เชียงรายรับตัวผู้ต้องหากลับไทย"

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566ที่ผ่านมา พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงรายและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายหลังได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็กสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าจะมีการส่งตัวผู้ต้องหาจุด

ผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่1โดยถูกดำเนินคดีในประเทศเมียนมาและคดีได้สิ้นสุดแล้วจึงได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ ตม.จว.เชียงรายเพื่อส่งตัวกลับไทยจากการตรวจสอบในระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติและระบบศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงรายได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดเชียงรายที่จ348/2565ลงวันที่27พฤศจิกายน2565ในความผิดฐาน"วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อ

ให้พ้นการจับกุมให้นายเสรี มะแสง ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อนแต่อย่างใดและได้ลักลอบหลบหนีไปยังประเทศเมียนมาตามช่องทางธรรมชาติเขตอำเภอแม่สายโดยไม่ผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดเจ้าหน้าที่ชุดจับจุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า"ไม่เดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่อทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเขตท่าสถานีหรือท้องที่และตามกำหนดเวลาจึงได้เปรียบเทียบปรับ.ณ.ที่ทำการ ตม.จว.เชียงรายและได้ควบคุมตัวนำส่งสถานีตำรวจภูธรแม่สายดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘อินเดีย’ เตรียมส่ง ‘ดาวเทียมสิงคโปร์’ ทะยานสู่ห้วงอวกาศ เพื่อใช้สนับสนุนการถ่ายภาพดาวเทียมของหน่วยงานรัฐฯ

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 66 สำนักข่าวซินหัว, นิวเดลี รายงานว่า องค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย หรือ ‘ISRO’ ประกาศแผนการส่งจรวดปล่อยดาวเทียมพีเอสแอลวี-ซี 56 (PSLV-C56) ซึ่งบรรทุกดาวเทียมดีเอส-เอสเออาร์ (DS-SAR) ของสิงคโปร์ พร้อมดาวเทียมอีก 6 ดวง ขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 30 ก.ค. นี้

แถลงการณ์จากองค์การฯ เผยกำหนดการปล่อยจรวดตอน 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น จากฐานปล่อยจรวดแห่งที่ 1 ของศูนย์อวกาศสาธิต ดาวัน ในเมืองศรีหริโกฎา โดยบริษัท นิวสเปซ อินเดีย จำกัด (Newspace India) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดสำนักอวกาศของอินเดีย เป็นผู้จัดซื้อจรวดดังกล่าว

องค์การฯ กล่าวว่าดาวเทียมดีเอส-เอสเออาร์ จะถูกใช้สนับสนุนการถ่ายภาพดาวเทียมของหน่วยงานต่างๆ ภายในรัฐบาลสิงคโปร์ โดยบริษัท เอสที เอ็นจิเนียริง (ST Engineering) ของสิงคโปร์ จะใช้ดาวเทียมสำหรับการถ่ายภาพหลายรูปแบบและตอบสนองไว รวมถึงบริการเชิงพื้นที่สำหรับลูกค้าเชิงพาณิชย์

อนึ่ง ดาวเทียมที่ปล่อยอีกหกดวง ได้แก่ วีลอกซ์-เอเอ็ม (VELOX-AM) อาร์เคด (ARCADE) สคูบ-2 (SCOOB-II) นูลิออน (NuLIoN) กาลาสเซีย-2 (Galassia-2) และโออาร์บี-12 สไตรเดอร์ (ORB-12 Strider)

‘เกาหลีใต้’ เผชิญวิกฤต ‘สังคมผู้สูงอายุ’ เพิ่มจำนวนต่อเนื่อง หลังยอดแรงงานสูงวัยพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2023

(25 ก.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, โซล รายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งเกาหลีใต้ รายงานว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้สูงอายุเกาหลีใต้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะประชากรสูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายงานระบุว่าจำนวนประชากรผู้มีอายุ 55-79 ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากปีก่อน อยู่ที่ 15,481,000 คนในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 34.1 ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 60.2 ของผู้มีอายุ 55-79 ปี ทำงานเชิงเศรษฐกิจในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.8 จุด

อัตราการมีส่วนร่วมดังกล่าว ครอบคลุมผู้สูงอายุที่มีงานทำและผู้สูงอายุที่กำลังหางานทำ โดยจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 9,120,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 349,000 คน ส่วนอัตราการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 0.8 จุด จนแตะระดับสูงใหม่ที่ร้อยละ 58.9

ทั้งนี้ ร้อยละ 68.5 ของประชากรสูงอายุคาดหวังจะทำงานต่อไป เพื่อหาค่าครองชีพและความสุขจากการทำงาน

รายงานระบุว่าผู้รับเงินบำนาญของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 50.3 ของผู้สูงอายุทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.9 จุด โดยเฉลี่ยผู้สูงอายุเพศชายรับเงินบำนาญ 980,000 วอน (ราว 26,494 บาท) ต่อเดือน ขณะผู้สูงอายุเพศหญิงรับเงินบำนาญ 500,000 วอน (ราว 13,517 บาท) ต่อเดือน

ที่มา : Xinhua

'Voter ส้ม' ถาม 'ด้อมส้ม' ต้องการอะไรจาก 'เพื่อไทย' หรือต้องการให้เขามาเป็นฝ่ายค้านด้วยกันถึงจะพอใจ?

(25 ก.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Paranyu Pithayarungsarit' ได้โพสต์ข้อความระบายความรู้สึกในฐานะที่เป็น Voter ทั้งอนาคตใหม่ และก้าวไกลทุกใบ และจะยังโหวตให้ต่อไป โดยอยากพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับด้อมส้มที่กำลังด่าเพื่อไทย ว่า...

ถามจริง ๆ เพื่อไทยทำอะไรผิดวะ? เค้าตามเอ็งทุกอย่าง vote ให้พิธาเป็นนายกก็ครบทุกคน จะเสนอชื่อให้โหวตต่อ ก็เห็นด้วยครบหมด จะบอกว่าไง จริง ๆ มีดีลลับ? ถามหน่อย ถ้ากรณีไม่มีดีลนี่เพื่อไทยต้องทำไงให้พวกเอ็งพอใจวะ มันก็ต้อง vote ให้ครบหมดหน้ากระดานแบบที่ทำอยู่แบบนี้อยู่ดีป่ะ? ก็มี สส. แค่นี้ ให้หมดทุกคนแล้ว มันก็สุดแล้วไหม? 

กลับมาดูสิ่งที่ FC ก้าวไกลเรียกร้อง ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จมีอะไรบ้าง

พรรคที่ได้ที่ 1 ควรเป็นประธานสภา
พรรคที่ได้ที่ 1 ควรได้จัดตั้งรัฐบาล
พรรคที่ได้ที่ 1 ควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายก

แล้วก็ด่าเพื่อไทยยังงั้นยังงี้ พวกเอ็งเพ้อจนลืมอะไรไปหรือเปล่า 

4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ให้ชวนเป็นประธาน และรองประธานไม่มีเพื่อไทยเลย
4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
4 ปีก่อน เพื่อไทยได้ที่ 1 ก็ไม่เสนอชื่อนายก แถมโหวตให้อนาคตใหม่ที่ได้ที่ 3 ครบหมดหน้าตัก

ถามจริง ๆ ไอพวก FC ส้ม เอ็งต้องการอะไรจากเพื่อไทยวะ?

ถ้าใครตาม story การเมืองมาเรื่อย ๆ พรรคเค้าชัดเจนมาตลอดนะว่าต้องการเอาทักษิณกลับบ้าน (ตั้งแต่ พรบ. นิโทษ), ไม่เคยจะเลิก 112 (ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลแล้ว) และต้องการมาเป็นฝ่ายบริหารชัดเจนมาตลอด

พรรคเค้ามีจุดยืนของเค้า และไอด้านบนที่พิมพ์มานี่ ทุกคนก็รู้ก่อนเลือกตั้งแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ประชาชนก็ยังเลือกกันได้มาถึง 140 กว่าที่

จะมาร้องเย้ว ๆ มีดีลลับ ๆ ๆ ก็ช่วย Respect the vote ของกองเชียร์เพื่อไทยด้วย ถามจริง ๆ คิดว่าพวก FC เพื่อไทยเค้าไม่รู้กันแต่แรกหรอว่าเพื่อไทยจะมีโอกาสมา solution นี้? เค้ารู้โว้ยย แต่เค้าก็ยังเลือกก

คืออันนี้สงสัยว่า FC ทั้งหลายต้องการให้ทำอะไรอีก? หรือต้องการให้เค้ามาเป็นฝ่ายค้านไปด้วยกันถึงจะพอใจ? อย่าลืมดิ อุดมการณ์เค้าไม่ได้เหมือนก้าวไกล ที่พร้อมจะชนโครงสร้าง เค้าแค่อยากมาบริหารต่อ และเค้าก็ชัดเจนแนวทางนี้มาตลอดนะ 

ต่อให้ดีลลับมีจริงหรือไม่มีจริง (ส่วนตัวก็เชื่อว่ามี) อ่ะ ต่อให้ไม่จริงเลย ยังไง Action ของเพื่อไทยที่ดีที่สุดต่อพรรคอันกับหนึ่งหลังเปิดสภามันก็ยังต้องออกแบบเดิมอยู่ดีป่ะวะ คือ vote ให้หมดหน้าตักแบบที่เห็น ๆ อยู่ แต่แต่ปัญหาคือ สว. กับพรรคอื่นต่างหาก ที่มีจุดยืนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคที่ยุ่ง 112 (ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็บอกว่ายอมแก้และจริง ๆ เชื่อว่าพอถึงเวลาก็ไม่กล้า vote แก้หรอก แต่ก็ยังยินดีร่วมกับก้าวไกล คือควรชมเค้ามากกว่าไหม? ที่แทบจะตามทุกอย่าง) หรือด้อมก้าวไกลต้องการบังคับให้เพื่อไทยไปเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน? พวกเอ็งเลือกก็ไม่ได้เลือกเค้า ทำไมแนวทางพรรคเค้าต้องฟังเอ็งด้วยวะ?

อยากให้พรรคที่แพ้ Respect the vote ก็อย่าลืมผลโหวตประชามติที่ FC ก้าวไกลทั้งหลาย ที่รับร่างกันมา แล้ววันนี้ต่างก็มาเจ็บปวดกัน เพราะผลการกระทำของตัวเอง จริง ๆ แล้ว FC เพื่อไทยต่างหากที่ควรจะด่า ว่าทำไมตรูต้องมารับกรรมอะไรแบบนี้แทนด้วยวะ ถ้าไม่เชื่อที่พิมพ์ก็ให้ภาพด้านล่างตอบแทนทุกอย่าง ง่ายดี

ที่พิมพ์มาทั้งหมดนี่ ย้ำอีกครั้ง ตรู Vote ให้ส้มมาตั้งแต่รอบแรก ปัจจุบัน และตลอดไป 🧡😆


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top