Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

'สมเด็จพระสังฆราช' ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา ชี้!! หากอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อม 'ปฏิบัติผิด-หลงผิด'

(1 ส.ค.66) เนื่องใน วันอาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2566 สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระคติธรรมของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ความว่า...

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่พุทธบริษัทจะได้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ครบถ้วนพร้อมเป็น ‘พระรัตนตรัย’ อันเป็นสรณะสูงสุดในพระพุทธศาสนา

พระมหากรุณาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทอดพระเนตรตระหนักเห็นความทุกข์ในสังสารวัฏของสรรพสัตว์นั้นใหญ่หลวงนัก หาใช่เพียงเฉพาะในพระชาติสุดท้ายที่เสด็จอุบัติมาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ หากแต่สั่งสมมาเนิ่นนานถึง 4 อสงไขยแสนกัป ทรงตั้งพระหฤทัยบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ทรงรื้อขนสรรพชีวิตให้ล่วงพ้นจากทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมที่ตรัสรู้ เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จึงพึงสืบอายุพระพุทธศาสนาไวัให้ยั่งยืนนาน ด้วยการ ‘ศึกษา’ และ ‘ปฏิบัติ’ ตามพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ การทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาต้องเริ่มที่การสร้างสรรค์ตนเองให้เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มีคุณภาพ ตามพระพุทธประสงค์ให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น ถ้าบรรพชิตบวชแล้วไม่เข้าใจและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย อีกทั้งถ้าพุทธศาสนิกชนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาเรียนรู้พระธรรมให้เข้าใจกระจ่างก็ย่อมปฏิบัติผิด หลงผิด ทำให้พระพุทธศาสนาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยอธิษฐานจิตตั้งมั่น ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตรงทางอริยมรรค เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่านกำลังเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ในการช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนา แล้วจงประคับประคองจิตใจให้อาจหาญร่าเริง เบิกบานด้วยกุศลฉันทะพร้อมกระทำคุณประโยชน์ ด้วยการพลีสรรพกำลัง เกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวพ้นจากทุกข์ภัย นำมาซึ่งสันติสุขร่วมกันของสรรพชีวิตบนโลกนี้สืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ

'ดร.อานนท์' แชร์มุมมอง 'ต่างชาติ' ปลื้มน้ำใจคนสุราษฎร์ฯ แค่ 'จะป่วย-หาซื้อยา' ก็มีคนอาสาช่วยเหลือแบบไม่คิดเงิน

(1 ส.ค. 66) ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณาจารย์สถาบันทิศทางไทย ได้แชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ 'อเมซิ่งสุราษฎร์ธานี' ความว่า...

สามีเพื่อนเป็นฝรั่งชาวอังกฤษเดินพาลูกสาวที่ตากแดดตากฝนในเมื่อตอนกลางวันกลางเขื่อนจนตัวรุมๆ ไปหาร้านขายยากันสองคนพ่อลูกเพื่อซื้อพาราเซตามอล

ร้านขายยาปิดแล้ว เลยถามลุงร้านเช่าพระเครื่องใกล้ๆ กันว่าจะไปหาซื้อยาพาราได้ที่ไหน

ลุงบอกรอแป๊บแล้วกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ออกไปไม่ถึงห้านาทีก็กลับมาพร้อมยาพาราหนึ่งแผง

สามีเพื่อนจะเอาเงินให้ลุงก็ไม่รับเงิน ขอบอกขอบใจกันยกใหญ่

ฝรั่งสามีเพื่อนกลับมาโม้ให้ฟังด้วยความประทับใจยกใหญ่

สุราษฎร์ธานีเมืองคนดี มีน้ำใจ

'บุญทัน แย้มมะลิ' นักกีฬาแบดมินตันคนแคระทีมชาติไทย คว้าเหรียญเงินประวัติศาสตร์แมตช์ใหญ่ที่เมืองเบียร์

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค. 66) ถือเป็นอีกเหรียญเงิน ประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย และ  'บุญทัน แย้มมะลิ' นักกีฬาแบดมินตัน คนแคระ ทีมชาติไทย มือวางอันดับ 4 ที่แม้จะแพ้ Issac Maison มือวางอันดับ 3 จากสหราชอาณาจักรไปในรอบชิงชนะเลิศ 0:2 เกมส์ คะแนน 8-11, 3:11 

แต่ก็ถือเป็นการคว้าอีกเหรียญเงินประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยในการแข่งขันแบดมินตัน มหกรรมกีฬาคนแคระโลกระหว่างวันที่ 27 ก.ค.- 6 ส.ค.66 ณ เมืองโคโลญประเทศเยอรมนี

สนับสนุนงบประมาณส่งแข่งขันโดย...
สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ขอขอบพระคุณ
#การกีฬาแห่งประเทศไทย
#กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติการกีฬาแห่งประเทศไทย
#สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
#การไฟฟ้านครหลวง
#บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัดพร้อมด้วยน้ำดื่มตราสิงห์
#FBTเสื้อผ้ากีฬาคุณภาพอันดับ1ของประเทศไทย
#กลุ่มเดอะมอลกรุ๊ปจ้างงานนักกีฬา
#กลุ่มเซ็นทรัลทำด้วยกันทำด้วยใจจ้างงานนักกีฬา
#บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัดจ้างงานนักกีฬา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบพิธีพระบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์

วันนี้เมื่อ 199 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุลาไลย หรือ ‘เจ้าจอมมารดาเรียม’ ต่อมาได้รับการเฉลิมพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีสุลาลัย เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ในขณะที่พระองค์ประสูตินั้น สมเด็จพระราชชนกดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระองค์จึงมีสกุลยศชั้นหม่อมเจ้าพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าชายทับ’

จนกระทั่ง สมเด็จพระบรมชนกนาถได้รับอุปราชาภิเษกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในปี พ.ศ. 2349 พระองค์จึงมีพระอิสริยยศเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ’

เมื่อสมเด็จพระราชชนกได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 2 ใน พ.ศ. 2352 พระองค์จึงได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า ‘พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ’

จนนปี พ.ศ. 2356 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม เป็น ‘พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์’

แต่แล้วในปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต โดยที่ยังมิได้ตรัสมอบหมายการสืบราชสันตติวงศ์ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้ประชุมปรึกษากันและมีสมานฉันท์เป็น ‘อเนกมหาชนนิกร สโมสรสมมุติ’ ให้เชิญเสด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลำดับที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อมา

โดย พระสุพรรณบัฎที่เฉลิมพระปรมาภิไธย ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายในวันทรงรับพระบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.  2367 ก็ยังคงใช้พระปรมาภิไธยเช่นเดียวกับรัชกาลที่ 1 และที่ 2 โดยราษฎรทั่วไปไม่ออกพระนามพระมหากษัตริย์ แต่เรียกว่า ‘พระพุทธเจ้าอยู่หัว’

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงทรงทำพิธีจารึกพระสุพรรณบัฎถวายพระปรมภิไธยใหม่ว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฎฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามมินทรวโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’

ต่อมา พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถวายพระนามใหม่เป็น ‘พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทร มหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระปรมภิไธยอย่างย่อคือ ‘พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ อักษรพระปรมาภิไธยย่อ คือ ‘จปร.’ หมายถึง ‘พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์ มหาเจษฎาบดินทร์ บรมราชาธิราช’

เมื่อ พ.ศ. 2538 มีพระราชาคณะจาก 15 วัด ได้มีลิขิตเสนอให้ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ‘ธรรมิกมหาราช’ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ออกพระนามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น 3 แบบ คือ ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ , ‘พระมหาเจษฎาราชเจ้า’ และ ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า’

อันมีความหมายว่า ‘พระมหาราชเจ้าผู้มีพระทัยตั้งมั่นในการบำเพ็ญพระราชกิจ’

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออก เมื่อวันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 สิริรวมพระชนมพรรษา 63 พรรษา 2 วันเวลาที่ครองราชย์ 26 ปี 8 เดือน 12 วัน

ทรงมีพระราชโอรส 22 พระองค์ พระราชธิดา 29 พระองค์ รวม 51 พระองค์ จากเจ้าจอมมารดา 35 ท่านในจำนวนนี้ประสูติก่อนบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และเมื่อบรมราชาภิเษกแล้ว 13 พระองค์ มิได้ทรงสถาปนาเจ้าจอมท่านใดเป็นพระมเหสี พระราชโอรสพระราชธิดา จึงดำรงพระอิสริยฐานันดรศักดิ์เป็น ‘พระองค์เจ้า’ มีสายราชสกุลที่สืบเนื่องมา 13 มหาสาขา ได้แก่ ศิริวงศ์ โกเมน คเนจร งอนรถ ลดาวัลย์ ชุมสาย ปิยากร อุไรพงศ์ อรณพ ลำยอง สุบรรณ สิงหรา ชมพูนุท

พระราชดำรัสสุดท้ายเมื่อก่อนเสด็จสวรรคต ที่ทำให้คนไทยในยุคสืบต่อมาสมควรต้องระลึกถึงไตร่ตรองเสมอเกี่ยวกับบ้านเมือง แม้เวลาจะล่วงแล้ว 153 ปีก็คือ 

“การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้วจะมีอยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้การงานสิ่งใดของเขาที่คิดไว้ ควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขาแต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ ปล่อยโฮ!! เผยข่าวเศร้า เหตุแท้งลูกคนที่ 2 หลังประกาศข่าวดีไปไม่นาน ด้านสามีบีบมือให้กำลังใจไม่ห่างกาย

(31 ก.ค. 66) เพิ่งออกมาประกาศข่าวดีเตรียมตัวจะได้เป็นคุณแม่ลูก 2 ไปหมาดๆ สำหรับนักร้องสาว ‘เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ’ หรือ ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ โดยเจ้าตัวโพสต์ภาพสามีและลูกสาว ถือที่ตรวจครรภ์ขึ้น 2 ขีด พร้อมข้อความระบุว่า "สวัสดีกรกฎาคม ของขวัญวันเกิดมาตั้งแต่ต้นเดือนเลยนะ พี่ยูจินมีน้องแย้วววววววว ฉัตรมงคล สมแก้ว น้องยูจิน ฉัตรชนก สมแก้ว"

แต่ล่าสุดฝันสลายในพริบตา เมื่อเจนนี่ได้ไปคุณหมอและต้องเจอข่าวเศร้าสูญเสียลูกน้อยในท้อง โดยโพสต์ภาพสามีกุมมือแน่น พร้อมระบุข้อความว่า

“ผลอัลตราซาวด์วันนี้ คุณหมอไม่เจอหัวใจน้องแล้วนะคะ เนื่องจากร่างกายของน้องไม่สมบูรณ์ค่ะ โชคดีนะตัวเล็ก ไว้มาใหม่นะลูก แม่จะรอนะ”

ท่ามกลางแฟนๆ เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจเจนนี่และยิวอย่างล้นหลาม

‘เบลล่า’ ลั่น!! พร้อมมีรักครั้งใหม่แล้ว หลังโสดมาพักใหญ่ เหตุก่อนหน้านี้งานยุ่ง ทำให้ไม่มีเวลาโฟกัสด้านความรัก

(31 ก.ค. 66) เรียกได้ว่าเป็นซุปตาร์สาวที่มีงานปังแน่น ต่อเนื่องไม่หยุดจริงๆ สำหรับนางเอกสาว ‘เบลล่า-ราณี แคมเปน’ ที่ปล่อยผลงานออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตาม และชื่นชมกันตลอด

นอกจากเรื่องงานแล้ว หลายคนต่างจับตามองเรื่องหัวใจของสาวเบลล่า ว่าเมื่อไหร่นางเอกสาวคนดังจะเปิดใจ พร้อมมีรักครั้งใหม่อีกครั้ง หลังประกาศสถานะหัวใจว่ายังคงครองโสดสนิทมาพักใหญ่แล้ว

เป็นที่รู้กันดีว่า ก่อนหน้านี้นางเอกสาว ‘เบลล่า ราณี’ ลุยทำงานต่อเนื่อง และเริ่มถ่ายละครดังเรื่อง ‘พรหมลิขิต’ ภาคต่อของละครเรตติ้งสูงสุดในยุคดิจิทัลอย่าง ‘บุพเพสันนิวาส’ ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 64 ที่ผ่านมา จนกระทั่งปิดกล้อง ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่แฟนละครทั่วประเทศรอคอย โดยมีคิวลงจอออนแอร์ในช่วงเดือนตุลาคมนี้

ล่าสุด เบลล่า ราณี ได้ออกมาเปิดใจถึงความรักครั้งใหม่ หลังเดินหน้าลุยงานอย่างเต็มที่ โดยสาวเบลล่า เปิดเผยว่า...

ตอนนี้ถ่ายละครเสร็จแล้ว พร้อมเปิดใจให้กับความรักครั้งใหม่แล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ ไม่ว่าง ด้วยงานและอะไรหลายๆอย่าง ทำให้ยังไม่ได้มีเวลาโฟกัสเรื่องความรัก แต่ตอนนี้พอละครปิดกล้อง ก็รู้สึกเหงาๆ บ้างแล้ว

ถามว่าหนุ่มคนไหนที่จะได้หัวใจของสาว ‘เบลล่า ราณี’ ไปครองได้ เจ้าตัวขอไม่พูด เพราะขอให้มีเข้ามาก่อน ยังไงแฟนๆ ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าความรักครั้งใหม่ของสาวเบลล่าจะเป็นอย่างไร และหนุ่มคนไหนจะเป็นผู้โชคดี

'มาเลเซีย' ยกฟ้อง ‘เฟซบุ๊ก’ กรณีไม่ปิดกั้นเนื้อหาสร้างความแตกแยก หลัง META รับปากจะปิดกั้นเนื้อหาโจมตี 'ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์' ให้

(31 ก.ค. 66) ช่องยูทูบ Vihok News ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นที่กำลังเป็นที่น่าสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับ ‘มาเลเซีย’ ที่เตรียมยื่นฟ้อง ‘เมตา’ กรณีไม่ปิดกั้นเนื้อหาสร้างความแตกแยก ซึ่งล่าสุดทางมาเลเซียได้กลับลำและยืนยันที่จะไม่ฟ้องแล้ว หลังเมตารับปากจะปิดกั้นเนื้อหาอันตรายเหล่านี้ โดยระบุว่า…

‘มาเลเซีย’ กลับลำไม่ฟ้อง ‘เมตา’ หลังรับปากจะทําการปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตราย และสร้างความแตกแยก ทั้งนี้ รัฐบาลของมาเลเซียอาจทำการยกเลิกแผนการดําเนินคดีกับเมตา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก หลังได้รับความร่วมมือเชิงบวกจากบริษัทเกี่ยวกับการปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตรายและสร้างความแตกแยกในสังคม

เมื่อเดือนที่แล้วคณะกรรมาธิการสื่อสารและสื่อสารสารสนเทศของมาเลเซีย ได้ประกาศจะยื่นฟ้องเมตา โทษฐานไม่ดําเนินการปิดกั้นคอมเมนต์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และดูหมิ่นเหยียดหยามปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น รวมไปถึงการพนันออนไลน์และโฆษณาล่อลวงต่างๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสื่อสารของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางเมตาได้ให้คํามั่นสัญญาต่อหน่วยงานกํากับดูแลตํารวจมาเลเซีย จะเร่งดําเนินการปิดกั้นสิ่งเหล่านี้ สำหรับเฟซบุ๊กถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีจํานวนผู้ใช้มากที่สุดในมาเลเซีย โดยมีการประเมินว่า 60% ของประชากร 33 ล้านคน มีบัญชีเฟซบุ๊กอย่างน้อย 1 บัญชี

สำหรับประเด็นเชื้อชาติและศาสนา นับเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมากในมาเลเซีย เพราะมีประชากรส่วนใหญ่เป็น ‘ชาวมลายู’ และยังคงมีสัดส่วนของ ‘ชาวจีน’ และ ‘เชื้อสายอินเดีย’ อยู่ด้วยไม่น้อย ส่วนการแสดงความเห็นของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่อ่อนไหวด้วยเช่นกัน โดยผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอาจถูกดําเนินคดีฐานยุยงปลุกปั่นอีกด้วย

หนุ่มใจสลาย สูญเสียญาติทีเดียว 5 คน จากเหตุโกดังพลุระเบิด จังหวัดนราธิวาส

(31 ก.ค. 66) จากเหตุการณ์โกดังเก็บพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ภายในโรงงานระเบิดที่บริเวณบ้านมูโนะ หมู่ 1 ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 ก.ค.66 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บ 121 รายนั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส’ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า…

“เล่าทั้งน้ำตา เสียคนในครอบครัวรวม 5 คน จากเหตุการณ์โกดังดอกไม้ไฟระเบิดในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

นายยศดนัย บูละ 1 ในผู้สูญเสียครอบครัวจากเหตุโกดังดอกไม้ไฟระเบิดในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวานนี้ เล่าถึงนาทีที่กลับมาถึงบ้านหลังจากเห็นเพลิงไหม้และได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทันทีที่กลับมาถึงบ้านพบว่าทั้งบ้านตนเอง บ้านยาย และบ้านพ่อ พังเสียหายจากแรงระเบิดและเกิดเพลิงไหม้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเองได้เข้าไปช่วยเหลือ ยาย นำไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ส่วนพ่อนั้นเข้าไปเพื่อจะช่วย แต่พบว่าเสียชีวิตแล้วโดยนอนอยู่กับหลานอีกคน ทั้ง 2 ถูกไฟไหม้ทั้งตัวจึงรีบไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านซึ่งติดในตัวอาคาร ร้องขอความช่วยเหลืออยู่อีก 3 คน และจากนั้นจึงกลับมาสำรวจบ้านญาติๆ ของตนเองในละแวกเดียวกันแต่พบหลานวัย 8 เดือนกระเด็นมานอกตัวบ้าน ในขณะที่แม่ของหลานนอนเสียชีวิตภายในตัวบ้านถูกเสาทับและไฟไหม้ทั้งตัว”

‘เมอา’ บล็อกเกอร์สาวชื่อดัง ประกาศข่าวดี “แต่งงานแล้วจ้า” เผย!! ไม่ขอจัดพิธี แต่ขอเชิญแขกร่วมงานผ่านช่องยูทูบแทน 

(31 ก.ค. 66) ขอแสดงความยินดีกับว่าที่เจ้าสาวคนต่อไป สำหรับบล็อกเกอร์ชื่อดังสาวสวยอย่าง ‘หน่องเม’ หรือ ‘เมอา’ หลังจากที่ล่าสุด เธอได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าจะแต่งงาน ท่ามกลางแฟนๆ ร่วมถึงคนในวงการบันเทิง ที่แห่แสดงความยินดีอย่างมากมาย

โดย ‘เมอา’ ได้ออกมาโพสต์ภาพ ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมเขียนข้อความแจ้งข่าวดีกับทุกๆคนว่า

“วาสนาผู้ได๋น๊ออออ…สิได้แต่งงานแล้วจ้าาา เชิญร่วมงานกันได้ในยูทูบเลยฮะ เป็นการประกาศและจัดงานเสร็จสรรพครบในคลิปเดียว ตอนนี้มีทุกอย่างละ ยกเว้นแหวน 555 เอ้ะ! ต้องมีมั้ยอ่ะ กลัวหาย กลัวไม่ได้ใส่ เลยยังไม่มีก่อนแล้วกัน แปลกๆนิดนึง555 #โตมากับหน่องเม กันอีกสเต็ปละน้า ขอบคุณทุกคนล่วงหน้าด้วยนะค้าบ”

โดยทั้งนี้ เธอได้เปิดใจในช่วงหนึ่งผ่านทางช่องยูทูบของตัวเองว่า จะไม่จัดพิธีแต่งงาน แต่จะหาหาฤกษ์จดทะเบียนสมรสเลย ส่วนเรื่องเบเบี๋ค่อยคิดทีหลัง เพราะต้องคิดเยอะ แต่ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตมาก จนกลัวการเปลี่ยนแปลง ถามว่าอยากมีไหม ก็อยากมี แต่ถ้าจะมีต้องรีบมี เพราะตอนนี้ 30 จะ 31 แล้ว เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหว

งานนี้เพื่อนในวงการบันเทิง และบรรดาแฟนคลับ ก็ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับทั้งสองคนอย่างมากมาย เช่น “ยินดีด้วยนะจ๊าาาน้องเมย์”, “เป็นซึ้งใจคั่กแท้”, “กรี๊ดดดดด ดีใจด้วยนะเมอา Next step มีเบบี๋ๆ”, “ยินดีด้วยนะคะ”, “ยินดีด้วยมากๆๆๆคร้าบ”, “ยินดีด้วยนะค่าหน่องเม”, “ยินดีด้วย กรี้ดแทน” และอีกมากมาย

เปิดเหตุผล ที่ทำให้ 'ญี่ปุ่น-เวียดนาม' ต้องปาดเหงื่อ!!  หลังจีนถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงให้ไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ช่องยูทูบ BangkokTube Akira ได้แชร์บทวิเคราะห์ช่องยูทูบ ‘Geography Issues’ ซึ่งเป็นชาวเวียดนาม ที่ได้พาดหัวข่าวเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคายในประเทศไทย เอาไว้ว่า “เหตุใดประเทศจีนจึงจําเป็นต้องมีโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย มูลค่า 67,000 ล้านบาท ในประเทศไทย อันตรายสําหรับเกษตรกรเวียดนาม” โดยระบุว่า…

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ก็แน่นแฟ้นมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพันธมิตรทางการทหารที่ยาวนานกับสหรัฐอเมริกาก็ตาม โดยเฉพาะในบริบทของจีนที่กําลังเร่งดําเนินโครงการ One Belt One Road สิ่งนี้จะเป็นเส้นทางรถไฟที่สําคัญ เป็นหัวใจสําคัญและเป็นความใฝ่ฝันของจีน เมื่อพิจารณาจาก ‘ทําเลที่ตั้ง’ ของประเทศไทย และตําแหน่งในภูมิภาคปักกิ่ง ซึ่งประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางที่สําคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นส่วนสําคัญในการผลักดันโครงการ One Belt One Road หรือ 1 แถบ 1 เส้นทาง สําหรับประเทศไทยสิ่งนี้จะเป็นความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง เมื่อรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย เปิดให้บริการด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่าง 2 เมือง เหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

พัฒนาการเชื่อมต่อโครงข่ายทางรางระหว่างไทย-จีน ผ่านเส้นทางรถไฟเวียงจันทน์-คุนหมิง ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายระบบรางอันมหึมาของจีน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย-จีน รวมถึงสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยจะเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจีนได้อย่างรวดเร็ว และในทางกลับกันสินค้าจีนก็จะเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

จีนผู้ริเริ่มโครงการรถไฟสายนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางสําคัญของแผนทั้งหมด ความทะเยอทะยานของปักกิ่งสําหรับทางรถไฟสายเอเชีย เชื่อมระหว่างภาคใต้ตอนกลางของอาณาจักรไปยังกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกําลังค่อยๆยกระดับการแลกเปลี่ยนทางการค้ากับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทางบกมากยิ่งขึ้น

หากโครงการนี้สําเร็จ โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสําคัญของไทยในการดึงดูดนักลงทุนจากจีน และประเทศอื่นๆ ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ สําหรับจีนโครงการนี้จึงเปรียบเสมือนหัวใจสําคัญของโครงการ One Belt One Road ไม่ใช่แค่เพื่อในการขนถ่ายสินค้าระหว่างไทย-จีนเท่านั้น แต่ด้วยความสําคัญของเครือข่าย จะช่วยในการสื่อสารผ่านพื้นที่ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่ดีสําหรับตลาดผู้บริโภค พัฒนาการค้า และการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ยังมีบทบาทที่สําคัญในการส่งเสริมการออกสู่ทะเลตะวันออกผ่านอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การทหาร และอื่นๆ สําหรับจีน

อีกทั้งโครงการนี้ยังเป็นความเคลื่อนไหวที่สําคัญสําหรับประเทศจีน ในการขยายการแสดงตัวตน
และอิทธิพลของพวกเขา ในภาคสนามเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า การที่จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงให้กับประเทศไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนแบ่งทางการตลาดของ ‘ญี่ปุ่น’ ที่เป็นผู้นําด้านเทคโนโลยี ซึ่งครองเจ้าตลาดในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยความสามารถของประเทศไทย หากรับเอาเทคโนโลยีจากจีน ญี่ปุ่นจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดที่สําคัญ สิ่งนี้จึงทําให้ญี่ปุ่นอาจเกิดความกังวลได้

นอกจากนี้จีนยังมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะให้บริการเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงแก่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งได้นําไปสู่การแข่งขันโดยตรงกับญี่ปุ่น และสิ่งนี้ยังส่งผลกระทบที่สําคัญต่อโมเดลรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกในอนาคต

หลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป ก็มีชาวเวียดนามเข้ามารับชมนับแสนคน พร้อมแสดงความคิดเห็นทั้งชื่นชมในวิธีคิดของทั้งจีนและไทย รวมถึงมีการมองต่างมุมบ้างในบางความเห็นคละกันไปเป็นจํานวนมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top