Monday, 27 July 2026
Hard News Team

ทั่วโลกจับตา!! YG ออกแถลงหลังกระแสฮือฮา ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ออกเดทมหาเศรษฐีหนุ่ม

ทริปสุดฮือฮาจนถูกจับตาความสัมพันธ์ทั้งโลก YG แถลง หลังกลายเป็นกระแสฮือฮา ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ออกเดทมหาเศรษฐีหนุ่ม ‘เฟรเดอริก’

หลังเป็นกระแสฮือฮาในโซเชียล เมื่อ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ปล่อยภาพชุดบิกินีสุดเซ็กซี่ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวที่กรีซ แถมมีการเทียบภาพช็อตต่างๆ จนเป็นที่จับตากันว่าไปกับครอบครัวของ ‘เฟรเดอริก’ (Frédé-ric Arnault) ทายาทมหาเศรษฐีเครือแบรนด์หรู LVMH

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 66 สื่อดังเกาหลีใต้ Newsen ได้เสนอข่าวอ้างถึงตัวแทนของ YG Entertainment ว่ามีการแถลงครั้งแรกว่า…

“เราไม่สามารถยืนยันข่าวการออกเดทของลิซ่าได้”

ซึ่งคำตอบนี้มีความเป็นไปได้ 2 ประการ คือ 1.) ลิซ่า ต้องการให้เรื่องชีวิตรักของเธอเป็นเรื่องส่วนตัว หรืออย่างที่ 2.) ข่าวลือนี้ไม่เป็นความจริง

โดยตอนนี้ YG ระบุจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์การออกเดตของ ‘จีซู’ เท่านั้น ส่วนเรื่องการออกเดทของสมาชิกวงคนอื่นๆ อย่าง ‘เจนนี่’ และ ‘โรเซ่’ ใช้คำตอบเดียวกันว่า “ไม่สามารถยืนยันได้”

‘เพื่อไทย’ เปิดนโยบายเร่งด่วน พาคนไทยฝ่าแก้วิกฤต ศก. พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้น-ดอก พร้อมลดค่าไฟ-น้ำมันทันที!!

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 66 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์นโยบายเร่งด่วนที่จะทำหากได้เป็นรัฐบาล ระบุว่า…

“พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มุ่งมั่นที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ของพี่น้องประชาชน

ภาระหนี้สินเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรและกลุ่มผู้ประกอบการ SME เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจะต้องมีหนทางในการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยมีแนวทางในการพักหนี้เกษตรกร 3 ปีทั้งต้น ทั้งดอก เพื่อลดภาระและเปิดโอกาสใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในการทำมาหากิน พลิกฟื้นภาคการเกษตรของไทย ด้วยหลัก ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ รวมทั้งการผลักดันการพักชำระหนี้ SME ที่ประสบภัยโควิด 1 ปี คู่ขนานไปกับการปรับโครงสร้างหนี้แบบเฉพาะเจาะจง พร้อมต่อยอดด้วยชุดนโยบายของพรรคต่อไป

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทย โพสต์อีก “หากเพื่อนไทยเป็นรัฐบาล ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ลดราคาทันที”

‘ชีวมวลอัดเม็ด’ จากเศษพืช - ตอซังข้าวโพด ตอบโจทย์ลดเผาป่า ฟื้นเชียงใหม่จากฝุ่นพิษ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ได้เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลเสียต่อทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพของคนในพื้นที่

อย่างที่ทราบกันดีว่าภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ทะยานขึ้นติดอันดับต้น ๆ เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่องทุกปี ในช่วงหน้าแล้ง แม้ว่าทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะร่วมกันแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ปัญหาคลี่คลายได้ และปัญหาจะวนกลับมาเป็นวัฏจักรทุกปี

อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวอาจจะได้รับการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน หลังจากเกิดความร่วมมือของภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน กว่า 50 องค์กร ดำเนินโครงการที่เรียกว่า ‘หยุดเผา เรารับซื้อ’ เพื่อลดการเผาป่าและตอซังข้าวโพด ซึ่งเป็นต้นตอหลักของปัญหาดังกล่าว

ผศ.วีระชัย ลิ้มพรชัยเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวมวล และ Black Pellets ที่ปรึกษาโครงการบริษัท ชีวมวลอัดเม็ด จอมทอง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับซื้อตอซังข้าวโพด เพื่อนำไปผลิตเป็นชีวมวลอัดเม็ด กล่าวว่า ปัญหา PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกมาแล้ว อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งเกิดจากฝุ่นควันไฟป่า และการเผาป่าทำการเกษตร จึงเกิดการร่วมแรงร่วมใจภาคีเครือข่ายเชียงใหม่ร่วมใจ ขจัด PM2.5 และลดโลกร้อน ในโครงการ หยุดเผา เรารับซื้อ 

ทั้งนี้ ทางชีวมวลอัดเม็ดจอมทอง จะนำองค์ความรู้จากประสบการณ์การผลิตชีวมวลอัดเม็ดกว่า 12 ปี เข้ามาร่วมแก้ปัญหา PM2.5 โดยเริ่มจากตัวเชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นจังหวัดที่เผชิญกับปัญหาดังกล่าวหนักที่สุด

โดยรูปแบบการดำเนินโครงการนั้น ทางชีวมวลอัดเม็ดจอมทอง จะรับซื้อเศษตอซังข้าวโพดและเศษฟางข้าว เพื่อนำมาผ่านกรรมวิธีอัดเม็ด จากนั้นนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อไป

“ปัญหาการเผาป่านั้น เกิดจากคนมักจะนำไม้ไปเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียว ส่วนเศษตอซังข้าวโพด ฟางข้าว หรือแม้กระทั่งพวกใบอ้อยต่าง ๆ จะไม่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพราะมีความหนาแน่นไม่มากพอและมีความชื้นสูง ดังนั้น วิธีที่จะจัดการกับเศษพืชที่ง่ายสุดคือการเผา จึงทําให้ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อถึงเวลาต้องเริ่มกิจกรรมการเพาะปลูกใหม่ จึงเกิดการเผาป่ากันเป็นวงกว้าง สุดท้ายปัญหาที่ตามมาก็คือฝุ่นควัน PM2.5 อย่างที่เราเห็นกันทุก ๆ ปี”

สำหรับ โครงการหยุดเผา เรารับซื้อ เชื่อว่าจะเข้ามามีส่วนช่วยให้เกษตรกรลดการเผาป่าน้อยลง เพราะสามารถนำเศษตอซังข้าวโพดและเศษพืชอื่น ๆ มาขายเข้าโครงการ เป็นการเพิ่มรายได้จากเศษซากพืชที่เหลือใช้ให้กับเกษตรกรได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรวบรวมชีวมวลเพื่อนำไปสู่กระบวนการผลิตที่โรงงานจอมทองนั้น จะต้องเปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านหรือเกษตรกรที่จะนำมาขาย เพราะหากว่าจุดรับซื้ออยู่ระยะไกลมาเกินไปจะไม่คุ้มกับค่าขนส่ง และจะไม่มีแรงจูงใจให้รวบรวมเศษตอซังมาขาย ดังนั้น ในเบื้องต้นได้เปิดจุดรับซื้อทั้งหมด 6 จุดในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบ ๆ โรงงานที่จอมทอง และในอนาคตจะกระจายจุดรับซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้มากขึ้น

‘โรงแรมรอยัลพลาซ่า’ ถล่ม อุทาหรณ์ต่อเติมอาคารไร้มาตรฐาน

วันนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์โรงแรมรอยัลพลาซ่า อ.เมือง จ.นครราชสีมา ถล่ม เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.12 น. ของวันที่ 13 ส.ค. 2536 คร่าชีวิตผู้คนถึง 137 ราย

สำหรับโรงแรมรอยัลพลาซ่า ในอดีตตั้งอยู่ระหว่างถนนจอมสุรางค์และถนนโพธิ์กลาง สามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง ในขณะเกิดเหตุนั้น ภายในโรงแรมมีการเปิดอบรมสัมมนาอยู่ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 คน ประกอบไปด้วยกลุ่มข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ 47 คน ที่เหลือเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไปที่พักอยู่ในโรงแรมและพนักงานโรงแรม จนเมื่อเวลา 10.12 น. อาคารโรงแรม 6 ชั้น ที่ต่อเติมใหม่ได้พังถล่มลงมา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมค้นหาผู้รอดชีวิตภายใต้ซากตึกโรงแรมรอยัลพลาซ่าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องคลานเข้าไปใต้ซากอาคารที่อาจถล่มซ้ำลงมาได้ทุกเมื่อ ต้องระดมความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์ในครั้งนั้น มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตมากถึง 137 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 300 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครูสังกัดกรมสามัญศึกษาที่กำลังนั่งประชุมสัมมนาอยู่ภายในห้องประชุม จำนวน 47 คน ที่เหลือเป็นพนักงานโรงแรม แขกที่เข้าพักทั้งชาวไทยและต่างชาติ

‘ดร.กิตติ’ สะท้อน!! ‘เอลนีโญ-ลานีญา’ แรงสั่นสะเทือนมนุษยชาติ ต้องมุ่ง ‘พัฒนา-แก้ไข’ ด้วย BCG ประคอง ‘สังคมเศรษฐกิจโลกและไทย’

จากรายการ THE TOMORROW ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ ‘ดร.กิตติ ลิ่มสกุล’ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมปัญหาของเศรษฐกิจทั่วโลก ที่อาจจะดูเล็กไปเลย หากเทียบกับอีกปัญหาใหญ่ทางธรรมชาติ ที่สะเทือนสังคมมนุษย์ทั้งโลกไว้อย่างน่าสนใจ ว่า...

ภาวะเศรษฐกิจโลก ตอนนี้หลายประเทศยังต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปนั้น ก็เผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง จนต้องขึ้นดอกเบี้ยหลายรอบ ส่งทำให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกต้องขึ้นตาม รวมถึงปัญหาสงครามยูเครน ที่กระทบมาถึงยุโรปที่ต้องเผชิญวิกฤติด้านพลังงาน จากการพึ่งพิงรัสเซีย

ขณะที่จีนก็เจอแรงสะดุดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายเช่นกัน 

ส่วนไทยเอง แม้จะได้อานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวในช่วงนี้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านการส่งออก (เศรษฐกิจระหว่างประเทศ) การใช้จ่ายของรัฐบาล (การเมือง) ภาวะการหนี้ครัวเรือนสูง (ประชาชน) เกินครึ่งเป็นหนี้ดี เช่น หนี้บ้าน อีกส่วนเป็นหนี้รถยนต์ ส่วนหนี้ไม่ดีเช่น หนี้บัตรเครดิต ต้องส่งเสริมให้คนไทยหันมาออมกันมากขึ้น รวมถึงเพิ่มทักษะให้กับตัวเองเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากปล่อยนานเข้าก็คงส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจในระดับมหภาค

ทว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมด อาจจะดูเล็กไปเลยเมื่อสังคมโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากธรรมชาติ ซึ่งนาทีนี้ก็คือ ‘เอลนีโญ’ และ ‘ลานีญา’

เอลนีโญ คือ การเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยอุ่นขึ้นหรือเย็นลงผิดปกติ 

ส่วนลานีญาจะตรงข้ามกับของเอลนีโญ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น เกิดความไม่สมดุล เช่น การเกิดพายุต่าง ๆ จะเกิดมากขึ้นและรุนแรงขึ้น

ทั้งสองส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับที่ประมาณ 2 องศา

ประเด็น คือ ภายใต้ความพยายามควบคุมให้อุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศา เช่น การใช้พลังงานฟอสซิล น้ำมัน ถ่านหิน ให้ลดลง ซึ่งสาเหตุเกิดจากมนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคม อุตสาหกรรม การเกษตรกรรม มันมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมเข้ามาให้จับด้วย

แล้ว เศรษฐกิจ กับ ‘เอลนีโญ-ลานีญา’ ไปเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ปัจจุบันมีการนำ BCG เข้ามาเป็นเศรษฐกิจแนวใหม่ ที่ภาครัฐและเอกชนเริ่มให้ความสำคัญ เพราะมันจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ที่เข้าใจและผลักดันอย่างรวดเร็ว โดย...

B = Bioeconomy เศรษฐกิจชีวภาพ เราต้องสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนนำทรัพยากรชีวภาพ มาผลิตให้คุ้มค่าที่สุด ควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการให้มีนวัตกรรมและมีมูลค่าสูง

C = Circular economy เศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น มันสำปะหลัง เมื่อปลูกเสร็จแล้ว ฟางข้าวต้องเผาไหม สามารถนำกลับมาหมุนเวียนได้ไหม ถ้านำกลับมาได้จะเกิดมูลค่า

และ G = Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช การฟอกกระดาษด้วยเอนไซม์จากจุลินทรีย์เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องเร่งให้ความรู้ หากเราไม่ใส่ใจ จะส่งผลต่อเกษตรกร ไม่ได้ผลลัพธ์การปลูกเต็มที่ เกิดความแห้งแล้ง และความยากจนมากขึ้น ส่งผลกระทบความเสียหายเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ ในภาคประชาชน ก็ต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน หันมาการใช้รถสาธารณะ รถไฟฟ้ามากขึ้น หรือการแยกขยะ ก็จะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้อย่างมาก

เรื่องนี้สำคัญ เพราะเป็นทั้งโอกาสที่ซ่อนอยู่ในเชิงเศรษฐกิจ ถ้าทำได้ดี อีกทั้งยังเป็นความหวังต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่ควรต้องเร่งกันผลักดันกันทั้งโลกและในเมืองไทย

‘พวงมาลัยไส้กรอกอีสาน’ มิติใหม่แห่งการไหว้แม่  คุณลูกอารมณ์ขัน คุณแม่อารมณ์ดี อิ่มใจ แถมอิ่มท้อง

(12 ส.ค. 66) สนไหม? ไหว้แม่แบบใหม่ ซึ้งเสร็จแล้วแซ่บต่อได้ พวงมาลัยไหว้แม่แบบใหม่ยุค 4.0 ใช้ไส้กรอกอีสาน ร้อยแทนดอกมะลิ ถูกปากถูกใจคุณแม่ แถมอิ่มอย่างแน่นอน

กลายเป็นไวรัลทันที หลังเพจเฟซบุ๊ค ‘ผู้บริโภค’ ได้โพสต์ภาพไอเดียของขวัญวันแม่สุดสร้างสรรค์ เป็นพวงมาลัยแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ดอกมะลิแบบปกติทั่วไป แต่เป็นพวงมาลัยไส้กรอกอีสาน หน้าตาน่ารับประทาน พร้อมข้อความระบุว่า…

“ความรักจากแม่ บ่เคยแคร์ผู้สาวยุคใหม่ #ผู้บริโภค”

งานนี้ทำเอาถูกอกถูกใจชาวเน็ต แห่แชร์คอมเมนต์ บ้างก็ว่า “เป็นไอเดียที่ดีในวันแม่” ขณะที่บางคนแซว “อย่าลืมพริกสดกับขิงดองให้แม่ด้วย” “ซึ้งเสร็จแซ่บต่อ” นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่ารัก ต้อนรับวันแม่แห่งชาติในปีนี้

นายนิธิ สมุทรโคจร หรือ ‘จ๊อบ’ นักแสดง นายแบบ และพิธีกรชาวไทย กล่าวถึงแง่มุมการทำคอนเทนต์ของคนยุคปัจจุบัน

นายนิธิ สมุทรโคจร หรือ ‘จ๊อบ’ นักแสดง นายแบบ และพิธีกรชาวไทย กล่าวถึงแง่มุมการทำคอนเทนต์ของคนยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างจะฉาบฉวย และขาดแก่นสาระ ผ่านรายการ ‘WIKIVIDE’ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 66 โดยระบุว่า…

ทุกวันนี้คนไม่ได้ต้องการอะไรที่ลึกซึ้ง คอนเทนต์ส่วนใหญ่ จึงฉาบเฉี่ยวมา แล้วก็ไป ดูงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คอนเทนต์อะไรคือ ‘แก่น’ ในวันที่ทุกคนหยิบกล้องขึ้นมาก็ทำคอนเทนต์ได้ แล้วเราจะดูคอนเทนต์แบบนั้นเหรอ? คนดูจะดูได้อีกนานไหม? สิงคโปร์ เขาไม่ได้โน้มน้าวคนของเขาด้วย ‘สื่อออนไลน์’ เพราะมันไม่ได้น่าเชื่อถือ ผมไม่ได้โจมตี เพราะผมก็ทำ แต่ผมแค่กลัวคอนเทนต์ ‘หลัก’ ที่มีประโยชน์ จะไม่เหลือในเมืองไทยอีกเลย”

‘ฮาวาย’ เผชิญภัย ‘ไฟป่า’ สังเวย 80 ศพ-สูญหายหลายร้อยราย ครึ่งเมืองเหลือแต่เถ้าถ่าน จี้สอบทางการ ปมแผนรับมือหละหลวม

(12 ส.ค. 66) สำนักข่าวบีบีซี รายงานถึงความคืบหน้าสถานการณ์ ‘ไฟป่า’ ใน รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา หลังปะทุลุกลามเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และไม่กี่วันไฟก็โหมลุกไหม้เผาวอดพื้นที่กว่าร้อยละ 80 ของเมืองลาไฮนา บนเกาะเมาวี ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 ราย อีกหลายร้อยคนยังคงสูญหาย ท่ามกลางความหวาดวิตก ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ทางการท้องถิ่นเมืองลาไฮนา อนุญาตให้ชาวเมืองที่มีเอกสารยืนยันที่อยู่อาศัยสามารถกลับเข้ามาในเมือง เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น

เกือบทั้งเมืองเหลือเพียงเศษซากกองเถ้าที่ถูกไฟเผาวอด และซากรถยนต์ที่โดนเพลิงเผาทำลายกลายเป็นเศษเหล็กจอดเรียงรายตามถนนหนทาง นอกจากนี้ยังประกาศมาตรการเคอร์ฟิวระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. ในบางพื้นที่ซึ่งเสี่ยงภัยจากไฟป่าที่ยังเผาไหม้

ขณะเดียวกันสำนักงานอัยการสูงสุดรัฐฮาวายจะเปิดการสอบสวนการตอบสนองของทางการต่อเหตุไฟป่ารุนแรงในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของรัฐฮาวาย และเลวร้ายที่สุดในรอบ 63 ปีนับตั้งแต่เหตุคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มฮาวายจนมีผู้เสียชีวิต 61 ราย เมื่อปี 2503

น.ส.แอนน์ โลเปซ จากสำนักงานอัยการสูงสุดระบุจากแถลงการณ์ว่า “สำนักงานอัยการสูงสุดจะดำเนินการทบทวนอย่างครอบคลุม เกี่ยวกับการตัดสินใจที่สำคัญและนโยบายทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดไฟป่าบนเกาะเมาวีและเกาะฮาวายในสัปดาห์นี้”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการรับมือของทางการ โดยชาวเมืองตำหนิว่าไม่มีคำเตือนเกี่ยวกับไฟป่าที่ลุกลามตีวงล้อม และส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในเมือง

น.ส.โลเปซยังระบุอีกว่า “สำนักงานอัยการสูงสุดมีความเศร้าใจเช่นเดียวกับที่ทุกคนในฮาวายรู้สึก และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ สำนักงานมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจกับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นก่อน รวมถึงระหว่างไฟป่า และจะแบ่งปันผลการตรวจสอบนี้ต่อสาธารณชน”

‘ดอกมะลิ’ ขอนแก่น แพงทะลุ กก.ละ 1,200 บาท ต้อนรับวันแม่ ผู้ค้าตรึงราคาเริ่มต้นพวงละ 50 บาท ลดปริมาณดอกลงตามต้นทุน

(12 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าว จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจำหน่ายพวงมาลัยดอกมะลิและดอกพุดเนื่องในวันแม่แห่งชาติ บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล 1 เขตเทศบาลนครขอนแก่น ย่านการค้าดอกไม้สดและพวงมาลัยรายใหญ่ของจังหวัดขอนแก่น พบว่าพ่อค้าแม่ค้าแทบทุกร้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดอกมะลิปีนี้ราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาจำหน่ายพวงมาลัยดอกมะลิเริ่มต้นที่พวงละ 50 บาท

น.ส.ยุวธิดา จันทดวง อายุ 46 ปี แม่ค้าขายพวงมาลัย กล่าวว่า วันนี้ซื้อดอกมะลิมาราคากิโลกรัมละ 1,200 บาท ถือว่าราคาสูงมาก เพราะปีที่แล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 900-1,000 บาท วันแม่ปีนี้มีลูกค้ามาเลือกซื้อพวงมาลัยดอกมะลิอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เงียบกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจ

น.ส.ยุวธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนพฤติกรรมการซื้อก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนจะมีคนมาซื้อพวงละ 200 บาทจำนวนมาก แต่ปีนี้ส่วนใหญ่จะซื้อแค่พวงละ 50-100 บาท ทำให้ร้านต้องจัดทำพวงมาลัยและคงราคาจำหน่ายเริ่มต้นคือพวงมาลัยทั้งดอกพุดและดอกมะลิ เริ่มต้นพวงละ 50 บาท แต่ต้องลดจำนวนดอกลง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งลูกค้าทุกคนก็เข้าใจในสถานการณ์

‘สมยศ’ ข้าวต้มรอบดึก กวาดรางวัลมาแล้ว 3 ปีซ้อน เปิดยาวยันตี 3 ของเด็ดต้องโดน โซนโชคชัย 4

คุณกำลังหิวอยู่ใช่ไหม ? 
THE STATES TIMES ขอแนะนำร้านนี้

สมยศ ข้าวต้มรอบดึก ร้านเด็ดปิดดึก ขวัญใจชาวโชคชัย 4 ดีกรีมิชลินไกด์ 3 ปีซ้อน คนแน่นมาก ถึงขนาดต้องแจกบัตรคิว ใครโมโหหิว แนะนำให้ส่งเพื่อนไปจองโต๊ะก่อน เปิดมายาวนานกว่า 20 ปี เฮียเจ้าของร้านใจดี เดินทักทายสวัสดีทุกโต๊ะ ถ้าเห็นชุดเสื้อทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล เดินอยู่เต็มร้าน ไม่ต้องตกใจ นั่นพนักงานเสิร์ฟ ไม่ใช่นักบอล เฮียเจ้าของร้านแฟนหงส์แดง เลยจัดให้เป็นเครื่องแบบของพนักงาน แม้ไม่ได้บินไปดูลิเวอร์พูล เตะที่สนามแอนฟิลด์ แต่มากินที่ร้านนี้ก็ได้ฟิลเหมือนกัน เพราะที่นี่มีทีวีเยอะมาก ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนของร้าน จะหันหน้าไปทางองศาไหน ร้านนี้เขาก็จัดทีวีจอใหญ่วางไว้ให้ทุกมุม เฮได้พร้อมกันทั้งร้าน

ตัดภาพมาที่อาหาร ร้านนี้บอกเลย มีให้เลือกทานกว่า 200 เมนู เมนูที่ต้องลอง ออส่วน, ยำปลาดุกฟู, ต้มยำกุ้ง, คะน้าปลาเค็ม และซุปเปอร์ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติจัดจ้าน อร่อยอย่างแรง แต่ราคาไม่แพง ปริมาณให้เยอะมาก ย้ำ!! หิวดึกห้ามพลาดเด็ดขาดที่ร้านนี้ 

ที่จอดรถอยู่ในซอยข้างหลังร้าน มีพนักงานโบกให้ดูแลอย่างดี ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ถนนสตรีวิทยา 2 อยู่ใกล้ๆ กับสตรีวิทยา 2 ซอย 30 ถ้ามาไม่ถูกลองเข้าไปเสิร์ชที่ Google ได้เลย "สมยศ ข้าวต้มรอบดึก" ขึ้นแน่นอน ร้านเปิดทุกวัน เวลา 16.00 - 03.00 น. สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 085-224-4617

พิกัดร้านสมยศ ข้าวต้มรอบดึก
https://maps.app.goo.gl/nrkTWvFxuFUYsfnJ6?g_st=ic

ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจเดินทางไปชิม
• ยำปลาดุกฟู (ราคา 140 บาท)
• กุ้งแช่น้ำปลา (ราคา 120 บาท)
• หมูกรอบแม็กกี้ (ราคา 120 บาท)
• ซุปเปอร์ (ราคาถ้วย 110 บาท / หม้อไฟ 220 บาท)
• ต้มยำกุ้ง (ราคาถ้วย 130 บาท / หม้อไฟ 260 บาท)
• คะน้าปลาเค็ม (ราคา 95 บาท)
• ปลากะพงทอดน้ำปลา (ราคา 320 บาท)
• ออส่วนกระทะร้อน (ราคา 140 บาท)

เรื่อง : กันย์ ฉันทภิญญา Content Manager


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top