Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘รมว.สุชาติ’ สั่ง ‘สปส.’ มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีลูกจ้างถูกแผ่นเหล็กสะพานข้ามแยกบางกะปิร่วงทับ

(19 ส.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมมอบเงินประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิต ให้กับทายาทของนายอานันต์ ลองศรี จากเหตุการณ์แผ่นเหล็กยาว 10 เมตร ใต้ท้องสะพานยกระดับข้ามแยกบางกะปิ ถนนเสรีไทย เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ หล่นลงมาทับคนงานด้านล่างระหว่างรื้อถอน จนเป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียชีวิต เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักงานประกันสังคม เร่งให้ความช่วยเหลือแก่ทายาทของผู้เสียชีวิตโดยด่วน ผมจึงได้มอบหมายให้นางกำไร บุ้งจันทร์ ประกันสังคมจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนางสาวรัชดา อุดมมงคลกิจ หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดอุดรธานี สาขากุมภวาปี และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่มอบเงินกรณีเสียชีวิต ให้แก่ทายาทของนายอานันต์ ลองศรี ซึ่งเป็นลูกจ้างของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟองวิน เอ็นจิเนียริ่ง

โดยในวันเกิดเหตุแผ่นเหล็กคานสะพานยาว 10 เมตร ที่อยู่ใต้ท้องสะพานยกระดับแยกบางกะปิ ที่อยู่ระหว่างซ่อมแซม ได้ร่วงลงมาทับร่างคนงาน ขณะนำรถเครน 2 คัน ขึ้นผูกแผ่นเหล็กใต้ท้องสะพานข้ามแยกดังกล่าว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย และเสียชีวิต 1 ราย

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 รายปัจจุบันกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านแล้ว ส่วนผู้ที่เสียชีวิต 1 ราย คือ นายอานันต์ ลองศรี ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง ทายาทของผู้เสียชีวิตจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิตร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 10 ปี เป็นเงิน 1,512,000 บาท เงินบำเหน็จชราภาพ 54,394.66 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,616,394.23 บาท โดยมอบให้กับนายบุญหลาย ลองศรี บิดา และครอบครัว ณ บ้านพักอาศัย ตำบลโพธิ์สำราญ อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลลูกจ้าง ผู้ประกันตน รวมถึงทายาทของผู้เสียชีวิตที่ประสบเหตุ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน และเข้าถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที นายบุญสงค์ กล่าวในตอนท้าย

“เลขามูลนิธิชัยพัฒนา” ชี้ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความพอเพียง-เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ขณะที่การต้อนรับ “นพม.16” สุดคึกคักอบอุ่น 

วันที่ 18 สิงหาคม กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกับ มูลนิธิคลังสมอง วปอ.​ เพื่อสังคม จัดพิธีเปิดหลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง หรือ นพม. รุ่นที่ 16 โดยได้รับเกียรติจาก พล​เอก​ นรินทร์​ แทบ​ประสิทธิ์​ ประธาน​มูลนิธิคลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ เป็นประธานกล่าวต้อนรับคณะ​นักศึกษา​ผู้เข้ารับการอบรม​ ประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร พลเรือน และภาคเอกชน รวม 89 คน มีระยะเวลาการอบรมทั้งสิ้น 2 เดือน 

หลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง ดำเนินการ โดย มูลนิธิ คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ครอบครัว สังคม องค์กร ภายใต้บริบทของสถานการณ์ความมั่นคงที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ "เข้าใจ​ เข้าถึง​ พัฒนา​ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" 

ดร.สุเมธ กล่าวบรรยายถึงศาสตร์พระราชาตอนหนึ่ง คือการใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยผู้นำก่อนจะทำอะไร ต้องมีความเข้าใจทุกเรื่อง เข้าใจซึ่งกันและกัน ส่วนการ “เข้าถึง” ก็เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้ว จะต้อง ทำอย่างไรให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย ดังนั้น จะเห็นว่า เป็นการสื่อสารทั้งทางไปและกลับ ถ้าสามารถทำทั้งสองประการ ได้สำเร็จ เรื่อง “การพัฒนา” จะลงเอยได้อย่างดี เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ส่วนการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการเดินทางสายกลาง ประกอบด้วย 3 ห่วง คือ พอประมาณ มีความสมดุล และมีภูมิคุ้มกันในตัว และอยู่ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม

ฉะนั้นมนุษย์ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อนำไปสู่ความมั่นคงของชีวิต การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาที่มีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้อง - Back to basic - Small is beautiful - Green Technology - Slow Life - Simplicity - สมดุล มั่นคง ยั่งยืน

ดังนั้นการพัฒนาผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง จะต้องลงมือปฎิบัติ ( Action) เพื่อได้นำความรู้ และทักษะจากการอบรมไปประยุกต์ใช้ให้เกิดการแลกเปลี่ยน ระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไปอย่างยั่งยืน

ต่อมา พลเอก ไพศาล งามวงษ์วาน ที่ปรึกษาสถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรผู้นำพอเพียง เพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 16 ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก​ ประธาน​มูลนิธิคลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ ผู้อำนวยการหลักสูตร คณะกรรมการมูลนิธิ​ฯ​ คณาจารย์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

นอกจากนี้ ช่วงท้ายได้จัดกิจกรรม  ศิษย์เก่าเล่าประสบการณ์ พร้อมกับการ “รับน้อง นพม.16” โดย นพม.15 เป็นเจ้าภาพ ดำเนินการเชิญรุ่นพี่ นพม.ทุกรุ่นเข้าร่วมงาน เพื่อพบปะต้อนรับสู่ครอบครัวผู้นำพอเพียงอย่างอบอุ่น 

‘ใหม่ สุคนธวา’ เดือด!! ถูกเพจเล่นข่าวแพ้ท้อง อยากกินของแปลก โยงเป็น ‘ร่างทรงครูกายแก้ว’ จนโดนทัวร์ลง ยัน!! เอาเรื่องให้ถึงที่สุด

เดือดไม่ไหว!! คุณแม่ลูกสอง ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร เจอเพจมั่วโยงข่าวที่ตัวเองเคยแพ้ท้องลูกคนแรกแล้วอยากกินอะไรแปลกๆ มาผสมกับข่าวที่เป็นกระแสเรื่องการฆ่าหมาและแมวบูชายัญ ‘ครูกายแก้ว’ ที่คนกำลังแห่กราบไหว้กันอยู่ในเวลานี้

ล่าสุด ข่าวสดบันเทิงออนไลน์ ต่อสายตรงสอบถามถึงเรื่องที่ออกมาโพสต์เดือด งานนี้ สาวใหม่ จัดหนัก ยืนยันเอาเรื่องเพจที่ลงข่าวถึงที่สุด หลังทำทัวร์ลงคนมาด่าโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด โดยบอกว่า…

“ตอนแรกก็ไม่ได้เดือดนะ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย งงๆ อยู่ จนมีแฟนคลับคนหนึ่งแท็กมาให้แล้วก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นมันคืออะไร เราเลยกดเข้าไปดูอ้าว! มันเป็นเพจหนึ่งที่ชื่อว่า ‘น้องง’ ซึ่งมีคนติดตามเยอะมาก แล้วเขาก็เอารูปและข่าวเก่าที่เราเคยสัมภาษณ์กับไนน์เอ็นเตอร์เทนไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้วมาลง เขียนแคปชัน “ร่างทรงครูกายแก้วประทับ” บอกเลยว่างงมาก ตกใจ และโกรธมาก

แต่เราอยากจะแยกเป็น 2 ประเด็นก่อน ประเด็นแรกคือ ตอนนี้คนเข้าใจผิดคิดว่าเราโกรธนักข่าวไนน์เอ็น หรือว่าด่านักข่าวไนน์เอ็น ซึ่งไม่ใช่ แต่ที่เราโกรธคือเพจที่ชื่อว่า น้องง ที่เขียนแคปชันว่า “ร่างทรงครูกายแก้วประทับ” แต่ดันเอาข่าวของไนน์เอ็นที่เราเคยให้สัมภาษณ์ มาผสมกันกับกระแสตอนนี้ คนเลยเข้าใจผิดจนทัวร์ไปลงไนน์เอ็น ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอโทษแทนแฟนคลับที่เขารักเราเลยโมโหแทนเรา”

“ประเด็นที่ 2 คือจุดประสงค์ของเพจนั้นต้องการเรียกยอดแชร์ ยอดไลก์ และยอดเมนต์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก เขาเอากระแสในตอนนี้ให้มันมาเป็นข่าวเก่าของใหม่ ให้เกิดข่าวใหม่เกิดขึ้นมา มันก็เก่งเนาะ ใหม่ยอมรับว่าเคยให้สัมภาษณ์ไปแบบนั้นจริง นักข่าวถามว่าใหม่แพ้ท้องอ่ะแพ้อะไร ใหม่ก็พูดตามปกติ พูดเลยนะที่ใหม่อยากกินหมาหรืออะไรอย่างเนี้ยมันเบสิกมาก คนแพ้ท้องเขาจะแพ้อะไรที่อยู่ดีๆ เราไม่เคยกินมันจะอยากกินขึ้นมา บางคนอยากกินดิน หิน ทราย ยางรถยนต์ ตุ๊กแก จิ้งจก ซึ่งกลุ่มคนแพ้ท้องจะรู้กัน

แต่ต้องแยกแยะนะ พูดเนี่ยไม่ได้กินจริง มันเป็นอารมณ์มันเขี้ยวหมั่นไส้น้องหมาเรามากกว่า แบบอยากขยำอยากกินอะไรอย่างเนี้ย แต่ไม่ได้กิน มาดูที่บ้านได้ชิวาวา 3 ตัวยังอยู่เท่าเดิม ใครจะไปกินชิวาวา มันน่ารักแบ๊วขนาดนั้น มันเป็นไปไม่ได้ และมีสิตพอที่จะไม่กินหมา คนท้องไม่ได้คนบ้า คนท้องไม่ได้ประสาท คนท้องไม่ได้ผิดปกติทางด้านจิตใจ อันนี้โกรธนะ”

“แล้วก็เลยงงว่าทำไมหวยมาออกที่เราได้ไง ซึ่งมันก็มีแว้บนึงที่คิดนะ เอ๊ะ!! หรือว่าเราไปทำอะไรลบหลู่ดูถูกเหยียดหยามโดยไม่ตั้งใจหรือเปล่า แล้วท่านหรือครูกายแก้วมาลงโทษเราให้ทัวร์มาลงให้เป็นข่าวแบบนี้หรือเปล่า ทั้งที่ใหม่ไม่เคยลบหลู่หรืออะไรกับคนที่ศรัทธาท่านอยู่แล้ว” ใหม่ สุคนธวา กล่าว

ผลกระทบตอนนี้คือกลายเป็นคนกลัวเรา?
ใหม่ : “ใช่… คนกลัว ตอนนี้เหมือนคนกลัว เรามีของ เรามีองค์ เราเป็นครูกายแก้ว เรากินหมา บอกเลยไม่ได้เป็นปอบ

ทางเพจนั้นได้ติดต่อมาขอโทษไหม?
ใหม่ : “ไม่มี แต่ใหม่ติดต่อไป ไปด่าเลย บอกว่าลบเดี๋ยวนี้เลยนะ ทางนั้นก็แบบแม่… ขอโทษ หนูชอบแม่มาก แม่สวยมาก หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูจน แม่อย่าเอาเรื่องอะไรหนูเลย เราก็เลยบอกไปว่าไม่รับคำขอโทษ แล้วก็จะเอาคำขอโทษเป็นเงินด้วย ถ้าคนที่ติดตามผลงานเราหรือชอบเราจริงอย่างที่ปากพูด เขาคงไม่ทำร้ายเราด้วยข่าวหรือแคปชันแบบนี้หรอก ยืนยันว่าฟ้องเพจแน่นอน ส่วนคนที่คอมเมนต์ก็นั่งไล่แคปอยู่เหมือนกัน”

“ถ้าคนรักใหม่จริงๆ อยากให้ติดตามใหม่ทางช่องทางของใหม่เท่านั้น จะได้รู้นิสัยที่แท้จริงของใหม่ว่าเป็นยังไง ไม่ใช่ไปเชื่อในสิ่งที่คนคนหนึ่งเขียนแคปชัน แล้วก็มาด่าใหม่เป็นพันอ่ะ ด่าแรงด้วย อินี่มันบ้า ป่วย โรคจิต กินหมา คือด่างงอ่ะ บอกเลยคนด่าเยอะ เหมือนใหม่เป็นปอบอ่ะ” ใหม่ สุคนธวา กล่าวทิ้งท้าย

‘โบว์ ณัฏฐา’ ตั้งข้อสังเกต!! ‘รองอ๋อง’ ใช้งบรับรองแขกเลี้ยงหมูกระทะ ติง ‘ไม่เหมาะสม-ไม่สมเหตุสมผล’ ด้วยเหตุผลหลายประการ

(19 ส.ค. 66) ‘คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา’ ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีการใช้งบรับรองแขกของรองประธานสภาฯ ไปจัดเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านสภาฯ นั้น ไม่เหมาะสมและไม่สมเหตุสมผลด้วยเหตุผลหลายประการ โดยส่วนตัวมีข้อสังเกตดังนี้…

1.) วัตถุประสงค์ของงบก้อนนี้ ให้ใช้เพื่อรับรองแขกบ้านแขกเมืองเป็นหลัก ในแต่ละปีจะมีคณะบุคคลหลากหลายมาขอเข้าพบประธานและรองตลอดปี เช่น คณะผู้แทนราษฎรหรือส่วนงานนิติบัญญัติจากต่างประเทศ ทูต ผู้แทนกระทรวง หรือคณะบุคคลจากรัฐบาล และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีวาระตามจุดประสงค์ของทั้งสองฝ่าย

งบก้อนนี้ไม่ใช่งบสวัสดิการพนักงาน มิฉะนั้น ประธานและรองก็สามารถเอางบนี้ พาพนักงานไปเที่ยวเล่นได้ทั้งปีโดยอ้างเหตุผลต่างๆ ได้

นี่คือการใช้งบผิดประเภท

2.) แม่บ้านจำนวนมากในสภาฯ นั้น มาจากบริษัท Outsource ที่ทางสภาฯ ทำการจัดจ้างมา และมีเงื่อนไขในการทำงานที่ตกลงกับบริษัทเอกชน หากพบว่ามีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม สิ่งที่สภาฯ ควรทำ คือการทบทวนสัญญากับบริษัท ให้มีความครอบคลุมถึงส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการ และความเหมาะสมของเงื่อนไขในการจ้างพนักงาน (หลายคนถูกจ้างแบบรายวันต่อเนื่องเป็นปีๆ โดยไร้สวัสดิการ ซึ่งผิดกฎหมายแรงงาน หากต้องการให้รัดกุม ต้องมีการปรับรายละเอียดส่วนนี้ ให้ครอบคลุมการตรวจสอบในสัญญา ซึ่งคือสิ่งที่ทำได้เลยเพราะเป็นสัญญาระยะสั้น และรองประธานควรตรวจสอบได้เอง เพราะเป็นส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างภาครัฐกับเอกชน)

3.) สภาพแวดล้อมพื้นฐานในการทำงานของแม่บ้านสภาฯ ควรได้รับการปรับปรุงก่อน และเป็นสิ่งที่รองประธานย่อมมองเห็นได้เองอยู่แล้ว เพราะเป็นมาตรฐานที่ลูกจ้างทุกคนควรมี เช่นห้องพัก ที่เก็บของส่วนตัว และโซนรับประทานอาหารของพนักงาน เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ หลังจากนั้น มีรายละเอียดเพิ่มเติมอะไร ก็ดำเนินการทบทวนรายละเอียด โดยส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปได้ตามปกติ

เมื่อข้อเท็จจริงมีดังที่กล่าวมานี้ อีเวนต์เลี้ยงหมูกระทะที่เกิดขึ้นจึงไม่เหมาะสม ทั้งในเรื่องการใช้งบประมาณผิดประเภท การจัดเลี้ยงลูกจ้างของบริษัทเอกชนโดยไม่ติดต่อสื่อสารกับบริษัท การสร้างประเด็นข่าวจากสิ่งที่ควรเป็นงานปรับปรุงแก้ไขตามปกติในสภาฯ

และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นการ ‘หาเสียง’ ด้วยการสร้างภาพกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของพรรคก้าวไกล โดยนำกลุ่มแม่บ้านสภาฯ ขึ้นมาเป็นตัวแทนประกอบฉาก ด้วยงบประมาณของรัฐฯ

‘ไบเดน’ ควง ‘ผู้นำญี่ปุ่น-โสมใต้’ จ่อประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ เพิ่มความมั่นคง 3 ชาติ ผนึกกำลังเผชิญหน้า ‘จีน-เกาหลีเหนือ’

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 66 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายโจ ไบเดนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมที่จะประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคงครั้งใหม่ ในการประชุมสุดยอดไตรภาคี ร่วมกับประธานาธิบดียุน ซอกยอลของเกาหลีใต้ และนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังที่จะเป็นการส่งข้อความที่หนักแน่นไปยังจีน ที่แสดงความไม่พอใจต่อการร่วมมือกันของทั้ง 3 ฝ่ายนี้อย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้ พันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันมานานหลายสิบปี หลังจากการที่ญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลีระหว่างปี 1910 – 1945 ซึ่งเต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดียุนของเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจที่จะหันมายุติข้อพิพาทกับญี่ปุ่นเรื่องการใช้แรงงานทาสในช่วงสงคราม และหันมาเรียกประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นพันธมิตร ท่ามกลางความตึงเครียดจากเกาหลีเหนือและจีน

ในการประชุมสุดยอดไตรภาคีครั้งนี้ที่จะมีขึ้นที่แคมป์เดวิด บ้านพักส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรัฐแมริแลนด์ ผู้นำของทั้ง 3 ประเทศจะบรรลุข้อตกลงในเรื่องการตั้งสายด่วนฉุกเฉิน 3 ฝ่าย การจัดซ้อมรบเป็นประจำ และจะตกลงที่จะจัดการประชุมสุดยอดไตรภาคีเช่นนี้ทุกปี โดยหวังที่จะกำหนดให้เป็นแบบแผนในความร่วมมือ 3 ฝ่ายนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ฮิการิโกะ โอโนะ โฆษกหญิงของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นยังระบุอีกว่า ในการประชุมดังกล่าวจะมีการตกลงกัน ถึงความจำเป็นในการหารือพูดคุยกัน ในขณะที่เกิดสถานการณ์วิกฤต และเดินหน้าในเรื่องการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือแบบเรียลไทม์อีกด้วย ขณะที่นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า เขามองการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ว่าเป็น ยุคใหม่ของความร่วมมือไตรภาคี “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ในภูมิภาคแต่เป็นทั่วโลก” บลิงเกนกล่าว โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยกันถึงเรื่องอื่นๆ นอกเหนือประเด็นในทวีปเอเชียด้วยเช่นกัน

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศเกาหลีเหนือได้มีการยิงทดสอบขีปนาวุธอยู่บ่อยครั้ง และประเทศจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงแสนยานุภาพมากขึ้น ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย จากความพยายามที่จะเรียกร้องกรรมสิทธิ์ทางทะเลที่มีข้อพิพาทและจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หันมาร่วมมือกับจีน เพื่อช่วยกันพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะย้อมสีผมให้เป็นสีทอง หรือทำจมูกให้แหลมแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันเป็นชาวตะวันตกได้”

ด้านนายราห์ม เอมานูเอล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำญี่ปุ่น กล่าวว่า “เราได้สร้างบางอย่างที่จีนไม่อยากให้เกิดขึ้น สิ่งที่เราอยากจะบอกคือเราเป็นมหาอำนาจ และมีตัวตนในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างถาวร และคุณสามารถมั่นใจในสหรัฐฯ ได้อีกนาน” นอกจากนั้นแล้ว นายเอมานูเอลยังกล่าวอีกว่า จีนควรที่จะเข้าใจว่า “เราคือมหาอำนาจที่กำลังอยู่ในขาขึ้น ขณะที่จีนกำลังอยู่ในขาลง”

‘อุ้ม ลักขณา’ เคลียร์ชัด!! เซ็นใบหย่า ‘บอล กฤษณะ’ แล้ว เตรียมย้ายกลับกรุงเทพฯ ต่อจากนี้ขอทุกอย่างทำเพื่อลูก

ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้!! ‘อุ้ม ลักขณา’ รับเซ็นใบหย่า ‘บอล กฤษณะ’ ปิดฉากชีวิตคู่ พร้อมเปิดใจครั้งแรก เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหมอดู?

(19 ส.ค. 66) เปิดใจเคลียร์ให้ฟังกันแบบชัด ๆ เป็นครั้งแรกในรายการแฉ สำหรับ ‘อุ้ม ลักขณา’ ถึงปมการเลิกรากับสามีหนุ่ม ‘บอล กฤษณะ’ ว่า ได้เซ็นใบหย่าและเตรียมย้ายที่จะกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ขอทุกอย่างทำเพื่อลูก ‘น้องดีสนีย์’

“ตอนนี้เป็นซิงเกิลมัมทั้งพี่ทั้งน้องค่ะ ไม่เคยคิดอยู่ในหัวเลย ว่าจะมีวันนี้ ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวว่าอุ้มจะไม่มีผู้ชายคนนี้อยู่ในชีวิต อุ้มคิดว่าเขาคือความสุข คือครอบครัว คือพ่อของลูก คือสามีที่ดี ก็เลยไม่เคยระแวงหรือคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้

7 ปีชีวิตครอบครัวถามว่าแฮปปี้ไหม มันก็มีบ้าง จะไม่มีเลยก็เป็นไปไม่ได้ สองคนมาจากคนละครอบครัว มาจากคนละพื้นฐานการเลี้ยงดูกัน ก็ต้องมีเรื่องที่ปรับกันเยอะมากๆ ก่อนจะถึงจุดที่ลงตัว มันใช้เวลาหลายๆ ช่วง แต่ว่าเราทั้งสองคนก็พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อลูก ซึ่งมันก็ผ่านมาได้ แต่มันก็มาเกิดเรื่องนี้ที่ทำให้ไม่สามารถไปต่อได้” อุ้ม ลักขณา กล่าว

เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ว่า หาก ไม่ไปดูหมอดูคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อุ้มตอบว่า “ไม่จริง” ไม่ได้ดูดวงเพื่อเช็กว่าสามีนอกใจหรือไม่ แค่ไปดูดวงตามปกติ

“ไม่ได้สาระแนไปดูอะไรเลยค่ะ ไม่ได้ดูดวงเพื่อเช็ก ไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย ไปเพราะเห็นเขาดูกันก็ตามเขาไป ปกติชอบดูดวง แต่วันนั้นไม่ได้ตั้งใจไปดูดวงอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะทุกอย่างแฮปปี้ดีหมด ต่อให้เขาพูดอะไรมาไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องหวั่นไหว หรือต้องไปจับผิดอะไร ไม่มีอยู่ในสมองของอุ้มเลยค่ะ

ในตอนแรกที่หมอดูทำนาย อุ้มไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าทำนายแม่น เพราะมองว่าชีวิตครอบครัวของตนเองนั้นดีอยู่แล้ว แต่พอเกิดเรื่องขึ้นเลยรู้สึกทันทีว่าหมอดูทักแม่น และเรื่องก็เกิดหลังจากโดนทักไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

เปิดไพ่ยิปซีค่ะ ตอนดูเราก็ยังไม่เชื่อเลย คิดว่าหมอดูคนนี้เราไม่รู้จักเขา เขาคงมั่วๆ พูดไปเรื่อย เพราะชีวิตครอบครัวเราดีอยู่ แต่พอเกิดเรื่องแล้วถึงได้ อ้าว แม่น” อุ้ม ลักขณา กล่าว

หากถามถึงสภาพจิตใจ อุ้ม เผยว่า ตนเองไปต่อไม่เป็น ต้องกลับบ้านที่กรุงเทพฯ มาหาเซฟโซน เพราะตอนไปอยู่เชียงใหม่ ตนเหมือนเริ่มต้นไม่ ไม่รู้จักใคร ไม่มีสังคม มีเขาแค่คนเดียว คอยเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

“กลับบ้านที่กรุงเทพฯ ค่ะ เราต้องกลับมาหาเซฟโซนของเราค่ะ อยู่ที่เชียงใหม่ 7 ปี อุ้มไม่มีเพื่อน อุ้มไปอยู่คนเดียว ตัวคนเดียว ไม่มีใครเลยค่ะ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม มีแค่เขาคนเดียว ที่เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วก็มีลูก ชีวิตก็จะอยู่แต่อย่างนั้นค่ะ แล้วตอนหลังก็เอาน้องชายมาอยู่ด้วย เพราะน้องชายอยากมาดูแลพี่สาว ให้เขาเริ่มมาทำงานกับเรา น้องชายเพิ่งเข้ามาอยู่ได้ปีนึงค่ะ”

ส่วนช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง อุ้ม รับว่าเรื่องเกิดตั้งแต่ช่วงที่เพจดังปล่อยข่าวว่าผัวเมียสายแซ่บอันฟอลโลว์ไอจีกัน ถ้าถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้จะยังเลือกผู้ชายคนนี้ไหม อุ้มก็จะยังเลือกเขา เพราะเขาได้ให้ของขวัญที่ดีที่สุดก็คือ ‘น้องดีสนีย์’

“เกิดขึ้นแล้วค่ะ ไม่ใช่ตัดสินใจว่าจะจบกัน แต่เป็นวันที่เรากลับบ้าน กลับมากรุงเทพฯ มาพักใจ ใน 7 ปีที่ผ่านมานั้น ชีวิตมีความสุขค่ะ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคือน้องดีสนีย์และน้องการ์ตูน แม้น้องการ์ตูนไม่ใช่ลูกแท้ๆ เป็นลูกพี่บอล แต่อุ้มก็รักเขาเหมือนลูกแท้ๆ จริงๆ เราแคร์เขามากๆ ส่วนน้องดีสนีย์เขาคือของขวัญที่ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ อุ้มพยายามเคลียร์และปรับกันแล้วทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยสติ และตกลงกันทั้งสองฝ่ายว่าเราไม่อยากให้ลูกได้รับผลกระทบที่พ่อแม่มาทะเลาะกันให้ลูกเห็น ฉะนั้น ในเมื่อถึงทางตันแล้ว ต่างคนต่างมีทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ทางที่เหมือนกันคือจะเป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุดให้กับลูกทั้งสองคน” อุ้ม ลักขณา กล่าว

สำหรับกระแสข่าว ‘เลิกกันเพราะสามีไปติดผู้จัดการ’ และ ‘ไม่ยอมให้สามีทำการบ้านเลย 3 ปี’ อุ้มเคลียร์ชัดว่า “ไม่จริง”

“ข่าวที่ว่าพี่บอลเลิกอุ้มเพราะผู้จัดการอุ้ม ผู้จัดการอุ้มเขาเป็นสาว (หัวเราะ) ส่วนเรื่องไม่ยอมให้สามีทำการบ้านเลย 3 ปีก็ไม่จริงค่ะ ขอแก้ข่าวนิดนึง ไม่มีสองปีแรก เพราะปีหนึ่งท้อง 9 เดือน อีกปีอุ้มเลี้ยงลูกคนเดียว 24 ชม. พี่ด้าต้องเข้าใจความแม่ เรามีลูกคนแรก และไม่ได้อยู่ข้างๆ แม่ตัวเอง ไม่ได้อยู่ข้างๆ น้องสาวที่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูกมาก่อน อุ้มไม่มีคนเป็นที่ปรึกษาเลย ก็งูๆ ปลาๆ กับการเลี้ยงลูกคนนึงให้ดีที่สุด

เราต้องปั๊มนม ให้ลูกเข้าเต้า เลี้ยงลูก พอลูกขวบนึงก็กลับมามีอะไรกันเหมือนเดิม ก็มีการนัดกัน แต่ต้องนัดตามเวลา เพราะอุ้มเลี้ยงลูกเองเป็นหลัก อุ้มไม่มีพี่เลี้ยง”

ส่วนเรื่องที่ว่าเอาหน้าอกออกแล้วทำให้สามีเปลี่ยนใจ อุ้ม ยืนยันว่า “ไม่เกี่ยว” มีการพูดคุยกับสามีแล้ว สามีโอเค

“อุ้มไม่รู้ว่าคนอื่นหรือใครจะคิดยังไง แต่ก่อนเอาหน้าอกออก เรามีการพูดคุยกัน มีการปรึกษากัน ซึ่งเขาก็บอกว่าอะไรที่อุ้มมีความสุข อุ้มทำเลย เพราะอุ้มมีปัญหาปวดหลังหนักมาก เราใส่เต้ามานาน พอเราให้นมลูก แล้วพอมันหมด มันยาน มันใหญ่ มันหนัก

แล้วอุ้มคิดว่าชีวิตนี้เรามีผู้ชายคนนี้เป็นผัว เราไม่คิดจะมีผัวคนไหนอีกแล้ว ต่อให้กูน่าเกลียด ผัวก็ต้องรักกูสิ ต่อให้นมแบน แต่กูไม่ได้ไปรักคนอื่น ไม่ได้คิดจะไปเปิดนมให้คนอื่นดูอีกแล้ว ถ้าเราอยากมีนมใหญ่ให้คนอื่นดู แต่เราคิดว่าเราไม่ได้อยากให้คนอื่นดูแล้วไง เราหยุดอยู่ที่เขาคนเดียว ชีวิตนี้เรามีเขาแค่คนเดียวแล้ว เราก็เอาออก ให้มันเป็นธรรมชาติ อุ้มมาออกกำลังกาย สายสปอร์ตแล้วไงคะ” อุ้ม ลักขณา กล่าว

ในตอนนี้ อุ้มและสามี ได้เซ็นใบหย่ากันเรียบร้อยแล้ว ยุติความสัมพันธ์การเป็นสามีภรรยากัน เป็นเพียงแค่พ่อกับแม่ที่ดีที่สุดให้ลูกทั้งสองคน ลูกคือความสุขที่สุดของอุ้ม ทุกครั้งที่มีปัญหา อุ้มมีครอบครัว มีนิวเคลียร์ มีพ่อแม่ มีน้องชาย

“อุ้มกับเขาก็เซ็นใบหย่ากันเรียบร้อยแล้วค่ะ ทางกฎหมาย และตัวอุ้มเองกับเขาก็อย่างที่ตกลงกัน เราจะยุติความสัมพันธ์การเป็นสามีภรรยากัน เป็นเพียงแค่พ่อกับแม่ที่ดีที่สุดให้ลูกทั้งสองคน โดยพี่บอลรับผิดชอบเรื่องลูกไป อุ้มก็ต้องคัมแบ็กกลับมาทำงาน จากนี้จะรับงานในวงการ ห่างหายไปนาน ขอโอกาสนะคะ ต้องไปทำนมใหม่ไหมคะ (หัวเราะ)”

สำหรับคำถามที่ว่าได้พูดคุยกับลูกแล้วหรือยัง อุ้ม เปิดใจว่า อยากให้ลูกค่อย ๆ ปรับตัว บอกว่าลูกจะต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯนะ แต่ลูกไม่จำเป็นต้องมารับรู้ปัญหาของพ่อปม่ เพราะอุ้มไม่อยากให้ลูกรู้สึกไม่ดี ไม่อยากพูดถึงปัญหาว่าคืออะไรอีกแล้ว เพราะมันจบแล้ว

“เขาก็คงงงๆ ค่ะ ตอนนี้ถึงไม่ได้ย้ายออกมาจากเชียงใหม่ เราอยากให้เขามีโมเมนต์ค่อยๆ ปรับกับพี่สาวเขา พ่อเขา ก่อนที่เขาจะต้องแยกออกมาจริงๆ

ตอนนี้เขาพูดเสมอว่าเขาเกิดเชียงใหม่ เขาเป็นเด็กเชียงใหม่ แต่ตอนนี้เราก็พูดว่าตอนนี้บ้านเรากำลังจะพังนะ เราต้องซ่อมบ้านนะลูก เราต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ มาเรียนกรุงเทพฯ นะ เขาก็เริ่มเก็ต เริ่มเข้าใจ แต่เขาไม่จำเป็นต้องมารับรู้ว่าปัญหาของพ่อแม่คืออะไร ท้ายที่สุดแล้วอุ้มไม่ได้อยากให้ลูกรู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกว่าพ่อแม่มีปัญหากัน หรือไม่ภูมิใจในตัวพ่อเขาหรือตัวอุ้ม ฉะนั้นเลือกได้อุ้มไม่อยากพูดถึงปัญหาว่าคืออะไรอีกแล้ว เพราะมันจบแล้วค่ะ” อุ้ม ลักขณา กล่าวทิ้งท้าย

‘ทักษิณ’ กลับบ้าน ขออภัยโทษ แจกกล้วยสภาสูง ดัน ‘เศรษฐา’ มีลุ้น

ไม่น่าจะเลื่อนหรือล้มเลิกอะไรอีก… วันที่ 22 ส.ค.นี้ รัฐสภาก็จะได้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 กันเป็นครั้งที่ 3 และในวันเดียวกัน ตอน 9.00 น. ‘คุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร’ จะยกทีมไปต้อนรับการกลับบ้านของคุณพ่อ ‘นายทักษิณ ชินวัตร’

สองเหตุการณ์มาบรรจบกัน ในวันเดียวกัน… แบบนี้ต้องร้องอั๊ยหยา!!... เกือบๆ ฟ้าสะท้าน แผ่นดินสะเทือนทีเดียวเชียวแหละ!!

ว่ากันกรณีโหวตเลือกนายกฯ ก่อน พรรคเพื่อไทยดีลจบแล้ว ได้รัฐบาล 314 เสียง สูตร ‘มีลุง มีเรา สลายขั้ว สลายสี’ อาจจะคลุมๆ เครือๆ อยู่นิดหน่อย กรณีพรรคพลังประชารัฐของ ‘บิ๊กป้อม’ ยังไม่ปรากฏว่าผู้บริหารพรรคของฝั่งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ… แต่คาดว่า ในอีกวันสองวันนี้ก็คงแสดงความชัดเจนออกมา

วิเคราะห์ ตรวจสอบแล้ว แม้ว่าขณะนี้ ‘นายเศรษฐา ทวีสิน’ จะถูก ‘นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์’ จอมแฉจ้วงแทงเอาหลายแผล อาการไม่สู้ดีนัก และเชื่อขนมกินเถอะ ว่าวันที่ 22 ส.ค.ที่จะถึงนี้ จะถูก สว.ตัวตึง 3-4 คน ขยี้แผลซ้ำก็ตาม… แต่ความที่พรรคสองลุงร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ภายใต้เงื่อนไข ‘เพื่อไทยไม่ยุ่ง-ไม่แก้มาตรา 112 และไม่เบี้ยวไปเอาพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลในภายหลัง’ ก็ทำให้ สว.สายลุงที่เคยค้านสุดตัวหรือเตรียมงดออกเสียง เปลี่ยนใจมายกมือ ‘เห็นชอบ’ ด้วยเห็นแก่ประเทศที่จะต้องเดินหน้ากันมากขึ้น…

และไม่แค่นั่น… สายข่าวยืนยัน นั่งยัน ว่าขณะนี้ปฏิบัติการแจกกล้วยให้ สว.ผู้หิวโหยได้ดำเนินไปอย่างเอาการเอางาน และได้ผลค่อนข้างดี…

อย่างไรก็ตาม คะแนนของนายเศรษฐาก็ยังไม่ปลอดภัย… ได้เสียงสนับสนุนจาก 11 พรรค รวม 314 ต้องหาเพิ่มอีก 61 จึงจะครบ 375 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา… ไม่มากแต่ก็ไม่น้อย…
ถ้านาทีสุดท้ายเกิด สว.ส่วนใหญ่ ‘งดออกเสียง’ ขึ้นมาล่ะก็นายเศรษฐาอาจชีช้ำไปตลอดชีวิต พรรคเพื่อไทยอาจเข็นคนป่วย ‘นายชัยเกษม นิติสิริ’ หรือทิ้งไพ่ตายให้ลูกสาวนายห้าง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ก็ได้…

ดูเกมทั้งกระดานแล้ว… พรรคเพื่อไทยไม่ยอมสูญเสียเก้าอี้นายกฯ อย่างแน่นอน ยิ่ง ‘นายใหญ่’ เดินทางกลับบ้านในยามนี้ด้วยแล้ว ยิ่งต้องคว้าเก้าอี้นายกฯ ให้ได้…

สำหรับกรณีที่นายทักษิณ ซึ่งมีโทษจำคุกจากคดีทุจริตที่ถึงที่สุดแล้วรวม 10 ปี สายข่าวระบุว่า ได้ทำการบ้านในเชิงข้อกฎหมายมาเป็นอย่างดี ทั้งประเด็นระยะเวลาจำคุกที่ทับซ้อนโทษจำคุกจริงน่าจะเหลือน้อย และคงใช้ช่องทางขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะตัวด้วย… ส่วนกรณีที่จะใช้ช่องทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจไม่จำเป็น อาจจะแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) เพียง 2 ฉบับ คือ ‘พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ และ ‘พ.ร.ป.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ’ เพื่อให้คดีเปลี่ยนจากไม่มีอายุความเป็น ‘มีอายุความ’ เพื่อที่นายทักษิณจะได้ใช้ระยะเวลาที่หลบหนีคดีลบล้างโทษได้…

ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวง… ‘เล็ก เลียบด่วน’ ขออนุญาตโลกสวยสักวัน ขอภาวนาให้รัฐบาลสลายขั้ว สลายสี เดินหน้าประเทศไทยไปให้ได้ ออกจากหล่ม 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งให้ได้สักครึ่งหนึ่ง ก็ยังดี… สาธุ!!

'ซาบีน่า' เปิดภารกิจเพื่อสังคม เปลี่ยนชุดชั้นในเก่าเป็น 'พลังงานสะอาด' พร้อมเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้กับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมะเร็ง

จากรายการ THE TOMORROW ทางสำนักข่าวออนไลน์ THE TOMORROW สัปดาห์นี้ ได้พูดคุยกับ แขกพิเศษ คุณดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชุดชั้นใน ซาบีน่า แบรนด์ไทยที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 60 ตอกย้ำการเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับภูมิภาคด้วยพันธกิจใหม่

ซาบีน่า เริ่มต้นโดยคุณแม่จินตนา ที่เริ่มขายชุดชั้นใน บริเวณตลาดพลู เย็บด้วยมือ ถือหิ้วตระกร้าเดินขาย จนสามารถแตกไลน์จากชุดชั้นในจินตนามาสู่แบรนด์ซาบีน่า ที่ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของประเทศ ไว้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญในปีที่จะก้าวสู่วัย 60 อยู่ที่พันธกิจที่เหนือกว่าการผลิตสินค้าและการขายของแบรนด์ ซาบีน่า ภายใต้มุมคิดที่จะทำธุรกิจอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด และสร้างประโยชน์ต่อผู้คนให้มากที่สุด

คุณดวงดาว กล่าวว่า "ปัจจุบันซาบีน่าให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) เพราะชุดชั้นใน เสื้อผ้า ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ ยิ่งเมื่อไหร่ที่มียอดขายสูงขึ้น แปลว่าเรากำลังสร้างขยะออกมาในโลกนี้มากขึ้นเท่านั้น นั่นจึงให้เราเริ่มหาวิธีการที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้

"โดยในปีที่แล้ว เราได้มีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบขยะให้ถูกนำไปทำลายอย่างถูกวิธี ภายใต้แคมเปญ 'โละแล้วไปไหน' หรือก็คือ ชุดชั้นใน ไม่ว่าจะเป็นของคุณเอง หรือคนในครอบครัว คุณเก็บใส่ถุงให้ดีแล้วนำมาให้เรา เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถนำมาใส่กล่องรับชุดชั้นในเก่า ที่จุดขาย หรือ Shop ของเรา ซึ่งที่กล่องจะมี QR CODE ให้สแกนเก็บไว้ และทุก ๆ 1 สแกนเราจะบริจาคสินค้าใหม่ให้กับคนที่ต้องการ 1 ชิ้นอีกด้วย"

ต่อมากับ โครงการเต้านมเทียม Sabina Sewing Cup Sewing Heart เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม แคมเปญนี้ถูกคิดขึ้นเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้กับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมะเร็ง สำหรับผู้ป่วย หรือผู้ที่ประสงค์ติดต่อขอรับเต้านมเทียมเพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วย สามารถติดต่อขอรับเต้านมเทียม ได้ผ่านทาง Line@ : @SabinaThailand หรือทาง www.sabina.co.th

โดยซาบีน่าจะจัดส่งเต้านมเทียมให้ถึงมือผู้ป่วยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Sabina Call Center โทร. 02-422-9430 บริษัทหรือหน่วยงานแจ้งความประสงค์ผ่านทาง [email protected] ซาบีน่าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเต้านมเทียมเหล่านี้ จะช่วยเติมเต็มพลังใจให้กับผู้ป่วย หลังการรักษาโรคมะเร็งเต้านมด้วยวิธีตัดเต้า ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เรียกว่าเป็นอีกพันธกิจเพื่อสังคม ที่เดินหน้าควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจของ

ซาบีน่า ที่เราต้องขอปรบมือให้จริง ๆ

เรื่อง: วสันต์ มนต์ประเสริฐ

‘กอล์ฟ ศาสตรา’ โพสต์ซึ้งถึงกลุ่มเพื่อนรักสมัยเรียน แม้เห็นต่างทางการเมือง แต่มิตรภาพไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 66 นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘นายศาสตรา ศรีปาน - Sarttra Sripan’

สรุปผลการประชุม ‘สภาเพื่อน’ เมื่อคืน มีดังนี้
1.) การเมืองเป็นอย่างไรอย่าลืม สุดท้ายเราคือ ‘เพื่อนกัน’
2.) เห็นต่างได้แต่อย่าแตกแยก เพราะวันนึงที่นายลำบากเราก็จะยื่นมือไปช่วยนายอยู่ดี หมดเวลาทะเลาะ เถียงกันให้ตายก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง… เปลืองพลังชีวิตเปล่าๆ
3.) มาถึงช่วงชีวิตนึง “เพื่อนตายหาง่ายกว่าเพื่อนกิน”
ด้วยกฏแห่งธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บตาย
มีความสุขกับชีวิตที่มีเพื่อน ถึงยาก ดี มี จนต่างกันไปไม่หวือหวา ว่างก็ชวนกันไปกินน้ำชา จำให้ได้ว่าเราคือ ‘เพื่อนกัน’ ในวัยเด็กมันเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและมิตรภาพ กว่าจะถึงวันนี้ช่วงเวลาดีๆ มีมากมาย

สุดท้าย วันที่เราจากโลกนี้ไป โชคยังดีที่มีพวกมึงมาร่วมงานและวางพวงหรีด 😇
รักกันจริงอย่าเอาทุกสิ่งไปโยงการเมืองนะจ๊ะ
ด้วยความห่วงใยจากเพื่อนถึงเพื่อนที่รักทุกคนบนโลกนี้

#จากใจพี่ศาสตรา 
#หรอยแรงเด็กหาดใหญ่
#เด็กแสงทอง #เด็กญว

‘บิว อรจิรา’ ทายาทหมื่นล้านธุรกิจอสังหาฯ สุดรันทด เล่าประสบการณ์อยู่ต่างประเทศ ไม่ต่างผู้ลี้ภัย

เมื่อไม่นานนี้ ไฮโซสาวตระกูลดัง ‘บิว อรจิรา บัณฑูรจินดา’ ทายาทนักธุรกิจหมื่นล้าน ลูกสาว ‘คุณจรูญศักดิ์ บัณฑูรจินดา’ หุ้นส่วนใหญ่เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในเครือ AP สุดรันทด เล่าประสบการณ์ใช้ชีวิตในประเทศแคนาดา ผ่าน tiktok ‘บิวจินดา Beaujonda35’ ขนาดเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนผ่านการคัดเลือกจากรัฐบาล ยังถูกบูลลี่เหมือนเราไม่ใช่คน โดยเฉพาะคนไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุว่า…

“เรื่องของบิว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณ 10 ปีที่แล้ว บิวไปอยู่แคนาดาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน มีการสอบชิงทุนผ่านโดยกระทรวงและผ่านรัฐบาลของประเทศแคนาดาอย่างถูกต้อง ต้องบอกว่าตอนนั้นบิวสอบข้อเขียน พูด อ่านเขียนผ่าน แต่เราไม่สามารถสื่อสารเป็นประโยคภาษาอังกฤษกับต่างชาติได้

แน่นอนว่า การไปครั้งนั้นเราจะมีปัญหาเรื่องภาษากับเขา ตอนที่เราสอบชิงทุนได้ตอนนั่นเรียน ม.ปลาย ก่อนไป เราดีใจมาก ได้ไปเรียนต่างประเทศ ชีวิตคงสวยหรู คงได้ไปเที่ยวในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่พอไปถึงเราต้องไปอาศัยอยู่กับโฮสแฟมิลี่ ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ทางรัฐบาลเขาจัดให้เรา ต้องบอกก่อนว่า การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เราจะไปอยู่อาศัย 2 แบบ คือแบบ ‘โฮสแฟมิลี่’ และแบบ ‘พักอาศัยกับองค์กร’

ตัวบิวเองอยู่กับโฮสแฟมิลี่ คิดว่าจะเป็นอิสระ เขาคงใจดีกับเรา แต่เปล่าเลย เราไปอยู่ในฐานะคนรับใช้ แม่บ้าน ง่ายๆ นางทาสนั่นแหละ ทำงานบ้านทุกอย่างแม้แต่เลี้ยงลูกให้เขา พอเรากลับจากโรงเรียน เราก็ต้องทำความสะอาดบ้านทุกอย่าง ทำอาหาร เรียกง่ายๆ ว่าเป็นแม่บ้านแหละ หากเราทำไม่ถูกใจ เขาก็ใช้ความรุนแรง ถ้าเราพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็จะตบหน้าเรา ตบคือตบนะคะ ไม่ใช่ตบแบบสั่งสอน ตบแบบใช้อารมณ์ แล้วก็ด่าเรา

เหมือนตามข่าวที่เราเห็นชาวพม่า ลาว เขมร มาทำงานเป็นแม่บ้านในบ้านเรา บางคนถูกทำร้ายร่างกาย ถูกกดขี่ บางคนถูกข่มขืน ไม่ต่างจากบ้านเราเลย พวกฝรั่ง พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย เขาจะมองว่าเรายากจน เป็นพวกลี้ภัย มาอาศัยบ้านเขากิน เป็นตัวถ่วงความเจริญ เมืองไทยขี่ช้างออกจากป่า ส่วนนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกันที่มาจากทวีปยุโรป เขาก็มองว่าผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ขายตัว

บอกตามตรงโคตรเจ็บใจ มาดูถูกกันแบบนี้ คนไทยจะไม่ได้รับการยอมรับที่นั่น เขาจะมองว่าคนเอเชียยากจน มองเราเหมือนไม่ใช่คน เวลาไปเรียนก็จะไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบ คนเอเซียต้องคบกันเอง เพราะแต่ละคนจะโดนทำร้ายเหมือนๆ กัน แต่บิวโดนหนักสุด ถูกทำร้ายร่างกายตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ไม่กล้าบอกใคร ไม่กล้าบอกพ่อแม่ ไม่กล้าฟ้องครู เพราะสุดท้ายเราก็ต้องอยู่ที่นั่นจนครบสัญญา 1 ปี

บิวอาจเป็นคนที่อดทนเก่ง แต่เพื่อนเอเชียบางคนร้องไห้ทุกวัน โดนใช้แรงงานเยี่ยงทาสเหมือนกัน จะบอกว่าฝรั่งส่วนมากที่มีเมียคนไทย ก็เพราะเขาต้องการหาคนดูแลยามแก่ยามเฒ่า เห็นหญิงไทยหน้าเงิน ซื้อได้ด้วยเงิน เขาจะไม่ค่อยมองหญิงไทยเป็นเมียหรอก มองเป็นนางทาสมากกว่า

และนี่คือประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่แคนาดา พอจบ 1 ปีกลับบ้าน สัญญากับตัวเองไม่ขอกลับไปอยู่ต่างแดนอีกเลย อยู่เมืองไทยนี่แหละสบายที่สุดแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่า นี่คือประสบการณ์ส่วนตัวที่บิวเจอ บางคนอาจจะโชคดีหรือโชคร้ายกว่าบิวก็ได้นะคะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top