Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

'ดร.หิมาลัย' ให้กำลังใจ 'พล.ต.ท.ไตรรงค์' หลังเจอแรงกดดันจากสังคม ขอให้นึกถึงคำสอนของพ่อ ยึดถือความถูกต้องในฐานะตำรวจน้ำดี

(27 ก.ย. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตนายทหารชื่อดัง และ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

คิดถึง…พ่อ 

ปกติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ท่านจะเข้ามากราบแม่ที่บ้านเป็นประจำ เฉลี่ยอาทิตย์ละครั้งโดยประมาณ ถ้าช่วงไหนมีงานมาก ก็จะให้พาแม่ไปหาที่ทำงาน ซึ่งไม่บ่อยนัก หรือเวลาคุณแม่ไปหาหมอที่ รพ.ตำรวจ ก็จะคอยรอรับ คุณพ่อของพวกเราเสียไปหลายปีแล้ว ยังมีคุณแม่อยู่เป็นขวัญและกำลังใจของลูกๆ

ในช่วงประมาณ อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าท่านเข้ามาบ่อยผิดปกติ เลยถามเด็กที่บ้านดู ได้ความว่า ประมาณสองสามอาทิตย์มานี้ ท่านเข้ามากราบคุณย่าบ่อยมาก (เด็กที่บ้านจะเรียกคุณแม่ของผมว่าคุณย่า) 

ผมก็คิดอยู่ว่าท่านน่าจะมีเรื่องไม่สบายใจ จนประมาณวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 ก.ย.66) ผมกลับเข้าบ้านประมาณทุ่มนิดๆ เดินเข้าไปกราบแม่ เจอท่านนั่งอยู่แล้ว กำลังจะกลับ เลยถามว่าพอจะมีเวลานั่งคุยกันสักพักไหม ท่านบอกว่าได้สักครึ่งชั่วโมงแล้วต้องไปทำงานต่อ เลยออกมานั่งคุยกันที่ห้องรับแขก ในระหว่างคุย ดูท่านมีสีหน้าเคร่งเครียด เหมือนมีเรื่องหนักใจ อยู่ดีๆ ท่านก็พูดขึ้นมาว่า "พี่อ๊อด อรรถคิดถึงพ่อ"

พูดถึงคุณพ่อ ท่านเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อท่านไตรรงค์มาก ย้อนไปตอนที่ท่านไตรรงค์จะสอบเข้าเตรียมทหาร จะเลือกเหล่าระหว่างนายร้อยตำรวจกับนายร้อย จปร. คุณพ่อท่านพูดว่า "เป็นตำรวจ ทำบุญได้ทุกวัน แค่ทำตามหน้าที่ก็ได้บุญแล้ว เพราะคนที่มาหาตำรวจ คือ คนที่เดือดร้อน เขาจึงหวังมาพึ่งตำรวจ" 

หลังจากฟังคุณพ่อพูด ท่านไตรรงค์ก็ตัดสินใจเลือกสอบเข้าเตรียมทหารเหล่าตำรวจ หลังจากเรียนจนจบการศึกษารับพระราชทานกระบี่ คุณพ่อได้อวยพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตรับราชการ และยังสอนอีกว่า "การประสบความสำเร็จในการรับราชการนั้น ไม่ได้วัดที่ว่าเราจะมียศอะไร ตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่ให้ดูวันที่ลูกเกษียณอายุราชการแล้ว มองกลับมา ว่าเราได้ทำอะไรไว้ให้กับสังคมและประเทศชาติบ้าง ความสำเร็จของเราวัดที่ตรงนั้น" 

คุณพ่อผมท่านมักจะสอนอย่างนี้เสมอ ท่านสอนให้เราให้คุณค่าของความดีมากกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านเป็น พระมหา (ผู้ที่สอบได้เปรียญธรรมตั้งแต่ 3 ประโยค ขึ้นไป) ก่อนลาสิกขาออกมารับราชการ

พอผมได้ยินว่าท่านคิดถึงคุณพ่อ ผมก็ทราบว่าท่านต้องมีเรื่องไม่สบายใจแน่ๆ ก็ได้แต่นั่งเงียบๆ รอท่านพูดต่อ สักพักใหญ่ๆ ท่านก็พูดว่า "พี่อ๊อด อรรถมาได้ถึงวันนี้ ก็มาได้ไกลมากแล้ว อรรถมีเรื่องต้องตัดสินใจบ้างอย่าง อรรถค่อนข้างกังวล อรรถว่า อรรถจะยึดถือคำพูดของพ่อที่ท่านสอนไว้ตอนรับราชการใหม่ๆ ต่อไปหนทางของอรรถอาจจะลำบาก แต่ถ้าอรรถไม่ทำ เมื่อนึกถึงคำสอนของพ่อที่อรรถยึดถือเสมอมา อรรถก็คงต้องรู้สึกผิดไปตลอด คนเก่งใน สตช.มีเยอะ แต่คนกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง จะมีสักเท่าไร อรรถไม่แน่ใจ"

หลังท่านพูดจบ เราก็นั่งกันอยู่เงียบๆ จนท่านขอตัวกลับ ผมก็บอกท่านไปว่า "ไม่สบายใจก็เข้ามากราบแม่ กราบพระ กราบพ่อ บ่อยๆ จะได้มีกำลังใจ ขอบารมีท่านคุ้มครองให้ปลอดภัย พี่เอาใจช่วยครับ"

มาถึงต้นอาทิตย์นี้ มีข่าวใหญ่เกิดขึ้น พี่ดูข่าวแล้ว บางทีก็นึกน้อยใจ เหมือน สตช. มีอรรถทำงานอยู่คนเดียว ช่วงแรกๆ โดน Social ถล่มอย่างหนัก มาวันนี้ ยังพอมีผู้ที่มีใจเป็นธรรมออกมาพูดให้กำลังใจ สนับสนุนอยู่บ้าง สังคมบางส่วน อาจจะสงสัย ตั้งประเด็นจากจินตนาการส่วนบุคคลกันมากมาย จนลืมข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ... นิสัยอรรถ จะเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว อาจจะชี้แจงช้าไปบ้าง พี่เองก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะงานของอรรถ พี่ก็ไม่มีความรู้ แต่พี่เชื่อว่า คนที่คบหาและได้สัมผัสกับอรรถมา จะเข้าใจและเชื่อมั่นในตัวอรรถเสมอ เหมือนพี่ 

ข้อความนี้ พี่เขียนขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งกำลังใจเล็กๆ จากพี่ให้น้อง พี่ที่เชื่อมั่นและมั่นใจในน้องชายคนนี้เสมอ ขอบารมีแห่งองค์หลวงพ่อโสธร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่อรรถเคารพนับถือ บารมีของคุณพ่อ เทวดาทั้งหลาย คุณความดีที่อรรถทำเสมอมา ได้โปรดเป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน ให้อรรถรอดปลอดภัยจากอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ประสบความสำเร็จในกิจการงานเพื่อประเทศชาติและส่วนรวม สาธุ

ผลวิจัยชี้!! วัยรุ่นไทย 'Gen Z - Millennial' ยอมลาออก หากบริษัทไม่ยืดหยุ่นให้ 'Work - Life - Balance'

ไม่นานมานี้ ผลสำรวจจาก Deloitte Global 2023 Gen Z and Millennial Survey ที่จัดทำขึ้นโดย Deloitte ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 12 ได้ทำการสำรวจมุมมองแนวคิดเชิงลึกของคนในเจนซี และมิลเลนเนียล มากกว่า 22,000 คนจาก 44 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดและมุมมองต่าง ๆ ของกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียลที่เป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานทั่วโลก  

ในผลสำรวจฉบับนี้ Gen Z จะหมายถึง ผู้ที่มีอายุ 19-28 ปี และ Millennial จะหมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-40 ปี โดยประเทศไทยนั้น Deloitte ได้ทำการสำรวจ Gen Z จำนวน 200 คน และ Millennial 100 คน ในประเทศไทย 

ผลการสำรวจสะท้อนมุมมองเชิงลึกคนในเจเนอเรชันดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เรื่องของสถานที่ทำงานและเวลาในการทำงาน ดังนี้...

>> ร้อยละ 86 ของ Gen Z และ ร้อยละ 65 ขอ Millennial ในไทย มีแนวโน้มจะเปลี่ยนงานใหม่ หากบริษัทผู้ว่าจ้างต้องการให้พนักงานกลับไปทำงานเต็มเวลาที่ออฟฟิศ 

>> และเกือบร้อย 70 ของทั้งคนไทยรุ่นใหม่ทั้งสองเจเนอเรชัน มีแนวโน้มที่จะขอให้บริษัทมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น ที่มุ่งส่งเสริมแนวคิดการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work/life Balance) ซึ่งครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่...

1) มีทางเลือกในการทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 2) ควรหาวิธีทำให้พนักงานพาร์ทไทม์ (part-time) มีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) เปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น

‘มท.1’ ยัน!! ‘ทูตสหรัฐฯ’ เข้าใจการเมืองไทย รับรู้!! รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจาก ‘รัฐประหาร’

(27 ก.ย.66) ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังพบหารือกับนาย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทยว่า ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน เรื่องผู้อพยพเมียนมา ซึ่งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย โดยสหรัฐฯ ได้ขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการคัดกรอง และตรวจสอบคุณสมบัติผู้อพยพที่จะเดินทางไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา และไม่มีการพูดคุยเพื่อให้ไทยรับผู้อพยพเพิ่ม ซึ่งสหรัฐอเมริกามีนโยบายช่วยเหลือผู้อพยพเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ได้มีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทยอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลนี้ถือว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนจริง ๆ เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขอให้สหรัฐฯ นึกถึงไทยในรูปแบบนี้ ไม่ใช่รัฐบาลที่มีผลพวงมาจากการรัฐประหาร ซึ่งทางทูตสหรัฐฯ ก็เข้าใจบริบทการเมืองในประเทศไทย ไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากเด็ดขาดที่จะจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองอันดับหนึ่งได้ 151 เสียงพรรคการเมืองอันดับสองได้ 141 เสียง

“ผมได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเส้นทางการเมืองของแต่ละพรรคที่เดินไป การที่พรรคที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อปี 2562 ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องกลไกทางการเมืองที่จะลงตัวอย่างไร ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้ติดใจอะไร” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ระบุ 

ศาลพิพากษาให้ 'กรมที่ดิน' ชดใช้ 'ธนาธร' 4.9 ล้านบาท ปมสั่งเพิกถอน 'น.ส.3ก.' ราชบุรี เนื้อที่ 81 ไร่เศษ

‘ศาลปกครองกลาง’ พิพากษาให้ ‘กรมที่ดิน’ ชดใช้ค่าเสียหาย ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ 4.9 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ปมออกคำสั่งเพิกถอน ‘น.ส.3 ก.’ จ.ราชบุรี เนื้อที่ 81 ไร่เศษ ชี้แม้ที่ดินทั้ง 2 แปลง จะออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็น ‘บุคคลภายนอก’ ที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต-เสียค่าตอบแทน

(27 ก.ย. 66) ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2218/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 1839/2566 ซึ่งเป็นคดีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องกระทรวงมหาดไทย (มท.) กับพวกรวม (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง กรณีอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในพื้นที่ จ.ราชบุรี ของนายธนาธร

โดยศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมที่ดิน) ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 4,912,311.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดใน พ.ร.ฎ.ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ของต้นเงินจำนวน 4,785,782.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คืนค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 3 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

เนื่องจากศาลฯเห็นว่า จากการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินของหน่วยงานต่าง ๆ ตามหลักวิชาการที่ดินประกอบกับเมื่อพิจารณาจากแผนที่แสดงตำแหน่งแปลงที่ดิน มาตราส่วน 1 : 30,000 ระวาง 4836 II 5006 แล้วเห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 158 และเลขที่ 159 ของผู้ฟ้องคดี อยู่ในแนวเขตที่ดิน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2521 ได้กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี” หมายเลข 85

และต่อมาได้มีการประกาศกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี”ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1,069 (พ.ศ.2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3. ก.) ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) และข้อ 8 (2) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497

จึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย รองอธิบดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มอบหมาย จึงมีอำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ได้

ดังนั้น คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก.) เลขที่ 158 และเลขที่ 159 ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี อาศัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจเช่นเดียวกัน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 158 ออกให้แก่นาย อ. และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 159 ออกให้แก่นาย ช. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2521 ตามโครงการเดินสำรวจโดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 58 และมาตรา 58 ทวิ วรรคสอง (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ต่อมา นาย อ. และนาย ช. ได้จดทะเบียนขายให้แก่ บริษัท ร. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2528 หลังจากนั้น บริษัท ร. ได้จดทะเบียนขายรวมสองแปลงให้แก่นาย ส. เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 และนาย ส. ได้จดทะเบียนขายรวมสองแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543

ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้รับความเสียหาย เมื่อนายอำเภอจอมบึงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กระทรวงมหาดไทย) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ความรู้ความชำนาญและความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบสภาพและที่ตั้งของที่ดินว่าเป็นที่ดินที่ต้องห้ามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามกฎหมายหรือไม่

ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อนายอำเภอจอมบึง ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องไม่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอจอมบึง

แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมที่ดิน) จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอจอมบึงในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

ส่วนในการพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี จะต้องพิจารณาถึงความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ ณ วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 และไม่ปรากฏว่ามีราคาซื้อขายที่ดินกันตามปกติในท้องตลาดในวันดังกล่าว

จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายโดยเทียบเคียงจากบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รอบบัญชี ปี พ.ศ.2559–พ.ศ.2562 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง ประกาศกำหนด เนื่องจากอัตราดังกล่าวเป็นการกำหนดราคาที่ดินที่มีความเป็นกลางและใช้บังคับอยู่จนถึงวันที่มีการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เมื่อหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 158 มีเนื้อที่ 43 ไร่ 3 งาน มีราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ราคาตารางวาละ 160 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 2,800,000 บาท และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 159 มีเนื้อที่ 38 ไร่ 67 ตารางวา มีราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ราคาตารางวาละ 190 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 2,900,730 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 5,700,730 บาท

อย่างไรก็ดี ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,785,782.98 บาท ศาลจึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ และผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำละเมิด คือ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 จนถึงวันที่ฟ้องคดี (10 ตุลาคม 2565) คิดเป็นดอกเบี้ยก่อนฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 126,528.23 บาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 4,912,311.21 บาท

ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นรายเดือน เดือนละ 13,666.67 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และค่าเสียหายจากการเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน โดยค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินจำนวน 86,555.57 บาท นั้น เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เคยเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน และไม่เคยมีรายได้จากที่ดินแปลงพิพาท อีกทั้งผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างลอยๆ ปราศจากพยานหลักฐานการให้เช่าที่ดิน กรณีจึงถือไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายจากการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3. ก.) เลขที่ 158 และเลขที่ 159 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 43 ไร่ 3 งาน และเนื้อที่ 38 ไร่ 67 ตารางวา ตามลำดับ ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (อธิบดีกรมที่ดิน) ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3. ก.) ทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี

เนื่องจากตำแหน่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก.) พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85)” ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2512 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ห้ามมิให้ดำเนินการในเขตป่าไม้ถาวรและเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3.ก.) ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) และข้อ 8 (2) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2497) ออกตามความพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497

ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2565 กรมที่ดิน โดยคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ 747/2565 ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในพื้นที่ ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 59 ฉบับ เนื้อที่รวม 2,111-1-69 ไร่ ที่ได้ออกเมื่อปี 2521 ตามโครงการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน

เนื่องจากที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร “ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (หมายเลข 85)” ซึ่งต่อมาได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี เมื่อปี 2527 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ห้ามดำเนินการในเขตป่าไม้ถาวร และเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออก น.ส.3 ก. ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2497) ข้อ 3 ซึ่งบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า น.ส.3 ก.ดังกล่าว ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรเพิกถอน น.ส.3 ก. ทั้ง 59 ฉบับ

‘Vokkee’ ผนึก ‘Omise’ ผุดแพลตฟอร์มเช่ารถแนวใหม่ ชู!! ระบบความปลอดภัย ‘คุณภาพรถ-การชำระเงิน’

(27 ก.ค.66) นายณัฐวุฒิ อรรถประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Vokkee (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเป็นสตาร์ตอัปน้องใหม่ที่ทำธุรกิจเช่ารถแบบแชร์ริ่ง ผ่านแพลตฟอร์ม Vokkee.Com ซึ่งให้บริการแชร์รถแบบเจ้าของสู่เจ้าของ

โดยจะนำเสนอทางเลือกในการเชื่อมต่อ ระหว่างผู้เช่ารถกับเจ้าของรถ ที่ต้องการนำรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งาน มาสร้างรายได้ ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องการเช่ารถสามารถเช่าได้ง่ายๆ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติรถยนต์แต่ละรุ่น โดยแพลตฟอร์มนี้มีความสำคัญในการยืนยันสภาพรถยนต์และการตรวจสอบเจ้าของรถยนต์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบในการให้บริการ

ทั้งนี้ในปัจจุบัน Vokkee มีรถให้เช่าราว 50 คัน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลอีก 70 คัน ตั้งแต่รถเล็กขนาดกะทัดรัด จนถึงรถซีดานหรู สำหรับผู้บริหารระดับสูง หรือ สำหรับลูกค้าเช่าเพื่อใช้ในการไปเจรจาธุรกิจ ประชุมสำคัญที่ต้องการความภูมิฐาน รวมทั้งรถตู้ขับพาครอบครัวเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมี รถ SUV ไปจนถึงรถ Off road ไว้บริการผู้ที่ต้องการผจญภัย ซึ่งมีทั้งรถญี่ปุ่นจนถึงรถยุโรปราคาแพงลูกค้าสามารถเลือกได้หลายสไตล์ตามต้องการ

ส่วนราคานั้นทางบริษัทให้เจ้าของรถสามารถตั้งราคาเองได้ ซึ่งบริษัทไม่ได้กำหนด แต่จะมีรายได้จากการเพิ่มราคารถให้เช่าจากราคาที่เจ้าของรถกำหนดไว้ 10-15% เท่านั้น

“แพลตฟอร์มนี้เพิ่งดำเนินการ มา 1 เดือน โดยได้รับความสนใจทั้งลูกค้า และเจ้าของรถเกินความคาดหมาย เพราะธุรกิจรูปแบบนี้เป็นบริษัทแรกในเมืองไทย ที่บริษัทไม่ได้ซื้อรถมาให้เช่าแต่เป็นคนกลางระหว่างเจ้าของรถที่บางบ้านมีหลายคัน ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ สามารถนำมาสร้างรายได้ ส่วนผู้เช่าอาจจะมีความฝันอยากขับรถในฝันแต่ไม่อยากเป็นเจ้าของก็มาเช่าผ่านแพลตฟอร์ม Vokkee” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ทาง Vokkee ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เรื่องของความปลอดภัย โดยลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยี สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้เช่ารถ ในการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัยผ่านระบบชำระเงินทางออนไลน์ที่ทันสมัย

โดยมี OMISE บริษัทที่มีชื่อเสียง และมีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินระดับโลกเข้ามาช่วยดูแลในฐานะพันธมิตรธุรกิจ ทำให้ผู้เช่ารถไม่ต้องกังวล

ในส่วนของเจ้าของรถที่นำรถมาปล่อยเช่าผ่านแพลตฟอร์มนี้ ทาง Vokkee เน้นในเรื่องความปลอดภัยเช่นกัน ได้ทำการปิดความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทุกจุด โดยได้ออกแบบการรักษาความปลอดภัยด้วยความรอบคอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ ขั้นตอนในการเลือกรถ การจอง จนถึงการคืนรถ มีการออกแบบอย่างละเอียดที่สำคัญรถที่รับคืนจะต้องมีสภาพเหมือนเดิมทุกอย่าง

“เราได้จัดทำคู่มือฉบับสมบูรณ์แนะนำวิธีการถ่ายภาพรถยนต์เพื่อใช้เป็นเอกสารยืนยัน โดยคู่มือนี้รับประกันว่า ทั้งเจ้าของรถและผู้เช่ารถจะมีรายละเอียด ของสภาพรถทั้งก่อนและหลังการเช่า มีภาพถ่ายชัดเจนจะเป็นหลักฐานสำคัญทั้งนี้ก่อนจะเริ่มเดินทางด้วยรถเช่าผู้ใช้งานจำเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไขของบริษัท รวมถึงขั้นตอนการจองรถ การตรวจสอบรถยนต์ การรับรถยนต์ และการคืนรถยนต์ ความเข้าใจและการยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขนี้ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดจะทำให้การเช่ารถเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย” นายณัฐวุฒิ กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตามแม้ว่าธุรกิจให้เช่ารถจะมีการแข่งขันสูง เรื่องภาพลักษณ์ และความหลากหลายของรถ จึงมีผลต่อเว็บไซต์และแพลตฟอร์ม การเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันภัย และการเสนอโปรโมชันพิเศษ การให้บริการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อและความน่าเชื่อถือลูกค้า จึงเป็นสิ่งสำคัญในการจะช่วยดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ในอนาคต Vokkee จะมีการทำข้อมูล GPS จากรถยนต์ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการตลาด การโฆษณาข้อมูลการเดินทาง และระยะทางทำให้เข้าใจแนวโน้ม และพฤติกรรมของผู้บริโภค ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

‘นายกฯ เศรษฐา’ ร่วมชมงาน ‘OTOP Midyear 2023’ ให้กำลังใจผู้ประกอบการ “สู้ๆ ทุกอย่างจะกลับมาดีเอง”

(27 ก.ย. 66) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2023 โดยมี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย ให้การต้อนรับ และมี นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีน ร่วมเยี่ยมชมงานด้วย

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับกระเช้าจากตัวแทนภาคใต้ ซึ่งได้ขอบคุณรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ช่วยเหลือในการลดค่าน้ำค่าไฟ และการช่วยเหลือเกษตรกรต่าง ๆ นอกจากนี้ ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรียังให้กำลังใจผู้ประกอบการ โดยบอกว่า ให้สู้ๆ และทุกอย่างจะกลับมาดีเอง

นายกฯ ยังได้แวะร้านโอทอปเพชรบูรณ์ โดยนายกฯ ได้ใช้พู่กันเขียนชื่อ เศรษฐา ทวีสิน บนภาพคนแคระที่วาดด้วยน้ำเทียน บนผ้าใยกัญชง ซึ่งภาพคนแคระดังกล่าวเป็นประติมากรรมบนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นายกฯ กล่าวด้วยว่า วาดยาก เพราะมีรายละเอียดเยอะ

ทั้งนี้ ระหว่างนายกฯ เยี่ยมชมร้านค้าต่าง ๆ ภายในงาน นายเกรียง ยังได้พานายกฯ เข้าไปชมร้านโอทอปผ้าไทยจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้มีการมอบผ้าขาวม้าให้นายกฯ โดยผูกให้ที่เอว

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศภายในงานมีประชาชนที่ทราบว่านายกฯ จะมาเยี่ยมชมได้เข้ามาขอถ่ายภาพเซลฟีจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการ OTOP หลายบูธที่รอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ บอกว่า เสียดายไม่ได้แสดงสินค้าโชว์และไม่ได้ถ่ายรูปด้วย เนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีภารกิจต้องเดินทางไปกรมชลประทานต่อ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ จึงทำให้ต้องยกเลิก บางบูทที่เตรียมรอต้อนรับ

‘จ้าวลู่ซือ’ ประเดิมเมนูแรกหลังถึงไทย ซัดไข่ดาว 5 ฟอง 5 จานกินคนเดียว!!

(27 ก.ย.66) หลังจากสร้างปรากฏการณ์แฮชแท็ก #ประเทศไทยมีจ้าวลู่ซือแล้ว ครองเทรนด์ทวิตเตอร์ เมื่อนางเอกสาวสุดฮอตจากแดนมังกร ‘จ้าวลู่ซือ’ (Zhao Lusi) ลัดฟ้าถึงเมืองไทยเพื่อเตรียมมีกิจกรรมโปรโมตผลงานในไทยในวันพุธที่ 27 กันยายนนี้ กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดัง 

ทันทีที่มาถึงสนามบิน นักแสดงสาวชาวจีน ก็แจกความน่ารักสดใสอีกทั้งยังโชว์พูดภาษาไทย ออกเสียงชัดเจน "ขอบคุณนะคะ" และ "รักนะคะ"

ไม่เพียงแค่นั้น ‘จ้าวลู่ซือ’ ยังประเดิมเมนูแรกในไทย โดยนางเอกสาวสุดฮอตเลือกเมนูไม่ธรรมดา เรียกว่าสร้างตำนานบทใหม่กันเลยทีเดียว เมื่อ ‘จ้าวลู่ซือ’ ได้โชว์ภาพคู่กับเมนูไข่ดาว ที่ไม่ใช่แค่ไข่ดาวฟองเดียว แต่มาด้วยกันถึง 5 ฟอง 5 จาน พร้อมโชว์กินไข่ดาวโดยกินคนเดียวเองทั้งหมดไม่แบ่งใคร

สำหรับ ‘จ้าวลู่ซือ’ นางเอกจีนคนดัง มีผลงานซีรีส์ชื่อดังมากมาย อาทิ ‘ข้านี่แหละองค์หญิงสาม’ (The Romance of Tiger and Rose), ‘เทียบท้าปฐพี’ (Who Rules The World), ‘ดาราจักรรักลำนำใจ’ (Love Like the Galaxy) และล่าสุด ‘แอบรักให้เธอรู้’ (Hidden Love)

‘รองอ๋อง’ รับ อยากนั่งตำแหน่งสานงานต่อ เพื่อประโยชน์ของ ปชช. โบ้ยถาม ‘ก้าวไกล’ ปมเคาะเลือก ‘ผู้นำฝ่ายค้าน-รองประธานสภาฯ’

(27 ก.ย. 66) ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความชัดเจนในตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ว่า ขณะนี้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ยังไม่ได้นัดหมายกับตนเพื่อพูดคุยเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ เราแค่รับทราบว่ามีการประชุมเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตน และต้องฟังทางพรรคก่อน เพราะตนยังเป็นสมาชิกของพรรคก้าวไกลอยู่ เมื่อกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีมติอย่างไรก็ต้องมีการพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า ทางพรรคมีมติที่จะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ จะกระทบกับนายปดิพัทธ์ และต้องตัดสินใจอย่างไร นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะเราไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่างตามอำเภอใจ ทุกอย่างตัดสินใจตามมติพรรค และข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ต้องหารือกันว่าทิศทางใดดีที่สุดกับประเทศ ไม่ใช่ดีที่สุดแค่ตนเอง

“ผมบอกว่าการตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวผมเอง แต่เป็นการตัดสินใจด้วยการสะท้อนเสียงประชาชนให้ได้มากที่สุด และมีผลประโยชน์ให้กับประเทศให้ได้มากที่สุด” นายปดิพัทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีข่าวว่าพรรคก้าวไกลจะเก็บไว้ทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยจะขับนายปดิพัทธ์ ไปอยู่อีกพรรค นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนขอฟังจากปากหัวหน้าพรรคคนใหม่ก่อน เพราะตอนนี้เรารับข้อมูลจากคนอื่น อย่างไรก็ตามการตัดใจทั้งหมดไม่ได้มีการตัดสินใจด้วยความกดดัน หรือเป็นการตัดสินใจที่ไร้ทางเลือก แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานว่าเราจะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่สัญญากับประชาชนไว้อย่างไร ซึ่งคงจะมีการพูดคุยกันในเร็วๆ นี้

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวอยากสืบทอดงานของรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ต่อหรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า คิดว่างานหลายอย่างเสร็จไปแล้ว แต่อีกหลายอย่างต้องใช้เวลา โดยเฉพาะต้องทำหลังจากการส่งมอบอาคารรัฐสภาเสร็จ ตนคิดว่าต้องมีงานระยะยาวที่ตนฝันไว้ว่าอยากเห็น เพื่อสามารถขับเคลื่อนให้รัฐสภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นของประชาชนได้ แต่ถามว่างานระยะสั้นบรรลุผลไปแล้วหรือไม่ ก็พอมี

“ส่วนตัวการได้ทำตำแหน่งนี้ เราได้เห็นพัฒนาการ ได้เห็นงานที่เราสามารถทำได้ และดีกับประเทศด้วย ซึ่งการที่ตนบอกว่า จะทำรัฐสภาให้โปร่งใสคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่ตน แต่เป็นประเทศได้ประโยชน์ ถามว่าอยากอยู่ในตำแหน่งต่อหรือไม่ อยาก แต่จะทำได้หรือไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดต่างๆ” นายปดิพัทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่ายังมีเวลาตัดสินใจจนถึงสมัยประชุมสภาครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ไทม์ไลน์ทั้งหมดอยู่ที่พรรคก้าวไกลอย่างไรก็ตาม ตนต้องคุยเรื่องนี้กับพรรคจริงๆ เพราะหากตนไม่ยอมตัดสินใจ ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่สามารถแต่งตั้งได้ ซึ่งเราต้องวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้รอบคอบ ซึ่งต้องวิเคราะห์และตัดสินใจร่วมกัน เมื่อถามว่า มองความกดดันจากวิปรัฐบาลไว้อย่างไรว่าต้องเลือกตำแหน่งเดียว นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มีแรงกดดันมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปดิพัทธ์ได้สวมเสื้อผ้าไหมไทยสีม่วง ลายดอกปีบ จากจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งก่อนหน้านี้นายปดิพัทธ์เคยถูกตำหนิเรื่องการแต่งกายไม่เรียบร้อยมาแล้ว

'ดร.สุวินัย' ชี้!! ไม่มีใคร 'ได้เงิน-ชัยชนะ' จากเว็บพนันออนไลน์ เหตุ!! ผู้ 'แพ้-ชนะ' ถูกกำหนดล่วงหน้า ใต้ผู้ยิ่งใหญ่คอยคุมเกม

(27 ก.ย.66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ในหัวข้อ 'รู้ทันเว็บพนันออนไลน์' ว่า...

เว็บพนันออนไลน์ที่หากินกับคนไทยทุกเว็บ จะมีรายได้แบบอู้ฟู่มาก ๆ โดยไม่มีทางที่จะสูญเสียแต่อย่างใดเลย

เนื่องเพราะทุกเว็บพนันออนไลน์เหล่านี้มีการใช้ระบบ AI ที่ออกแบบมาอย่างเข้าใจจิตวิทยาและธรรมชาติของปุถุชนอย่างลึกซึ้ง

เพื่อหลอกล่อผู้คนให้หลงเข้าไปเล่นในเว็บพนันออนไลน์ จนเสพติดการพนันออนไลน์งอมแงมโงหัวไม่ขึ้น

ทั้งนี้มันได้มีการตั้งโปรแกรมดักเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะให้ผู้เล่นแต่ละรายจะชนะกี่ % และแพ้กี่ % 

สั้น ๆ มันก็เหมือนกับ AI ในเครื่อง GPS ที่รู้ตั้งแต่แรกแต่ต้นจนจบว่า ผู้เล่นคนนั้นจะลงเอยยังที่ใดตอนที่เข้ามาใช้ในแต่ละครั้ง

รายได้ของเว็บพนันออนไลน์จึงอู้ฟู่สุด ๆ ชนิดบ่อนจริงในโลกออฟไลน์ชิดซ้ายไปเลย

ยกตัวอย่าง โต๊ะบาคาร่าที่แทงกันสด ๆ และเห็นวิดีโอการแจกไพ่ เปิดไพ่ จากบ่อนปอยเปต แบบสด ๆ 

โดยแทงเสร็จปุ๊บ ก็จะเห็นสาวเขมรเปิดไพ่ให้เห็นแบบสด ๆ นั้น แท้จริงแล้ว มันเป็นภาพ AI ที่แต่งหลอกทั้งสิ้น

คนส่วนใหญ่ที่หลงเข้ามาเล่นพนันในเว็บพนันออนไลน์มักไม่ค่อยรู้กันหรอก 

เหมือนอย่างที่ Day Trader ที่เทรด Forex  มักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเทรดกับโบรกเกอร์ที่เป็น ‘เจ้ามือตัวจริง’ ของแพลตฟอร์มที่ตัวเองใช้เทรด หาได้เข้าไปเทรดในตลาด Forex จริง ๆ ไม่

เพราะฉะนั้น คนที่เข้าไปเล่นพนันในเว็บพนันออนไลน์ แทงเท่าไหร่ ก็หมด! เพราะ AI มันจะฉลาดมาก พอรู้ว่า รายนี้เป็นนักเล่นหน้าใหม่เข้ามา มันก็จะอ่อยเหยื่อให้ได้ก่อนตามหลักจิตวิทยา 

เคยมีอินฟลูฯ คนนึงหมดไปกับบาคาร่าออนไลน์ 20 ล้าน 

และมีคดีดังคดีหนึ่งในอดีตที่หนุ่มโปรแกรมเมอร์ไทยคนนึงเข้ามาแจ้งความกับตำรวจและขอความคุ้มครองจากกระทรวงยุติธรรม เพราะว่าตนเองโดนไล่ล่าจากตำรวจใหญ่ยศนายพลคนหนึ่งที่ไปอุ้มเขาจากลานจอดรถ พร้อมข่มขู่ว่าจะฆ่า

เนื่องจากนายพลตำรวจ เจ้าของเว็บพนันออนไลน์คนนี้ ได้คาดคั้นถามเขาว่า...

“ทำไมจู่ ๆ รายได้จากเว็บพนันของกูลดลง”

ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้จากโปรแกรมที่ตั้งเอาไว้ นายพลตำรวจจึงคิดว่า โปรแกรมเมอร์คนนี้เป็นยักยอก จึงมาดักอุ้มและมีภาพวงจรปิดออกมาด้วย 

จากที่เล่ามาข้างต้น ‘ความจริงที่มีหนึ่งเดียว’ ก็คือ...

(1) นายพลตำรวจผู้มีอิทธิพลบางคน ล้วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

(2) ไม่มีใครได้เงินจากเว็บพนันออนไลน์ ถ้าไปเล่นหุ้น ยังมีผู้ชนะในตลาดหุ้น 5-10% ของผู้เล่นทั้งหมด
แต่ในเว็บพนันออนไลน์ ผู้เล่นที่สามารถชนะเว็บพนันออนไลน์ได้มี 0% คือไม่มีเลย

ประชาชนจึงต้องรู้ทันกลไกและเล่ห์กลของเว็บพนันออนไลน์

เมื่อรู้ทันก็จะไม่หลงกล พลาดเสียเงินก้อนใหญ่ให้กับเว็บพนันออนไลน์

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร นำเสนอจุดเด่นการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ผ่านซีรีส์วาย 6 เรื่อง หวังปลุกกระแสรับนทท.รุ่นใหม่ หนุนเที่ยวยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย.66) นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ฮาล์ฟ โทสท์ จำกัด เปิดตัวโครงการ ‘Y JOURNEY (STAY LIKE A LOCAL)’ ยกคอนเซปต์ ‘Amazing 5F and More’ โดยเฉพาะ F-Food และ F-Film กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ Gen X Y และ Millennial และ SDGs ถ่ายทอดผ่านมินิซีรีส์ 6 เรื่อง นำแสดงโดย 12 นักแสดงวัยรุ่นชื่อดังที่จะชวนทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์และอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจสู่การท่องเที่ยวจริง

นายอัครวิชย์ กล่าวว่า เราจะนำเสนอจุดเด่นของการท่องเที่ยวภาคตะวันออก อาทิ แหล่งท่องเที่ยว อาหาร สินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว ผนวกเข้ากับแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience-based-Tourism) ตามรอยภาพยนตร์ สร้าง Meaningful Relationship รับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย และนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนต่อไป

นายอัครวิชย์ กล่าวว่า โครงการประชาสัมพันธ์ ‘Y JOURNEY (STAY LIKE A LOCAL)’ ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮาล์ฟ โทสท์ จำกัด เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานมินิซีรีส์ทั้ง 6 เรื่อง โดยมี 12 นักแสดงวัยรุ่นชื่อดังร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดในภาคตะวันออก ทั้ง 6 จังหวัด โดยแต่ละเรื่องจะมีรูปแบบการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

มินิซีรีส์ 1 เรื่อง ‘เพื่อนรักแอบรักเพื่อน’ นำแสดงโดย ‘แฟรงค์-ธนัตถ์ศรันย์ ซําทองไหล’ และ ‘หล่งซื่อ ลี’ ถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวสายมู เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ วัดหงษ์ทอง วัดอโศกการาม วัดจีนประชาสโมสร ตลาดบ้านใหม่ ผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารถิ่น เช่น ข้าวห่อใบบัว ขนมเกสรลำเจียก ขนมเปี๊ยะสดนายเล้ง ผัดไทนายแกละ ออกอากาศเป็นตอนแรกในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566

มินิซีรีส์ 2 เรื่อง ‘คำสารภาพ’ นำแสดงโดย ‘เน็ต-สิรภพ มานิธิคุณ’ และ ‘เจมส์-ศุภมงคล วงศ์วิสุทธิ์’ ถ่ายทอดเรื่องราวการลดขยะอาหาร Zero Food Waste ด้วยการแปรรูป ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี ชุมชนตลาดเก่าริมน้ำจันทบูร น้ำตกพลิ้ว ศาลเจ้าตั้วเล่าเอี๊ย และเพ็ญทิวาทุเรียนทอด และอาหารท้องถิ่น เช่น ยำมังคุดกุ้งสด กวยจั๊บป้าไหม แกงหมูใบชะมวง ไอติมจรวด แกงมัสมั่นทุเรียน ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2566

มินิซีรีส์ 3  เรื่อง ‘เฮียไม่ปลื้ม’ นำแสดงโดย ‘ฟลุ้ค-ณธัช ศิริพงษ์ธร’ และ ‘ยูโด-ธรรม์ธัช ธารินทร์ภิรมย์’ ถ่ายทอดเนื้อหาวิถีชีวิตและการจ้างงานชุมชนท้องถิ่น ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดตราด ชุมชนท่าระแนะ ประภาคารแหลมงอบ หาดตาลคู่ สะพานวัดใจ พร้อมสอดแทรกอาหารท้องถิ่น เช่น ข้าวผัดพริกเกลือ อาหารซีฟู้ด ปลาโคกหว่น ปลาทราย-ปลาซิวทอด  เป็นต้น ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2566

มินิซีรีส์ 4 เรื่อง ‘คู่กัดออกทริป’ นำแสดงโดย ‘แม้ก-กรธัสส์ รุจีรัตนาวรพันธุ์’ และ ‘ณฐ-ณฐสิชณ์ เอื้อเอกสิชฌ์’ ถ่ายทอดเนื้อหาการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ผ่านเรื่องราวของเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก อ่างเก็บน้ำทรายทอง-เขาช่องลม และจังหวัดปราจีนบุรี น้ำตกเขาอีโต้-วัดพระใหญ่-ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าปราจีนบุรี ผสมผสานอาหารท้องถิ่น ได้แก่ ไผ่ตงหวาน ต้มหน่อไม้ ส้มตำไผ่บงหวาน ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566

มินิซีรีส์ 5 เรื่อง ‘สมมติว่าเป็นแฟน’ นำแสดงโดย ‘มอส-ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ’ และ ‘แบงค์-มณฑป เหมตาล’ ถ่ายทอดเนื้อหาของการรีไซเคิลพลาสติกที่มาจากทะเล ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เขาแหลมหญ้า สะพานคู่หาดแม่รำพึง วิสาหกิจชุมชนแยกขยะวัดชากลูกหญ้า และอาหารท้องถิ่น เช่น ยำผักกระชับ แกงส้มปู แกงคั่วเล เส้นหมี่น้ำแดงโบราณ ต้มหมูชะมวง เป็นต้น  ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2566

มินิซีรีส์ 6 เรื่อง ‘ตามหาความทรงจำ’ นำแสดงโดย ‘ยุ่น-ภูษณุ วงศาวณิชชากร’ และ ‘ดิว-นิติกร ปานคร้าม’ ถ่ายทอดเนื้อหาการใช้พลังงานทดแทน ผ่านเรื่องราวจังหวัดชลบุรี ในแหล่งท่องเที่ยวสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา หาดบางแสน อ่างเก็บน้ำบางพระ แกรนด์แคนยอนชลบุรี และอาหารถิ่น เช่น ข้าวหลามหนองมน ข้าวเกรียบอ่อน ไก่ย่างบางแสน เป็นต้น ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566

ทั้งนี้ มินิซีรีส์ดังกล่าว มีกำหนดเผยแพร่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00 น. เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566 ผ่านช่องทาง แอปพลิเคชัน AIS PLAY, YouTube ของ AIS และ YouTube Channel : Amazing Thailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top