Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘เลขาฯ กอช.’ กระตุ้นสังคมออมเงินไว้ยามการเกษียณ ยก ‘กองทุนการออมแห่งชาติ’ ทางเลือกเพื่ออนาคต

จากรายการ THE TOMORROW ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 4 พ.ย.66 ได้พูดคุยกับ คุณจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ในประเด็น ‘การออมเพื่อการเกษียณ โอกาสเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคม’ โดยคุณจารุลักษณ์ กล่าวว่า...

“การออมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการออมเพื่อการเกษียณ ถือเป็นส่วนสำคัญในการขยายโอกาสและเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคม เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุ จากการทำงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา...

“โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามผลักดันนโยบายส่งเสริมการออม เพื่อให้ประชาชนวัยแรงงานจำนวนราว 39 ล้านคน เข้าสู่ 2 วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยระบบการออมเพื่อการเกษียณในรูปแบบการออมทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ”

คุณจารุลักษณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ที่เป็นแรงงานในระบบมีช่องทางการออมภาคบังคับ ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและประกันสังคมมาตรา 33 อีกทั้ง มีช่องทางการออมภาคสมัครใจสำหรับบุคคลทั่วไป รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างประจำส่วนราชการคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 

ทว่าในส่วนของแรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ยังไม่มีการออมภาคบังคับ มีแต่การออมภาคสมัครใจที่รัฐจัดให้คือ ประกันสังคมมาตรา 40 

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อคนกลุ่มนี้ นั่นก็คือ ‘กองทุนการออมแห่งชาติ’ ซึ่งปัจจุบันดูแลสมาชิกอยู่มากกว่า 2.5 ล้านคน โดยตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ช่วยสร้างสรรค์กลไกสวัสดิการภาครัฐ ให้แก่แรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการอื่นใดรองรับ ได้มีโอกาสรับบำนาญในยามเกษียณเหมือนแรงงานในระบบจากเงินออมสะสมและเงินสมทบ

“กอช. มีภารกิจในการส่งเสริมการออมทรัพย์ให้กับประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบ หรือที่เรารู้จักกันว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ชีวิตของประชาชนกลุ่มนี้ได้ใช้สิทธิสวัสดิการจากภาครัฐอย่างทั่วถึง...

“โดยการออมกับ กอช. นั้นมีเกณฑ์ขั้นต่ำเพียง 50 บาท/ครั้ง สูงสุด 30,000 บาท/ปี สามารถรับเงินสมทบจากรัฐ สูงสุด 100% หรือไม่เกิน 1,800 บาท/ปี ที่สำคัญเป็นการออมภาคแบบสมัครใจ ผู้ที่เป็นสมาชิก กอช. สามารถออมเงินได้ตามบริบทของชีวิต คือ ออมได้เมื่อพร้อม ทำให้สิทธิการเป็นสมาชิกยังคงอยู่เช่นเดิม ซึ่งที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจผ่านจำนวนสมาชิก กอช. ในปัจจุบัน ที่มีจำนวนอยู่ 2,552,607 คน” เลขาฯ กอช. เสริม

สำหรับการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา กอช. ได้พัฒนาช่องทางการให้บริการให้ประชาชนผู้สนใจ และช่องทางอำนวยความสะดวกให้สมาชิกเข้าถึงการออมกับ กอช. ในการสมัครสมาชิก หรือออมต่อเนื่องกับ กอช. ผ่านหน่วยบริการต่างๆ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ สำนักงานคลังจังหวัด ธนาคารของรัฐ ทั้ง 5 แห่ง อาทิ... 

1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 
2. ธนาคารออมสิน 
3. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 
4. ธนาคารกรุงไทย 
5. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 

นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินชุมชน, ตัวแทน กอช. ประจำหมู่บ้าน รวมทั้งไปรษณีย์ไทย, สหกรณ์ชุมชนที่เข้าร่วม, เซเว่น-อีเลฟเว่น, เทสโก้โลตัส และตู้บุญเติม อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีช่องทางออนไลน์ ผ่านสมาร์ตโฟน เพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยแอดได้ที่ ไลน์แอดของ กอช. ‘@nsf.th’ / แอปพลิเคชัน กอช. / แอปพลิเคชัน เป๋าตัง / แอปพลิเคชัน MyMo / แอปพลิเคชัน K PLUS และแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT กอช. อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้กับสมาชิกที่ต้องการหลักประกัน เพื่อความอุ่นใจ โดยการจัดทำสมุดเงินออม (Passbook) ขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสิน เป็นหน่วยรับให้บริการ ออกสมุดเงินออมให้แก่สมาชิก กอช. ได้อัปเดตความเคลื่อนไหวเงินออมของตนเองที่ออมกับ กอช.

คุณจารุลักษณ์ กล่าวอีกด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กอช. ยังได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการลงพื้นที่ส่งเสริมทักษะความรู้ทางการเงิน ให้ตระหนักถึงการวางแผนทางการเงินที่ดี และส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระมีเงินออมยามเกษียณกับ กอช. ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ คณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัด (คบจ.), ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา, ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด, ผู้แทนจากโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัด รวมถึงครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา สภาเด็กและเยาวชน และนายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนมัธยมศึกษา

นอกจากนี้ ทาง กอช. ยังได้มีการจัดงานมอบรางวัลส่งเสริมการออมยอดเยี่ยม ประจำปี 2566 เนื่องในงานวันออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.66 ซึ่งเป็นการขอบคุณเครือข่าย หน่วยรับสมัครสมาชิก กอช. ที่มุ่งสร้างการตระหนักรู้ถึงการออมเงินกับ กอช. เพื่อวัยเกษียณให้กับตนเองและคนในครอบครัวอีกด้วย

ก็ถือว่าเป็นอีกหน่วยงานที่กำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างโอกาสเสริมสร้างความเสมอภาคแก่คนไทยทุกคนให้เริ่มวางแผนชีวิตเพื่ออนาคตตั้งแต่เนิ่น ๆ 

วันนี้หากใครที่ยังไม่มีแผนเริ่มลงทุนเพื่ออนาคตยามเกษียณ ลองศึกษารายละเอียดของ ‘กองทุนการออมแห่งชาติ’ เพื่อชีวิตในยามแก่ชราจะได้มีคุณค่าแบบไม่ต้องให้ใครมาห่วงกันเถอะ...

‘Kimani Maruge’ นักเรียนชั้นประถมที่อายุมากที่สุดในโลก ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งโลกเห็นว่า ‘ไม่มีใครแก่เกินเรียน’


‘Kimani Maruge’ นักเรียนชั้นประถมที่อายุมากที่สุดในโลก

‘Kimani Ng'ang'a Maruge’ (ประมาณ ค.ศ. 1920 – 14 สิงหาคม 2009) เป็นชาวเคนยา เกิดในปี 1920 เขาเป็นนักรบในช่วงการจลาจลของชนเผ่า ‘Mau Mau’ เพื่อเรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1950 เขาถือครองสถิติโลก The Guinness World Record ด้วยการเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดที่เข้าโรงเรียนประถม (ในระบบ) โดยเขาลงทะเบียนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2004 ด้วยวัย 84 ปี

แม้ว่าเขาจะไม่มีเอกสารพิสูจน์อายุของเขา แต่ Maruge เชื่อว่าเขาเกิดในปี 1920 อย่างไรก็ตาม รูปร่างหน้าตาของเขาดูอายุน้อยกว่า 84 ปีเล็กน้อย


ด้วยในปี 2003 รัฐบาลเคนยาออกประกาศเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นสากลและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวเคนยาอย่างกว้างขวาง กระตุ้นให้ประชาชนจำนวนมาก ยึดมั่นในเส้นทางการศึกษาในระบบอย่างเป็นทางการ Kimani Maruge ก็เช่นกัน ดังนั้น เขาจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนประถม Kapkenduiywo ในเมือง Eldoret ประเทศเคนยา

นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลกระตุ้นให้เขาทำเช่นนั้น เขากล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นสากลและไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกเหตุผลของ Maruge ในการเข้าโรงเรียน คือ เขาต้องการอ่านพระคัมภีร์ให้ได้และนับเลขให้เป็น

Maruge เป็นพ่อม่ายและเป็นปู่ทวด (หลาน 2 คนจากทั้งหมด 30 คนของเขา เรียนโรงเรียนเดียวกันและช่วยติวหนังสือให้เขาในการสอบไล่)


เส้นทางการศึกษาของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ต่อต้านการเข้าเรียนของเขาอย่างดุเดือด การตัดสินใจของ Maruge ได้รับการโต้แย้งเป็นอย่างมากจากผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ

แม้ว่าจะไม่มีการบันทึกวันเกิดอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อกันว่าในขณะที่ลงทะเบียน เขามีอายุ 84 ปี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลกที่เข้าเรียนในโรงเรียน ในปี 2005 Maruge นักเรียนอายุมากที่สุดก็ได้รับการยอมรับจากนักเรียนทั้งโรงเรียน เขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียนของโรงเรียน

ในเดือนกันยายนของปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต และได้มีโอกาสขึ้นปราศรัยในการประชุมสุดยอดโลกประจำปี 2005 ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่นคร New York สหรัฐอเมริกา โดยได้ร่วมมือกับ ActionAid ในหัวข้อเกี่ยวกับความสำคัญของการศึกษาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาสำหรับทุกคน


หลังจากความรุนแรงภายหลังการเลือกตั้งของเคนยา ในปี 2007-2008 ทรัพย์สินของ Kimani Maruge ถูกรื้อค้นและถูกขโมยโดยผู้ปล้นสะดม เขาจึงคิดที่จะลาออกจากโรงเรียน แต่ที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะอยู่เรียนต่อ เขาต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนของเขาถึง 4 กิโลเมตร แต่เขาก็ยังคงไปเรียนทุกวัน

ในเดือนมิถุนายน 2007 Maruge ยอมแพ้ต่อแรงกดดันและยอมลาออกจากโรงเรียน และในที่สุดเดือนมิถุนายน 2008 เขาย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา อย่างไรก็ตาม Kimani ผู้ไม่ลดละได้เข้าเรียนในประถมปีที่ 6 อีกครั้งที่โรงเรียนประถม Marura ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ Kariobangi ของกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา


ปี 2015 Google ได้สร้าง Doodle เพื่อเป็นเกียรติแก่ ‘Kimani Maruge’
ชาวเคนยาที่เชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุด ที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2009 Maruge ได้เข้ารับพิธีล้างบาปที่โบสถ์คาทอลิก Holy Trinity ในเมือง Kariobangi และรับชื่อคริสเตียนว่า ‘Stephen’ ตามชื่อของ ‘นักบุญ Stephen’ เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2009 ด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ที่โรงพยาบาลแห่งชาติ Kenyatta ในกรุงไนโรบี ร่างของเขาถูกฝังที่ฟาร์มของเขาใน Subukia ปี 2015

เป็นเวลา 11 ปีหลังจากที่ Kimani Maruge ได้เข้าเรียน Google ได้สร้าง Doodle เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ซึ่งเชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา โดย Google กล่าวว่า “Doodle นี้เป็นการเตือนใจทุกคนว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”


‘The First Grader (2011)’ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจของ Kimani Maruge ซึ่งได้กระตุ้นความคิดของผู้คนจำนวนมาก ที่ตัดสินเข้าเรียนในโรงเรียนประถมอีกครั้ง


สำหรับบ้านเราแล้ว การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาผู้ใหญ่ และการศึกษาตามอัธยาศัยนั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว ด้วยระบบการศึกษาของไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานมาหลายสิบปีแล้ว ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (จากเดิม : กองการศึกษาผู้ใหญ่ ต่อมาเป็น; กรมการศึกษานอกโรงเรียน และเป็น; สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.)) ในปัจจุบัน

‘พงศ์พรหม’ ห่วง!! เด็กรุ่นใหม่ ยิ่งคิดถึงตัวเองมาก ความสุขก็ยิ่งลด แนะ!! มนุษย์ต้อง ‘ห่วงใยกัน’ เพื่อป้องกันการดิ่งสู่ ‘ซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย’

ไม่นานมานี้ นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Pongprom Yamarat’ ระบุว่า...

1.) ขึ้น BTS ลงสถานีสยาม ทางลงบันไดเลื่อนมีวัยรุ่นยืนขวางทางลง คนต้องยืนต่อแถวยาว ลงไม่ได้ 

ลงมาอีกที เจอวัยรุ่นสาวสวยยืนขวางอีก เลยต้องบอกดีๆ ว่าน้องครับ ทางซ้ายคือเดิน ทางขวาคือยืน รบกวนยืนทางขวาครับ แล้วยิ้ม

ปรากฏว่าน้องไม่ยิ้มด้วย กลับเถียงว่า “ทำไมหนูถึงต้องหลบ?”

ผมเลยต้องสอนเรื่องมารยาทด้วยเสียงเข้มๆ กลับ

แต่ดูหน้าน้องแล้ว ‘สิทธิ ตัวตน’ ของน้องคงทำให้ไม่ฟังอะไร…

2.) ตกบ่ายที่หน้าห้องน้ำ Community Mall มีผู้สูงอายุกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ

วัยรุ่นคนแรกเดินสวนออกไปโดยไม่ให้ผู้สูงอายุเข้ามาก่อน และไม่เปิดประตูให้

วัยรุ่นคนที่ 2 แต่งตัวดี เนี้ยบเหมือนคนแรก เหมือนออกมาจากปกนิตยสารก็เดินสวนตามออกไป โดยให้ผู้สูงอายุที่กำลังจะเข้าห้องน้ำหลบอีก

ส่วนผม คน Gen X
ผมเดินไปเปิดประตูห้องน้ำ ค้างไว้ให้ผู้สูงอายุ แล้วพูดว่า “เชิญเข้ามาก่อนครับ” และยิ้มให้

มันคงอยู่ใน DNA คน Gen X แหละ ว่าเราต้องให้ Priority กับผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี

3.) จอดรถไฟกะพริบอยู่ ก็มีวัยรุ่น รุ่นประมาณข้างบนเดินมาถามว่า “รถเสียรึเปล่าพี่ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ?” ก็ตอบไปว่า “จอดรอครับ ขอบคุณมากครับ”

ยังดีครับ
ใน 8 คน ยังหามีน้ำใจได้ 1 คน
วัยรุ่นดีๆ ก็ขอชม

แต่พวก ‘Gen me, only me and myself’ ก็น่าเป็นห่วงจริงๆ และเยอะขึ้นมาก

ยิ่งคิดถึงตัวเองมาก ความสุขก็ลด

อัตราการป่วย Depression ก็สูงตาม ฆ่าตัวตายก็สูงตาม

เพราะลืมนึกว่ามนุษย์ต้องมีคำว่า ‘ห่วงใยกัน’ ครับ

ปล. รูปที่แปะมา เป็นสภาพลานจอดรถสวนเบญจกิติ วัยรุ่นที่มาถ่ายภาพกัน ทิ้งขยะเกลื่อนตั้งแต่ skywalk ยันลานจอดรถ

คนรุ่นก่อน เช่น ยุค Baby Boomer ไทย อาจล้าหลังหน่อย อันนี้เข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่ก็อย่าล้าหลังตามสิครับ

‘เพจสานต่อเจตนารมณ์ อ.สมเกียรติ’ เผยอีกมุมเรื่องตึกในฝรั่งเศส ปชช.จะไม่มีเสรีภาพให้ก่อสร้างได้ตามใจชอบ แม้จะเป็นที่ของตัวเอง

(4 พ.ย.66) เพจเฟซบุ๊ก ‘สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา’ ได้โพสต์อธิบายความ หลังมีการเปรียบเทียบภาพตึกอาคารในฝรั่งเศสและเมืองไทยในเชิงด้อยค่า ว่าตึกในไทยดูด้อยพัฒนา โดยระบุว่า…

บางโซนของปารีสจะถูกบังคับไว้เลย ว่าตึกต้องทรงไหน สีอะไร สูงได้เท่าไหร่ เพื่อให้ดูเหมือนกันทั้งโซน ตามวัตถุประสงค์ด้านทัศนียภาพนี่แหละ

จะไม่มีเสรีภาพให้ก่อสร้างได้ตามใจชอบ แม้จะเป็นที่ของคุณเอง

ถ้าจะเอาเสรีภาพ แต่อยากให้รัฐฯ บงการแม้แต่สีของตึก มันจะย้อนแย้งนิดนึง

ฝรั่งเศสที่คนไทยไปหลงเอาเองว่าเป็น ‘ประเทศแห่งเสรีภาพ’ จริงๆ แล้วเป็นประเทศที่รัฐฯ คุมเข้มแทบทุกเรื่อง และตำรวจไล่ทุบม็อบได้โหดที่สุดในบรรดาประเทศยุโรปด้วยกัน

แล้วถ้าจะเทียบอะไรกับปารีส เอารถใต้ดินมาเทียบกันหน่อยไหม ที่เมืองไทยไม่มีเหม็นเยี่ยวแน่นอน

ขนาดสถานี ‘Paris Metro’ ของย่านผู้ดี Passy ที่ Arrondissemont 17 ยังไม่น่าขึ้นเลย 

ย่านนั้นเป็นย่านสวยๆ สบายๆ ของคนมีตังค์ในปารีสอยู่กัน มีความเป็นคอมมิวนิตี้ ดีทุกอย่าง แต่ขนาดย่านคนรวยสถานีรถใต้ดินยังไม่ไหวเลย

ถ้าไม่ขึ้นแท็กซี่ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์สบายใจกว่าเยอะ

เล่าจากประสบการณ์ตรงที่เคยไปอยู่

‘ดร.เสรี’ ชี้!! ภาพลักษณ์พรรคก้าวไกลเสียหายหนัก อาจต้องหาทางขับ ‘ปูอัด’ เพื่อทวงแต้มกลับคืนพรรค

(4 พ.ย. 66) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า…

เจ้าตัวเขาบอกว่าเขาไม่ผิด ไม่ได้คุกคามทางเพศ

กรรมการวินัยของพรรคตัดสินว่าผิดจริง หัวหน้าพรรคแถลงว่า สส.ผิดจริง สส.พรรคเดียวกัน 116 คนโหวตให้ขับออก

เจ้าตัวออกมาแถลงว่า เขาไม่ผิด เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น ฝ่ายหญิงยินยอม แสดงว่าไม่มีสำนึก ไม่คิดจะขอโทษเหยื่อ

แบบนี้แล้วหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรคที่โหวตขับเขาออกจากพรรคจะว่ายังไง

ยังมีประชาชนในพื้นที่มาให้กำลังใจเขาอยู่นะ แบบนี้แล้วพรรคยังมีเอกภาพอยู่อีกหรือ?

หัวหน้าพรรคทำถูกแล้ว ที่จะเรียกประชุมกรรมการพรรคพิจารณาพฤติกรรมของ สส.รายนี้ใหม่อีกครั้ง

ถ้าสรุปว่าเขาไม่ทำตามมติพรรค อาจจะขับออก

ถ้าทำได้ตามที่หัวหน้าพรรคพูด ภาพลักษณ์ของพรรคก็พอจะตีตื้นกลับมาได้บ้าง ตอนนี้เสียหายไปเยอะแล้วนะ

ทดลองวิ่ง ‘หัวรถจักรไฟฟ้าจาก EA’ สู่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แบตเตอรี่ 4.1 MWh - วิ่งฉิวกว่า 300 กม. - ชาร์จเร็วเพียง 1 ชม.

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่ระบบขนส่งทางรางของไทยจะได้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ไร้มลพิษ พร้อมมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน ภายใต้บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และ CRRC Dalian ผู้ผลิตรถไฟรายใหญ่จากประเทศจีน ได้ร่วมกันพัฒนา ‘หัวรถจักรไฟฟ้า’ (EV) หรือ ‘MINE Locomotive’ 

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ ได้รับโอกาสจากทางกระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาควิชาการ ร่วมผลักดันนโยบาย EV on Train โดยได้ทดสอบระบบสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปเมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา 

ความพิเศษของหัวรถจักรไฟฟ้า (EV) หรือ ‘MINE Locomotive’ พร้อมตู้แบตเตอรี่แยก (Power Car) เพื่อเพิ่มระยะทางการวิ่ง รวมแบตเตอรี่ขนาด 4.1 MWh สามารถชาร์จเต็มภายใน 1 ชั่วโมง ออกแบบตามมาตรฐานการรถไฟไทยเพื่อการใช้งานหลากหลาย ทั้งการสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) เข้าชานชาลาสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อลดมลพิษในอาคารผู้โดยสารและสามารถลากขบวนสินค้า (Cargo train) จาก ICD ลาดกระบังถึงแหลมฉบัง และขบวนโดยสาร (Passenger Train) ในเขตเมืองและระหว่างจังหวัด ด้วยความเร็วสูงสุด (Max Operating Speed) 120 km/h พร้อม Regenerative Braking ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่จากการเบรก โดยจากการทดสอบประเมินว่าสามารถวิ่งได้ระยะกว่า 300 กิโลเมตร ตามแต่การใช้งาน ซึ่งจะประหยัดต้นทุนพลังงานได้ถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซล สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ลงทุนต่ำกว่าระบบไฟฟ้าเหนือหัวกว่าครึ่งและสามารถขยายได้ทั้งประเทศ

นอกจากนี้ EA ได้ออกแบบพัฒนานวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชม. ในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อการสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง สามารถขยายผล ยกระดับการขนส่งโดยสารเมืองรอง สามารถรองรับการใช้งานทุกระดับ และนำไปพัฒนาระบบ Light Rail Transit (LRT) สำหรับขนส่งตัวเมือง

“นับเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การคมนาคมทางราง ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่สังคมปลอดคาร์บอนได้เร็วยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานและการคมนาคมของประเทศ” 

ทั้งนี้ทาง EA เล็งเห็นว่า Electritication ที่เป็นเทรนด์โลกในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่ไฟฟ้า นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทยที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยที่ทัดเทียมกับนานาชาติได้อย่างก้าวกระโดด 

แน่นอนว่าหัวรถจักรไฟฟ้า (MINE Locomotive) จะกลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยสร้างอุตสาหกรรมและมูลค่าให้กับประเทศไทยบนพื้นฐานความยั่งยืน เพราะเป็นเทคโนโลยี Zero Emission ไม่ก่อให้เกิด PM2.5 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลด Carbon footprint ที่เป็นพันธกิจของประเทศไทยในเวทีโลก นับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19-20

นอกจากหัวรถจักรไฟฟ้า (MINE Locomotive) แล้ว EA ยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ‘Green Product’ ยกระดับการขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้แก่ รถโดยสารไฟฟ้า (MINE Bus) รถบรรทุกไฟฟ้า (MINE Truck) หัวรถลากไฟฟ้า(MINE Tractor) รถกระบะไฟฟ้า (MINE MT30) เรือโดยสารไฟฟ้า (MINE Smart Ferry) เพื่อตอบโจทย์การคมนาคมด้าน ‘รถ-เรือ-ราง’ และจะกลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยสร้างอุตสาหกรรมให้กับประเทศไทยบนพื้นฐานความยั่งยืนให้เดินหน้าพร้อมสร้างความสมดุล ในการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคธุรกิจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (New S-curves) เพื่อพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Economy)

ก็หวังว่าคนไทยจะได้ใช้บริการ ‘รถ-เรือ-ราง’ ไร้มลพิษแบบครอบคลุมทั้งระบบในเร็ววัน

‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ปลื้ม!! ขายกรีนบอนด์ 7 พันล้านหมดเกลี้ยง เล็งนำเงินหนุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ Net Zero

(3 พ.ย. 66) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รวมมูลค่า 7,000 ล้านบาท ด้วยยอดจองท่วมท้นกว่า 3 เท่าของมูลค่าการเสนอขาย สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตของบริษัทสู่การพัฒนาพลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (2050)

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโก กรุ๊ป ได้เสนอขายหุ้นกู้กรีนบอนด์เป็นครั้งแรก มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2566 และจัดออกหุ้นกู้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่า 80 ราย ที่แจ้งความจำนงความต้องการลงทุนเป็นจำนวนกว่า 20,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.15 เท่าของ มูลค่าการเสนอขายเดิมที่ 6,500 ล้านบาท 

บริษัทจึงเพิ่มหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoes) อีก 500 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการและช่วยขยายฐานนักลงทุนใหม่ โดย นักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ในครั้งนี้ ได้แก่ กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสหกรณ์ และนักลงทุนประเภทอื่น ๆ

สำหรับหุ้นกู้กรีนบอนด์ของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 5 ชุด รวมมูลค่าทั้งหมด 7,000 ล้าน ประกอบด้วย 

หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.35% จำนวน 1,000 ล้านบาท 
หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.71% จำนวน 700 ล้านบาท 
หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.02% จำนวน 500 ล้านบาท 
หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.32% จำนวน 1,000 ล้านบาท
หุ้นกู้อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.65% จำนวน 3,800 ล้านบาท 

โดยหุ้นกู้กรีนบอนด์นี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA+ จากทริสเรทติ้ง และจัดออกภายใต้โครงการหุ้นกู้ของเอ็กโก กรุ๊ป ปี 2566 วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็น Joint Green Structuring Advisors และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

“เอ็กโก กรุ๊ป ขอบคุณนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่ให้ความเชื่อมั่นและจองหุ้นกู้กรีนบอนด์อย่างท่วมท้น โดยเฉพาะประเภทหุ้นกู้อายุ 15 ปี แม้สภาวะตลาดในปัจจุบันมีความผันผวนทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน การสนับสนุนดังกล่าวทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยบริษัทมีแผนจะนำวงเงินระดมทุนนี้ไปใช้ชำระคืนเงินทุนสำหรับโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเภทพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมของบริษัทและบริษัทในเครือ ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (2050)” นายเทพรัตน์ กล่าว

‘นายก’ มุ่งแก้ปัญหา ‘หนี้นอกระบบ’ เชิงรุก ให้ปชช. ชี้!! ตั้งใจให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมสั่งผู้เกี่ยวข้องเร่งแก้ที่ต้นทาง

(3 พ.ย. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ระบุว่า...

“ความรับผิดชอบในการจัดการเรื่องหนี้นอกระบบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกฝ่ายต้องหาแนวทางในการแก้ไข เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมตั้งใจให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะในบางครั้งมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่สูงเกินกฎหมาย และลูกหนี้ต้องรับภาระหนี้ ที่เกินเงินต้นเป็นจำนวนมากเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผมได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการจัดการแก้ไขหนี้สินรายย่อยเชิงรุก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินที่ต้นทางให้ประชาชนครับ”

‘นครเดลี’ ของอินเดีย ประกาศสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่งในเมือง 2 วัน หลังฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูง กระทบชีวิต-สุขภาพ ปชช.กว่า 30 ล้านคน

(3 พ.ย. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการของกรุงเดลี เขตขนาดใหญ่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ได้มีการสั่งปิดโรงเรียนต่างๆ ทั่วเมืองหลวงทั้งหมดเป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากหมอกควันพิษที่แผ่ปกคลุมไปทั่วเมืองใหญ่แห่งนี้ ซึ่งกระทบต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ราว 30 ล้านคน

โดยจากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในกรุงนิวเดลี พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) สูงกว่า 35 เท่าจากค่ามาตรฐานปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกกำหนด

‘นายอาร์วินด์ เกจรีวัล’ มุขมนตรีเดลี โพสต์บน X (ทวิตเตอร์) ว่า “จากระดับมลพิษที่สูงขึ้น โรงเรียนรัฐและเอกชนทั้งหมดจะยังคงปิดเรียนต่อไปอีก 2 วัน”

ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเดลี ยังได้เรียกประชุมฉุกเฉิน เพื่อทบทวนสถานการณ์หมอกควันพิษที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ กรุงเดลี ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยกลุ่มหมอกควันพิษที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเผาพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ไอเสียรถยนต์และการปล่อยมลพิษของโรงงานรวมกัน

ผลสำรวจ เผย!! ‘ไทย’ ติดอันดับ 4 ประเทศที่ ‘นอกใจ’ สูงที่สุด นิยม 'ความรักออนไลน์' ผ่านแอปหาคู่ แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ

จากการจัดอันดับ “อัตราการนอกใจ” ประจำปี 2023/2566 ของ World Population Review ระบุว่า “ประเทศไทย” ติดอันดับ Top10 ประเทศที่มีอัตราการนอกใจสูงที่สุดในโลก!

นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบันผู้คนส่วนมากให้ความนิยมในการหารักออนไลน์ผ่านแอพพ์หาคู่เดตหรือเว็บไซต์หาคู่ที่มีกลาดเกลื่อน โดยผลสำรวจจาก iResearch ระบุว่า ในประเทศไทย มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันหาคู่ต่างๆ รวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000,000 คน ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกันกับอัตราการนอกใจและการหย่าในไทยที่สูงขึ้นหรือไม่ บริษัทจัดหาคู่ ระดับไฮเอนด์ Bangkok Matching ได้วิเคราะห์สถานการณ์ไว้ดังนี้

ผลจัดอันดับ 10 อันดับประเทศทั่วโลกที่พบอัตรานอกใจสูงสุด ไทยติดอันดับที่ 4

อันดับประเทศที่มีการนอกใจสูงสุด คือ 1.สหรัฐอเมริกา 71% 2.เยอรมนี 68% 3.สหราชอาณาจักร 66% 4.ไทย 61% 5.บราซิล 57% 6.ฝรั่งเศส 57% 7.รัสเซีย 53%  8.ญี่ปุ่น 49% 9.โรมาเนีย 46% 10.ออสเตรเลีย 44%

โดยในปีนี้ 2566 ไทยครองอันดับที่ 4 มีอัตราสูงถึง 61% พร้อมขยายความไว้ว่า คนไทยมักจะนอกใจไปกับ “คนแปลกหน้า” ซึ่งทางแม่สื่อบริษัทจัดหาคู่ Bangkok Matching ขอให้คำจำกัดความคนแปลกหน้านี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งก็คือการนอกใจในรูปแบบความสัมพันธ์ประเภท One Night Stand ที่เน้นถูกใจฉาบฉวยเพียงข้ามคืนโดยไม่ต้องสนใจทำความรู้จักกันก่อนนั่นเอง และสำหรับคู่รักที่แต่งงานกันไปแล้วก็หนีไม่พ้นการนอกใจด้วยเช่นกัน เพราะผลสำรวจยังพบว่าคนไทยส่วนมาก เคยนอกใจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แม้จะอยู่ในฐานะแต่งงานแล้วก็ตาม เชื่อมโยงกับสถิติการหย่าในไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเก่าเกือบ 1.4 แสนคู่

สำหรับ 5 สาเหตุ ต้นตออาการนอกใจ ที่มักพบได้เป็นสาเหตุหลักๆ ในคนที่มีคู่ หรือกระทั่งแต่งงานแล้ว ได้แก่

1.ขาดความใกล้ชิดทางอารมณ์ เมื่อคู่รักขาดความลึกซึ้งทางอารมณ์ ทำให้พยายามแสวงหาความลึกซึ้งทางอารมณ์จากที่อื่นมาทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง

2.รสนิยมทางเพศไม่ตอบโจทย์ ความรักมาพร้อมกับความแนบชิดทางกาย หรือความพึงพอใจทางเพศ รสนิยมทางเพศที่สอดรับกัน ทำให้บางคนใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างในการหาความตื่นเต้น หรือหาคู่นอนที่ตอบรับรสนิยมของตัวเอง

3.ต้องการความแปลกใหม่ ในบางคนไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนนอกจากนิสัยในการชอบลองอะไรที่ตื่นเต้น แปลกใหม่ ชอบอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง นอกใจคู่รักเพื่อความตื่นเต้นท้าทายส่วนตัว โดยเฉพาะในปัจจุบันมีสิ่งเร้าที่มากกว่ายุคก่อนๆ เพียงแค่เปิดมือถือขึ้นมาก็สามารถสร้างโลกอีกใบของตัวเองขึ้นมาได้ ทำให้คนใฝ่หาสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ หนึ่งในนั้นก็คือการนอกใจคู่รักผ่านโลกออนไลน์ และบนแอพพ์ และเว็บไซต์หาคู่ต่างๆ

4.ความเบื่อหน่ายและปัญหาซ้ำๆ รอยร้าวในความสัมพันธ์เป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่ปัญหาการนอกใจได้เช่นกัน เพราะเมื่อย้อนนึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ก่อให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย เหน็ดเหนื่อยกับปัญหาเดิมๆ อยากหาทางออก จึงเลือกการพาตัวเองไปเจอกับคนใหม่ หาความสนุกแบบใหม่ให้กับชีวิต

5.ความไม่มั่นใจในตัวคู่รัก บางคนอาจมีความเคลือบแคลง สงสัย ไม่มั่นใจในตัวคนรัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างอนาคต ด้านการเงิน หรือด้านบุคลิกนิสัย เมื่อเกิดความไม่เชื่อมั่นในความสัมพันธ์ก็ไม่แปลกที่จะมองหาคนที่สามในความสัมพันธ์เพื่อตามหาคนที่คิดว่าใช่มากกว่า หรือมีอะไรที่ทำให้มั่นใจมากกว่าคนรักของตัวเอง

ส่วนการใช้ “แอพพ์หาคู่” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนนอกใจจริงหรือไม่นั้น บริษัทจัดหาคู่ระดับ Bangkok Matching ยกเอาผลสำรวจจากบริษัทวิจัย Global Web Index ที่เคยทำการสำรวจผู้ใช้งานแอพพ์หาคู่ชื่อดังผ่านผู้ใช้งานทั้งหมด 47,000 ราย และได้พบว่า 42% ที่ใช้งานแอพพ์หาคู่นั้นเป็นคนที่ “ไม่โสด” แถมยังแบ่งเป็นคนที่แต่งงานแล้วถึง 30% และกำลังมีความสัมพันธ์หรือมีคู่แล้ว 12% และต่อมาในปี 2018 นักวิจัยทีมเดิมก็ได้ทำการวิเคราะห์ผลสำรวจรวมถึงปัจจัยประกอบต่างๆ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า “แอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์นั้นมีแนวโน้มถูกใช้เป็นหนึ่งในช่องทางสำหรับผู้ที่มีคู่อยู่แล้ว และทำให้เกิดการนอกใจกันขึ้น”

ซึ่งบริษัทจัดหาคู่ Bangkok Matching ขยายปัจจัยย่อยๆ ที่ทำให้แอปหาคู่ หรือเว็บไซต์หาคู่ออนไลน์กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่เพิ่มอัตราการนอกใจ โดยวิเคราะห์จากประสบการณ์ในการดูแลและให้คำปรึกษาคู่รักมาอย่างยาวนานของเรา ดังนี้

ส่วนสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนที่ตั้งใจหลอกลวงผู้อื่นเลือกใช้แอพหาคู่และเว็บหาคู่ออนไลน์นอกจะเป็นจากความสะดวกสบายในการเข้าใช้งาน ตั้งแต่การสมัครเข้าใช้งาน เพราะแอพหาคู่เดตหรือเว็บไซต์หาคู่ 90% มักใช้การคัดกรองโดยระบบอัตโนมัติ ผ่านการตั้งค่าที่เซ็ตไว้ ไม่ได้มีการตรวจสอบ/เช็กประวัติ หรือสัมภาษณ์ด้วยมนุษย์ ทำให้ใครๆ ก็สมัครได้ ทำให้ขาดการตรวจสอบคุณสมบัติที่แท้จริง

อีกทั้งการตั้งค่าประวัติ bio รวมถึง status ต่างๆ ที่มีให้เลือกนั้นก็มักเอื้อต่อการสร้างความคลุมเครือมากกว่าความชัดเจน นำไปสู่ความสัมพันธ์ลับซ่อนเร้น เพราะระบบมักไม่มีการตรวจสอบว่าสถานะโสดที่ตั้งไว้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือหลอกลวง รวมถึงการพูดคุยผ่านแชต ตัวอักษร หรือวิดีโอแชต ไม่สามารถยืนยันความจริงใจของคู่เดทได้ 100% ทำให้เกิดการ “ถูกหลอก” หรือการเข้ามาเพื่อ “หลอกลวง” ผู้อื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบัน ด้วยความฉลาดล้ำลึกของ AI ยังสามารถช่วยมิจฉาชีพหรือคนที่ตั้งใจจะสร้างตัวตนขึ้นมาหลอกลวงคนโสดที่หาคู่จริงจังคนอื่นๆ บนโลกออนไลน์อย่างเว็บแอพพ์หาคู่ ด้วยการสร้างคนเสมือนจริงมาวิดีโอคอลกับคุณได้อีกด้วย

ทั้งนี้ อัตราการหย่าในไทยพุ่งสูงขึ้นทุกปี โดยมีสาเหตุจากการ “นอกใจ” โดยจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง สถิติการหย่าร้างประจำปี 2565 ชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ ถึง 1.4 แสนคู่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่นำโด่งมาเป็นอันดับ 1 (17,635 คู่) ลากยาวมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2566 กรุงเทพฯ ก็ยังติดอันดับ 1 ทำสถิติหย่าร้างไป 2,955 คู่ แล้วในช่วงต้นปี

สาเหตุในการหย่า มักพบว่าจะมี 4 สาเหตุหลักที่ทำให้คู่รักตัดสินใจหย่าร้างกัน คือ 1.ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง จนลามไปสู่การไม่เข้าใจกัน การใช้ความรุนแรงในครอบครัว เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คู่รักตัดสินใจเลิกราหย่าร้างกัน 2.ปัญหาการนอกใจ เป็นปัญหาใหญ่รองลงมาที่ทำให้คู่รักไปต่อไม่ได้ เพราะการนอกใจเมื่อเกิดขึ้นหนึ่งครั้งแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่เกิดครั้งต่อๆ ไป แถมในปัจจุบันนี้การนอกใจยังทำได้ง่ายและหลายช่องทาง เช่น แอพพ์หาคู่ออนไลน์ เว็บหาคู่ไทย/ต่างชาติ กลุ่มหาคู่ ฯลฯ

3.ขาดความรับผิดชอบ เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเบื่อหน่าย ปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นในด้านของบทบาทการรับผิดชอบด้านต่างๆ ในชีวิตคู่ที่ไม่ลงรอยกัน และ 4.ปัญหายาเสพติด การใช้ยาเสพติดในครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังมานาน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรง ความไม่ปลอดภัยในครอบครัว

สำหรับการป้องกันไม่ให้ “แอปหาคู่ออนไลน์” ทำลายความสัมพันธ์ แม่สื่อมืออาชีพ Bangkok Matching มีข้อแนะนำดีๆ เพื่อรักษาความรักของคุณมาแนะนำ ว่า

1. หมั่นเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นอยู่เสมอ

การหมั่นเติมความหวานและความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทริปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ การมีค่ำคืนโรแมนติกที่แตกต่างจากวันธรรมดา หรือการหาอะไรที่พิเศษมอบให้กันและกันช่วยเติมความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันได้ เมื่อรู้สึกเติมเต็มก็จะทำให้คู่รักไม่อยากหันหน้าไปพึ่งคนอื่น การเติมความรู้สึกดีๆ จึงเป็นคีย์สำคัญที่แนะนำให้คู่รักหมั่นเติมให้กันบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความห่างเหินในความสัมพันธ์

2.ทำสัญญาใจ ให้ความมั่นใจต่อกัน

ในการคบหากันแม้จะไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัว แต่คู่รักควรจะต้องหันหน้าพูดคุยซึ่งกันและกันเพื่อมอบความเชื่อใจ มั่นใจ ว่าเมื่อมีปัญหาหรือมีความไม่พอใจใดๆ ต่อกันจะต้องพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจ หาทางออกร่วมกัน ไม่ซุกปัญหาไว้ใต้พรมและหันหน้าไปพึ่งแอพพ์หาคู่เดทออนไลน์เพื่อหาเพื่อนคุย หาที่ระบาย หรืออื่นๆ ใดที่เป็นการกระทำสื่อไปในทางนอกใจ

3.จริงใจ เปิดเผย ไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบัง

พฤติกรรมที่โปร่งใสไม่ซ่อนเร้น ไม่แอบเล่นแอพพ์หาคู่หรือแอบคุยซ้อนกับคนอื่นขณะที่อยู่ในความสัมพันธ์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจให้กับคู่รักได้ เพราะการโกหกและถูกจับได้ภายหลังจะสร้างความหมางใจ รอยร้าวฝังลึกในความสัมพันธ์ที่ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีทางลืมได้ลงและอาจกลับกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตจนทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลงไปได้

4.พบผู้ช่วยบำบัดความสัมพันธ์เมื่อมีปัญหา

อย่ามองข้ามการจูงมือคู่รักเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ หรือนักจิตวิทยาเฉพาะด้าน เพราะการพูดคุยกันเองเมื่อเกิดปัญหาระหว่างกันนั้นมักไม่ได้คำตอบหรือทางออกที่เหมาะสม เพราะต่างคนก็ต่างมองจากมุมของตัวเอง แต่ถ้ามีคนกลางเป็นคนรับฟังและให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พังทลายลงไปได้

นับได้ว่า “แอพพ์หาคู่” เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้เกิดการนอกใจและเพิ่มเปอร์เซ็นต์หย่าร้างในไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top