Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

‘นายกฯ’ สั่งคมนาคมเร่งดูแลผู้ประสบเหตุรถทัวร์มรณะ หลังเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง คร่าชีวิต 16 ศพ

(6 ธ.ค.66) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีเหตุรถทัวร์โดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-นาทวี ประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกไหล่ทางชนต้นไม้ริมถนนเพชรเกษม หน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 14 รายและที่โรงพยาบาล 2 ราย 

นางรัดเกล้า ยังระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนนมาโดยตลอดไม่ว่าจะช่วงเทศกาลหรือไม่ใช่ช่วงเทศกาลจะมีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมยังมีมาตรการคุมเข้มอุบัติเหตุช่วงเทศกาลเพื่อ ‘ลดตาย’ ในส่วนของรถโดยสาร 2 ชั้น ได้เปิดจดทะเบียนรถโดยสารสาธารณะ 2 ชั้นแล้วที่ต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร จากเดิมไม่เกิน 4.3 เมตร แต่รถทัวร์ 2 ชั้นในระบบจดทะเบียนวิ่งให้บริการได้เหมือนเดิม พร้อมบังคับติดตั้งระบบจีพีเอส เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมผู้ขับรถ ปรับปรุงสภาพรถ ซ่อมตัวถังรถ ต้องปรับระดับความสูงของรถเหลือไม่เกิน 4 เมตร ซึ่งจะมีอายุการใช้งานไปอีกประมาณ 4-5 ปี และจะปิดตำนานรถ 2 ชั้นในเมืองไทย

"นายกรัฐมนตรี ขอให้กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอำนวยความสะดวกกับผู้ประสบเหตุและญาติ ดังนั้นจะเห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมาก มีการรณรงค์ในทุกเทศกาล เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น" นางรัดเล้า กล่าว

นางรัดเกล้า ยังกล่าวชื่นชมประชาชนในที่เกิดเหตุที่ให้ความช่วยเหลือ ด้วยการเปิดห้องพักในระแวกนั้นให้ญาติผู้ประสบเหตุที่มาติดต่อรับศพ หรือมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บได้พักครอบครัวละ 1 ห้องฟรี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้าช่วยเหลือ

สื่อมวลชนไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย พร้อมเป็นตัวกลางผสานความร่วมมือ ผลักดันความเชื่อมโยงในทุกมิติ เพื่อกระตุ้นเขตเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (IMT-GT) ให้แนบแน่น

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ ห้องประชุมโรงแรมบีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายมาหะมะพีสกรี วาแม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ความร่วมมือและการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ IMT-GT โดยมีนายนาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน เป็นประธานการประชุม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และสื่อไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ทางสมาคมจึงได้จัดโครงการสานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายู ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT เชื่อมสัมพันธ์และกระชับมิตรระหว่างสื่อมวลชนมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสื่อมวลชนไทยในพื้นที่ จชต. และแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ความร่วมมือและการพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ IMT-GT” โดยมี Mr. Suargana Pringganu กงสุลใหญ่อินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย Mr. Ahmad Fahmi Ahmad Sarkawi กงสุลใหญ่มาเลเซีย ประจำจังหวัดสงขลา , ดาโตะฮัจยี โมฮัมมัด ซาและฮ์ ไซดิน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และผู้ประกอบการ รัฐเคดาห์ , ผู้แทนแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา, นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา และ น.ส.อัยดา กูเจะ นายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวฮาลาลไทย-อาเซียน

ขณะที่ นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย โดยประชากรมากกว่าร้อยละ 80 นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความพิเศษของวิถีชีวิต และความศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ จึงได้จัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ และมีนโยบายการพัฒนาที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิต และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์และความเชื่อของตนเอง

นอกจากนั้น วานนี้ (1 ธ.ค.) ทาง ศอ.บต. ยังได้เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ จชต. ได้จัดแสดงสินค้า พร้อมจับคู่ธุรกิจ Business Matching คู่ค้าจากประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในมหกรรมเชื่อมสัมพันธ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษาระหว่างประเทศ คาบสมุทรมลายูภาคใต้ฯ ณ โรงแรมคริสตัลหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางการพัฒนา จชต."

อีกทั้งงานดังกล่าว ยังเป็นการเปิดตลาดสินค้าบริการฮาลาลของ จชต. ให้สามารถกระจายสินค้าได้ทั้งใน และต่างประเทศ ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ระหว่างคาบสมุทรมลายูภาคใต้ อนุภูมิภาคไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ พร้อมสร้างการรับรู้ และความเข้าใจต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ตามระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล จชต. แนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของรัฐบาล

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘อนุทิน’ เข้ม!! สั่งทุกจังหวัดบังคับใช้ กม.คุมแหล่งก่อมลพิษ หนุนเร่งพีอาร์เชิงรุกสร้างความร่วมมือ ปชช.แก้ปัญหา PM 2.5 

(6 ธ.ค. 66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดำเนินการสำหรับป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ปี 66-67

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้งของทุกปี ประเทศไทยจะเกิดสถานการณ์ฝุ่นละอองเกินเกณฑ์มาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีสาเหตุทั้งจากโดยธรรมชาติ สภาพอากาศและภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเกิดสถานการณ์และกิจกรรมของมนุษย์ จนเกิดการสะสมของฝุ่นละอองในปริมาณสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ตามข้อสั่งการ รมว.มหาดไทย ได้ให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ที่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสนับสนุนการสั่งดำเนินการ ตลอดจนแจ้งเตือนแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยให้ฝ่ายปฏิบัติการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่แหล่งกำเนิด กำชับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ส่วนกรณีการเผาในพื้นที่การเกษตร ให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ตลอดจนใช้กลไกอาสาสมัครร่วมรณรงค์งดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการกำจัดหรือใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มแทน เช่น การไถกลบตอ ซัง การใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลาย

น.ส.ไตรศุลี กล่าวต่อว่า นายอนุทินได้กำชับให้กองอำนวยการ ปภ.จังหวัด ทบทวนและจัดทำแผนเผชิญเหตุในกรณีต่างๆ ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน อาทิ พื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร พื้นที่ริมทาง และพื้นที่ชุมชน/เมือง ตลอดจนข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมกับมีแนวทางปฏิบัติแต่การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์แต่ละระดับอย่างชัดเจน ตลอดจนประสานการปฏิบัติร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งชุดเฝ้าระวังระดับพื้นที่ สนับสนุนการลาดตระเวนเฝ้าระวัง ป้องปรามการลักลอบเผาในเขตพื้นที่ป่า เขตพื้นที่การเกษตร

ทั้งนี้ เมื่อเกิดสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน หรือระดับปริมาณฝุ่น PM2.5 แนวโน้มสูงเกินค่ามาตรฐาน ให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด อำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินท้องถิ่น บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับการปฏิบัติตามมาตรการ บังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างเข้มงวด กรณีที่เกิดไฟป่าให้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะชำนาญ ประกอบกำลังเป็นชุดปฏิบัติการพร้อมอุปกรณ์เข้าระงับเหตุการณ์โดยเร็ว

“ท่าน มท.1 ห่วงใยผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย จึงเน้นย้ำให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครที่เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ จัดอุปกรณ์ส่วนบุคคลที่มีความเหมาะสม กรณีการเกิดไฟป่าที่กำลังภาคพื้นที่เข้าถึงยาก ให้ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่มีอากาศยานเข้าสนับสนุน และให้ดูแลด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบด้วย” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายอนุทินยังได้เน้นย้ำให้มีการสื่อสารเชิงรุกผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงสาเหตุการเกิดฝุ่นละออง ที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการลดปัญหา ได้เข้าใจต่อสถานการณ์ มาตรการข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืน ส่วนการดูแลสุขภาพประชาชนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข ให้ดำเนินการให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นการมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ข้อมูล หรือการให้ความรู้ผ่านช่องต่างๆ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดพื้นที่และระบบบริการประชาชนในพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) หรือห้องปลอดฝุ่น เพื่อดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพในกรณีจำเป็นต่อไป

‘รองนายกฯ สิงคโปร์’ เตรียมเพิ่ม ‘แรงงาน’ ด้าน AI ขึ้น 3 เท่า หวังใช้ประโยชน์ปัญญาประดิษฐ์ปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

เมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.66) สิงคโปร์เตรียมเพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขึ้น 3 เท่าเป็น 15,000 คน ทั้งด้วยการฝึกอบรมคนในท้องถิ่นและว่าจ้างแรงงานจากต่างประเทศ ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติ ด้านเทคโนโลยี

โดย สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน นายลอว์เรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวในงานหนึ่งเมื่อวันจันทร์ (4 ธ.ค.)

“สิงคโปร์เชื่อในศักยภาพระยะยาวของ AI และปณิธานของเราคือการใช้ประโยชน์จากความสามารถของ AI อย่างเต็มที่เพื่อปรับปรุงชีวิตของเรา โดยอาศัยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรด้านการเรียนรู้ พวกเขาเป็นกระดูกสันหลังของ AI”

ทั้งนี้ แถลงการณ์จากรัฐบาลสิงคโปร์ในวันเดียวกัน ระบุว่า สิงคโปร์ได้วางกลยุทธ์ด้าน AI ที่ได้รับการปรับปรุง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันก็ป้องกันผลกระทบในทางลบหรือการใช้งาน AI ไปในทางที่ผิดด้วย

‘บ.จีน’ ร่วมสร้าง ‘โครงการบ้านจัดสรร’ ในคูเวต ใช้เทคโนโลยีก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(6 ธ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คูเวตเริ่มต้นการก่อสร้างโครงการบ้านจัดสรรเมืองเซาธ์ ซาอัด อัล-อับดุลลาห์ ซิตี (South Saad Al-Abdullah City) ในเขตผู้ว่าราชการญาห์รา ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไชน่า เก๋อโจวป้า กรุ๊ป จำกัด (CGGC)

บริษัทฯ สาขาคูเวต ระบุว่าโครงการนี้ครอบคลุมพื้นที่ราว 64 ตารางกิโลเมตร เพื่อจัดสรรที่อยู่อาศัย จำนวน 21,800 หน่วย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยจะตอบสนองความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างน้อย 150,000 คน

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะรับผิดชอบงานขุดดินและถมดิน ก่อสร้างถนนระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร และสะพานหลายแห่ง รวมถึงท่อส่งต่าง ๆ ความยาว 975 กิโลเมตร สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ภายใต้สัญญา

หยวนเจิ้น ผู้จัดการบริษัทฯ สาขาคูเวต กล่าวว่าโครงการนี้มุ่งเน้นการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ระบบก่อสร้างอัจฉริยะ ระบบบำบัดน้ำเสียเชิงบูรณาการ แสงสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งกักเก็บน้ำฝน

'วิชัย ทองแตง' เปิดมุมมองรักษ์โลก 'ธรรมดาๆ' ที่ 'ไม่ธรรมดา' พกพา 'ถุง' จาก 'กระดาษ' เหลือใช้ พับติดตัวไว้ใช้อเนกประสงค์

(6 ธ.ค. 66) ช่อง ‘godfatherofstartup’ ในติ๊กต็อกได้เผยแพร่มุมมองของ ‘วิชัย ทองแตง' เกี่ยวกับเรื่องการใช้ ‘กระดาษ’ เหลือใช้ นำมาพับเป็นถุงและพกติดตัวไปด้วยทุกที่ โดยมีใจความว่า..

“ความธรรมดาของคุณวิชัย คือการเก็บกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว เราทำธุรกิจเยอะ กระดาษที่เหลือใช้เยอะมาก จึงนำมาพับเป็นถุงทั่วไป ถ้าหากเป็นกระดาษที่ใช้ไปแล้วหน้าเดียว ก็จะนำมาจดบันทึกต่อ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ กระดาษพวกนี้ก็เดินทางไปด้วย ไซซ์เล็กคือค้างคืนเดียว ไซซ์ใหญ่ก็ค้างสองคืนขึ้นไป

ปกตินักเล่นหุ้นจะได้รับเอกสาร (ซองกระดาษสีน้ำดาล) บ่อย ผมก็ได้รับ และที่บ้านผมก็เอามาทำถุงกระดาษนะ

ลูกชายคนเล็กของผม เปิดร้านกาแฟ และเขาก็ใส่ใจเรื่องออแกนิกมาก ถุงที่ใช้ของก็คือ…ถุงจากตลาดหลักทรัพย์ครับ”

'ซิโก้' ปลื้ม!! ได้รับเกียรติบัตรพระราชทาน 'พ่อตัวอย่างแห่งชาติ' ประจำปี 2566 เผย!! เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้รับในชีวิตนี้

(6 ธ.ค. 66) เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ในตำแหน่งกองหน้าปัจจุบันเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับฮองอันยาลาย ในวีลีกของประเทศเวียดนาม ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘Kiatisuk Senamuang’ เนื่องในโอกาสได้รับเกียรติบัตรพระราชทาน ‘พ่อตัวอย่างแห่งชาติ’ ประจำปี 2566 ระบุว่า…

“เกียรติบัตรพระราชทาน ‘พ่อตัวอย่างแห่งชาติ’ ประจำปี 2566 คือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้รับพระราชทานในชีวิตนี้ 🙏 และเนื่องจากภารกิจหน้าที่ในประเทศเวียดนามจึงไม่สามารถเดินทางกลับไปประเทศไทยได้ ผมขอเก็บความภูมิใจนี้ไว้ตลอดไป 🙏❤️ และขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ สต๊าฟโค้ช ทีมสโมสรฮองอันยาลาย ที่ได้ร่วมแสดงความยินดีในวันพ่อแห่งชาตินี้ครับ 🙏
#วันพ่อแห่งชาติ #พ่อตัวอย่างแห่งชาติ2566 #Carabao #คาราบาว #HAGL #zicohagl  #เกียรติศักดิ์เสนาเมือง #kiatisuk #coachzico #ทีมซิโก้ #โค้ชซิโก้ #ซิโก้”

‘BLACKPINK’ จรดปากกาต่อสัญญาใน ‘ฐานะวง’ ดันหุ้น YG Entertainment พุ่งเกือบ 23% 

(6 ธ.ค.66) วายจี เอนเตอร์เทนเมนต์ แถลง ‘BLACKPINK’ ได้ต่อสัญญาการทำกิจกรรมกลุ่มกับทางค่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของการทำกิจกรรมเดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนนั้น ทางวายจีกล่าวว่ายังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

ทั้งนี้ ลิซ่า เจนนี่ จีซู โร่เซ ได้เปิดตัวในฐานะสมาชิกแบล็กพิงก์เมื่อปี 2016 โดยสัญญาฉบับแรกที่กินเวลา 7 ปี ที่ทำกับทางวายจีได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาท่ามกลางการจับตามองว่าจะมีการต่อสัญญากันครบทั้งวงหรือไม่

การต่อสัญญาครั้งนี้ทำให้วายจียังคงได้สิทธิ์บริหารจัดการการทำเพลง การจัดคอนเสิร์ต ตลอดจนกิจกรรมการโปรโมทของวงแบล็คพิงก์ต่อไป

“ผมมีความสุขที่ได้รักษาความสัมพันธ์กับ BLACKPINK ต่อไป เราจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยให้แบล็คพิงก์เปล่งประกายสุกสว่างกว่าเดิมในตลาดดนตรีโลก” ‘หยางฮยอนซอก’ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานค่ายวายจี เอนเตอร์เทนเมนต์ กล่าว

ทั้งนี้ ราคาหุ้น YG พุ่งขึ้นเกือบ 23% จากข่าวการต่อสัญญากิจกรรมวงของ BLACKPINK

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร  'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

เมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.66) สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 6 - 8 ธันวาคม 2566

6 ธันวาคม พ.ศ. 2443  ในหลวง ร.5 อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 33 รูป มาจำวัดที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

วันนี้เมื่อ 123 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระสงฆ์จำนวน 33 รูป มาจำวัดที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพื่อทำให้เป็นวัดที่สมบูรณ์

วัดเบญจมบพิตรเดิมเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยใด ชาวบ้านเรียกว่า วัดแหลม หรือวัดไทรทอง

เมื่อถึงปี 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน เพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์ โดยพระราชทานนามว่า ‘สวนดุสิต’ ซึ่งก็คือพระราชวังดุสิต ในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณที่ดินที่ทรงซื้อนั้นมีวัดโบราณ 2 แห่ง คือ วัดดุสิตซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยถูกใช้เป็นที่สร้างพลับพลา และวัดร้างอีกแห่งซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัดสำหรับตัดเป็นถนน พระองค์จึงทรงกระทำผาติกรรม สร้างวัดแห่งใหม่เพื่อเป็นการทดแทนตามประเพณี โดยทรงเลือกบริเวณที่เป็นวัดเบญจมบพิตรปัจจุบัน เป็นวัดที่ทรงสถาปนาตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่และทำโดยฝีมือประณีตจะดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่น ๆ และมีพระยาราชสงครามเป็นนายช่างก่อสร้าง

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังวัด ก็มีพระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่ดินให้เป็นเขตวิสุงคามสีมาของวัด พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตร อันหมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และเพื่อแสดงลำดับรัชกาลในราชวงศ์จักรี

และ พระองค์ก็ได้ถวายที่ดินซึ่งพระองค์ขนานนามว่า ดุสิตวนาราม ให้เป็นที่วิสุงคามสีมาเพิ่มเติมแก่วัดเบญจมบพิตร ครั้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ ทรงโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จำนวน 33 รูป ซึ่งโปรดให้คัดเลือกไว้แล้ว และให้รวมฝึกอบรมอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ มาจำวัดที่วัดเบญจมบพิตรทำให้วัดเป็นวัดที่สมบูรณ์ และในคราวนี้เองได้พระราชทานที่วัดเพิ่มเติม และสร้อยนามต่อท้ายชื่อวัดว่า ‘ดุสิตวนาราม’ เรียกรวมกันว่า ‘วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม’ เช่นในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top