Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘4 ชาติยุโรป’ ยกระดับความปลอดภัยช่วง ‘คริสต์มาส-ปีใหม่’ หวั่น!! ภัยคุกคามจากก่อการร้าย หลังพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

หลายชาติในยุโรปตรึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยเข้มในช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ เนื่องจากหวั่นภัยก่อการร้าย หลังพบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และเกิดเหตุทำร้ายชาวยุโรปในกรุงปารีสก่อนหน้านี้ 

(25 ธ.ค.66) ก่อนหน้านี้มีการรายงานว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ส่งผลให้ยุโรปเสี่ยงภัยก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวและได้หารือถึงการยกระดับการรักษาความปลอดภัย

ต่อมามติชนรายงานว่า ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย และสเปน เป็นหนึ่งในชาติยุโรปที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นขึ้นรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากการก่อการร้าย 

ที่ฝรั่งเศส นายเฌราลด์ ดาร์มาแนง รัฐมนตรีมหาดไทยโพสต์บน X เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม สั่งการให้ตำรวจและสารวัตรทหารเพิ่มการรักษาการณ์ตามโบสถ์ต่างๆ ทั่วประเทศ “เพื่อปกป้องชาวคริสเตียนที่จะมาร่วมเฉลิมฉลองคริสมาสต์ในเย็นวันนี้และเช้าวันพรุ่งนี้”

ขณะที่ทางการเยอรมนีได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นบริเวณมหาวิหารเมืองโคโลญ โดยนายไมเคิล เอสเซอร์ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองโคโลญจ์ แถลงว่า ตำรวจจะทำทุกอย่างเพื่อรับรองความปลอดภัย โดยผู้ที่เดินทางมายังโบสถ์ทุกคนจะถูกตำรวจค้นอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ ตำรวจพร้อมสุนัขดมกลิ่มได้ตรวจค้นหา หลังจากมีรายงานกลุ่มติดอาวุธอิสลามิกมีแผนที่จะก่อเหตุโจมตีโบสถ์ในช่วงวันคริสต์มาสอีฟ หรือช่วงปีใหม่

ที่กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ตำรวจได้เพิ่มการวางกำลังรักษาความปลอดภัยช่วงฉลองเทศกาลคริสต์ โดยตำรวจออสเตรีย ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายทั่วยุโรปเรียกร้องให้มีการโจมตีงานฉลองของชาวคริสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราววันที่ 24 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงได้เพิ่มมาตรการป้องกันที่สอดคล้องในพื้นที่สาธารณะในกรุงเวียนนาและรัฐต่างๆ

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ตำรวจออสเตรียได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ที่ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับกองกำลังรัฐอิสลามแห่งโคราซาน ซึ่งแตกหน่อมาจากกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง

ผุด ‘Thai ESG Found’ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน  สะท้อน!! สังคมไทยใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

(25 ธ.ค.66) พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึง ‘กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน’ ว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนตลาดทุนให้ตอบโจทย์ส่งเสริมการทำ ESG ให้กับผู้ลงทุนและผู้ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งเป็นเหมือนผลตอบแทนจากการทำสิ่งที่ดีและจะได้รับสิ่งที่ดีกลับไป โดย กองทุนรวม Thai ESG เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในทรัพย์สินด้านความยั่งยืนที่มีความหลากหลายที่ผู้ออกทรัพย์สินนั้นเป็นภาครัฐหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ทั้งนี้ ก.ล.ต สนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ส่งเสริมความยั่งยืนของประเทศไทย และจัดการกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน รวม 11 ฉบับ โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถจัดตั้งกองทุนรวม Thai ESG Found ได้ทันที ซึ่งชุดแรก จำนวน 25 กองทุน จาก บลจ.16 แห่ง

โดยผู้ลงทุน เป็นกลุ่มการลงทุนสินค้าสีเขียว กลุ่มคนที่สนใจและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนที่พอเหมาะพอสม อย่างผู้ที่จะลงทุนเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถลงทุนได้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนมากขึ้น สามารถนำเงินลงทุนในกองทุน Thai ESG Found

สามารถมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน ในเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับปีภาษีที่มีการลงทุน

รวมทั้งเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีถ้าการลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรประกาศกำหนด 

โดยผู้มีเงินได้ต้องถือหน่วยลงทุนดังกล่าวไม่น้อยกว่า 8 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นการเสริมสร้าง Social lmpact ผ่านการลงทุน Thai ESG Found ซึ่งเกิดประโยชน์เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ยังยกเว้นให้ผู้มีเงินได้ไม่ต้องนำเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า บริษัทที่จดทะเบียนด้านความยั่งยืนมีการรายงานผลโดยส่งข้อมูลให้ตลาดหลักทรัพย์ จนทำให้มีผลิตภัฑณ์ที่เกี่ยวกับ ESG มากมาย ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศซึ่งเป็นจุดขายในการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยปัจจุบันไทยมีเรตติ้งสำคัญระดับโลกซึ่งบริษัทไทยอยู่ในดัชนีมากที่สุดในอาเซียนและอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ESG เป็นกระแสที่เข้มข้นมากขึ้น การลงทุนสีเขียวต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงจะสามารถลงทุนได้ และการที่ไทยมีกองทุน Thai ESG Found ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ทั้งโลกให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG เป็นอย่างมาก โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้น้ำหนักสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเป็น Ageing society (สังคมผู้สูงอายุ) ในไทยทำให้เรื่องการออมต่ำกว่าประเทศในเอเชีย ถ้าสิ่งเสริมทางด้านการออมด้วยกองทุน Thai ESG Found ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยมีความสนใจในการออมได้มาก รวมถึงสามารถเพิ่มนักลงทุนได้อย่างมหาศาล

โดยรายละเอียดของกองทุน Thai ESG สามารถลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน ในประเทศไทยเท่านั้น โดยตราสารทุนมีบริษัทจดทะเบียนที่ได้คะแนนจากตลาดหลักทรัพย์ที่มีเรตติ้งขึ้นไปประมาณ 200 ตัว โดยจากรายงานนั้นบริษัทมีการสนับสนุนการลดการใช้ก๊าซ เรือนกระจกที่ลดลงเรื่อยๆ และบางบริษัทมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะเป็นบริษัทที่ได้รับเลือกในการลงทุนในส่วนของกองทุนหุ้น

ในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้จะใช้เกณฑ์ในการลงทุนของ ก.ล.ต เป็นหลัก และใช้มาตรฐานสากลเป็นหลักโดยต้องมีส่วนของ

Green bond ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถลงทุนได้เช่นกัน

‘กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘Thai ESG Found’ นอกจากทำหน้าที่ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนของไทยแล้วผลพลอยได้ที่น่าจับตามองคือ ช่องทางการออมและการลงทุนของคนไทยที่มีสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขที่เอื้อต่อทุกคนที่สนใจทั้งการออมและความยั่งยืน 

บสย.จัด The 3rd Town Hall Meeting 2023 ปลุกพลังฮีโร่  เชิดชูเกียรติ “พนักงาน” หัวใจองค์กร

บสย. จัดประชุมพนักงานทุกระดับ The 3rd Town Hall Meeting 2023 ส่งท้ายปี 2566 ภายใต้แนวคิด “TCG MULTIKORN”  “จักรวาล บสย. ” ปลุกพลังฮีโร่ เชิดชูเกียรติ “พนักงาน” หัวใจองค์กร ทำงานหนัก เพื่อ SMEs  ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กร ดิจิทัล ช่วย SMEs ก้าวข้ามวิกฤต สู่ความยั่งยืน ย้ำชัดพร้อมขับเคลื่อนแผนนโยบาย 2567 เดินหน้าเต็มสูบ สู่บริบทใหม่ บสย.

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นประธานการประชุมพนักงานทุกระดับ (The 3rd Town Hall Meeting 2023)  กิจกรรมส่งท้ายปี 2566  รูปแบบ Hybrid Meeting ภายใต้แนวคิด  “TCG MULTIKORN” หรือ “จักรวาล บสย.”  โดยมีผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทุกระดับ และสำนักงานเขตทั่วประเทศ  กว่า 400 คน ร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม ชั้น 21 อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566

ภาพรวมผลดำเนินงาน บสย. ปี 2566  ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) การเชื่อมโยงดิจิทัล ระหว่าง บสย. และ พันธมิตรสถาบันการเงิน ช่วยเสริมศักยภาพและสมรรถนะองค์กร ด้านการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น การอนุมัติค้ำประกันที่รวดเร็ว เชื่อมโยงสอดรับกับแนวทาง SMEs Gateway ความสำเร็จที่ เกิดจากพลังความร่วมมือของ “พนักงาน บสย.”  ที่เป็นหัวใจขององค์กร สู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้วยมุมมองใหม่ในการทำงาน ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ตามค่านิยมองค์กร TCG Fast First ที่ส่งผลด้านยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อกว่า 108,896 ล้านบาท เกินเป้าที่วางไว้  95,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้สินเชื่อ 98,014 ราย (80% ของจำนวนราย SMEs เป็นผู้ประกอบการกลุ่ม Micro) สร้างสินเชื่อในระบบ 119,477 ล้านบาท รักษาการจ้างงานรวม 822, 245 ตำแหน่ง

ความท้าทาย ด้านการบริหารจัดการหนี้ ภายใต้มาตรการ 3 สี ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และได้รับคำชื่นชมจาก “ลูกหนี้ บสย.” และหน่วยงานผู้กำกับดูแล เป็นโครงการที่เข้ามาตอบโจทย์ความด้านการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ช่วยลูกหนี้ก้าวข้ามวิกฤต ซึ่ง บสย. ได้ต่อมาตรการนี้ออกไปอีก 1 ปี เพื่อรักษาลูกหนี้ และช่วยพลิกฟื้นให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

นอกจากการประกาศผลดำเนินงานแล้ว ผู้บริหารระดับสูงยังได้ชื่นชมกิจกรรมขับเคลื่อนบุคลากรและมอบรางวัลให้บุคลากรต้นแบบตามค่านิยมองค์กร ประจำปี 2566 ด้วย เพื่อยกย่องและเชิดชูบุคลากรที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีตามค่านิยมองค์กร TCG FAST FIRST (T - Think Innovatively, C – Connectivity และ G – Good Governance)  พร้อมแสดงความยินดีกับรางวัลต่างๆ ที่ บสย.  ได้รับในปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนองค์กรที่มาจากพนักงาน บสย.  ได้แก่ รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น รางวัลรัฐบาลดิจิทัล รางวัลสำเภานาวาทอง รางวัลองค์กรโปร่งใส  รางวัลเลิศรัฐ  เน้นย้ำแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ภายใต้นโนบาย “No Gift Policy”

ภายใต้วิสัยทัศน์ การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเงินทุนและโอกาสให้แก่ SMEs เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ SMEs’ Gateway ตามพันธกิจหลัก 5 ประการของ บสย. ยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือ SMEs ต่อไปในปีหน้า  คือ 1.พัฒนาศักยภาพ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนและองค์ความรู้ทั้งระบบ 2.ผลักดัน SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยนวัตกรรมทางการเงิน 3.เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจครบวงจรสำหรับ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย 4.ยกระดับขีดความสามารถองค์กรเพื่อการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างบูรณการ และ 5.ส่งเสริมการดำเนินงานที่โปร่งใสในทุกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน

“ในปี 2567 ความท้าทายจะมีมากกว่าปีนี้  ทั้งเป้าหมายการแก้หนี้นอกระบบตามนโนบายรัฐบาล โครงการพักชำระหนี้ โครงการยกระดับการค้ำประกันสินเชื่อตามเป้าหมายรัฐบาล โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อที่ตอบโจทย์ SMEs  โครงการให้คำปรึกษาทางการเงิน SMEs  และ โครงการพัฒนาธุรกิจใหม่ ทั้งหมดนี้คือ การบ้านและโจทย์ใหญ่ที่สำคัญในปีหน้า” นายสิทธิกร กล่าว

ผบ.ตร.ส่งซานตาคลอส ตำรวจปากช่อง ขนผ้าห่มเป็นของขวัญ มอบไออุ่นให้น้องคลายหนาว เขาใหญ่ มอบความห่วงใยสุขภาพเด็กช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง 

วันที่ 25 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนบ้านหนองอีเหลอ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จัดกิจกรรมไออุ่นคลายหนาวให้เด็กนักเรียน เนื่องในวันคริสต์มาส โดยมี พ.ต.อ.วีระพล ระเบียบโพธิ์ ผกก.สภ.ปากช่อง เป็นตัวแทน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ จิตอาสา 904 ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา ตำรวจปากช่อง ชมรมฮักเขาใหญ่ นำผ้าห่ม จำนวน 100 ผืน ขนม เดินทางไปมอบให้กับเด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านหนองเหลอ เนื่องในวันคริสต์มาส

ขณะในช่วงนี้ พื้นที่มีอากาศหนาวเย็น อุณภูมิลดลงเหลือ 12-13 องศา ประกอบกับอยู่ในพื้นที่ธุระกันดาร ผู้ปกครอง และครอบครัวเด็กนักเรียนมีฐานะยากจน เดือดร้อนกับสภาวะหนาวเย็น 

สำหรับโรงเรียนดังกล่าว มีนักเรียน 100 คน และคุณครูอีก 10 คน ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนมากจะมีอาชีพเกษตรกรทำไร่มัน และไร่อ้อย รวมถึงรับจ้างทั่วไป รายได้ในครอบครัวจะน้อย ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะหนาว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ทีมงานตำรวจจิตอาสาลงสำรวจพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงฤดูหนาว พร้อมสนับสนุนผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ยารักษาโรค เป็นการแสวงหาความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อทำงานร่วมกัน

‘รมว.ปุ้ย’ กำชับคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยหยุดยาวปีใหม่ ‘กนอ.’ รับลูก!! ย้ำ '68 นิคมฯ - 1 ท่าเรือฯ’ เฝ้าระวัง 24 ชม.

(25 ธ.ค.66) นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความห่วงใยในความปลอดภัยและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 ตามประกาศของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2566 - 1 มกราคม 2567 จึงสั่งการให้ กนอ.กำชับไปยังนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 68 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ใน 16 จังหวัด ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเวลาดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กนอ.จึงขอความร่วมมือไปยังนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรม ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรง (Highly Hazardous Chemicals) หรือมีปริมาณครอบครองของเหลวไวไฟหรือก๊าซไวไฟตามปริมาณที่กำหนด ตามระบบ ‘การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Management : PSM)’ เพื่อป้องกัน ควบคุม และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ

“ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ผมจึงกำชับให้ทุกนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรม มอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงานนอกเวลาทำการในช่วงวันหยุดยาวตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดมาตรการกำกับดูแล เฝ้าระวังต่างๆ และหากเกิดกรณีฉุกเฉินให้รีบประสานงานกับศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ศสป.) กนอ. สำนักงานใหญ่ รวมถึงต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กนอ.ในเรื่องของการรายงานข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรายงานเหตุการณ์ให้ผู้อำนวยการสำนักนิคมฯ / ท่าเรือฯ ทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและผลกระทบได้อย่างทันท่วงที” นายวีริศ กล่าว

ทั้งนี้ กนอ. ยังขอความร่วมมือจากผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรม ให้จัดเตรียมบุคลากร อุปกรณ์ / เครื่องมือ ระบบสาธารณูปโภค การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ / อุบัติภัยด้วย รวมถึงช่องทางประสานขอความช่วยเหลือจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม หรือผู้ดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรม และหน่วยงานภายนอก อาทิ หน่วยงานป้องกันสาธารณภัย หน่วยงานท้องถิ่น และปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนป้องกันและบรรเทาภัยระดับนิคมอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ต้องสร้างความตระหนักกับผู้ประกอบการในการให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังอุบัติเหตุและอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงนั้น ให้ปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย พร้อมทั้งให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ให้ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรมทุกแห่งปฏิบัติการตามคำสั่ง กนอ. ที่ 285/2565 เรื่อง การรายงานข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม โดยสามารถประสานแจ้ง ศสป. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม / ท่าเรืออุตสาหกรรม ต้องเตรียมพร้อมรองรับกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุเพลิงไหม้ และต้องสามารถติดต่อสื่อสารประสานงานได้ตลอดเวลาด้วย
“ปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพอากาศอาจจะแห้งแล้ง และยิ่งเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน กนอ. จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอัคคีภัยและอุบัติเหตุอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน” ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวปิดท้าย

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโต้กลับ WHO อวยแบนทิพย์บุหรี่ไฟฟ้าในไทยชี้พบเยาวชนไทยใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอย่างถูกต้อง

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโต้กลับ WHO อวยแบนทิพย์ในไทย ทั้ง ๆ ที่มีขายเกลื่อนพบเห็นได้ทั่วไป เชื่อมั่นการนำบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาบนดินควบคุมด้วยกฎหมายอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเข้าถึงของเยาวชนได้ พร้อมเผยสถิติพบเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศที่แบน มากกว่าในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอย่างถูกต้อง สืบเนื่องจากแถลงการณ์ของผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ในประเทศไทย จากงานเสวนาการแถลงการณ์องค์การอนามัยโลก เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 ที่สนับสนุนให้ไทยคงมาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพของผู้ใช้และคนรอบข้างรวมถึงปกป้องเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า นำโดยเพจ “ลาขาดควันยาสูบ (ECST)” และเพจ “มนุษย์ควัน” ร่วมย้ำจุดยืนที่ต้องการกฎหมายควบคุมการขาย การตลาด การกำหนดอายุผู้ซื้อผู้ขาย การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องผู้บริโภค และป้องกันผู้ใช้หน้าใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชน

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนจากเพจลาขาดควันยาสูบ กล่าวว่า “บุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่ทั่วไปในสังคมไทย และปัญหาเยาวชนไทยเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องจริงในปัจจุบันที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ แม้เราจะมีมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้ามาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม คงเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะทำให้ไม่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเลย การคงมาตรการห้ามขายทำให้เกิดคำถามที่น่ากังวลว่าสินค้าที่อยู่ใต้ดินเข้าถึงง่ายเหล่านี้มีคุณภาพและความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน การไม่ควบคุมเลยจะทำให้เกิดอันตรายมากกว่ากับทุกฝ่ายในรูปแบบที่คาดไม่ถึง ดังนั้น ทางออกเดียวคือจำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมอย่างเหมาะสม อยากถามกลับว่า ถ้าแบนแล้วดีจริงทำไม WHO ไม่ไปร้องเรียกให้สหรัฐฯ อังกฤษ ประเทศกลุ่มอียู เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นหันมาแบนบุหรี่ไฟฟ้าบ้าง มาเชียร์แต่ประเทศไทย”

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน จากเพจมนุษย์ควัน ให้ข้อมูลเสริมว่า “สถิติเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทยของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 ในช่วงเริ่มต้นการแบนในไทย เป็นร้อยละ 9.1 ในปี 2566 ขณะที่ประเทศที่มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอื่น ๆ เช่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ก็เจอกับปัญหาเดียวกัน โดยออสเตรเลียภายหลังการมีคำสั่งให้มีใบสั่งยาสำหรับการใช้และการขายบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2564 จำนวนเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าก็สูงขึ้นจากร้อยละ 9.8 เป็นร้อยละ 14.5 ในปี 2566 ขณะที่ประเทศที่มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ มีสถิติเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ร้อยละ 8 ร้อยละ 6 ร้อยละ 5 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าประเทศที่มีการแบนอยู่”

“จริง ๆ แล้ว WHO ไม่เคยกำหนดให้ทุกประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เพราะหากห้ามจริงบุหรี่ไฟฟ้าคงไม่ถูกกฎหมายแล้วในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ความหวังที่อยากให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นศูนย์ในไทยคงยากที่จะเป็นจริงได้ สิ่งที่ไทยควรทำและทำได้ตอนนี้คือเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ทำงานโดยพิจารณาเหตุและผลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงด้านสุขภาพเท่านั้น ต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมไทยตอนนี้ด้วย เราเคยลดจำนวนเยาวชนที่สูบบุหรี่มวนลงได้ด้วยกฎหมายกำหนดอายุผู้ซื้อและผู้ขาย เหตุใดจึงไม่เชื่อว่ากฎหมายจะสามารถช่วยป้องกันเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้เช่นเดียวกัน ดีกว่าปล่อยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีการควบคุมทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยได้อย่างอิสระแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” นายสาริษฏ์ กล่าวปิดท้าย

ผลสำรวจล่าสุดเผย แพทย์อินเดียเพียงร้อยละ 7 ทราบถึงความก้าวหน้าในการต่อต้านการสูบบุหรี่ ผลการวิจัยย้ำถึงการกําหนดนโยบายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

อุปสรรคสําคัญต่อความพยายามของประเทศอินเดียในการต่อสู้กับการเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบคือการที่มีแพทย์เพียง 7% เท่านั้นที่ตระหนักถึงพัฒนาการล่าสุดของเทคนิคการต่อต้านการสูบบุหรี่ ผลการสํารวจโดย Indian Medical Academy for Preventive Health (IMAPH) ซึ่งใช้ข้อมูลจากการสํารวจแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างน้อยสามปีจำนวน 200 คน เผยให้เห็นการค้นพบที่น่าตกใจ
ในนิวเดลี มีแพทย์เพียงร้อยละ 7 ที่มีความตระหนักเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในกลยุทธ์การต่อต้านการสูบบุหรี่ ซึ่งนับเป็นความท้าทายสําคัญต่อความพยายามของประเทศอินเดียในการต่อสู้กับการเสพติดยาสูบ โดยการศึกษาที่จัดทําโดยสถาบันการแพทย์อินเดียเพื่อการป้องกันสุขภาพ (IMAPH) ระบุว่า การศึกษาที่อ้างอิงจากการสํารวจแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างน้อยสามปีจำนวน 200 คนนํามาซึ่งสถิติใหม่

โรคหัวใจและหลอดเลือดกลายเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วย ซึ่งพบอยู่ที่ร้อยละ 12 และเน้นย้ําให้เห็นถึงความจําเป็นและความเร่งด่วนสําหรับการแทรกแซงการต่อต้านการสูบบุหรี่ ศาสตราจารย์ Chandrakant S Pandav อดีตหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนที่ AIIMS-New Delhi ได้แสดงความกังวลโดยระบุว่า "การสํารวจให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความสำคัญของแพทย์ในการจูงใจผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ และเน้นย้ําถึงความจําเป็นในการเพิ่มความตระหนักรู้และการฝึกอบรมในการใช้กลยุทธ์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่ เรียกได้ว่าผลการสํารวจนี้จุดประกายว่าเราจําเป็นต้องลดช่องว่างของการตระหนักรู้ของแพทย์ เพื่อต่อสู้กับอันตรายจากยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ" ดร. M Wali ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล Sir Ganga Ram ยังเน้นย้ําถึงความสําคัญของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ ที่จำเป็นต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการเลิกบุหรี่ที่ถูกต้องครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน
เขากล่าวว่า “เรายังคงยึดประสิทธิผลเป็นหลักในการพิจารณาว่าควรแนะนำวิธีการต่อต้านการสูบบุหรี่ที่มีความจำเพาะในแต่แง่ของวัฒนธรรมและภูมิภาค ซึ่งชี้ห้เห็นถึงความจำเป็นของการจัดตั้งนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการติดอาวุธให้กับแพทย์ด้วยทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการต่อสู้กับการเสพย์ติดบุหรี่ ดังนั้น แพทย์เองก็ควรติดตามพัฒนาการล่าสุดของวิธีช่วยเลิกบุหรี่ เพื่อที่จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดได้ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำไปปรับใช้ในต่างประเทศ”

การศึกษายังชี้ให้เห็นว่า แพทย์ควรสอบถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับการบริโภคยาสูบของผู้ป่วยทุกครั้งที่ นอกจากนี้ ทางเลือกใหม่ๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน อาจมีบทบาทสําคัญในการทดแทนบุหรี่และการลดภาระการติดยาสูบในอินเดีย

ในฐานะประเทศที่มีผู้บริโภคยาสูบมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกด้วยจำนวนกว่า 275 ล้านคน อินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายใหญ่หลวง จากข้อมูลการสํารวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ทั่วโลก (Global Adult Tobacco Survey) ระบุว่า มีเพียง 55.4% ของผู้สูบบุหรี่เท่านั้นที่เคยพิจารณาหรือตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจําเป็นเร่งด่วนสําหรับกลยุทธ์การต่อต้านการสูบบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดร. J Kumar ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ IMAPH เน้นย้ําถึงความจําเป็นเร่งด่วนสําหรับการต่อต้านการเสพติดยาสูบ “ด้วยจำนวนแพทย์เพียงร้อยละ 7 ที่ทราบถึงความก้าวหน้าในการต่อต้านยาสูบล่าสุด ตัวเลขนี้ส่งสัญญานไม่เพียงแต่ช่องว่างด้านความรู้ แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

ดร. J Kumar พบว่าผลสำรวจนั้นเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้ให้พัฒนาจากการตระหนักรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพก่อนต้นทุน และการยอมรับวิธีการใหม่ๆ เช่น พฤติกรรมบำบัด สามารถช่วยลดช่องว่างและขับเคลื่อนแพทย์อินเดียไปสู่การเป็นแนวหน้าของยุคปลอดบุหรี่ของอินเดีย
ผลการวิจัยยังเน้นย้ำถึงความสําคัญของการกําหนดนโยบายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้แพทย์นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถแนะนําทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าได้
อินเดียจะสามารถก้าวไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการลดการบริโภคยาสูบลง 30% ภายในปี 2025 ได้ด้วยการตระหนักและแก้ไขปัญหาในเรื่องของกระตระหนักรู้และการผลักดันนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ที่มา: Only 7 pc doctors aware of recent advances in anti-smoking strategies: Study, ET HealthWorld (indiatimes.com)

สวนนงนุชพัทยา  นำช้างแสนรู้สร้างสีสันวันคริสต์มาส พร้อมประกาศโปรพิเศษต้อนรับเทศกาลปีใหม่ มา 5 คนจ่าย 4 คน ตลอดเดือนมกราคม

สวนนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา   มอบของขวัญให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย จัดโปรโมชั่นตอนรับปีใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย  ที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน ซื้อบัตรผ่านประตูมา 5 ท่าน  จ่ายเพียง 4 ท่าน ตลอดเดือน มกราคม 2567 และในวันเดียวกันนี้นำช้างแสนรู้แต่งชุดซานตาคลอส ออกมาสสร้างสีสันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “ไทยเที่ยวไทย”  สวนนงนุชพัทยา จึงจัดโปรโมชั่นอื่นๆ สำหรับผู้สูงอายุเข้าชมสวนฟรีทุกวันศุกร์  เด็กที่มากับครอบครัวสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและผู้พิการพร้อมผู้ติดตามเข้าฟรีทุกวัน ผู้ที่ต้องการชมการแสดงนงนุชโชว์และช้างแสนรู้ มีการแสดงมีวันละ 4รอบสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-17.30 น.

ทั้งนี้สวนนงนุชพัทยา สร้างความประทับใจแก่เหล่านักท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วมในขบวนพาเหรดในวันนี้ ได้นำน้องช้างแสนรู้และนักแสดงชายหญิงของสวนนงนุชพัทยา มามอบความสุขเติมรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวนับพันชีวิต ที่เดินทางมาเที่ยวชม ซึ่งในปี 2024 สวนนงนุชพัทยา เป็น 1ใน 12 สวน  ของโลกที่ได้รับรางวัล“สวนที่ควรค่าแก่การเดินทางเยี่ยมชมของโลกในปี2024”จากการประชุมเครือข่ายการท่องเที่ยวสวนนานาชาติ วิตอเรีย บีซี ที่ประเทศ แคนนาดาในเดือนที่ผ่านมา

‘รมว.ปุ้ย’ ชม!! ‘กองพิสูจน์หลักฐานกลาง’ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานแบบมืออาชีพ-น่าเชื่อถือ จนได้รับการรับรองมาตรฐานสากล

(25 ธ.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ต่ออายุการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ตามมาตรฐาน มอก.17020 - 2556 (ISO/IEC 17020 : 2012) ให้แก่ กลุ่มงานตรวจสอบลายนิ้วมือแฝง กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานสำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจสอบ ว่ามีความเป็นกลาง มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีจรรยาบรรณ และมีความน่าเชื่อถือของขั้นตอนและวิธีการตรวจ รวมถึงความเหมาะสมของเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าการให้บริการงานตรวจ อยู่บนหลักวิชาการ มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

โดยเฉพาะงานตรวจพิสูจน์หลักฐานในคดีต่าง ๆ ที่ต้องใช้กระบวนการด้านวิทยาศาสตร์และหลักนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจลายนิ้วมือ รวมทั้งตรวจสอบวัตถุพยาน เพื่อประกอบการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีความเป็นมืออาชีพ และได้รับการยอมรับ

“การต่ออายุการรับรองระบบงานให้แก่ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกระบวนการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานสากลระดับโลก สามารถสร้างความเชื่อมั่น ในกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เพราะ สมอ. เป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองระบบงานหน่วยตรวจตามมาตรฐานสากล ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่าด้วยการรับรองระบบงาน (The Asia Pacific Accreditation Cooperation : APAC) และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation : ILAC) จึงทำให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยเช่นกัน” รมต.พิมพ์ภัทรา กล่าว

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมอ. ได้ต่ออายุใบรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ตามมาตรฐาน มอก.17020 - 2556 (ISO/IEC 17020 : 2012) ให้แก่ กลุ่มงานตรวจสอบลายนิ้วมือแฝง กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีก 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2566 จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2571 โดยมีขอบข่ายในการรับรอง ดังนี้ 

1) การตรวจพิสูจน์จุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายนิ้วมือ ฝ่ามือ และฝ่าเท้าแฝง 
2) การตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ และฝ่าเท้าแฝง เพื่อยืนยันตัวบุคคล 
3) การตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง และลายพิมพ์นิ้วมือกับฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร 

โดยการต่ออายุครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ครั้งแรกได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 ซึ่งรวมระยะเวลากว่า 10 ปี ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ยังคงรักษาคุณภาพและการตรวจพิสูจน์อย่างมีระบบตามมาตรฐานสากลไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับการรับรองระบบงานแล้ว จะทำให้ผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล ลดความแคลงใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะคดีความที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น กรณีคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ หรือกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีคนต่างชาติเกี่ยวข้องด้วย เป็นต้น” นายวันชัยฯ กล่าว

‘ปตท.’ ตรึงราคา NGV รถแท็กซี่-รถโดยสารสาธารณะ  ราคา 14.62 บาท/กก. ต่ออีก 6 เดือน เป็นของขวัญปีใหม่

ปตท. เตรียมความพร้อมด้านพลังงานอย่างเต็มที่ มั่นใจประเทศมีพลังงานเพียงพอใช้ตลอดช่วงเทศกาล พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายเดินทางให้แก่ประชาชน ตามพันธกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมมูลค่าการช่วยเหลือ NGV ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานผันผวน 2 ปีที่ผ่านมาแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท (ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 ถึง 30 พฤศจิกายน 2566)  

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 มีมติเห็นชอบแผนช่วยเหลือราคา NGV ในระยะ 2 ปี โดยช่วงแรก (มกราคม ถึง มิถุนายน 2567) ปตท. ลดราคา NGV ให้กับกลุ่มรถแท็กซี่และกลุ่มรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ถือบัตรสิทธิประโยชน์ฯ ที่ 14.62 บาท/กิโลกรัม มีผลตั้งแต่ มกราคม 2567 และกุมภาพันธ์ 2567 ตามลำดับ 

ทั้งนี้ สำหรับผู้สมัครใหม่เริ่มมีผลกุมภาพันธ์ 2567 พร้อมกำหนดราคาขายปลีก NGV กลุ่มผู้ใช้รถทั่วไป ไม่เกิน 19.59 บาท/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 6 เดือน (ตั้งแต่มกราคม ถึง มิถุนายน 2567) 

ทั้งนี้ ปตท. จะเปิดรับสมัครผู้ถือบัตรสิทธิประโยชน์ฯ เพิ่มเติมในกลุ่มรถแท็กซี่ และรถโดยสารสาธารณะเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : PTT NGV

สำหรับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงปีใหม่ ปตท. ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยในทุกเส้นทาง พร้อมเชิญเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ปิดทำการวันที่ 1 มกราคม 2567) ได้แก่ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์  สำหรับผู้เดินทางท่องเที่ยวใน จ.ระยอง สามารถเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ สำหรับผู้ที่ฉลองเทศกาลในกรุงเทพมหานคร สามารถเข้าชมศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง ได้อีกด้วย 

ติดต่อสอบถามข้อมูลการเข้าชมได้ที่
- ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี : https://www.facebook.com/mangrovepranburi
- ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ : https://www.facebook.com/Wangchanforest
- ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง : https://www.facebook.com/pttmetroforest


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top