Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘อรรถวิชช์’ ซัด!! ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ ฟังนายทุนมากกว่าประชาชน  ไม่ทำผังเมืองเฉพาะ ปล่อยทุนอสังหาฯ ล่าซอยเล็ก ผุดตึกใหม่ไม่เลิก

(7 ม.ค. 67) จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด หลังจากที่ กทม. เปิดให้ประชาชนซักถามในประเด็นต่างๆ โดยประชาชนมีความเห็นไปในทางไม่เห็นด้วยกับร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งในเสียงที่พูดแทนประชาชนในวันนั้นได้อย่างดุเดือดมาจากเสียงของ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า และอดีต สส.กทม.เขตจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า...

“จากที่มาร่วมสังเกตการณ์ พบว่าสีที่กำหนดในผังเมืองต่างๆ เป็นการกำหนดที่เอื้อกลุ่มนายทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หรือไม่ และการรับฟังความเห็นประชาชนที่กำหนดไว้ก็ให้เวลาน้อยเกินไป ทำให้เนื้อหาในผังเมืองที่จะต้องทำผังเมืองเฉพาะ ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงลงไปได้เลย”

“ขอยกตัวอย่างเขตจตุจักรและพญาไท ซึ่งเป็นเขตที่ตนคุ้นเคยนั้น ถนนส่วนมากในตรอกซอกซอยมีความกว้าง 6 เมตร แต่ในความจริงทั้งสองข้างทางมีกระถางต้นไม้วางเรียงเป็นแนวยาวตลอดช่วง ทำให้ความกว้างถนนเหลือเพียง 4.5 เมตรเท่านั้น แต่บริเวณนี้มีการอนุญาตให้สร้างตึกได้ตลอดเวลา เพราะเมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ามา การวัดพื้นที่จะวัดแบบกำแพงชนกำแพง ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งการจะห้ามไม่ให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างได้ ก็คือ การระบุลงไปในผังเมืองนั่นเอง

หรือย่านถนนพหลโยธิน แถวซอยราชครู และ ซอยสายลม ย่านนี้มีรถไฟฟ้าผ่าน ก็มีข่าวลือว่า จะมีการขยายถนนด้านหลังตรอกซอกซอยเหล่านี้ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เจ้าหนึ่ง ทั้งๆ ที่ซอยมีขนาดเล็ก… ปัญหาทั้งสองนี้ มีปัญหาทุกพื้นที่ เพราะบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีความต้องการพื้นที่เหล่านี้ ทำให้เวลาทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ซึ่งการจะทำผังเมืองเฉพาะ กทม.ต้องลงมาฟังเสียงประชาชนให้ครบถ้วน”

“อีกปัญหาหนึ่งคือ ทางลัดต่างๆ ยกตัวอย่างแถวคลองเปรมประชากรที่มาคู่กับรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต หากกำหนดให้ทำสะพานเล็กข้ามสันเขื่อนคอลงเปรมประชากร การจราจรจะสามารถไหลไปสู่เขตหลักสี่ ทุ่งสองห้อง ไปเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดงทุ่งสองห้องได้ แต่ปัจจุบันไม่มีการดำเนินการ หรือเขตจอมทองที่มีถนนราชพฤกษ์ บริเวณ ซอยเอกชัย 30 และ เอกชัย 33 ซึ่งสามารถทำทางลัดทะลุได้ แต่ กทม.กลับมาแผนก่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ถนนสายใหม่ เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์-เพชรเกษม-กาญจนาภิเษกแทน และชาวบ้านไม่เอาโครงการนี้”

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกด้วยว่า “สุดท้ายความเป็นเมืองซับน้ำของกรุงเทพฯ ก็จะหายไป จากการขยายพื้นที่สร้างบ้านจัดสรรและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น” พร้อมตั้งคำถามอีกว่า “บางจุด ยกตัวอย่างเขตเกาะรัตนโกสินทร์ ทำไมยกเป็นเขตสงวนได้? จริงๆ แล้วพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ ควรจะต้องประกาศเป็นเขตสงวนแล้ว ไม่เช่นนั้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะผุดโครงการใหม่ๆยัดในซอยเล็กๆ อีก”

“กทม.ควรขยายเวลารับฟังประชาชนมากกว่านี้ เพราะถ้าไม่ขยายเวลาออกไป กทม.จะไม่รับทราบข้อมูลจากประชาชน แต่จะได้ข้อมูลแต่จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์” นายอรรถวิชช์ ทิ้งท้าย

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2567

"ถ้ากตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ได้ก็ไปเกิดเป็นลูกแมงป่องซะพ่อแม่เลี้ยงเรามายากลำบากนัก เราฉี่ เราอึใส่ตักพ่อแม่ ท่านยังไม่เคยว่า คอยเช็ดคอยล้างให้"

"แล้วแค่พ่อแม่ตักเตือน จะมีปฏิกิริยาอะไรหนักหนา ไม่ได้นะ ถ้ากตัญญูไม่ได้ก็ไปเกิดเป็น 'ลูกแมงป่อง' ซะ เพราะลูกแมงป่องอะไรกระทบกระทั่งนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้ เอาแต่จะยกหางชูก้าม ขู่ฟ่อ ๆ"

"ลูกอกตัญญูท่านจึงอุปมาเป็นลูกแมงป่อง" ที่มักอวดกิเลสสำแดงพิษภัย แม้กระทั่งกับพ่อแม่ยังอวดตนว่า 'ตนเก่ง ตนสามารถ ตนฉลาด' ที่มักเถียงคำไม่ตกฟาก 'อันเป็นวิสัยของคนพาลสันดานหยาบ' อย่าให้มีอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน 

‘จีน’ เดินหน้าใช้งาน ‘สายเคเบิลภาคพื้นดิน’ ครั้งแรก ชี้!! ก่อสร้างง่าย-ต้นทุนต่ำ ช่วยเชื่อมพลังงานระหว่างเกาะ

(6 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัว, หางโจว รายงานข่าว บริษัท การไฟฟ้าแห่งประเทศจีน จำกัด สาขามณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ว่า โครงการวางสายเคเบิลภาคพื้นดิน ขนาด 10 กิโลโวลต์ ลอดช่องทางใต้ก้นทะเลในน่านน้ำทางตอนเหนือของเมืองโจวซาน ได้เสร็จสิ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า สายเคเบิลภาคพื้นดินความยาว 1 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเกาะโจวซานและเกาะซ่างหยวนซาน ทำหน้าที่สายแทนเคเบิลใต้น้ำที่มีแนวโน้มเกิดความเสียหายจากการทอดสมอเรือ โดยมีข้อดีด้านต้นทุนต่ำกว่าและการก่อสร้างง่ายกว่า จึงเหมาะกับการส่งพลังงานระยะทางสั้นระหว่างเกาะ

‘หลี่เจิน’ หัวหน้าบริษัทออกแบบประจำโครงการนี้ เผยว่า การจ่ายพลังงานระหว่างเกาะต่างๆ ในจีนพึ่งพาการส่งผ่านสายเคเบิลใต้น้ำเป็นหลัก ส่วนสายเคเบิลภาคพื้นดินถูกฝังไว้ลึกกว่าความลึกของการทอดสมอเรือ ทำให้ลดความเสี่ยงเกิดความเสียหายจากการทอดสมอเรือ

วิธีการวางสายเคเบิลภาคพื้นดินนี้ ซึ่งนับเป็นการใช้งานครั้งแรกในจีน จะถูกประยุกต์ใช้กับการส่งพลังงานระยะทางสั้นและระยะทางปานกลางไม่เกิน 2 กิโลเมตรระหว่างเกาะต่างๆ ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือการส่งพลังงานระยะทางปานกลางและระยะไกลระหว่างเกาะต่างๆ

‘อ.ธรณ์’ สุดดีใจ!! ไทยพบ ‘วาฬเผือก’ ตัวแรกที่ภูเก็ต ที่สุดแห่งความหายากในโลก มีเงินก็ใช่ว่าจะได้พบเจอ

(6 ม.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Thon Thamrongnawasawat’ ของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อมูลกรณีโลกโซเชียลได้เผยแพร่คลิปพิกัดการพบ ‘วาฬเผือก’ ที่เกาะคอรัล (เกาะเฮ) จังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่า…

“ข้อมูลยืนยันชัดเจนพร้อมระบุพิกัดโดยเจ้าของคลิป เรามี ‘วาฬเผือก’ รายงานแรกของไทย และน่าจะเป็น ‘วาฬโอมูระเผือก’ รายงานแรกของโลกด้วยครับ

‘วาฬโอมูระ’ ต่างจากบรูด้าชัดสุด คือ สันบนหัว โอมูระมี 1 สัน บรูด้ามี 3 สัน

ภาพจากคลิปพอบอกได้ว่า วาฬเผือกตัวนี้มีสันเดียว เป็นวาฬโอมูระ หมายความว่าเป็นดับเบิ้ลหายาก!!

ลำพังวาฬโอมูระ ถือว่าหายากในโลกอยู่แล้ว พบเฉพาะเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงตอนใต้ญี่ปุ่น

ในไทยมีรายงานน้อยกว่าบรูด้าอย่างเห็นได้ชัด ปกติจะเจอฝั่งอันดามัน ในอ่าวไทยมีบ้างแต่น้อยกว่า และอยู่ลงไปทางใต้ ไม่ค่อยเข้ามาในอ่าวไทยตอนใน โอกาสที่เราลงเรือดูวาฬแถวสมุทรสงคราม/เพชรบุรี แล้วเจอวาฬโอมูระแทบไม่มี ส่วนใหญ่มักเป็นนักท่องเที่ยวไปสิมิลัน สุรินทร์ พีพี เกาะรอบภูเก็ต ที่รายงานเข้ามา

เมืองนอกก็ยิ่งหายากครับ อันที่จริง เมืองไทยที่ว่าหายาก ยังรายงานการพบเจอเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แล้วถ้าเป็นโอมูระเผือกล่ะ ?

โอ้ย ผมไม่รู้จะบอกยังไง มีเงินร้อยล้านพันล้านอยากเจอก็ไม่ใช่จะได้ ต้องใช้โชคล้วนๆ ประเภทหนึ่งในสิบล้านหรือกว่านั้น จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีรายงานแรกของโลกในบ้านเรา

ข้อมูลจากคุณก้อย เจ้าของคลิป ระบุรายละเอียดชัดเจน

วันที่พบ : วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 เวลา 16.00 น.
สถานที่พบ : ระยะประมาณ 9 กม. ทางใต้ของเกาะคอรัล (เกาะเฮ) จ.ภูเก็ต (ได้พิกัดส่ง ทช.แล้ว)
เรือที่พบ : เรือ Happy Ours

รายละเอียดจากคุณก้อย : พบวาฬสองตัวที่คิดว่าน่าจะเป็นวาฬชนิดเดียวกัน ว่ายอยู่ด้วยกัน ตัวหนึ่งมีสีขาวสวยงาม อีกตัวหนึ่งสีปกติ บ้านเรา (คุณก้อย) ตั้งชื่อน้องว่า ‘ถลาง’ สำหรับวาฬสีขาว และ ‘บูกิต’ สำหรับวาฬสีปกติ

หากน้องๆ ยังอยู่กับเรา โดยเฉพาะน้องถลาง รับประกันว่าอันดามันดังระเบิด ต่อให้ป๋านักดูวาฬระดับโลกก็ยังต้องอยากมาเห็น

หากพบเจอน้องอีก รายงานกรมทะเลทันทีครับ ที่สำคัญ อย่าเข้าไปใกล้เกินไป รักษาระยะห่าง ดับเครื่อง อย่าวิ่งเรือตัดหน้า ฯลฯ

หากเราเจอน้องบ่อยๆ จนแน่ใจสถานที่อาศัย จะเสนอให้เป็นสมบัติทะเลชาติด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอก นี่ไม่ใช่เรื่องปรกติ นี่คืออะไรที่หายากจริง… ยิ่งกว่าจริง ขอบคุณ คุณก้อย Happy Ours Phuket Charter Team

รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านที่เพจ ThaiWhales ช่วยประสานงานจนได้ข้อมูลสำคัญยิ่งของทะเลไทย ดีใจเอ๊ยดีใจครับ

‘รมว.ปุ้ย’ ลุยจัดการโรงงานทิ้งกากขยะ-ตั้งกองทุนเยียวยาคนในพื้นที่ ย้ำ!! ตนมาจาก สส.เขต ย่อมเข้าใจความต้องการของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 67 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ว่า ขอบคุณสมาชิกที่ให้ความสนใจงบประมาณของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นพิเศษ กระทรวงอุตสาหกรรมแม้จะดูว่าเป็นกระทรวงใหญ่ แต่งบที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมีเพียง 4,559 ล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องทำงานภายใต้การบริหาร 6 กรม มีทั้งกรมที่ส่งเสริม กรมที่ใช้ในการควบคุมภายใต้พันธกิจ การปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย สู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน แม้ว่างบจะได้อย่างจำกัด แต่ข้าราชการในกระทรวงทุกคน เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่เพื่อดูแลประชาชน

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลของสมาชิกคือ การจัดการกากขยะอุตสาหกรรม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ และนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีความกังวลห่วงใย ซึ่งวันนี้สาเหตุของปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากมีการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม โดยมีการจัดการที่ไม่ถูกต้อง เพราะทุกคนจะมุ่งมาที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมในการรับผิดชอบ ทางกรมโรงงานฯ เรา มีหน้าที่ออกใบอนุญาตในการตั้งโรงงาน ในการควบคุมการดูแลเรื่องกากอุตสาหกรรม เราสามารถจัดการได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำอยู่เรามีทั้งทำแล้วทำอยู่ทำต่อ

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เพิ่มความรับผิดชอบ โดยแก้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการจัดการสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว จากเดิมโรงงานใดต้องการปล่อยน้ำทิ้งหรือทิ้งกากอุตสาหกรรมมีหน้าที่แค่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐาน หลังจากนั้นจะใช้บริษัทจำกัด หรือรับผิดชอบก็ได้ แต่วันนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะมีบางบริษัทประมูลในราคาที่ต่ำแล้วลักลอบนำไปทิ้งในที่ต่างๆ โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมตั้งมาตรฐานไว้ เราจึงมีการปรับปรุงประกาศของกระทรวง พ.ศ.2566 ได้บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2566 โดยเพิ่มความรับผิดชอบอย่างเต็มรูปแบบ

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ได้มีการกำหนดให้โรงงานที่ก่อมลพิษ ต้องรับผิดชอบกับกากอุตสาหกรรมนั้นด้วย ไม่ใช่เพียงให้บริษัทที่รับช่วงไปทิ้งอย่างไรก็ได้ แต่บริษัทต้องรับผิดชอบโดยต้องนำไปทิ้งอย่างถูกต้อง มาตรการที่เรากำลังทำอยู่และรอบังคับใช้คือเรื่อง การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กรมโรงงานฯ ด้วยการเพิ่มบทลงโทษจากเดิมโรงงานใดทำผิดอาจจะมีโทษแค่ปรับจำคุก 1 ปี แต่ได้เพิ่มโทษจำคุกเป็น 5 ปี ดังนั้น บริษัทใดทำผิดกฎหมาย จะยื้อเวลาในการขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ได้แล้ว ต่อไปบทลงโทษมีมากขึ้น

“สิ่งที่กังวลที่สุดคือ ‘การฟื้นฟู’ มีบางบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Project นำร่องของกรมโรงงานที่ทำอยู่คือ โรงงานที่จังหวัดราชบุรี ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เกิดที่จังหวัดราชบุรีเพียวจังหวัดเดียว แต่ยังเกิดที่ จังหวัดปราจีน จังหวัดระยอง จังหวัดฉะเชิงเทรา และตามเขตอุตสาหกรรมต่างๆ โครงการนี้กรมโรงงานฯ มีงบแค่กว่า 450 ล้านบาทเท่านั้น เงินที่ใช้ในการบริหารกากอุตสาหกรรมมีแค่ 10 ล้านบาท การจัดการกากที่มีปัญหาที่ประชาชนร้องเรียน ทุกครั้ง เราต้องของบกลางจากทางรัฐบาล ดังนั้น จะหาวิธีแทนที่จะหางบกลางจากรัฐบาลจะต้องให้โรงงานช่วยกันรับผิดชอบ จึงมีการตั้งกองทุนฟื้นฟูผลกระทบจากการประกอบการอุตสาหกรรม ถ้าสมาชิกที่ร้องเรียนว่า มีโรงงานที่ลักลอบทิ้งกากแล้วเกิดปัญหากับประชาชนในพื้นที่ ถ้ามีเงิน สิ่งแรกที่ทำได้คือ เรามีเงินเข้าไปเยียวยาในพื้นที่ ไม่ต้องไปขอการสนับสนุนจากงบกลาง สิ่งนี้คือเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรม” รมว.อุตสาหกรรมกล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า มีสมาชิกห่วงใยเรื่องแบตเตอรี่ที่เกิดจากรถ EV วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น ตั้งแต่ EV 3 มาถึง EV 3.5 ก่อนหน้านี้ เราได้ทำแล้วคือการส่งเสริมการใช้ ขณะนี้สิ่งที่กำลังทำอยู่ คือการส่งเสริมการลงทุนให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่เรากำลังทำต่อคือดูแลทั้งระบบไม่ใช่ดูแลแค่การลงทุนหรือสร้าง Local Content แต่เราต้องดูแลเรื่องแบตเตอรี่ที่ติดมากับรถ รวมถึงแบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทย อยากให้คลายความกังวลว่า สุดท้ายจะต้องดูแลทั้งระบบ เพราะผลกระทบคือคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับ สิ่งที่นายอนุชา บูรพชัยศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติถามเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ที่อยากให้ยกระดับครอบคลุมถึงพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จะได้ดูแลนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่องเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย เรื่องระเบียงเศรษฐกิจทั้ง 4 ภาคนั้น ได้ทำมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ที่มาทำเพื่อส่งเสริมนักลงทุน จะช่วยทั้งเกษตรกร นักลงทุน ครบทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ สิ่งที่เห็นคือจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมันได้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรมากขึ้น ไม่รวมถึงโครงการดีๆ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังทำขึ้น คืออุตสาหกรรมฮาลาล ไม่ใช่ทำแค่เรื่องของอาหาร แต่จะรวมถึงเครื่องสำอาง การท่องเที่ยว ที่สำคัญที่สุดเราจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน

“ดิฉันมาจากประชาชน มาจาก สส.เขต เข้าใจถึงความต้องการของประชาชนดี ขอขอบคุณที่ได้ชี้แนะและแนะนำ ขอให้มั่นใจในการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีว่า ทุกๆ วัน ทุกๆ กระทรวงที่ทำงานก็ล้วนทำงานให้กับประชาชน” น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

‘นายกฯ’ ชี้!! กระแสตอบรับฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนเริ่มมา พบยอดคำค้นหา ‘ประเทศไทย’ เพิ่ม 90% ส่วน ‘เที่ยวบิน’ เพิ่ม 40%

(6 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศว่า รัฐบาลไทยและจีนอยู่ระหว่างร่วมกันดำเนินมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าไทย (Visa Exemption) แบบถาวร แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเชื่อว่าจะมีการลงนามภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งเชื่อว่าจะเริ่มมาตรการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 นั้น 

กระแสตอบรับจากชาวจีนต่อมาตรการดังกล่าวดีมาก ทำให้ยอดการค้นหาประเทศไทยบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจีน เพิ่มขึ้นมากกว่า 90% เพียง 1 ชั่วโมง ยอดการค้นหาคำว่า “ประเทศไทย” บนแพลตฟอร์มของ ‘ซีทริป กรุ๊ป’ ผู้ให้บริการด้านการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นมากกว่า 90% และยอดการค้นหาเที่ยวบินเส้นทางเซี่ยงไฮ้ – กรุงเทพฯ และปักกิ่ง – กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% 

นอกจากนี้ ยอดจองการเดินทางสู่ไทยระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2567 จนถึงเทศกาลตรุษจีน เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ททท. คาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มเที่ยวบินระหว่างสองประเทศมากขึ้น และทำให้ราคาค่าโดยสารเที่ยวบินลดลง ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยได้ตามเป้าหมาย 8 ล้านคน ในปี 2567 

ทั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยมาตรการวีซ่าฟรีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 60 ประเทศ/ดินแดน เชื่อมั่นส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวไทยปี 2567

‘ทนายดัง’ เผย ตร.นำหมายบุกจับเจ้าของเพจ ‘ประชาชนเบียร์’ พร้อมยึดสิ่งของ ขอแรง ปชช.ช่วยกันติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด

(6 ม.ค. 67) นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม กรรมการบริษัท ไทย แบรนด์ ลอว์ จำกัด และทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘นรเศรษฐ์ นาหนองตูม’ ระบุว่า…

“ด่วน!!! เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นและหมายจับไปจับกุมตัวเจ้าของเพจ ประชาชนเบียร์ พร้อมตรวจยึดสิ่งของต่าง ๆ ช่วยกันติดตามครับ”

หลังจากการโพสต์ข้อความดังกล่าว ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นและสอบถามว่า เพจประชาชนเบียร์ทำผิดข้อหาอะไรจึงถูกจับ อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลาประมาณ 13.15 น.ที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพจ ‘ประชาชนเบียร์’ เป็นโซเชียลมีเดียของกลุ่มผู้ที่สนับสนุน ให้ผู้ประกอบการรายย่อยผลิตเบียร์และสุราได้โดยเสรี ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคก้าวไกล โดยเมื่อวานที่ผ่านมา ทางเพจยังได้โพสต์ข้อความว่า “ต่อให้ไม่มีเบียร์ พวกเราก็ต้มกันเองได้นะจ๊ะ” ล้อเลียนกรณีดรามา ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ นักร้องสาวที่กำลังมีประเด็นอยู่ในสังคมออนไลน์ขณะนี้

‘เอเอฟซี’ ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ‘เอเชียน คัพ 2023’ ทั่วโลก แต่ไร้ชื่อประเทศไทย แม้ ‘ช้างศึก’ ได้ร่วมโม่แข้งในรอบสุดท้าย

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ‘เอเชียน คัพ 2023’ กำลังจะรูดม่านเปิดฉากในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ซึ่งทัพ ‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทย ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายด้วย โดยปัจจุบันมีการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปแล้ว 201 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุด (6 ม.ค. 67) จากการเปิดเผยของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ ‘เอเอฟซี’ ระบุว่า มีการขายลิขสิทธิ์ไปกว่า 200 ประเทศทั่วโลก แต่ไม่มีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ในนั้น แม้ว่า ‘ช้างศึก’ จะได้ร่วมโม่แข้งด้วยก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 รวมถึงเอกชนเจ้าอื่นๆ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยทาง ‘เอเอฟซี’ ต้องการขายแพ็กเกจแบบเหมารวมทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ของไทยต้องการซื้อเพียงแค่แมตช์ที่มี ‘ช้างศึก’ แข่งขันเท่านั้น

ขณะเดียวกัน นอกจากไทยแล้ว ‘อิหร่าน’ ก็เป็นอีกหนึ่งชาติที่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย แต่ยังไร้วี่แววของการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเอเชียน คัพ 2023 เช่นกัน

สำหรับชาติที่ได้ลิขสิทธิ์ในทวีปเอเชีย มีทั้งหมด 37 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, กัมพูชา, จีน, ไต้หวัน, กวม, หมู่เกาะนอร์ทเทิร์น มารีนา, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ปาปัวนิวกินี, ติมอร์ เลสเต, อิรัก, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, คีร์กีซสถาน, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, เมียนมาร์, กาตาร์, บาห์เรน, จอร์แดน, คูเวต, เลบานอน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, เยเมน, โอมาน, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, ทาจิกีสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ยูเออี, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 เป็นเรื่องระหว่างผู้ดูแลด้านสิทธิประโยชน์ของเอเอฟซี กับตัวแทนด้านการถ่ายทอดสดในแต่ละประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แต่อย่างใด

‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ มีคิวลงเล่นฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอฟ นัดแรก พบ คีร์กีซสถาน วันที่ 16 ม.ค. ต่อด้วยพบ โอมาน วันที่ 21 ม.ค. และปิดท้ายพบ ซาอุดีอาระเบีย วันที่ 25 ม.ค. 2567

‘เทสลา’ จ่อเรียกคืนรถยนต์หลายรุ่นกว่า 1.6 ล้านคัน ในจีน หลังพบซอฟต์แวร์มีปัญหา หวั่นกระทบระบบช่วยขับขี่-ล็อกรถยนต์

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 67 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ‘เทสลา’ บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังของนายอีลอน มัสก์ เตรียมที่จะเรียกคืนรถยนต์จำนวนกว่า 1.6 ล้านคัน ในจีน ตามรายงานของสำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งชาติจีน (เอสเอเอ็มอาร์) เมื่อวันที่ 5 มกราคม หลังพบปัญหาที่ซอฟต์แวร์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายขณะขับขี่รถยนต์

การเรียกคืนดังกล่าว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการพบปัญหาที่ระบบช่วยขับขี่และระบบล็อกรถยนต์ จะดำเนินการผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์รถยนต์ ผ่านระบบทางอากาศระยะไกล (over-the-air: OTA)

เอสเอเอ็มอาร์ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีการเรียกคืนรถยนต์เทสลาจำนวนทั้งสิ้น 1,610,105 คัน รุ่น Model S, Model X และ Model 3 ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศ และรถยนต์รุ่น Model 3 และ Model Y ที่ถูกผลิตในประเทศ ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2014 และ 20 ธันวาคม 2023”

ทางหน่วยงานยังให้คำแนะนำแก่เจ้าของรถยนต์ที่เข้าข่ายจะถูกเรียกคืนว่า หากระบบช่วยเหลือพวงมาลัยอัตโนมัติถูกเปิดขึ้น ผู้ขับขี่อาจใช้งานฟังก์ชันช่วยขับขี่ระดับ 2 รวมกันในทางที่ผิด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและอันตรายได้

นอกจากนั้นแล้ว การเรียกคืนรถยนต์ดังกล่าวยังรวมถึงรถยนต์เทสลาที่ถูกนำเข้าจำนวน 7,538 คัน ที่ถูกผลิตระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2022-16 พฤศจิกายน 2023 หลังพบปัญหาที่ระบบควบคุมการล็อกรถอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top