Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

10 เมืองแห่งโอกาสในประเทศจีน เหมาะสำหรับศึกษาเรียนรู้-ใช้ชีวิต

การไปเรียนต่อต่างประเทศ อาจจะเป็นฝันของเด็กไทยจำนวนไม่น้อย และประเทศที่เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ก็คือ ‘ประเทศจีน’ ด้วยเหตุผลหลายปัจจัย เช่น ชื่นชอบวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่เอื้อมถึง มีการสอบชิงทุน หรือแม้แต่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง 

วันนี้จะพามาดู 10 เมืองแห่งโอกาสในประเทศจีน ที่เหมาะสำหรับการศึกษาเรียนรู้ และใช้ชีวิต หากใครมีแผนไปเรียนต่อที่จีน แต่ยังไม่รู้จะไปที่เมืองไหนดี ก็ลองมาเลือกดูกันได้นะ

‘ซีพีเอฟ’ รับบท ‘ตลาดรับซื้อ’ หนุน 5,500 เกษตรกรรายย่อย ป้องกันตลาดผันผวน ตัดวงจรเสี่ยงด้านราคาให้แก่เกษตรกร

(31 ม.ค. 67) นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ได้มุ่งยกระดับการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศมากกว่า 5,500 ราย ในรูปแบบ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์ที่ดี ภายใต้การบริหารจัดการด้านการเลี้ยงสัตว์ที่มีมาตรฐาน ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทฯ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเลี้ยงแก่เกษตรกร ที่สำคัญเกษตรกรต้องมีตลาดรองรับผลผลิต บริษัทฯ จึงทำหน้าที่เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกร เพื่อให้มีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงด้านราคาและการตลาด และมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาที่ราคาสุกรผันผวนมาก จากการเข้ามาของขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อน หากแต่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีการทำสัญญาตกลงราคากันไว้ล่วงหน้า และบริษัทฯ รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรไว้ทั้งหมด

“นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้รับทั้งความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ เกษตรกรไม่ได้รับความเสี่ยงตลาดผันผวน โดยสินค้าที่ซีพีเอฟผลิตส่งจำหน่ายในตลาดและห้างโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ ก็มาจากเกษตรกรรายย่อยที่บริษัทฯ รับความเสี่ยงโดยตรง และยังมีเกษตรกรรายกลางอีกร่วม 500 ราย ที่ซีพีเอฟ เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในอาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในห่วงโซ่คุณค่าเติบโตไปด้วยกัน” นายสมพร กล่าว

ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี 2518 ที่ซีพีเอฟนำระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แบบพันธสัญญาแก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้หลักคิด ‘เกษตรกรคือคู่ชีวิต’ ร่วมสนับสนุนความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยของไทย มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนและประเทศ ควบคู่กับการผลิตเนื้อสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันผลิตและส่งมอบสินค้าอาหารคุณภาพมาตรฐานสูง สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้คนไทย 

“ครูบาธรรมชัย” องค์บุญแห่งเมืองล้านนา พระครูสุชัยธรรมนันท์เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น จ.น่าน และเจ้าสำนักสถานธรรม ธรรมชัย แผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

 พระครูสุชัยธรรมนันท์(ครูบาธรรมชัย )เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น จ.น่าน และเจ้าสำนักสถานธรรม ธรรมชัย แผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าชีวิตท่านวัยเด็กก่อนเข้าศึกษาธรรมะ 
ครูบาธรรมชัยเจ้าสำนักสงฆ์ธรรมชัย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เจ้าอาวาส ตั้งแต่วัยเด็กเป็นเด็กต่างจังหวัด ครั้งก่อนจะบวช บิดามารดา ได้ล้มป่วยลง โยมพ่อทำงานเกี่ยวกัสาธารณประโยชน์ช่วยสังคม และประสบอุบัติเหตุ ทำให้ล้มป่วยขาหัก อยู่ในโรงพยาบาลน่าน หลายปี มาอยู่บ้านก็ไม่ดีขึ้น ทางผู้ใหญ่บ้าน หรือญาติโยม ก็พาโยมพ่อไปรักษาตัว  บังเอิญ หลวงปู่ขันธ์ วัดศรีพันต้น ตอนนั้นท่านก็ไปรักษาญาติโยมที่โรงพยาบาล ท่านได้รักษาโยมพ่อของครูบาธรรมชัย ที่โรงพยาบาล รักษาอยู่ 3 ครั้ง รักษาตัวอยู่หลายเดือน แข้งขาเดินไม่ได้ หนอนก็กิน เกือบต้องตัดขา หลวงปู่ขันธ์บอกว่าอยากหายไหม โยมแม่ท่านก็ได้บอกหลวงปู่ว่า ไม่มีเงิน ซึ่งหลวงปู่ขันธ์ท่านได้กล่าวว่า  “เราไม่ได้เอาเงินเอาทอง อยู่ที่โยมว่าจะไปรักษาหรือไม่  วัดศรีพันต้น”

ช่วงบวชเรียนธรรมะ ซึ่งเมื่อโยมแม่ของครูบาธรรมชัยท่านได้ฟัง ก็ได้เดินทางจากบ้าน ไปกราบหลวงปู่ขันธ์ และก็นำโยมพ่อไปรักษาสมัยนั้น ซึ่งโรงพยาบาลน่าน มีความอัตคัดอยู่ พยาบาลไม่อยากให้ออก คุณหมอไม่อยากให้ออกเพราะใกล้ตัดขาแล้ว  แต่โยมพ่อของท่านมีบุญเก่าอยู่ รักษาอยู่ที่วัดศรีพันต้นได้ 2-3 เดือน โยมพ่อก็เดินได้ หายดีแบบปกติ โยมแม่อยากให้ลูกชายบวช  เผอิญโยมแม่อยากพี่ชายบวชแทนก่อน แต่พี่ชายเป็นคนไม่ชอบวัดเท่าไรนัก 

ในขณะนั้นครูบาธรรมชัยท่าน ยังไม่จบ ป.4 หลวงปู่ก็ชี้มาที่ท่านว่าให้เด็กคนนี้บวชเณรทดแทนคุณ ท่านก็เลยตัดสินใจบวชอยู่กับหลวงปู่ ซึ่งชีวิตในการบวช หลวงปู่ให้ท่านนอนใต้เตียงทุกวัน ตื่นมาเรียนเวทมนต์กับหลวงปู่ขันธ์ ตอนตี 5 และก็ต้องนึ่งข้าวให้หลวงปู่ขันธ์ เพราะหลวงปู่ไม่ยอมฉันท์ข้าวใคร   
ท่านก็ได้เล่าเรียนกับหลวงปู่ตลอด ตั้งแต่ 1 ทุ่มตรงหลวงปู่เคาะระฆัง จนถึง 3 ทุ่มถึงเลิกทุกวัน เรียนกับหลวงปู่อย่างน้อย 20 กว่าปี จนถึง ปี พ.ศ. 2518 และได้ออกจากวัดศรีพันต้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2539 ไปสร้างที่วัดปางค่า ตำบลไชยสถาน อ.เมือง จังหวัดน่าน 

จากนั้นท่านมีแนวคิดในการที่อยากไปเล่าเรียนที่เมืองนอก แต่ยังไม่ได้ไป ท่านก็มีโอกาสได้ไปกราบพระหลายองค์ อาทิหลวงพ่อครูบาดวงดี หลวงพ่อครูบาอินทา หลวงพ่อครูบาวงศ์  ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านก็ได้บอกว่าเราสามารถสร้างเองวัดได้แล้ว แต่ท่านยังมีความเชื่อในใจว่ายังไม่มีความสามารถดีพอ จึงได้เข้าไปกราบหลวงพ่ออุดตมะ ที่สังขละบุรี , จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสุทธา กราบพระสงฆ์หลายองค์ วัดถ้ำตะเคียน จังหวัดพะเยา ,หลวงพ่อปัญญา ทุกอาจารย์ท่านก็ให้แนวคิดและคำสอนแก่ครูบาธรรมชัย 

ท่านเลยก็คิดว่าลองสร้างบุญดู โดยคิดว่า “ถ้าเสร็จก็เสร็จ ไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร” ท่านมีแต่คนเข้าหา ท่านไม่ต้องการสร้างวัด  แต่ไม่ได้แข่งขันกับใคร ท่านอยากสร้างพระพุทธศาสนา   เนื่องจากท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขันธ์ ที่เคยดูแลรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลมาก่อน หลวงปู่ท่านก็ให้คำสอน ถ้ามีเงินอย่าลืมโรงพยาบาล อย่าลืมคิดสร้างบุญด้วยการสร้างโรงพยาบาล   
  
แนวคิดช่วยเหลือโครงการที่เกี่ยวข้องญาติโยมกับประชาชน ท่านครูบาธรรมชัย เป็นพระนักพัฒนา พระนักพัฒนาจะเป็น “พุทธบวร” คือการช่วยเหลือทุกสถาบัน การสร้างโรงพยาบาลเราไม่ได้สร้างเอง การสร้างด้วยใจมีแต่คนมาขอให้ท่านช่วย ท่านก็ช่วย ซึ่งถือเป็นการช่วยชาติจะเป็นเงินมากหรือเงินน้อย ถ้าไม่ออกจากใจก็ไม่สำเร็จอจะมีเงินถัง จะมีกี่ร้อยกี่ล้าน ก็ไม่สำคัญ ต้องทำออกจากใจถึงจะมีบารมีธรรม 
ปี 2547 ตอนนั้นท่านป่วยหนัก บังเอิญหลวงปู่ขันธ์ซี่งเป็นอาจารย์ท่านเคยช่วยเหลือโรงพยาลาล น่าน ท่านได้มรณภาพในปี 2539 อยากช่วยโรงพยาบาล คุณหมอวิวัฒน์ชัย ทำหนังสือให้ท่านไปช่วยเหลือผู้ป่วย พ.ศ 2548-2562 ท่านก็ไปทุกวัน คุณหมอได้มากระซิบว่าเครื่องมือของโรงพยาบาลไม่ค่อยพร้อม  ซึ่งท่านก็มองว่าคนไทยต้องช่วยเหลือกันให้เป็นกุศลนำทาง โดยเริ่มจากชุดแรก ตามด้วยชุดที่ 2 และชุดที่3 ไปจนเพิ่มมากขึ้น ท่านมีแนวคิดอยากช่วยสร้างตึกพิเศษ 39 ห้อง ซึ่งเป็นการรวบรวมปัจจัยจากลูกศิษย์ช่วยกันสร้าง  เนื่องจากแถวนั้น ทุรกันดานมาก 

ท่านมีแนวคิดในการสร้างโรงพยาบาลที่บนดอยของในจังหวัดน่าน คือ สำนักสงฆ์ธรรมชัย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นอกจากนี้ท่านยังช่วยเหลือ บอกต่อญาติโยมในการช่วย โรงพยาบาลใน ตำบลนาน้อย จังหวัดน่าน , อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย , หน่วยงานอนามัยหลายที่หลายจุด จนไปถึงบ้านไร้ที่พี่ง เห็นผู้ป่วยอยู่ รพ.เยอะ ,นอกจากนี้ยังทำบุญร่วมบุญกัน ซื้อรถส่งศพไร้ญาติ อีกด้วย

ท่านคิดว่า การช่วยเหลือสังคมไม่ได้ผิด การช่วยเหลือโรงพยาบาล การช่วยเหลือของญาติโยมทุกคน ขอเพียงแต่ให้ทุกท่านช่วยเหลือมาจากใจ ถ้าญาติโยมเงินทองไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่ากับ ใจที่อยากเป็นกุศลร่วมบุญ และช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นกุศลมากมายนัก

การตรวจชะตาเสริมบารมีการตรวจดวงชะตาของครูบาธรรมชัยนั้น วิธีของท่าน ท่านไม่ต้องการให้เอาปัญหามาบอกท่านก่อน ท่านไม่ชอบในแนวทางนี้ การตรวจดวงชะตาของท่าน  ญาติโยมจะถวายผ้าไตรก่อนแล้วท่านจะชี้ไปที่คนคนนั้นก่อนเลย ท่านอยากชี้ทางเองมากกว่า และท่านจะทัก มองจากกรอบหน้ามองจากพื้นดวง ท่านก็สามารถทักได้แบบตาเห็น

ในส่วนการขีดเส้นวาสนา เพื่อพลิกชะตา พลิกชีวิตนั้น ครูบาธรรมชัย ได้เรียนรู้วิชามากจาก หลวงพ่อครูบาวงศ์ ลี้ลำพูน การขีด 10 วัน 20 วัน เป็นเดือน อาจจะไม่เกิด หากเราไม่เคยเคารพบิดามารดา ขีดยังไงก็ไม่ขึ้น อยู่ที่ความเชื่อ ขีดแล้วดวงปิดก็มี  ท่านได้จัดทำตะกรุด เมื่อ ปี พ.ศ. 2551 สร้างรุ่นพลิกชีวิต และรุ่นเหนือดวง บางคนก็มีเฮง อยู่ที่ความเชื่อแต่ละคน ตะกรุดมีทุกวัด แต่วัดไหนก็อยู่ที่ความเชื่อของญาติโยม ความศรัทธา การคิดดี และทำดี   ซึ่งตะกรุดรุ่นพลิกชีวิต ตอนนี้เหลือแค่ 30,000 ดอกเท่านั้น  รุ่นเหนือดวง 10,000 กว่าดอกเท่านั้น นำปัจจัยที่ได้ ไปช่วยสังคมต่อไป

“ขอญาติโยมมีเงินมีทอง กราบอาตมาภาพ ขอให้ 9 ดี 10 ดี ขอญาติโยมทุกท่านเป็นเศรษฐีคนใหม่เทอญ” 

"โชคชะตา" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีทั้ง ดี และ ร้าย 
"โชคชะตา" เป็นสิ่งที่เรากำหนดและควบคุมไม่ได้ 
แต่สามารถดูเพื่อการ "แก้ไข" ได้ 

ตรวจเช็คดวงชะตากับองค์บุญแห่งเมืองล้านนา 
- ครูบาธรรมชัย - 
เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น อ.เมือง จ.น่าน และสถานธรรมชัยแผ่นดินทอง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี 
เปิดรับบัตรคิวเวลา 06.00 น. - 17.00 น. 
จำนวน 200 คิวต่อวัน  
1 คิว = 1 คน 
❌งดการจองคิว รับบัตรวันต่อวันเท่านั้น 
สอบถามรายละเอียดได้เลยทักแชท 
Facebook ครูบาธรรมชัย – จ. น่าน หรือ แอดไลน์Open Chat (id line : สายกลุ่มสายบุญหลวงพ่อครูบาธรรมชัย(ซานต้า)

‘ปักกิ่ง’ ตั้งเป้า!! เพิ่ม ‘พื้นที่สีเขียว’ ภายในปีนี้ ลุยสร้างสวนสาธารณะ-ปลูกป่าในเมือง 15 แห่ง

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การประชุมงานของสำนักป่าไม้และสวนสาธารณะเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อไม่นานนี้ รายงานว่าปักกิ่งจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในปี 2024 โดยมีเป้าหมายว่าร้อยละ 91 ของผู้อยู่อาศัยจะเข้าถึงสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กภายในรัศมี 500 เมตร

เกาต้าเหว่ย หัวหน้าสำนักฯ เผยว่า ปักกิ่งวางแผนปลูกป่า 10,000 หมู่ (ราว 4,166 ไร่) และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองอีก 200 เฮกตาร์ (ราว 1,250 ไร่) ในปี 2024 รวมถึงมุ่งหน้าสู่การเป็น ‘เมืองแห่งสวน’ ใต้ร่มเงาป่าไม้ โดยปักกิ่งจะเพิ่มสวนสาธารณะและป่าในเมือง 15 แห่ง ควบคู่กับสวนสาธารณะขนาดย่อมและพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก 50 แห่ง

ทั้งนี้ กรุงปักกิ่งมีสวนสาธารณะรูปแบบต่างๆ รวม 1,065 แห่ง พร้อมอัตราความครอบคลุมของพื้นที่สีเขียวต่อหัวอยู่ที่ 16.9 ตารางเมตร โดยปักกิ่งมีความครอบคลุมของป่าไม้สูงแตะร้อยละ 44.9 และความครอบคลุมของป่าไม้ในเมืองสูงแตะร้อยละ 49.8 เมื่อนับถึงสิ้นปีก่อน รวมถึงการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้และพื้นที่สีเขียวในเมืองรายปีสูงแตะ 9.2 ล้านตัน

เอกชนญี่ปุ่น สนลงทุน BCG ใน ‘อีอีซี’ หนุนพัฒนา ‘เมืองน่าอยู่-พลังงานสะอาด’

(31 ม.ค. 67) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยว่า ได้นำคณะจากอีอีซี เยือนเมืองนาโกย่า และเมืองโอชาก้า ประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ดร.สุวิทย์ ธนณินทร์พานิช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน นายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร. นลินี กาญจนามัย รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อชักจูงภาคเอกชนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม BCG ด้านการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยเฉพาะไฮโดรเจนที่เป็นพลังงานใหม่แห่งอนาคตภาคขนส่ง ซึ่งจะเป็นการลงทุนสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนให้พื้นที่อีอีซี และประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้พบกับ Mr. Yasuhiko Yamazaki, Executive Vice President และผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท DENSO Corporation ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก และได้พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดต่อเนื่อง โดยหารือถึงโอกาสการขยายลงทุนจากบริษัทฯ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนเพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด และอีอีซี ได้นำเสนอถึงความก้าวหน้าของอีอีซี สิทธิประโยชน์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อจูงใจการลงทุนดังกล่าวมายังประเทศไทย รวมทั้งเข้าพบผู้บริหาร บริษัท Toyota Motor Corporation เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ รูปแบบแบตเตอรี่ ไฮบริด และไฮโดรเจน ณ พิพิธภัณฑ์ Toyota Kaikan Museum พร้อมเยี่ยมชมสถานีเติมไฮโดรเจน ที่ Toyota Eco ful Town ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่นำไฮโดรเจนมาใช้เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งได้หารือถึงแนวทางการขยายผลนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ภาคขนส่งในพื้นที่อีอีซี 

นอกจากนี้ ยังได้พบกับ Mr. Yoshihiro Miwa กงศุลใหญ่กิตติมศักดิ์ เมืองนาโกย่า และผู้บริหารระดับสูงบริษัท Kowa ซึ่งสนใจจะลงทุนผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น โดยได้หารือถึงการขยายลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อผลิตไฮโดรเจน ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้การลงทุน BCG รวมทั้งคณะฯ ได้เข้าพบ Mr. Hideyuki Yokoyama นายกเทศมนตรีนครโอซากา โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม สร้างความร่วมมือระหว่างเมือง (City-to-City) รวมทั้งได้จัดงานสัมมนาเชิงธุรกิจ ร่วมกับเทศบาลนครโอซากา และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมโอซากา (OCCI) เพื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความก้าวหน้าของการพัฒนาโครงการอีอีซี ตลอดจนสิทธิประโยชน์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม BCG ให้แก่กลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น รวมทั้งคณะฯ ยังได้เข้าหารือกับ Mr. Junichi Ohmori, Executive Officer และคณะผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Daikin Industries ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศอันดับ 1 ของโลก เพื่อประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้าของโครงการ สิทธิประโยชน์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือถึงโอกาสการขยายการลงทุนของบริษัทฯ มายังพื้นที่อีอีซีต่อไป

ดร.จุฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ อีอีซี ยังได้ร่วมกับธนาคาร Mizuho Bank จัดงานประชุมสัมมนารับฟังความเห็นของนักลงทุน (Market Sounding) สำหรับโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ณ อาคาร Mizuho Bank Marunouchi Head Office กรุงโตเกียว โดยเป็นการพบปะนักลงทุนต่างประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงเป้าหมายการเป็นเมืองธุรกิจคู่กรุงเทพฯ (EEC Capital City) และเมืองน่าอยู่ระดับสากล รวมถึงการให้ข้อมูลกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับจากการลงทุนในพื้นที่โครงการฯ โดยมีกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนของประเทศญี่ปุ่น ทั้งกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระบบสาธารณูปโภค ธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยี ให้ความสนใจ อาทิ Ministry of Land, Infrastructure, Transportation and Tourism (MLIT), Urban Renaissance Agency (UR), บริษัท Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น, Tokyo Corporation และบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน 

สำหรับ ภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปี 2561 – พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจของญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจในการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สูงสุดเป็นอันดับที่ 1 โดยมีมูลค่าที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่า 183,702 ล้านบาท 

ทั้งนี้ อีอีซี ได้กำหนดเป้าหมายในระยะเวลา 3 ปี (ปี 2567 - 2569) ให้เกิดมูลค่าการลงทุนจริง ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประมาณ 4 แสนล้านบาท 

‘Icon of the Seas’ เรือสำราญหรู 7 หมื่นล้าน ออกท่องทะเลแล้ว ราคา 61,000-94,000 บาท ส่วนไฮซีซั่นเหยียบ 2 แสน

(31 ม.ค.67) เว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานว่า ไอคอน ออฟ เดอะซีส์ (Icon of the Seas) เรือสำราญใหญ่ที่สุดในโลกได้แล่นออกจากท่าเรือในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐ เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อออกเดินทางครั้งแรกไปท่องเที่ยวเกาะต่างๆ ในทะเลแคริบเบียนเป็นเวลา 7 วัน

เรือสำราญหรูลำดังกล่าวเป็นของบริษัท รอยัล แคริบเบียน กรุ๊ป มีขนาดความยาวของตัวเรือ 365 เมตร มีน้ำหนัก 250,800 ตัน หรือใหญ่กว่าเรือไททานิคราว 5 เท่า สามารถจุผู้โดยสารได้สูงสุด 7,600 คน และพนักงานบนเรืออีกกว่า 2,000 คน มูลค่าการลงทุนสร้าง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 72,000 ล้านบาท

สำหรับภายในเรือสำราญมีจำนวน 20 ชั้น มีร้านอาหาร บาร์ และเลาจน์บนเรือมากกว่า 40 แห่ง มีสระว่ายน้ำ 7 สระและสไลเดอร์น้ำ 6 แห่ง เรือลำนี้ถูกต่อที่อู่ต่อเรือในประเทศฟินแลนด์และติดธงบาฮามาส

อีกทั้ง พิธีตั้งชื่อเรือลำนี้ ยังมีลีโอเนล เมสซี่ กองหน้ากัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาของสโมสรอินเตอร์ ไมอามี เข้าร่วมในพิธีในครั้งนี้ด้วย

ในส่วนของราคาตั๋วล่องเรือสำราญบนเรือไอคอน ออฟ เดอะ ซีส์ มีราคาตั้งแต่ 1,723 -2,639 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 61,000-94,000 บาท ขณะที่ราคาตั๋วในช่วงไฮซีซั่นอย่างคริสต์มาสจะอยู่ที่ราว 5,124 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 182,158 บาท

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการล่องเรือสำราญถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุด สมาคมเรือสำราญระหว่างประเทศ (Cruise Lines International Association : CLIA) ระบุว่า คนวัยหนุ่มสาวให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวพักผ่อนบนเรือสำราญเป็นพิเศษ

โดยอุตสาหกรรมล่องเรือสำราญสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจโลกในปี 2564 รวมมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.66 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เตือนว่าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนเรือลำดังกล่าวจะปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นไปในอากาศ ถึงแม้ว่าแอลเอ็นจีจะมีการเผาไหม้ที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในเรือเดินสมุทรในอดีต

อาทิ น้ำมันเตา แต่ทางบริษัทรอยัล แคริบเบียน กล่าวว่า เรือไอคอน ออฟ เดอะซีส์ ประหยัดพลังงานมากกว่าที่ทางองค์การทางทะเลระหว่างประเทศกำหนดไว้สำหรับเรือรุ่นใหม่ถึงร้อยละ 24

‘ชัยธวัช’ ชี้!! ต้องหยุดนำสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้แล้ว

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 67) นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ ทางไทยรัฐ ในประเด็น ‘หยุดเอาเรื่องสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวพันการเมืองไทยได้แล้ว’ โดยระบุว่า

“ต้องหยุดเอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นโดยพรรคก้าวไกลด้วยซ้ำ แต่เริ่มต้นโดยคณะกรรมการอิสระที่ตั้งโดยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์”

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า มีคนเอาเรื่องสถาบันมาเป็นเหตุผลในการยุบพรรคการเมือง สอยนักการเมือง สร้างความเกลียดชังให้กับกลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน พวกเรา (พรรคก้าวไกล) ก็หวังว่าจะเหลือพื้นที่ให้กับกระบวนการนิติบัญญัติ เป็นพื้นที่ที่จะหาข้อยุติความเห็นต่างอย่างมีวุฒิภาวะโดยกระบวนการประชาธิปไตย

นายชัยธวัช กล่าวถึงกรณีหากมีการยุบพรรคก้าวไกล จากสารตั้งต้นในเรื่อง ม.112 ว่า ก็ต้องดูรายละเอียดสําคัญ สส.พรรคก้าวไกลก็เห็นตรงกันว่าการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงบทบัญญัติมันมีปัญหาที่ควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง ดังนั้นก็รอดูอยู่ว่าคําวินิจฉัยจะมีรายละเอียดยังไง และก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเอามาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปของพรรคก้าวไกล 

นายชัยธวัช ระบุต่อว่า มาตรา 112 ยังมีความสำคัญในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทย และยังมีปัญหาทั้งในเชิงตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ และหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ พรรคก้าวไกลก็ยังจะให้ความสำคัญต่อไป ส่วนจะดำเนินการแบบใด จะต้องพิจารณากันอีกที เพราะยังมีหลายเรื่องที่ต้องการผลักดันให้สำเร็จ

สตม.จับหนุ่มเมืองผู้ดีหื่น ก่อคดีพรากผู้เยาว์ไปกระทำอนาจาร

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

1. สตม.จับหนุ่มเมืองผู้ดีหื่น ก่อคดีพรากผู้เยาว์ไปกระทำอนาจาร บก.สส.สตม. จับกุมนายไทเลอร์ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติอังกฤษ ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกิน สิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมพื้นที่ ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์จับกุม ในระหว่างปี พ.ศ.2557 – 2558 นายไทเลอร์ ผู้ต้องหา ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และได้ไปเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ในระหว่างที่เป็นครูนั้นนายไทเลอร์ ได้ก่อเหตุพาเด็กนักเรียนหญิงต่างชาติ อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติแห่งนั้นไปกระทำอนาจารที่บ้านหลังหนึ่ง  ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เวลากลางคืน เมื่อผู้ปกครองของเด็กหญิงและทางโรงเรียนทราบเรื่อง 

ทางโรงเรียนจึงได้สอบสวนและได้ยกเลิกสัญญาจ้างการเป็นครูของนายไทเลอร์ ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีทางผู้ปกครองของเด็กหญิงขอให้บุตรสาวของตนได้เรียนหนังสือในประเทศไทยให้จบก่อน เมื่อบุตรสาวเรียนจบ ผู้ปกครองจึงได้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายไทเลอร์ พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ขออนุมัติศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับนายไทเลอร์ ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตได้ออกหมายจับที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ให้จับกุมนายไทเลอร์ ในความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร

หลังจากที่ตรวจพบว่านายไทเลอร์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับกระทำความผิดฐานดังกล่าว พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. จึงได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมนายไทเลอร์ จากการสืบสวนทราบว่า หลังจากก่อเหตุ นายไทเลอร์ได้ไปพักอาศัยอยู่กับภรรยาซึ่งเป็นหญิงไทยที่บ้านหลังหนึ่งในย่าน ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา จึงได้จัดกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อสืบสวนติดตามจับกุม เมื่อพบนายไทเลอร์ จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

แฉวีรกรรมแก๊ง ป.4 จัดหนักห้องเรียนซะเละ 'ทุบคอมพ์-ตัดสาย-เอากาวเท' ผอ.สั่งปิดข่าว

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอคเคาต์เอ็กซ์ @RedSkullxxx ได้เปิดสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา พังยับเยิน โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม นักเรียนชั้น ป.4 ที่รวมกลุ่มทำลายข้าวของ โดยระบุว่า

“นี่คือสภาพห้องเรียนของตึก EP ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา จากการถูกกลุ่มเด็กนรก ป.4 รวมกลุ่มกันทำลายข้าวของและจะเผาโรงเรียน

ข้าวของของโรงเรียนเสียหายมาก คอมพิวเตอร์โดนตัดสาย เอาค้อนทุบจอแตกหมดทุกเครื่อง เครื่องปริ้นก็เอากาวเท รวมทั้งโต๊ะครูด้วย สมุด หนังสือเรียนโดนเผา

แต่ประเด็นคือ ผอ.ห้ามครูพูด ห้ามให้เผยแพร่รูปภาพ ห้ามให้เป็นข่าว โดยบอกว่าเด็กแค่เล่นกันเป็นเรื่องปกติ เป็นแค่อุบัติเหตุโดยที่ไม่มีการลงโทษเด็กใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

จนไอ้พวกเด็กที่ทำลอยหน้าลอยตา แล้วอวดในโรงเรียนว่าพวกกูนี่แหละเป็นคนทำ ไม่มีใครทำอะไรได้ ตอนนี้ ผอ.สั่งปิดข่าว ห้ามครูพูดที่ไหน ห้ามให้ส่งรูป ห้ามให้เรื่องดัง ถ้าเรื่องดังครูจะโดนโทษ เหตุเกิดเมื่อวาน (29 ม.ค.) สดๆ ร้อนๆ”

ทั้งนี้ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันศุกร์ที่แล้วคณะครูไปแฟมิลี่เดย์ พอกลับมาวันจันทร์เลยมาเจอห้องเป็นแบบนี้ ผอ.แค่เรียก ผปค.เด็กมารับทราบ และไม่ลงโทษเด็ก ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 1 แต่โทษครูว่าไม่ล็อกห้อง จะล็อกยังไง กุญแจก็ไม่มีให้ และไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้เลย

อาทิตย์ที่แล้วพัสดุที่อยู่ตรงป้อมยามก็โดนเด็กกลุ่มนี้รื้อทิ้งเสียหาย ผอ.ก็โทษครูที่สั่งของมาเอง ทีนี้พอครั้งนั้นไม่โดนลงโทษก็ยังทำอีกรุนแรงกว่าเดิม กลัวจะเกิดเรื่องที่เสียหายกว่านี้ มีเด็กอนุบาลเยอะด้วย

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้าได้ภาพจากกล้องวงจรปิด จะส่งให้ ไม่แน่ใจว่า ผอ.สั่งลบรึยัง แต่มีแน่ๆ เพราะหลักฐานทุกอย่างที่จับได้ว่าใคร ได้มาจากกล้องวงจรปิด คิดว่าน่าจะกลัวเรื่องดังเลยต้องให้รีบๆ จบ”

“เจริญชัย” นำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมไทยแห่งชาติ ร่วม MOU กับ อาชีวศึกษาทั่วประเทศ (อ.กรอ.อศ), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ 

พร้อมให้ผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT)
ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย 
ของหม้อแปลงไฟฟ้า สื่อการสอนทันสมัยที่สุดในอาเซียน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โดยนายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ได้ร่วม “การลงนามความร่วมมือภายใต้การขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กระทรวงศึกษาธิการ กับนายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด พร้อมนำผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมมาให้ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษา, เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี, เพื่อพัฒนาศักยภาพของครู บุคลากรอาชีวศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการให้มีความรู้และทักษะด้านพลังงานและพลังงานทดแทน, เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านพลังงานและพลังงานทดแทนของผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะวิชาชีพตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน, เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการใช้และพัฒนาธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศและเพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานประเทศและมาตรฐานสากลตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มีนโยบายในการให้สถานศึกษาและสถานประกอบการ ที่จะผลิตช่างฝีมือออกไปสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพที่ตรงตามความต้องการ ทั้งนี้สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้ความรู้ทางด้านทฤษฎี ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในระบบทวิภาคี เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อนนักเรียน นักศึกษาออกไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ โดยที่สถานประกอบการจะสอนให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการทำงานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งทั้งสถานศึกษาและสถานประกอบการจะต้องมีความสอดคล้องกัน จึงจะส่งผลดีกับนักเรียน นักศึกษาโดยตรง เป็นการสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านวิชาชีพร่วมกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศชาติต่อไป

การสร้างความเข้มแข็ง และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบันและอนาคต จำเป็นต้องมีกำลังแรงงานในประเทศที่มีคุณภาพการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตกำลังคนสู่งานอาชีพ จึงต้องมีการพัฒนาให้ตรงตามความต้องการของภาคการผลิตและบริการ โดยหลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่น ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การจักการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการการเรียนด้วยการปฏิบัติจริง และการประเมินตามสภาพจริง ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง โดยผู้เรียนให้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ มีแนวทางการศึกษาโดย สถานศึกษาจัดสอนรายวิชาในสถานศึกษาตามแผน การเรียน และสถานประกอบการจัดฝึกอาชีพในสถานประกอบการตามแผนการฝึกอาชีพ โดยระยะเวลาการฝึกอาชีพ จะยาวนานกว่าการฝึกประสบการณ์ของนักเรียนนนักศึกษาภาคปกติ

โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้รับความรู้จากสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ และเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบการอีกด้วย นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์  รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (อ.กรอ.อศ.), (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการให้ความรู้ด้านการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์ (IoT) ก้าวสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และบริหาร Green Energy Low Carbon ส่งเสริมหลักสูตรบำรุงรักษาและมาตรฐานความปลอดภัย อัคคีภัย ของหม้อแปลงไฟฟ้าพร้อมผลิตภัณฑ์รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) และร่วมพัฒนาบุคลากร ร่วมพัฒนาสถานศึกษาและร่วมประเมินสมรรถนะอาชีพ เพื่อสนับสนุนการสร้างคน สร้างงานให้ทันสมัยด้วยนวัตกรรมไทย เน้นความร่วมมือในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษามีคุณภาพ โดยให้เป็นหนึ่งในนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และความต้องการกำลังคนของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนสถานประกอบการ ผมหวังว่าสิ่งที่สถานประกอบการได้มอบให้จะนำพาอาชีวศึกษาไปสู่การประกอบอาชีพได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top