Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

'ชัยวุฒิ' ยัน!! กระแส 'พปชร.’ ไม่แผ่ว นโยบายพรรคยังถูกจริต แต่จำนวน สส.คลาดเป้า เพราะเสียงแตก 2 พรรค มีผล

(5 ก.พ.67) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีเสวนาหัวข้อ 'อนาคตประชาธิปไตยไทยในมิติพรรคการเมือง' ซึ่งจัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุถึงผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้จำนวนสส.ต่ำกว่าเป้า ว่า ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพลาดเป้า ส่วนหนึ่งมาจากการแตกออกเป็น 2 พรรค 

ทั้งนี้ หากพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่แยกพรรคกันในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้ สส.มากกว่านี้ เพราะคะแนนเสียงถูกหารไป ทั้ง ๆ ที่ยังมีคะแนนนิยมเหมือนเดิมในหลายพื้นที่ แต่เมื่อแยกพรรคกัน คะแนนนิยมก็ถูกแบ่ง และการหาเสียงก็มีความยากลำบากขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่า คะแนนนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทำงานมายาวนาน ก็จะได้คะแนนนิยมค่อนข้างสูง จึงทำให้คะแนนเทไปทางพรรครวมไทยสร้างชาติมากกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่แยกพรรคกัน ทำให้กลายเป็นจุดอ่อน ที่ส่งผลให้แพ้ทั้งคู่ ซึ่งถือเป็นบทเรียนของทั้งสองพรรคในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมีคะแนนนิยมอยู่ ซึ่งดูจากจำนวนคะแนนที่ได้รับจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ทางพรรคจะต้องทำกิจกรรมร่วมกับประชาชนและมีนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทั้งต้องรวมคนและรวมพลังกันให้ได้ โดยส่วนตัวยังเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนมากพร้อมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ เพียงแต่เราจะต้องเตรียมพร้อมและรองรับให้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมา แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ จะต้องรวมกำลังคนที่เคยแยกออกไป กลับมารวมตัวกันเป็นพรรคใหญ่ให้ได้ เพื่อสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ มองว่าการเลือกตั้งในอนาคตจะมี 2 เรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเรื่องแรก เป็นเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง หรือ วิธีการเลือกตั้ง ซึ่งค่อนข้างมีผลต่อจำนวนสส.ของแต่ละพรรคอย่างมาก เพราะเมื่อเปลี่ยนวิธีนับคะแนนหรือเปลี่ยนวิธีเลือกตั้ง คะแนนย่อมเปลี่ยนไปด้วย รวมถึงการที่จำนวนพรรคการเมืองและผู้สมัครมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลต่อคะแนนเสียงเช่นกัน ซึ่งเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนที่ได้รับเลือกเป็นสส.เขตบางคนได้คะแนนเพียง 20-30% ของจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิเท่านั้น แต่ก็สามารถชนะเลือกตั้งได้เป็นสส. ซึ่งจะแตกต่างจากในอดีตที่คนชนะส่วนใหญ่ จะต้องได้คะแนนเกิน 50% ขึ้นไป 

ส่วนเรื่องที่สอง ที่มองว่าจะต้องได้รับการแก้ไข ก็คือ ในอดีตกลัวว่าจะมีการใช้สื่อในการชี้นำประชาชน จึงออกกฎหมายควบคุมสื่อดั้งเดิม อย่างสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์อย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่มีการควบคุมสื่อออนไลน์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน แน่นอนว่า ในอนาคตทั้งนักการเมืองและพรรคการเมือง จะต้องปรับตัวรับมือกับโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลายพรรคพยายามจะทำ ในขณะที่อีกหลายพรรคก็ยังตามไม่ทัน ดังนั้น ทั้ง 2 เรื่อง คือ กติกาการเลือกตั้ง และ โซเชียลมีเดีย จะมีผลอย่างมากต่อการเลือกตั้งในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายชัยวุฒิ ยังได้ให้มุมมองทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม โดยกล่าวถึงการผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ว่า นโยบายด้านซอฟต์พาวเวอร์ เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันกันต่อไป เพราะเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างการรับรู้วัฒนธรรมไทยไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาทางพรรคพลังประชารัฐ เคยมีแนวคิดที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งแต่เดิมจะมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพหลัก แต่ในอดีตที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีความชัดเจน และโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาลชุดนี้ ที่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลอย่างจริงจัง มีงบประมาณที่ชัดเจน และในอนาคตหากสามารถยกระดับเป็นองค์กรมหาชน หรือเป็นหน่วยงานด้านนี้โดยตรง เชื่อว่าจะช่วยยกระดับและผลักดันความเป็นไทยออกไปสู่ชาวโลกได้มากยิ่งขึ้น 

‘ภูมิธรรม’ ชี้!! ‘กางเกงช้าง-แมว’ ไทยจดลิขสิทธิ์แล้ว พร้อมสั่งกรมศุลกากรคุมสินค้าใช้ กม.ระงับนำเข้าทุกด่าน

(5 ก.พ. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจีนส่งกางเกงช้างเข้ามาขายในประเทศไทย จะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ว่าขณะนี้มีความชัดเจนว่ากรณีของกางเกงลายช้างหรือลายแมว มีการจดลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว เพียงแต่ในการจดลิขสิทธิ์อาจจะมีความเพี้ยนแตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องมาดูข้อกฎหมายว่าครอบคลุมแค่ไหน แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะครอบคลุมพอสมควร 

ทั้งนี้ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกไปสำรวจตลาดว่าสินค้าดังกล่าวนี้มีมากน้อยแค่ไหน และได้ประสานกับกรมศุลกากรที่มีกฎหมายในการสั่งระงับยับยั้งสินค้าได้ ซึ่งทางกรมศุลกากรจะมีการสั่งทุกด่านในการควบคุมสินค้าตัวนี้ที่เข้ามา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่าเราอาจจะต้องใช้สัญลักษณ์ที่เป็นการจองพื้นที่หรือการสรุปว่าเป็นสินค้าไทย เพื่อเป็นการควบคุมดูแลสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เข้ามานั้นหากเปรียบเทียบกับสินค้าไทย จะเห็นได้ชัดเจนว่าต่างกันลิบลับในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งสินค้าของไทยมีคุณภาพดีมาก ขณะนี้สินค้าที่เข้ามา แม้มีราคาถูกแต่คุณภาพจะไม่ดี ใส่เพียงครั้งเดียวก็ขาดแล้ว โดยการระงับยับยั้งนั้นเป็นการระงับจากนอกประเทศที่เข้ามาในประเทศ แต่เราต้องคำนึงถึงสินค้าตราช้าง หรือตราแมวที่เป็นของไทยที่มีคุณภาพด้วย เพราะเราต้องส่งเสริม ดังนั้น การที่จะออกกฎเกณฑ์อะไรมาต้องคำนึงทั้งสองด้าน

‘วราวุธ’ เผย พบชายพิการโยกสามล้อจากสุโขทัยแล้ว ส่งเจ้าหน้าที่ประกบ พูดคุยหาสาเหตุ - ช่วยเหลือ

(5 ก.พ. 67) ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หนุ่มพิการโยกรถสามล้อจากจังหวัดสุโขทัย ไปที่กรมบัญชีกลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อยืนยันตัวตนขอสิทธิรับเบี้ยความพิการ ว่า ตนขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ส่งข่าวดังกล่าวเข้ามาให้ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้เร่งตรวจสอบและขณะนี้พบตัวบุคคลดังกล่าวแล้ว และเชิญไปอยู่ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อพูดคุยและตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นทราบว่าชายคนดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาจังหวัดสุโขทัยมานานกว่า 2 ปีแล้วทำให้ถูกถอดออกจากบัญชีคนพิการของจังหวัดสุโขทัย ซึ่งทางกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้เข้าไปตรวจสอบและดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับบุคคลดังกล่าวได้อย่างไรบ้าง 

นายวราวุธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอฝากถึงคนพิการทั่วประเทศว่า หากมีปัญหา หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการลงทะเบียน การรักษาสิทธิ หรือเงินสนับสนุนของตนเองนั้นยังไม่ต้องรีบเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพมหานคร ขอให้โทรศัพท์มาที่ศูนย์เร่งรัด จัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) สายด่วน 1300 ของกระทรวงพม. และทางศรส.จะ ดำเนินการช่วยประสานงานและหาข้อมูลให้เพื่อที่จะได้ประหยัดเวลา และประหยัดแรงของพี่น้องคนพิการทุกคน

‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืน จำคุก ‘เพนกวิ้น-อั๋ว’ 2 เดือน กรณีจัดกิจกรรม #Saveวันเฉลิม ปี 63 ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 


(5 ก.พ.67) ที่ศาลแขวงปทุมวัน ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 653/2566 ที่พนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น จำเลยที่ 1 และน.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว จำเลยที่ 2 แกนนำกลุ่มราษฎร เป็นจำเลยในความผิดต่อพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 63 จำลยได้จัดกิจกรรม #Saveวันเฉลิม ทวงความเป็นธรรมให้กับการบุคคลสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณหน้าหอศิลป์กรุงเทพ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสอง มีความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9(2),18 ประกอบมาตราประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งปรับ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือนรวมปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี

จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยทั้งสอง ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกันหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายโดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯหรือไม่ 

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงข้อความใน เฟซบุ๊ก ทั้งไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินเพจ เฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย จำเลยทั้งสองปรากฏตัว ณ สถานที่นัดหมายเนื่องจากพบเห็นข้อความทางเฟซบุ๊ก ดังกล่าวซึ่งเป็นการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ เห็นว่าโจทก์มีตำรวจเป็นพยานยืนยันว่า พบจำเลยทั้งสองนำภาพผู้ลี้ภัยวางไว้ที่บริเวณผู้ชุมนุม จำเลยทั้งสอง พูดปราศรัยห่างจากผู้ชุมนุมประมาณ 1 เมตร ผู้ชุมนุมยืนติดกันไม่เว้นระยะห่างไม่มีจุดคัดกรอง ไม่มีเจลแอลกอฮอล์ จำเลยทั้งสองกล่าวปราศรัยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้

พฤติกรรมของจำเลยทั้งสอง บ่งชี้ว่ามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมชุมนุมโดยเฉพาะจำเลยที่2 เป็นประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทยย่อมมีน้ำหนักรับฟังมั่นคงว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับการจัดกิจกรรมชุมนุมดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองปรากฏตัว เนื่องจากเพราะเป็นข้อความที่ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงได้การที่จำเลยทั้งสอง นำภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาวางบริเวณผู้ชุมนุมและปราศรัยเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยอันเป็นปกติวิสัยของบุคคลที่เห็นข้อความเชิญชวน แต่รายงานสืบสวนเอกสารในตอนท้ายที่ระบุว่า “โปรดเตรียมดอกไม้เพื่อร่วมทวงความเป็นธรรมให้ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” ซึ่งปกติวิสัยของบุคคลทั่วไปเห็นข้อความดังกล่าว และประสงค์จะเข้าร่วมก็เพียงแต่นำดอกไม้มาเท่านั้น ไม่มีเหตุให้นำภาพของผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาชุมนุมและขึ้นกล่าวปราศรัยด้วย

การที่จำเลยทั้งสองนำภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาวางและกล่าวปราศรัยเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจึงไม่ใช่ปกติวิสัยของคนที่เห็นข้อความเชิญชวน การกระทำเช่นนั้นที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงข้อความเฟซบุ๊ก ทั้งไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินของเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว อุทธรณ์จำเลยทั้งสอง ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่2 ว่ามีความผิดฐานไม่ผิดตามคำสั่งพนักงานสอบสวนที่สั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 หรือไม่

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือไม่ใช่เพื่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 (1) การที่จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วจึงไม่มีความผิดนั้น

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจผู้เสียหาย เมื่อผู้นั้นยินยอมหรือตรวจตัวผู้ต้องหา ตรวจสิ่งของ หรือทางที่อันจะสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ข้อเท็จจริงจากพยานเบิกความว่าพยานได้จัดให้จำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจว่าจะมีการเพิ่มโทษหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอมโดยพยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ค้านว่าการขอตรวจลายนิ้วมือจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปตรวจหาประวัติอาชญากรบ่งชี้ชัดว่าพนักงานสอบสวนสั่งจำเลยที่ 2 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อจะได้ทราบว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษมาก่อนอันเป็นเหตุให้เพิ่มโทษตามกฏหมายหรือไม่ คำสั่งของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวนที่สั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน

ชื่นชม!! ‘4 พยาบาลทหารอากาศหญิง’ รุดเข้าช่วยหญิงชรา หลังเป็นลมหมดสติ บริเวณทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

(5 ก.พ.67) จากกรณีที่นาวาอากาศเอกหญิง วัลลภา อันดารา รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ พร้อมด้วยคณะอาจารย์ นาวาอากาศโทหญิง ชญาพัฒน์ ทองปากน้ำ, นาวาอากาศตรีหญิง อุษณีย์ บุญบรรจบ และเรืออากาศโทหญิง ภัทรพร โชคสมงาม ร่วมเดินทางส่งนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ นันท์นภัส เภสัชชา ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ณ สาธารณรัฐเกาหลี 

โดยขณะเดินทางกลับ คณะอาจารย์ พบผู้สูงอายุ มีอาการวูบ หน้ามืด และล้มนอนข้างถนน ทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย คณะอาจารย์ได้ร่วมกันช่วยปฐมพยาบาลจนอาการดีขึ้นและส่งต่อให้พยาบาลของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูแลต่อ 

ทั้งนี้ พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศแสดงความชื่นชมต่อความมีจิตสาธารณะของคณะอาจารย์ ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที และแสดงถึงจรรยาบรรณของวิชาชีพพยาบาลในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จนรอดพ้นภาวะอันตราย เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการกองทัพอากาศ ในการมีจิตสาธารณะ

‘มท.1’ มอบนโยบาย ‘พ่อเมืองทั่วไทย’  จัดงานพิธีมหามงคลในหลวง ร.10

(5 ก.พ.67) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ หลักสี่ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า เนื่องจากปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลครบ 6 รอบ พระชนมายุ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กระทรวงมหาดไทย จึงต้องทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนตื่นตัวและแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกคนมาในวันนี้ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าต้องเตรียมการว่ากิจกรรมต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติ ถวายพระเกียรติ และทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดเป็นภารกิจที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้ตรงกัน เพื่อดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันก็จะติดตามการดำเนินนโยบายที่ตน และรมช.มหาดไทย ที่ได้มอบนโยบายไว้กับทางผู้บริหารกระทรวงฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดว่านโยบายทั้ง 11 ข้อที่ให้ไปมีความคืบหน้าอย่างไร บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือไม่ และต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารอย่างไรบ้าง โดยจะพบกันระหว่างผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทยทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น พร้อมหารือถึงปัญหา และการสนับสนุนต่างๆ ที่ทางกระทรวงฯ จะทำได้

ส่วนความคืบหน้าการติดตามนโยบายเรื่องฝุ่น PM 2.5 นั้น ความเสี่ยงของฝุ่น PM 2.5 กระทรวงมหาดไทยได้เพิ่มเป็น 11 นโยบาย คือ นโยบายอากาศสะอาด นำความคิดเห็นจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ที่ประสบเหตุ ว่ามีมาตรการควบคุมป้องกันและช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบเรื่องฝุ่นอย่างไรบ้าง 

'นายกฯ' ถก!! ปตท. 'หารือ-หนุน' การลงทุนในต่างประเทศ  แนะ!! ลุย 'โซลาร์ลอยน้ำ-ผลักดันสตาร์ตอัปไทย' ในศรีลังกา

(5 ก.พ.67) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 14.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่าได้หารือกับนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และนายคงกระพัน อินทรแจ้ง กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 

ทั้งนี้นายเศรษฐาได้เปิดเผยว่าการหารือกับประธานบอร์ด ปตท. และ ซีอีโอ ปตท. โดยหารือถึงโอกาสในการลงทุนของ ปตท.ในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการขยายธุรกิจ และมีโอกาสอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะในโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) รวมทั้งการขยายการลงทุนไปยังศรีลังกา ซึ่งต้องการการลงทุนจากประเทศไทยอย่างมาก

“หลังจากผมได้กลับมาจากการเดินทางที่ประเทศศรีลังกา ผมได้เชิญประธานกรรมการ ปตท. เพื่อมาพูดคุยถึงโอกาสในการลงทุนของ ปตท.ในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการขยายธุรกิจ และถือว่ามีโอกาสอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงานสะอาด (Solar Floating) ซึ่งประเทศศรีลังกา พร้อมเปิดรับการลงทุนจากไทยด้วย”

นอกจากนั้นได้ให้นโยบายด้วยว่าอยากให้ ปตท.เข้ามาส่งเสริมธุรกิจ Start-up และการส่งเสริมผลักดันสมาคมกีฬาต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งได้รับผลการตอบรับอย่างดีจากทาง ปตท.ด้วย

"เชื่อมั่นว่าจะเป็นการยกระดับของปตท. ไม่ใช่เป็นเพียงแค่บริษัทพลังงานในประเทศไทย แต่ยังเสริมสร้างโอกาสดี ๆ ให้กับประชาชนในประเทศอีกด้วยครับ" นายกรัฐมนตรี กล่าว 

‘ภูมิธรรม’ ซัด!! 'ก้าวไกล' อย่าหมกมุ่นแก้แต่ 112 ย้ำ!! จุดยืน ‘พท.’ อะไรที่นำสู่ความขัดแย้ง ไม่แตะ

(5 ก.พ. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการวิเคราะห์กันว่าหากยุบพรรคก้าวไกล จะทำให้ยิ่งยุบยิ่งโต ว่า ยิ่งยุบยิ่งโตเป็นเพียงวาทกรรม จะยุบแล้วจะโต จะยุบแล้วจะเล็ก หรือจะอะไรต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ตนว่าอย่าไปคาดการณ์อะไร เพราะตอนนี้จะยุบหรือไม่ ยังไม่รู้ หากจะยุบ จะยุบแบบไหน ทุกอย่างมีปัจจัย ย้ำว่ายิ่งยุบยิ่งโตเป็นแค่วาทกรรม อย่าให้ความสำคัญมาก เราให้ความสำคัญกับความเป็นจริงดีกว่า 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม จะพิจารณาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักในเรื่องนี้ไว้? นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาดู หากชัดเจนว่าการพูดถึงหรือดำเนินการเรื่องนี้เป็นเรื่องการล้มล้างการปกครอง ก็ชัดเจนว่ามติศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร เราคงต้องดูรายละเอียด” 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนต่อประเด็นความผิดตามมาตรา 112 อย่างไร? นายภูมิธรรม กล่าวว่า “จุดยืนเรื่องมาตรา 112 ของพรรคเพื่อไทยชัดเจน เราพูดมาตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ได้ เพราะมีประชาชนหลายส่วนเห็นต่างกัน จุดยืนของเราคือเรื่องอะไรที่มีความอ่อนไหวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่และยังมีความเห็นต่างกัน ต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อน ถ้ายังหาข้อสรุปไม่ได้ไม่ควรหยิบยกขึ้นมา พรรคเพื่อไทยชัดเจน จะเห็นว่าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเราจึงไม่แตะเรื่องมาตรา 112 จนกว่าทุกอย่างจะชัด และเชื่อว่าถ้ายังคงเป็นเช่นนี้ ไม่ควรไปแตะต้อง เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นอกเหนือการเมือง”

“เมื่อสภาพสังคมเป็นเช่นนี้ ไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาและไปกระทบกระเทือนสถาบัน และหน้าที่ของรัฐบาลขณะนี้คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหาวิกฤติประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจ ที่ต้องสนใจและแก้ปัญหา ตนเคยตอบกระทู้ของนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถามในเรื่องนี้ว่าทำไมต้องไปหมกมุ่นเรื่องนี้ ทำไมไม่มาสนใจเรื่องที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชน” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อลดขอบเขตการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ? นายภูมิธรรม กล่าวว่า “นายปิยบุตรเป็นนักกฎหมาย ต้องไปถามรายละเอียดกับนายปิยบุตร ตนเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่เข้าใจรายละเอียดที่นายปิยบุตรพูด และยังไม่ได้เห็นรายละเอียดดังกล่าว แต่ส่วนตัวคิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ กลไกทางการเมืองทั้งหมดเป็นเรื่องของหลักการอยู่แล้ว คือ การกระจายอำนาจและรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่ความเห็นของคนใดคนหนึ่ง และความเห็นคนใดคนหนึ่งไม่ใช่สาระที่จะต้องเอามาเป็นเรื่องที่สังคมต้องเอามาดำเนินการ หากมีความเห็นอะไรก็เสนอเข้าสภา ถ้าสภาพิจารณาอย่างไรถือเป็นความเห็นของตัวแทนประชาชน”

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากไปหรือไม่? นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด แต่คิดว่าท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทุกองค์กรมีหน้าที่ตามสถานการณ์ ตามเงื่อนไข หากเหมาะสมก็ดำเนินการไป เป็นที่ยอมรับ แต่หากมีปัญหาก็จะหยิบยกขึ้นมา และต้องไปพิจารณาต่อว่าจะจัดการอย่างไรให้เหมาะสม แต่ส่วนตัวมองว่าโดยพลวัตของการเปลี่ยนแปลง ทุกองค์กรทุกหน่วยงานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คงต้องไปรอดูตรงนั้น”

ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน จัดงาน China Fair 2024 ส่งเสริมการศึกษา สร้างโอกาสการทำงาน

(5 ก.พ.67) สมาคมนักเรียนไทย-จีน จัดงานมหกรรม China Fair 2024 by TCSA : Study - Work -Travel ณ ลาน Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 3-4 ก.พ.67 โดยพิธีเปิดเริ่มขึ้นในเวลา 10.30 น. ของวันที่ 3 ก.พ. 67 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานฝ่ายไทย และนางเฝิง จวิ้นอิง อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัคราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำราชอาณาจักรไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงานฝ่ายจีน และ ดร. ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) กล่าวในฐานะผู้ร่วมจัดงาน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงบูทส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน และยังมีการเปิดรับสมัครงานจากบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถด้านภาษาจีน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับบริษัทในภาคบริการการท่องเที่ยว เช่น ตั๋วเครื่องบิน, ประกันภัย, เอเจนซี่, ทุนการศึกษา, การแนะนำมหาวิทยาลัย, เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ, บริการวีพีเอ็น, บริการด้านเอกสารวีซ่า และบริการใช้จ่ายไร้เงินสด นอกจากนี้ ยังมีโชว์การแสดงศิลปะการต่อสู้จีน จากโรงเรียน 

นอกจากการออกบูธขององค์กรและบริษัทต่าง ๆ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อแชร์ประสบการณ์แนะแนวการศึกษาในสาขาต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, การแพทย์, การแพทย์แผนจีน, คอมพิวเตอร์, รัฐศาสตร์ และธุรกิจ รวมทั้งการบอกเล่าไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาไทยในจีน ทุนการศึกษาและวิธีการยื่นขอรับทุน ซึ่งทั้งหมดนั้นรวมอยู่ใน Seesion การแชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่ในช่วง ‘Fit to Fly’ ในวันที่ 3 ก.พ.

นอกจากในประเด็นการศึกษาแล้ว ในวันที่ 4 ก.พ. ยังมี Session การแชร์ประสบการณ์การทำงานจากผู้นำระดับประเทศ และผู้บริหารระดับ CEO ชั้นนำในวงการธุรกิจไทย-จีน ไม่ว่าจะเป็น ‘พี่บูม’ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (เรียนจบจากประเทศจีน), ‘ครูพี่ป๊อป’ ดร.ณัฐพงศ์ นำศิริกุล ติวเตอร์ภาษาจีนชื่อดัง ที่เป็นทั้งพิธีกรและผู้ประกาศข่าว, ‘พี่เก่ง’ สิรภพ ตันติธรรม MD บริษัท OCR จำกัด, ‘พี่ฝน’ เจตยา วรปัญญาสกุล Head of Learning Center บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), คุณ Xu Genlou Vice president (Chinese Market) Sales and Marketing Department Amata Corporation Plc., ‘พี่นุ๊ก’ รชาดา แสงสุริยะฉัตร บริษัท ฉัตรชัยแพทย์แผนโบราณ จํากัด (หมอเส็ง)

ตัวแทนผู้สนับสนุนจากฝ่ายจีน นางเฝิง จวิ้นอิง กล่าวในพิธีเปิดว่า "เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ได้มีการร่วมลงนามยกเว้นวีซ่า หรือระหว่างไทย-จีน อย่างถาวร การไปมาระหว่างสองประเทศก็จะง่าย และสะดวกสบายมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนในมิติต่าง ๆ โดยงาน China Fair ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้กลายเป็นช่องทางและสะพานที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนในมิติการศึกษา การค้าขาย และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่”

สำหรับประธานฝ่ายไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ก็ได้กล่าวถึงประเด็นการยกเว้นวีซ่า หรือ ระหว่างไทย - จีนเช่นกัน โดยกล่าวว่า "การลงนาม ‘ฟรีวีซ่า ไทย-จีน’ ในครั้งนี้ จะส่งผลดีกับทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีน กระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ส่งเสริมด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจอีกมากมาย รวมถึงส่งเสริมด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน 

รองนายกฯ ยังกล่าวแสดงความชื่นชมต่อสมาคมนักเรียนไทย-จีนอีกว่า “ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้ง กับสมาคมนักเรียนไทย-จีน ที่จัดกิจกรรมดี ๆ ในครั้งนี้ และขออวยพรให้น้อง ๆ เยาวชนไทยที่ศึกษาที่ประเทศจีน หรือที่ศึกษาเกี่ยวกับจีน ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนรู้ภาษา และการหาประสบการณ์ในต่างประเทศ ให้เติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งภาษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สิ่งสำคัญที่จะช่วยสื่อสารความเข้าใจระหว่างกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยน เรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณี ความรู้ และความคิด อันจะนำพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีงามของไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทางรัฐบาลพร้อม และยินดีที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของสมาคมนักเรียนไทย-จีน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ไทย-จีน”

ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน ก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากงานนี้ "ดิฉันเชื่อมั่นว่าการจัดงานในวันนี้ จะช่วยตอบโจทย์ให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ ส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในประเทศจีนได้อย่างตรงจุด ทั้งเรื่องการเตรียมตัวก่อนไปเรียน การใช้ชีวิต การพัฒนาทักษะให้พร้อมทํางานในหน่วยงานหรือองค์กรจีน ตลอดจนการท่องเที่ยวจีนซึ่งไทย-จีน ที่เพิ่งจะมีการลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างกันอย่างถาวร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา"

China Fair 2024 จบลงไปอย่างราบรื่น และเป็นที่ประทับใจของผู้มาร่วมงาน โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นช่องทางที่ดีในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับจีน ทั้งด้านวัฒนธรรม การศึกษา การทำงานและการท่องเที่ยวในจีนมากยิ่งขึ้น กิจกรรมนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างไทย-จีน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน China Fair และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาคมนักเรียนไทย-จีน ในการที่จะช่วยรวบรวมนักศึกษาไทยในจีนและนักศึกษาจีนในไทย เพื่ออนาคตความสัมพันธ์ไทย-จีน

‘กกพ.’ ยัน!! เชื้อเพลิงก๊าซฯ ยังสำคัญช่วงเปลี่ยนผ่าน ในจังหวะพลังงานหมุนเวียนยังพึ่งพาไม่ได้ 100%

5 ก.พ. 67) นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงก๊าซในระบบการผลิตไฟฟ้าหลักยังมีความจำเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรองรับความมั่นคงและความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถพึ่งพาได้ 100%  

แม้ภาคนโยบายจะวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของไทยอย่างต่อเนื่องก็ตามในมิติด้านสังคมมองว่า ประเทศไทยยังมีนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าอัตราเดียวกันทุกพื้นที่เพื่อกระจายความเจริญ มีนโยบายที่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มีนโบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสภาวะวิกฤตพลังงาน และมีนโยบายไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะเพื่อความปลอดภัยประชากรโดยไม่คิดค่าไฟฟ้า

ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ใช้ไฟฟ้าเป็นกลไกสนับสนุนสังคมให้มีการใช้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน การวางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว (Energy Transition) จะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางเทคโนโลยีประกอบด้วย เช่น การประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การพัฒนาการของระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่รวดเร็ว (Disruptive Technology) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทันเวลา จะสามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ลดราคาพลังงาน และสามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ตรงเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน เกิดการพัฒนาร่วมกันที่สมดุลและยั่งยืน

"อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียวสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าสีเขียวจากระบบได้ในราคาที่เป็นธรรมและไม่เอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิม"

นายคมกฤช กล่าวอีกว่า ความท้าทายบนกระแสความเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงานต่อการกำกับดูแลเพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการพัฒนาภาคพลังงานให้เกิดความยั่งยืนจะมีทั้งหมด 4 ด้าน ประกอบด้วย 

-การกำกับดูแลเพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ เช่น พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก รวมไปถึงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บคาร์บอนในประเทศ

-การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสามารถรองรับแนวโน้มพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้มา กที่สุดในราคาที่เหมาะสม

-การส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนตามศักยภาพและความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ภาคพลังงานไทยมีความได้เปรียบซึ่งสามารถดึงเอาศักยภาพและความได้เปรียบเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ศักยภาพในเชิงที่ตั้งที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้และต่อเนื่องจากการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร ภูมิประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมติดกับ สปป.ลาว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดสามารถเชื่อมต่อและรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก สปป.ลาว ได้เป็นจำนวนมาก และการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และแหล่งอื่นๆ รวมทั้งการนำเข้าจากต่างประเทศให้เสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันก็สามารถช่วยเสริมการให้บริการไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ สถานการณ์รองรับความผันผวนพลังงานและยังสามารถพัฒนาให้เป็นหลุมกักเก็บคาร์บอนได้ด้วย 

-การเพิ่มการแข่งขันในภาคพลังงานโดยมุ่งให้ผลประโยชน์เกิดกับผู้ใช้ไฟฟ้า ส่งเสริมผู้ใช้พลังงานและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงและใช้พลังงานสะอาดได้ในระดับราคาที่เหมาะสม

สำหรับความท้าทายในการกำกับดูแลกิจการพลังงานในระยะต่อไป คือการสร้างความมั่นคงและความมีเสถียรภาพทางด้านพลังงานที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สามารถบรรลุเป้าหมายทำให้ภาคพลังงานรับใช้ประชาชนผู้ใช้พลังงานด้วยการพัฒนาสังคม ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ 

และสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Energy Transition) โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อจำกัดอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ขณะนี้ประชากรโลกให้ความสำคัญกับสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น จึงร่วมกันตั้งเป้าหมายที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ประเทศไทยมีเป้าหมายการเข้าสู่สังคม Carbon Neutral ในปี 2050 และ เข้าสู่สังคม Net Zero Emission ในปี 2065 เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังเริ่มมีมาตรการหรือกลไกเชิงบังคับ (CBAM) เพื่อให้ทุกประเทศร่วมกันใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดสภาวะโลกร้อนให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงนโยบายการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถใช้พลังงานสะอาดที่สะดวกในราคาที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันในตลาดโลกตามกติกาสากล จะต้องเป็นการเปลี่ยนผ่านที่มีรูปแบบให้มีการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อความมั่นคงในการให้บริการ ต้องมีรูปแบบการเปลี่ยนผ่านที่ยังคงสามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานในสังคม และยังคงมีการให้บริการสาธารณะในระดับที่เพียงพอและเกิดความปลอดภัยในสังคมต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top